ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    บทที่ 123 : พร้อมหน้าพร้อมตา

    พร้อมหน้าพร้อมตา
    มู่อิงเสวี่ยใช้เวลาอาบน้ำไม่นานนัก เธอใช้เวลาอาบน้ำเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
    ความจริงเธอรีบอาบสุดๆ แล้ว เหตุผลที่เธอรีบอาบน้ำ ก็ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากจะได้รีบลงไปหาสามีและลูกสาวของเธอที่ไม่ได้เจอมานาน
    นอกจากนี้ยังรวมถึงพ่อตาแม่ยายของเธอด้วย ทั้งหลินไคและหรันหยู เธอนับถือพวกเขาไม่ต่างจากพ่อแม่แท้ๆ ของเธอ
    เนื่องจากทั้งสองคนดูแลเธอเป็นอย่างดีในช่วงที่เธอตั้งท้องหลิงหลิง และก็เป็นช่วงที่หลินเฉินหายตัวไปด้วยเช่นกัน
    “หลินเฉิน...” มู่อิงเสวี่ยพึมพำออกมาด้วยรอยยิ้ม หลังจากที่เปิดตู้เสื้อผ้า ภายในตู้เสื้อผ้า มีชุดของเธอและเขาอยู่
    ชุดของเธอ ส่วนมากเป็นชุดที่เธอบอกกับเขาว่าชอบใส่ทั้งนั้น
    “คิดไม่ถึงว่าแม้จะผ่านมาหกปีกว่า คุณก็ยังจำได้” แต่หลังจากที่พูดถ้อยคำนี้ออกมา เธอก็ต้องชะงัก “ไม่สิ สำหรับคุณมันคงผ่านมาหนึ่งหมื่นปี...”
    เธออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ เขามีชีวิตอยู่มานานมากถึงหนึ่งหมื่นปี แต่ก็ไม่เคยย่อท้อที่จะค้นหาวิธีในการกลับมาหาเธอ
    เธอเลือกคนไม่ผิดอย่างแท้จริง เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนั้น เด็กหนุ่มขี้อายรวบรวมความกล้ามาสารภาพรักกับเธอ
    แม้เธอจะปฏิเสธไป แต่เขาก็ยังคงมาสารภาพรักกับเธออีกครั้ง โดยบอกว่า ‘ถ้าครั้งนี้เธอไม่รับรักฉัน ฉันจะไม่มาสารภาพรักอีกแล้ว!’
    วินาทีนั้นหัวใจของเธอราวกับถูกไฟช็อต ไม่เคยมีใครมาสารภาพรักกับเธอเป็นครั้งที่สองมาก่อน และก็ไม่เคยมีใครพูดกับเธอแบบนั้น
    ตั้งแต่วินาทีนั้น เธอรู้เลยว่าเขาเป็นคนพิเศษสำหรับเธอ และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ยิ่งได้ใช้เวลาร่วมกับเขา เธอก็ยิ่งหลงรักเขา
    ชนิดลุ่มหลงจนแทบจะลืมตัวตนของตัวเองไป!
    มู่อิงเสวี่ยยิ้มออกมา เมื่อนึกถึงเรื่องราวเก่าๆ จากนั้นเธอก็รีบใส่ชุด เธอใส่ชุดกระโปรงสีขาวลายดอกกุหลาบ
    แม้จะเป็นชุดที่เรียบง่ายธรรมดา แต่ไม่พูดไม่ได้ว่าพอเธอใส่นั้น มันเข้ากับเธอยิ่ง ราวกับว่าชุดนี้ถูกสรรสร้าง ออกแบบมาเพื่อเธออย่างไรอย่างนั้น
    เมื่อใส่ชุดแล้ว มู่อิงเสวี่ยก็ลงไปที่ชั้นล่าง
    “อิงเสวี่ยมาเร็ว แม่ทำอาหารไว้รอแล้ว มีแต่ของชอบของลูกทั้งนั้น” พอเดินลงมาจากบันได น้ำเสียงที่อ่อนโยนก็ดังขึ้น คนที่พูดคือหรันหยู เธอยิ้มอย่างอบอุ่นออกมา
    “คุณแม่...” ดวงตาของมู่อิงเสวี่ยแดงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ เธอพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ไม่อยากให้มันไหลออกมา กับการที่ได้พบกันอีกครั้ง
    หรันหยูยิ้มเดินเข้ามากอดปลอบมู่อิงเสวี่ย ลูกสะใภ้คนนี้เธอรักมาก แม้จะมาจากตระกูลใหญ่ แต่ก็ไม่เคยใช้ของแพง ทั้งยังมีความขยันหมั่นเพียรยิ่ง
    ในช่วงที่หลินเฉินหายตัวไปหกปี แม้ต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก เพราะมีหลิงหลิง แต่มู่อิงเสวี่ยก็ไม่เคยบ่น พยายามอย่างเต็มที่เพื่อเลี้ยงดูหลิงหลิงให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
    หลังปลอบมู่อิงเสวี่ยสักพัก หรันหยูก็พามู่อิงเสวี่ยเดินมาที่โต๊ะอาหาร
    ที่โต๊ะอาหารมีหลินไค หลินเฉินและหลิงหลิงนั่งรออยู่ บนโต๊ะอาหารมีอาหารหลายอย่างที่น่ารับประทาน
    มองภาพที่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้ มู่อิงเสวี่ยก็ร้องไห้ออกมา
    ไม่รู้ว่าวันนี้เธอร้องไห้ไปกี่ครั้งแล้ว แต่น้ำตานี้ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้า แต่เป็นน้ำตาแห่งความปิติสุข
    หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมาน เจ็บปวดมาหลายปี สุดท้ายความสุขก็หวนคืนกลับมา
    “แม่รีบมานั่งเร็ว” หลิงหลิงยิ้มอย่างมีความสุข หัวใจเล็กๆ พองโต เธอรีบเรียกแม่ของเธอ
    นอกจากปู่กับย่าและพ่อของเธอแล้ว เด็กหญิงน้อยรักแม่ของเธอมากที่สุด เทียบกับพ่อที่เพิ่งจะกลับมา เธออยู่กับแม่มาตั้งแต่เกิด จนถึงเมื่อปีที่แล้ว ที่แม่ของเธอถูกพวกคนเลวพาตัวไป
    ไม่แปลกที่เธอจะรักแม่ของเธอมากที่สุด และมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกจะรักแม่ แม่รักลูก โลกนี้ล้วนเป็นเช่นนี้ ความรักของครอบครัวนี้เหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด ไม่มีอะไรจะมาทำลายได้!
