บทที่ 57
เคออสเดินขึ้นไปตามบันไดของห้องสโลปหรือก็คือโรงประมูลนั่นเอง ภายใต้ความมืดที่มีเพียงไฟสว่างส่องบันไดเท่านั้น ไม่มีใครที่ให้ความสนใจชายหนุ่มแม้แต่น้อย เพราะสายตาของทุกคนล้วนจับจ้องอยู่ที่สินค้า และพิธีกรบนเวทีจนหมด เพลเยอร์ในชุดจอมยุทธสีดำเดินขึ้นไปจนเกือบถึงแถวสุดท้าย แล้วเหลือบมองนักเวทย์สาวผมขาวน่ารักกับนักฆ่าหนุ่มที่แม้จะมีผ้าปิดหน้าอยู่แล้วแต่ก็ถูกมัดปากทับไว้อีกชั้นหนึ่ง สำหรับเคออสแล้วสองคนนี้เหมือนมาเที่ยวเล่นมากกว่า แต่ในเมื่อเป็นคนของกิลด์ใหญ่ก็ไม่อาจประมาทได้ จากนั้นเขาก็เดินอ้อมไปที่ด้านหลังของแถวสุดท้ายเพื่อเข้าไปนั่งด้านข้างของเพลเยอร์สาวในชุดส่าหรีสีฟ้า ซึ่งเขาจำได้เธอได้อยู่แล้วเพราะเพิ่งเจอกันมาไม่กี่ชั่วโมงก่อน ส่วนหญิงสาวก็จำชายหนุ่มได้เช่นกัน แต่ไม่นึกว่าจะเป็นเคออสที่มานั่งข้างเธอไม่ใช่สกาย จินนี่สำรวจดูใบหน้าของเคออสอยู่เล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย“ทำไมถึงเป็นนายได้ล่ะ? ทำไมคุณกายถึงไม่มาด้วย?” ชายหนุ่มยิ้มให้กับหญิงสาวก่อน เขารู้สึกว่าใบหน้าภายใต้ผ้าบางๆสีฟ้านั้นออกจะไม่พอใจเขาอยู่บ้าง “เธอสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรในงานประมูลครั้งนี้รึเปล่า? พวกผู้ชายดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับพิธีกรสาวเป็นพิเศษ แถมยังแย่งกันประมูลไอเทมราคาถูกพวกนั้นด้วยเงินจำนวนมากที่เกินราคาจริงไปไกลเลย” เคออสตอบหญิงสาวด้านข้างด้วยคำถาม อย่างน้อยถ้าเขารู้ว่าเธอรู้สึกเหมือนกันจะได้อธิบายอะไรได้ง่ายหน่อย“เอ๋! นายก็รู้สึกแบบนั้นเหรอ? แล้วทำไมนายถึงรู้เรื่องนี้ได้ แล้วทำไมนายถึงไม่เป็นเหมือนคนอื่น?” อยู่ๆจินนี่ก็ยิงคำถามรัวๆกลับมา ซึ่งนั่นหมายความว่าเธอก็รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลนี้ได้เช่นกัน“พิธีกรบนเวทีใช้คำสาปหลงใหลกับคนในอาคารนี้ทั้งหมด แต่ก็นั่นแหละ มันใช้ได้กับผู้ชายเท่านั้น ส่วนฉันมีไอเทมป้องกันคำสาปเลยรอดมาได้ แต่ก็ใช้ได้แค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้านานกว่านี้ฉันคงจะถูกคำสาปนั่นเล่นงานไปด้วย ยกเว้นก็แต่ว่าคำสาปจะหมดฤทธิ์ก่อนไอเทมของฉัน” ชายหนุ่มค่อยๆอธิบายอย่างไม่กังวลอะไรเลย“เดี๋ยวสิ! งั้นก็หมายความว่าคุณกายก็โดนคำสาปไปด้วยเหรอ? แล้วพวกนั้นมีเป้าหมายอะไรที่ทำแบบนี้กันล่ะ เอ๊ะ! อย่างนั้นก็หมายความว่าพิธีกรคนนั้นเป็นเพลเยอร์อย่างนั้นเหรอ?” แม้เธอจะเข้าใจในสิ่งที่เคออสต้องการจะสื่อแต่ในหัวของหญิงสาวกลับเพิ่มคำถามขึ้นมาอีกมากมาย“เพราะว่ากายมันถูกคำสาปมันถึงไม่ยอมลุกมาที่นี่ไง มันอยากอยู่มองพิธีกรคนสวยใกล้ๆ แล้วมันก็เลยให้ฉันมาแทนอย่างที่เห็น ส่วนเป้าหมายของพิธีกรคนนั้นก็คงเป็นขายไอเทมถูกๆในราคาที่สูงยังไงล่ะ ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครหรอกนะ แต่ต้องมาจากกิลด์ใหญ่สักกิลด์แน่นอน” ชายหนุ่มตอบคำถามกลับไปอย่างสบายๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญอย่างนั้น เมื่อจินนี่ได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น หญิงสาวถึงกับอึ้งไปทันทีเพราะเรื่องครั้งนี้มันผิดแผนไปมากจริงๆ อุปสรรคที่อยู่ตรงหน้ามันอาจทำให้แผนการที่หัวหน้ากิลด์ของเธอวางไว้ต้องล่มลงไปได้ ตอนนี้เธอยังไม่อยากจะติดต่อไปหาเกล เพราะต้องการหาวิธีแก้ด้วยตัวเองก่อน“ถ้าอย่างนั้นเราจะทำยังไงกันต่อไปดี คุณกายก็ถูกคำสาป ยาแก้คำสาปฉันก็ไม่มีด้วย หรือว่านายมี ไม่ใช่สิ! ถ้านายมีคงจะถอนคำสาปให้เขาไปแล้ว” จินนี่ที่ไม่รู้จะยังไงจึงหันไปถามชายหนุ่มนอกกิลด์ที่ดูเหมือนจะรู้เรื่องมากกว่าเธอ“แผนการของพี่เกลคืออะไรล่ะ? ต้องการจับตัวสองคนนั้นไม่ใช่เหรอ? เราก็แค่รอจนกว่าสองคนนั้นจะออกไป แล้วคอยรายงานการเคลื่อนไหวของพวกเขาให้พี่เกลที่เตรียมคนไว้แล้ว เพียงแต่ว่าตัวฉันจะต้องออกจากที่นี่ไปก่อนที่ไอเทมป้องกันคำสาปจะหมดฤทธิ์นะ ที่เหลือเธอก็จับตาดูเองก็แค่นั้น” ชายหนุ่มยังคงแนะนำเธอต่อ นั่นเพราะเขารู้สึกว่าจินนี่เป็นคนที่มีประสบการณ์น้อย และไม่ค่อยมีความมั่นใจ ซึ่งในความคิดของเคออสนั้นจินนี่ไม่เหมาะกับการสะกดรอยตามศัตรู รวมทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเลยแม้แต่น้อย แต่ตัวเขาเองก็หารู้ไม่ว่าหญิงสาวสะกดรอยตามตัวเองมาตลอดทางโดยที่เขาไม่รู้ตัวสักนิดเช่นกัน ที่ภายนอกของโรงประมูล ณ เวลานี้พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว เหล่าเพลเยอร์จำนวนมากต่างก็นั่งกันอยู่เต็มร้านอาหารทั่วเมือง โดยเฉพาะที่แกรนด์พลาซ่าคนมากมายสนทนากันเฮฮาสนุกสนานล้อมวงรอบโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส กับเครื่องดื่มรสเยี่ยม แต่อีกด้านหนึ่งในมุมมืดก็มีเพลเยอร์จำนวนมากกระจายกำลังกันล้อมรอบโรงประมูลที่อยู่ข้างๆกันนี้โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดูผิดปกตินี้แม้แต่น้อย แต่จะมีก็เพียงกลุ่มเพลเยอร์ที่นั่งอยู่บนระเบียงร้านอาหารของแกรนด์พลาซ่าเท่านั้นที่รับรู้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจแต่อย่างใด นั่นก็เพราะพวกเขาคือเหล่าผู้นำของกิลด์วินด์สตอร์มทั้งสิบคน พวกเขาต่างก็อยู่ที่นี่กันอย่างพร้อมหน้า ทั้งกินดื่มอย่างสบายใจไม่ตื่นเต้นหรือทุกร้อนใดๆทั้งสิ้น ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศครึกครื้นของร้านอาหารทุกร้านของแกรนด์พลาซ่าแห่งนี้ แต่ก็มีคนหนึ่งที่ผิดปกติอยู่“บรีส นายเป็นอะไรไป? ทำไมดูหน้าซีดๆแล้วก็เงียบแบบนั้น” เกลที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับผู้ช่วยคนสนิทกล่าวถามเขาตรงๆ“เอ่อ...