“แต่จะไปตามหาใครที่ไหนเจ้าคะ? เทศกาลบวงสรวงเทพเจ้าผู้คนทั่วทั้งเมืองสืออันต่างออกมาเฉลิมฉลอง มีหมู่บ้านมากมายจะตามหาใครสักคนย่อมไม่ง่ายดายนัก!”
นางซูขมวดคิ้วแน่นนางคิดว่าไม่แจ้งทางการจะดีกว่า...แต่ก็ไม่เต็มใจที่จะปล่อยให้คนสกุลเย่ก่อเรื่องวุ่นวายโดยที่พวกตนทำอะไรไม่ได้เลย
เย่ชิงชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เขาเป็นชายไว้เคราแพะใช่หรือไม่?ในเมื่อรูปร่างหน้าตาของเขาโดดเด่นเช่นนั้นหากไปสอบถามตามหมู่บ้านต่างๆ ก็น่าจะหาตัวเขาพบไม่ยากนัก” เป็นไปไม่ได้ที่ในทุกหมู่บ้านจะมีแต่คนไว้เคราแพะไม่ใช่หรือ?
“ข้าจะไปตามหาเขาเองเจ้าค่ะ” หยางหลิ่วลุกขึ้นยืนพลางกล่าวว่า“ข้ารู้สึกว่าวิธีของชิงชิงเป็นไปได้ มีพยานยืนยันมากมายเช่นนี้คอยดูว่าคนสกุลเย่จะไม่โชคร้ายได้อย่างไร!”
“เรื่องนี้...” นางซูลังเลอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ก็ได้เมื่อถึงคราวที่ต้องตัดสินใจ หากไม่ลงมือเด็ดขาดก็จะเกิดความยุ่งยากตามมาให้บทเรียนแก่พวกเขาอย่างหนักหน่วง พวกเขาถึงจะสงบเสงี่ยมลงได้”
นางเข้าไปในห้องแล้วหยิบถุงเงินออกมาพลางกล่าวว่า“พรุ่งนี้เช้าเจ้าตามเย่จื้อเฟิงเข้าเมือง ซื้อม้าดีสักตัวแล้วรบกวนเจ้าไปตามหาตัวเขาตามหมู่บ้านต่างๆ ด้วยนะ”
หยางหลิ่วรับถุงเงินมาอย่างงุนงงราคาม้าตัวหนึ่งไม่น้อยเลย เงินในถุงหนักอึ้ง บิดาผู้ไม่เอาไหนของนางอยู่ในเมืองนางซูและคนอื่นๆ ต่างระแวดระวังว่านางจะหนีไปแต่ตอนนี้กลับมอบเงินให้นางมากมายถึงเพียงนี้ นางจึงประหลาดใจเป็นธรรมดา
“ท่านแม่ช่างใจกว้างยิ่งนัก!” เย่ชิงชิงแอบหัวเราะคิกคักเพื่อทำให้บรรยากาศสดใสขึ้น
ครอบครัวธรรมดาอย่างพวกนางไม่ค่อยเลือกใช้ม้าลากรถแม้จะรวดเร็วขึ้น แต่ก็แพงเหลือเกินเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วลาและล่อมีราคาถูกและคุ้มค่ากว่ามาก
“จะให้ทำเช่นไรได้เล่า ในเมื่อครอบครัวของเรามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย!”นางซูถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ หากที่บ้านมีม้าตัวหนึ่งเมื่อมีเรื่องด่วนก็สะดวกสบายยิ่งเมื่อเรื่องนี้ผ่านพ้นไปแล้วก็ยังสามารถให้บุตรชายฝึกขี่ม้าต่อได้
หลายคนหารือกันจนได้ข้อสรุปว่าเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น สองพี่น้องเย่จื้อเฟิงและเย่ชิงชิงพร้อมด้วยหยางหลิ่วจะเดินทางเข้าเมือง ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาจึงไม่ได้ไปเลือกสรรม้าในคอก แต่ไปหาคนขายม้าคนไหนก็ได้จากนั้นก็ซื้อม้ามาตัวหนึ่ง