    เด็กหญิงน้อยตั้งปฏิญาณในใจว่าเธอจะกตัญญูต่อแม่ ต่อพ่อ ต่อปู่ ต่อย่าตลอดชีวิต หากเธอผิดคำปฏิญาณ ขอให้สวรรค์ลงทัณฑ์ แม้นตาย ก็อย่าให้ได้ผุดได้เกิดอีก!
    มู่อิงเสวี่ยเช็ดน้ำตา พยักหน้าซ้ำๆ รีบเดินไปนั่งข้างลูกสาวสุดที่รัก
    หรันหยูยิ้ม เดินเข้าไปนั่งข้างสามีของเธอ
    มื้ออาหารเริ่มต้น บรรยากาศเปี่ยมไปด้วยความสุข ความอบอุ่นเหมือนจะกระจายไปทั่วในอากาศ แต่ละคนทานอาหารไป ก็ยิ้มออกมา บ้างพูดคุยกันอย่างมีความสุขสนุกสนาน บ้างทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
    เด็กหญิงน้อยผู้น่ารักหลิงหลิง ดวงตาเป็นประกายหยดน้ำ เธอปรารถนาเหลือเกิน ปรารถนาให้เวลานี้คงอยู่ไปจนนิจนิรันดร์
    แต่เธอรู้ดี จุดสิ้นสุดต้องมาถึงแน่ในสักวัน ดังนั้นเธอจึงจะใช้ทุกช่วงเวลาอยู่กับปู่ย่าและพ่อแม่ของเธอให้คุ้มค่า มีความหมายที่สุด ไม่ให้เสียเปล่าอย่างแน่นอน เธอจะได้ไม่เสียใจในภายหลัง
    ในโลกนี้มีหลายคน ที่กว่าจะตระหนักถึงความรักของพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย มันก็สายไป ได้แต่นั่งคิด ตระหนักถึงความเสียใจ
    เวลาที่พวกท่านอยู่ ไม่รู้คุณค่า แต่เวลาพวกท่านจากไป กลับร้องไห้ ฟูมฟาย พร่ำถึงพวกท่าน ปรารถนาที่จะย้อนเวลา ปรารถนาที่จะค้นหาประตูบานนั้น เพื่อย้อนคืนวันวาน ตั้งใจที่จะนำความสุขกลับคืนมา
    แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้ายเหลือเกิน ไม่ว่าค้นหาให้ตายเท่าไหร่ ใช้เวลาตลอดชีวิต ประตูบานนั้นไม่มีที่ไหนให้พบเจอ
    มีเพียงความว่างเปล่าที่กลายเป็นธุลี เถ้ากระดูกลอยคุ้งในอากาศ ทุกอย่างในโลกไร้สีสัน จากนั้นทุกวันมีแต่น้ำตา ไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร
    แต่อนิจจา แม้ร้องไห้เท่าไหร่ แม้เสียใจมากเพียงไหน โลกยังคงต้องหมุนไป ชีวิตจำต้องดำเนินต่อไป จนกว่าที่จุดสิ้นสุดจะมาถึง
    จุดสิ้นสุดบางคน อาจมาถึงเร็ว บางคนก็อาจจะช้า ทุกอย่างไม่ใช่ตัวเราเป็นผู้กำหนด ล้วนเป็นสวรรค์ชั้นฟ้าที่กำหนด
    บางคนสามารถต่อต้านสวรรค์ได้ แต่บางคนไม่สามารถและตระหนักถึงได้ว่าตัวเองนั้นเล็กจ้อยเพียงไหน หากเทียบกับโลกใบนี้ที่กว้างใหญ่เกินไป!