ไม่เป็นอะไรครับแต่ตื่นเต้นนิดหน่อย” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลกล่าวจบก็ดื่มน้ำเปล่าแก้เก้อเล็กน้อย แต่เขาก็ยังไม่กล้าสบตาหัวหน้ากิลด์ของตัวเองอยู่ดี ซึ่งท่าทางนี้มันทำให้เกลรู้สึกสงสัยมากขึ้น แต่เธอก็ไม่อาจหาคำตอบในความลับนี้ได้เสียที จนทำให้คิ้วขมวดเล็กน้อย จากอาการของหัวหน้ากิลด์นี่เองที่ทำให้สมาชิกคนอื่นเกิดความสงสัยขึ้นมาด้วย และหนึ่งในนั้นก็เป็นคนกล่าวโพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยใดๆ“เฮ้ย! ไอ้บรีสแกทำอะไรให้หัวหน้าไม่พอใจวะ! นี่ไม่ใช่เวลามามีปัญหานะเว้ย! งานใหญ่อยู่ตรงหน้าเราแล้ว!” ชายตัวใหญ่หน้าโหดผมยาวรุงรังสีทองเข้าไปตะโกนที่ข้างหูของบรีส จนหน้าเสียดสีกันไปเลยทีเดียว“โอ้ย! พอแล้วพอก่อนโปเซดอน หูจะแตกแล้ว” บรีสรีบเอามือทั้งสองข้างดันหัวของชายหน้าโหดเอาไว้ไม่ให้เข้ามาใกล้ใบหน้าเนียนของเขาไปมากกว่านี้“เอ่อ! งั้นแกก็มีสมาธิกับงานหน่อย ถึงฝ่ายนั้นจะมีแค่สองคน แต่เราจะพลาดไม่ได้ พวกกิลด์บลูมูนมันเล่นเราไว้แสบมาก แถมเมื่อวันก่อนเราก็ถูกพวกโคลอสซัสเล่นงานอีก เราต้องเอาคืนอย่างเจ็บแสบให้สาสม เข้าใจไหม!” โปเซดอนกลับมายืนตรงท้ายสะเอวแล้วบ่นออกมาเป็นชุดใส่ผู้ช่วยหัวหน้ากิลด์ที่ตอนนี้รู้ขวัญผวากับหนวดที่ขึ้นเป็นตอเต็มหน้าของชายหน้าโหดที่เอาถูกหน้าเขาเมื่อสักครู่“ได้ๆๆฉันจะตั้งใจ และมีสมาธิ แต่แกต้องเอาหน้าเหี้...ๆนั่นออกไปไกลๆเลยนะ” สีหน้าของบรีสตอนกล่าวออกมาบ่งบอกได้ถึงความเจ็บปวดทางใจอย่างรุนแรง ที่ถูกชายหน้าโจรเอาตอหนวดสากๆมาถูหน้าของตน“ฮึ! ลูกผู้ชายอกสามศอกเรื่องจิ๋วๆแค่นี้ยังจะมาคิดมากอีกเหรอ เชอะ” กล่าวจบโปเซดอนก็สะบัดหน้าหนีเหมือนงอน แล้วก็เดินไปที่เคาน์เตอร์บาร์เพื่อสั่งเบียร์แก้วใหญ่มาดื่ม ในขณะที่เหล่าสมาชิกของกิลด์วินด์สตอร์มก็หัวเราะกันสนุกสนานกับท่าทางของคนทั้งสอง ทำให้ความตึงเครียดเมื่อสักครู่หายเป็นปลิดทิ้ง ในทางตรงกันข้ามหัวหน้ากิลด์สาวกลับมีสีหน้าที่เป็นกังวลบางอย่างขึ้นมาแทน แต่ลูกน้องก็ไม่อาจมองเห็นได้ เพราะเธอกำลังหันหน้ามองไปที่โรงประมูลอย่างใจจดใจจ่อ แต่ภายในใจของเธอจะไม่ได้กังวลกับชาร์ค และออก้าเลยสักนิด กลับเป็นบางสิ่งที่ไม่มีใครคาดถึง‘หรือว่าพวกกิลด์โคลอสซัสจะอยู่ในโรงประมูลด้วย?’ เธอคิดพร้อมกับเหลือบตามองผู้ช่วยของเธออีกครั้ง