หยางหลิ่วเคยถูกบิดาผู้บังเกิดเกล้าส่งไปทำงานที่คอกม้าตั้งแต่เด็กจึงมีความรู้ในการเลือกม้าอยู่บ้าง และการขี่ม้าก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับนางเรื่องนี้ไม่สามารถล่าช้าได้ นางไม่รอช้า รีบออกเดินทางไปก่อนทันที
ส่วนเย่ชิงชิงก็ถือไม้เท้าไปที่ห้างร้านไท่หรานเพื่อตามหาเผยรุ่นจือแน่นอนว่าเช้าตรู่ขนาดนั้นคุณชายเจ้าของห้างจึงยังไม่มา นางตั้งใจจะรออยู่ที่นั่นแต่หัวหน้าผู้ดูแลบอกว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของย่าเฒ่าสกุลเคอเกรงว่าจะรอคนไม่ไหว
ย่าเฒ่าสกุลเคอชรามากแล้วนางเก็บตัวอยู่ที่เรือนพักผ่อน เพราะไม่สะดวกที่จะเคลื่อนย้ายการจัดงานเลี้ยงวันเกิดจึงจัดขึ้นที่เรือนพักผ่อนโดยตรงคนของสกุลเผยต่างนั่งรถม้าไปที่นั่น ท่านผู้เฒ่ารักคุณชายมากถึงเวลาแล้วนางจะรั้งเขาไว้สองวัน
นึกไม่ถึงว่าจะผิดแผนถึงเพียงนี้เย่ชิงชิงถามว่า “ไม่ทราบว่าเรือนพักผ่อนของสกุลเคออยู่ห่างจากเมืองสืออันมากเพียงใด?”
หัวหน้าผู้ดูแลยิ้มแล้วตอบว่า“รถม้าต้องใช้เวลาเดินทางกว่าครึ่งวันจึงจะไปถึงขอรับ”
เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆรู้จักเย่ชิงชิงอยู่แล้ว เมื่อเห็นนางหน้าตาเศร้าหมอง ก็กล่าวว่า“แม่นางเย่ หากมีเรื่องด่วน ลองรีบไปที่สกุลเผยตอนนี้ดีหรือไม่ขอรับ?พวกเขาน่าจะยังไม่ได้ออกเดินทาง”
ยังไม่ไปหรือ?เย่ชิงชิงดวงตาเป็นประกาย แต่คิดอีกทีก็ลังเลชายเคราแพะผู้นั้นไม่รู้ว่าจะตามหาได้ทันเวลาหรือไม่ หากไม่สามารถหาพยานได้ครบถ้วนพวกนางจะกล้าไปแจ้งความได้อย่างไร หากทำให้ผู้อื่นล่าช้าในการร่วมงานเลี้ยงวันเกิดก็คงเป็นบาปมหันต์...
แต่ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันของพวกนางก็ไม่สามารถรอได้อีกหลายวันแล้ว คนสกุลเย่คงจะไม่รื้อบ้านพวกนางเป็นแน่!
หลังจากคิดทบทวนแล้วทบทวนอีกเย่ชิงชิงก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไปที่สกุลเผย พยานอย่างคุณชายรองสำคัญยิ่งนักหากไม่มีชายเคราแพะ ก็เพียงแค่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า‘เย่จื้อเฟิงช่วยคน’ เท่านั้น ในทางกลับกันคนสกุลเย่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้เช่นกันว่า ‘เย่จื้อเฟิงเผาผม’
………….
ณจวนสกุลเผย
“แม่นางโปรดรอสักครู่เจ้าค่ะ” สาวใช้น้อยแอบมองนางสองสามครั้งจากนั้นก็เชิญนางนั่งลง แล้วรีบนำน้ำชามาให้
เย่ชิงชิงเดินเข้ามาในจวนสกุลเผยได้รับสายตาแปลกใจมากมาย เด็กสาวคนหนึ่งที่ถือไม้เท้า ตรงเข้าตามหาคุณชายรองทันทีสาวใช้บ้านไหนกันถึงได้ไม่รู้จักมารยาทขาเป๋แล้วยังกล้าบุ่มบ่ามมาถึงนี่ได้อย่างไร?