    ‘พระผู้เป็นเจ้า หากท่ามีตัวตนอยู่จริง ได้โปรด ได้โปรด ได้โปรด ขอให้พ่อกับแม่ ปู่และย่าของหนู อยู่กับหนูให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ด้วยเถิด...’ เด็กหญิงน้อยอธิฐานจากใจจริง
    ใจดวงเล็กๆ ที่ใสซื่อบริสุทธิ์ ประหนึ่งน้ำใส อธิฐานด้วยใจจริงเป็นหนแรก เฝ้าฝันละเมอว่าพระผู้เป็นเจ้าจะมีตัวตนอยู่จริง
    เธอไม่เคยขออะไรไปมากกว่านี้ แค่นี้ก็มากพอแล้ว สำหรับชีวิตเล็กๆ ของเธอ...
    “หลิงหลิง ลูกเป็นอะไรรึเปล่า?” เห็นว่าลูกสาวของตัวเองประสานมือกุมกันไว้ที่หน้าอกและหลับตา มู่อิงเสวี่ยอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
    หลิงหลิงรีบลืมตาขึ้นมา ส่ายหน้าไปมาด้วยรอยยิ้ม “ไม่ค่ะแม่ หนูแค่มีความสุขมากเกินไป”
    “เด็กคนนี้หนิ” มู่อิงเสวี่ยลูบศีรษะของเธอด้วยความรัก ความอ่อนโยนสามารถมองเห็นได้จากดวงตาคู่สวยงามของเธอ
    จบบทที่ 123
    ขอพูดเล็กน้อยครับ พ่อของผมเพิ่งเสียครับ ผมบรรจงจรดปลายปากกาเขียนบทนี้ทั้งน้ำตา
    ผมคิดว่าตัวผมไม่ได้ทำอะไรให้ท่านได้ภูมิใจเลย กลับมีแต่ทำให้ท่านเสียใจเรื่อยมา จนกว่าผมจะตระหนักถึงความผิดพลาดที่ผมเคยกระทำ ท่านก็ไม่อยู่แล้ว ไม่อยู่อีกต่อไป...
    ผมร้องไห้ ผมฟูมฟาย ผมพร่ำถึงท่าน ผมพยายามค้นหาประตูบานนั้น ประตูที่จะสามารถนำพาผมกลับไปยังช่วงเวลาเหล่านั้น
    แต่ความเป็นจริงนั้นโหดร้ายเหลือเกิน ประตูบานนั้น ไม่เคยมีอยู่ ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน มันไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย...
    ผมได้แต่ใช้ชีวิตต่อไปเพื่อท่าน ผมหวังว่าพอจุดสิ้นสุดของผมมาถึง ผมจะได้พบท่าน ได้ก้มลงกราบเท้าท่านอีกสักครั้ง ชีวิตของผม ไม่เคยขออะไรไปมากกว่านี้ ไม่เคยเลยจริงๆ
    ดังนั้น ผมขอให้ทุกท่านที่ได้อ่านบทนี้ ทุกท่านที่ยังมีคุณพ่อกับคุณแม่ คุณปู่กับคุณย่า หรือคุณตากับคุณยายยังอยู่ ขอให้ทุกท่านทำดีกับพวกท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอบแทนพวกท่านที่เลี้ยงดูเรามา ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่
    ตอนเราเด็กๆ เราอาจจะมองว่าพวกท่านตัวใหญ่ สามารถปกป้องดูแลพวกเราได้ จากลมฝน จากอันตรายทั้งปวง แต่พอเวลาผ่านไป พวกท่านแก่เฒ่า พวกท่านกลับตัวเล็กเหลือเกิน เกินกว่าที่จะปกป้องดูแลเราได้แล้ว
    เมื่อเวลานั้นมาถึง ก็ถึงคราวที่เราต้องปกป้องและดูแลพวกท่านบ้าง สิ่งที่ตัวผมไม่อาจกระทำได้แล้ว ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านที่ยังมีโอกาสอยู่ ทำเถอะครับ จะได้ไม่เสียใจภายหลังเหมือนผม
    ผมขออุทิศบทนี้ให้คุณพ่อของผม ด้วยความเคารพรักจากใจ `Genrei
    ประเสริฐสุด แรกหรือ คือพ่อแม่ ท่านเผื่อแผ่ การุญ คุณยิ่งใหญ่ควรบูชา อาทร ก่อนการใด คอยห่วงใย กตเวที ยิ่งชีวัน...
    สุนทรวิทย์
    บทกวีบทนี้ผู้ประพันธ์คือคุณสุนทรวิทย์ผมขออนุญาตหยิบยืมมาจากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ท่านประพันธ์ไว้เมื่อปี 2012
    ปล. ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ ผมจะไม่ได้ลงบทต่อไปสักสองสามวันนะครับ เหตุผลคือผมต้องไปลาคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้ายครับ ขอขอบคุณครับที่ติดตามผลงานของผมเสมอมา Genrei

    คล้ายกับเรื่องยอดคุณพ่อขั้นเทพ ที่คุณอ่าน