ลี่จูไปไม่นานเขากลับมาพร้อมกับแผนที่ในมือ
“แผนที่นี้เป็นแผนที่ทั้งหมดในดินแดนแห่งเทพนี้ตระกูลของเราได้จัดทำขึ้นมาเอง ข้าคัดลอกไว้หลายชุดท่านเอาไปใช้ชุดหนึ่งก็แล้วกัน”
“ขอบใจท่านมาก ข้าต้องขอตัวก่อนไว้เจอกัน”
“ไว้เจอกัน”
เฟิ่งหยูเดินออกจากร้านค้าของตระกูลลี่เขามุ่งตรงออกไปนอกเมืองในทันที หลังจากเฟิ่งหยูออกมาจากเมืองต้าหวางได้สักพักเขาหยิบแผนที่ออกมาเปิดดู
“ข้าสมควรเดินทางไปในทิศทางใดก่อนดีนะ”
สายตาของเฟิ่งหยูมองและจดจ้องอยู่ที่แผนที่ในมือของเขาเขาไปสดุดตากับจุดหนึ่งบนแผนที่สถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่าดินแดนแห่งเทพโบราณเฟิ่งหยูดูจากแผนที่แล้วพบว่าอยู่ห่างจากเมืองต้าหวางไปไกลพอสมควรหากใช้การเดินเท้าคงใช้เวลาเป็นเดือนๆ อย่างแน่นอน เฟิ่งหยูส่งจิตสัมผัสไปยังแหวนมิติของเขา
เฟิ่งหยูยังพบว่าเรือเล็กของเขายังเหลืออยู่ในแหวนมิติอีกสองลำส่วนที่เหลืออยู่ในวิหารสุริยันจันทราในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ของเขาเองซึ่งตอนนี้ยังคงเปิดใช้งานไม่ได้
“ยังดีที่ยังเหลือเรือเล็กอยู่สองลำไม่เช่นนั้นข้าคงต้องเดินทางลำบากอย่างแน่นอน เฟิ่งหยูนำเรือเล็กออกมาจากแหวนมิติของเขาพร้อมกับนำหินวิญญาณระดับต่ำใส่เข้าไปเขากระโดดขึ้นเรือเล็กพร้อมทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว เขามุ่งหน้าไปทางทิศเหนือตามที่แผนที่ระบุเอาไว้
เฟิ่งหยูสังเกตดินแดนแห่งเทพนี้ไปด้วยระหว่างเดินทางเขาพบว่าดินแดนแห่งเทพนี้มีความสมบูรณ์กว่าโลกเดิมที่เขาจากมาอีกทั้งพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดเองก็หนาแน่นเป็นอย่างมาก แต่ที่น่าแปลกคือตลอดระยะเวลาที่เดินทางเฟิ่งหยูกลับไม่พบเจอกับสัตว์อสูรเลยแม้แต่ตัวเดียว
เฟิ่งหยูพลันนึกขึ้นได้เขารีบเปิดดูแผนที่อีกครั้งเพราะในบันทึกของตระกูลลี่ที่เขาได้รับมาเขาพบว่ายังมีสถานที่ที่ระบุเอาไว้ว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรโดยเฉพาะเขามองดูแผนที่อย่างละเอียดและพบว่าในแผนที่มีสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ห่างไกลและเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอย่างมากมันมีชื่อว่าดินแดนสัตว์อสูร
“ข้าคงต้องไปเยี่ยมดินแดนสัตว์อสูรดูสักครั้งหากมีโอกาสข้าเองอยากรู้ว่าสัตว์อสูรในดินแดนแห่งเทพนี้จะแข็งแกร่งมากเพียงใด”
เฟิ่งหยูใช้เวลาในการเดินทางเจ็ดวันเขาจึงมาถึงยังจุดที่แผนที่บอกเอาไว้ดินแดนแห่งเทพโบราณ เมื่อเฟิ่งหยูลงจากเรือเล็กเขาเดินไปยังด้านหน้าพบกับกำแพงสูงตั้งตระหง่าอยู่มีผู้คนอยู่ไม่มากเท่าไหร่เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองต้าหวาง
ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านธรรมดาระดับพลังไม่สูงมากนักเมื่อพวกเขาเห็นเฟิ่งหยูเดินทางมาพลันแปลกใจทันที
“เจ้าหนุ่มเจ้ามาจากที่ไหนเจ้าไม่รู้หรือไงว่าที่นี่เป็นเมืองต้องสาบผู้คนที่อยู่ที่นี่ล้วนแล้วแต่พลังยุทธ์ต่ำเตี้ยเรี่ยดินผู้ที่มีพลังยุทธ์สูงไม่สามารถอยู่ในดินแดนแห่งนี้ได้”เสียงของชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเฟิ่งหยู
“คารวะท่านผู้อาวุโสข้าน้อยเองเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้เพราะอยากรู้ว่าดินแดนแห่งเทพโบราณเป็นยังไงข้าน้อยอยากที่จะมาดูให้เห็นกับตาตัวเองสักครั้งหนึ่ง อีกอย่างข้าน้อยก็มีพลังยุทธ์ต่ำอยู่แล้ว”
“เช่นนี้เองเช่นนั้นก็เชิญเจ้าเข้าไปดินแดนแห่งเทพโบราณได้ หากเจ้ามีพลังยุทธ์สูงเจ้าจะถูกดินแดนแห่งนี้ลงโทษเอง”ชายชรากล่าวพร้อมกับเดินจากไป ผู้คนทั้งหลายจึงเลิกสนใจและเริ่มใช้ชีวิตอย่างปกติ
เฟิ่งหยูเดินเข้าไปยังดินแดนแห่งเทพโบราณโดยได้รับความสนใจจากชาวบ้านที่อยู่รอบๆ แต่เมื่อไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นพวกเขาจึงเลิกสนใจส่วนมากผู้คนที่เดินทางมายังดินแดนแห่งเทพโบราณนั้นหากมีพลังยุทธ์สูงพวกเขาจะถูกดินแดนแห่งเทพส่งออกมาในทันทีพร้อมๆ กับสายฟ้าที่ฟาดลงมาอย่างรุนแรงจนพวกเขาไม่สามารถฝึกฝนพลังยุทธ์ได้อีกต่อไปแต่ก็ยังไม่เคยมีใครที่ถูกฟ้าฟาดจนเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว จนหลัง ๆ มาดินแดนแห่งเทพโบราณนั้นกลับกลายเป็นนามเรียกขานที่เริ่มหายไปและถูกเรียกว่าดินแดนต้องสาบแทน
“ที่ข้าเข้ามาที่นี่ได้คงเป็นเพราะว่าพลังปราณของข้านั้นหมดไปกับการกักขังราชาปีศาจบาเอลเป็นแน่หากเป็นปกติข้าคงไม่สามารถเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ได้อย่างแน่นอน” เฟิ่งหยูคิดอยู่ในใจเพียงลำพัง
เฟิ่งหยูเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาไปพบกับแท่นศิลาจารึกขนาดใหญ่อยู่ใจกลางเมืองเก่าโบราณที่มีแต่ซากปรักหักพังเฟิ่งหยูเดินเข้าไปเขามองไปยังศิลาจารึกขนาดใหญ่นั้นอยู่นาน
“เจ้าดูไปก็อ่านไม่รู้เรื่องหรอกมันเป็นภาษาโบราณของเทพเจ้าไม่สามารถเข้าใจมันได้พวกเราพยายามศึกษามันมานานกว่าแสนปีแล้วพวกเรายังไม่สามารถอ่านมันได้เลยแม้แต่ตัวเดียว”ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาหาเฟิ่งหยู
“เจ้าคงมาใหม่สินะ ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนแห่งเทพโบราณ”
“ท่านว่ายังไงนะพวกท่านไม่สามารถอ่านมันออกเช่นนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว พวกเราพยายามศึกษาดูตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งแสนปีมานี้พวกเราหลายต่อหลายรุ่นไม่สามารถอ่านข้อมูลจากศิลานี้ได้เลย”