เย่ชิงชิงจำเป็นต้องทำเช่นนั้นนางนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยไม่ละสายตา
ครู่หนึ่งเผยรุ่นจือยังไม่มา แต่เผยฉางสี่กลับมาแล้ว แสดงว่าสาวใช้น้อยคงไปรายงานนางก่อนหากสาวใช้คนใดก็สามารถมาพบคุณชายรองได้ คงจะวุ่นวายไม่น้อย
“ชิงชิง?” เผยฉางสี่ยิ้มอย่างประหลาดใจ “เป็นเจ้าเองหรือนี่ ไยไม่ส่งคนมาบอกล่วงหน้าเสียก่อน...”
เมื่อเห็นคนที่รู้จักเย่ชิงชิงก็ถอนหายใจโล่งอก เผยฉางสี่ยังอยู่ที่นี่แสดงว่าพวกเขายังไม่ได้ออกเดินทาง “เรื่องเกิดขึ้นกะทันหันจึงได้มาอย่างเสียมารยาทเจ้าค่ะ”
“เจ้าควรจะบอกว่ามาหาข้าแทนที่จะมาหาพี่รองนะ” เผยฉางสี่เอามือป้องปากพลางกระซิบเตือน“แล้วค่อยให้ข้าไปตามหาพี่รองให้ถึงจะถูก เจ้าโตเป็นสาวแล้วแต่กลับยังเอ่ยชื่อตามอำเภอใจ พี่รองของข้าเป็นชายหนุ่มนะ”
อะไรนะ?นี่มีอะไรที่ไม่เหมาะสมหรือ? เย่ชิงชิงเช็ดเหงื่อการตามหาใครสักคนยังต้องใช้คำพูดอ้อมค้อมถึงเพียงนี้เชียว...
“ข้าได้ยินสาวใช้บอกว่าขาเป๋...” เผยฉางสี่เบิกตากว้างมองขาซ้ายของนาง“เจ้ายังสบายดีอยู่หรือไม่?”
การมาเยี่ยมเยือนพร้อมบาดแผลย่อมเป็นการเสียมารยาทเย่ชิงชิงกล่าวว่า “ข้าสบายดีเพียงแต่มีเรื่องอยากจะรบกวนพี่รองของเจ้าเท่านั้น”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” เผยฉางสี่ยิ้มพลางเบะปาก“แต่ก็เป็นเพราะเจ้าไม่ยอมมาบ้านข้าบ่อยๆ คนรับใช้จึงไม่รู้จักเจ้าหากไม่ใช่ว่าข้าว่างอยู่ตอนนี้ ก็คงจะไล่เจ้าออกไปแล้ว”
เย่ชิงชิงเห็นนางเบะปากน่ารักน่าเอ็นดูจึงหัวเราะขึ้นมา แล้วกล่าวว่า “ถ้างั้นข้ามาบ่อยๆเจ้าก็ห้ามรำคาญข้านะข้าได้ยินคนในร้านบอกว่าพวกเจ้าจะไปเรือนพักผ่อนเพื่อร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของย่าเฒ่าสกุลเคอใช่หรือไม่?”
เมื่อพูดถึงเรือนพักผ่อนเผยฉางสี่ยิ่งมีความสุข ราวกับนักเรียนตัวน้อยๆ ที่กำลังจะได้ไปเที่ยว“ข้าจะบอกให้เจ้าฟังนะ เรือนพักผ่อนน่ะสนุกมากเลย!สามารถไปเที่ยวป่า ตั้งค่ายพักแรม ตกปลา ล่าสัตว์ได้ไปแล้วครั้งหนึ่งก็อยากไปอีกครั้ง!”
สกุลเผยก็มีเรือนพักผ่อนเช่นกันพี่ใหญ่และพี่รองของนางบางครั้งก็ไปเที่ยว แต่ไม่อนุญาตให้นางตามไปด้วยพวกเขากล่าวว่านางมีนิสัยซุกซน หากปล่อยให้ไปเล่นอีกก็จะยิ่งซุกซนไม่รู้จักขอบเขต...เผยฉางสี่ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด
“แม่นางผู้นี้มาตามหารุ่นจือใช่หรือไม่?”