“ข้าน้อยเฟิ่งหยู ข้าน้อยเดินทางมาจากเมืองต้าหวาง”
“ข้าหลุนยู่เฟยข้าอยู่ที่นี่มาเกือบห้าสิบปีแล้ว ข้ามาศึกษาดูดินแดนแห่งนี้และพบว่ามันมีความลึกลับซ่อนอยู่เลยทำให้ข้าสนใจและศึกษาสถานที่แห่งนี้มานานกว่าห้าสิบปี”
“เจ้ายังไม่มีที่พักใช่ไหมตามข้ามาสิ มาพักกับข้าก่อนแล้วข้าจะเล่าเรื่องของดินแดนแห่งเทพโบราณแห่งนี้ให้เจ้าฟัง”
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านแล้ว”เฟิ่งหยูไม่ปฏิเสธคำชวนของหลุนยู่เฟย เพราะดินแดนแห่งนี้ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังยุทธ์สูงอยู่อย่างแน่นอนอีกอย่างเขาเองก็มีร่างกายที่แข็งแกร่งจึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าใครจะสามารถทำร้านเขาได้ในสถานที่แห่งนี้
เฟิ่งหยูเดินตามหลุนยู่เฟยไปยังที่พักของเขา เพียงไม่นานเฟิ่งหยูก็มาถึงยังที่พักของหลุนยู่เฟยซึ่งเป็นบ้านพักชั้นเดียวถูกสร้างและตกแต่งอย่างสวยงามเขาอาศัยอยู่ที่นี่มานานจึงทำให้เขาสร้างที่พักถาวรเอาไว้เพื่อจะได้ศึกษาเรื่องราวต่างๆ ภายในดินแดนแห่งเทพโบราณแห่งนี้นั่นเอง
“นี่บ้านของท่านเช่นนั้นหรือมันดูดีเป็นอย่างมากเลย”
“ใช่ข้าสร้างมันเอาไว้เพื่อจะได้อยู่ที่นี่เพื่อศึกษาดินแดนแห่งนี้ได้อย่างสะดวกสบายเจ้าจะพักอยู่ร่วมกับข้านานเท่าไหร่ก็ได้ เพราะข้าดูแล้วเจ้าเองก็คงสนใจดินแดนแห่งเทพโบราณแห่งนี้ไม่น้อยไปกว่าข้าอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นข้าคงต้องรบกวนท่านส่วนเรื่องอาหารการกินนั้นข้าเตรียมมาพอสมควรเช่นนั้นวันนี้พวกเรามาดื่มด้วยกันก่อนที่ข้าจะสำรวจดินแดนแห่งนี้ในวันพรุ่งนี้กันเถอะ”
“ก็ดีเหมือนกันข้าเองก็ไม่ได้ดื่มกับใครมานานมากแล้วผู้คนที่เข้ามาในดินแดนแห่งนี้พวกเขามักจะมาหาสมบัติเสียเป็นส่วนใหญ่น้อยคนนักที่จะสนใจศิลาจารึกเช่นเจ้า”
พวกเขาทั้งคู่นั่งดื่มด้วยกันหลุนยู่เฟยเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เขาสำรวจในดินแดนแห่งเทพโบราณนี้ให้เฟิ่งหยูฟังอย่างไม่เบื่อทุกเรื่องที่เขาเล่ามาเฟิ่งหยูสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเขารู้ว่ามีผู้คนจำนวนมากที่อยู่ที่นี่เพื่อศึกษาดินแดนลึกลับแห่งนี้และพวกเขาแทบจะเรียกได้ว่าอยู่มานานกว่าหลุนยู่เฟย บางคนอยู่ศึกษามากว่าหนึ่งพันปีก็มี
ซึ่งผู้คนส่วนมานี้จะอยู่ลึกเข้าไปอีกส่วนที่หลุนยู่เฟยเลือกที่จะอยู่ในบริเวรนี้เพราะเขาสนใจศิลาจารึกนั้นนั่นเอง
ในตอนแรกที่เฟิ่งหยูเห็นศิลาจารึกนั้นเขาเองก็แปลกใจเป็นอย่างมากเนื่องจากตัวอักษรที่สลักลงในศิลาจารึกนั้นเป็นภาษาที่มาจากโลกของเขาซึ่งเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีนั่นเอง เพียงแต่ว่าเขายังไม่ทันได้อ่านจนจบ หลุนยู่เฟยก็โผล่ออกมาขัดจังหวะเขาเสียก่อน
เลยทำให้เขาจำเป็นต้องติดตามหลุนยู่เฟยมาที่พักของเขา เผื่อจะได้รู้เรื่องราวอื่น ๆ ที่เขาไม่รู้อีกในดินแดนแห่งนี้
พวกเขาดื่มกันจนดึกจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อนโดยหลุนยู่เฟยนั้นเมื่อมีคนที่คอยรับฟังอย่างดีอย่างเฟิ่งหยูทำให้เขาดื่มมากเป็นพิเศษเมื่อถึงห้องพักทำให้เขาหลับไปในทันที
รุ่งเช้าวันต่อมาเฟิ่งหยูจึงกลับไปอ่านศิลาจารึกนั้นอีกครั้งโดยข้อความที่บันทึกไว้ในศิลาจารึกนี้ได้บอกกล่าวถึงเรื่องราวในอดีตของดินแดนแห่งเทพโบราณแห่งนี้เอาไว้ว่า
ดินแดนแห่งเทพนี้เป็นดินแดนที่มีผู้ฝึกยุทธ์ในระดับที่สูงในระดับมหาเทพอยู่เป็นจำนวนมากพวกเขาอยู่ร่วมกันอย่างไม่เคยแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ทั้งเผ่ามนุษย์ เผ่าสัตว์อสูร หรือแม้แต่เผ่าปีศาจ พวกเขาร่วมกันสร้างเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก
ทั้งความรู้และทักษะยุทธ์รวมถึงอาวุธต่าง ๆ ถูกพัฒนาและผลิตออกมาเป็นจำนวนมากจนกระทั่งวันหนึ่งเริ่มมีผู้ฝึกยุทธ์เผ่าต่าง ๆ ฝึกฝนจนระดับพลังก้าวข้ามระดับมหาเทพไปพวกเขาทั้งหมดรวมตัวกันและเรียกตัวเองว่าเป็นเผ่าเทพ พวกเขาร่วมกับปกครองและช่วยเหลือผู้ที่ฝึกยุทธ์ทั้งหลายให้สามารถฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว
และก็เป็นดังที่พวกเขาตั้งใจเอาไว้เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ฝึกฝนกันอย่างรวดเร็วและสามารถเข้าร่วมเผ่าเทพได้เมื่อจำนวนของเผ่าเทพเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มที่จะแก่งแย่งชิงดีกันมากขึ้น เผ่าต่าง ๆ ล้วนต้องการที่จะเป็นใหญ่เหนือกว่าเผ่าอื่นๆ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามของเผ่าเทพ
สุดท้ายพวกเขาทำสงครามกันยาวนานกว่าหมื่นปีจนในที่สุดพวกเขาก็ถูกสังหารกันไปจนแทบจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์เทพ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแต่ละเผ่าพันธุ์จึงกลายเป็นศัตรูกันมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อเฟิ่งหยูอ่านบันทึกนั้นเสร็จจึงเข้าใจในทันทีว่าเหตุใดแต่ละเผ่าพันธุ์ถึงได้กลายเป็นศัตรูกันจนถึงปัจจุบันเมื่อเฟิ่งหยูสังเกตดูศิลาจารึกนั้นเขาพบความผิดปกติอย่างหนึ่งอยู่นั่นก็คือตรงบรรทัดสุดท้ายของศิลาจารึกนั้นเป็นอักษรตัวเล็กๆ ที่พอจะอ่านได้บอกกล่าวถึงข้อความของผู้บันทึกศิลาจารึกอันนี้เอาไว้