ภายในบ้านของเจคที่ตอนนี้มีแต่เหล่าสาวๆ อยู่โดยมีอันนา จูนและลูซี่นั่งล้อมโต๊ะคุยกัน ส่วนเดซี่กับเนียนั้นกำลังนั่งเล่นกันที่พื้นห้อง
“สรุปคืออีตานั่นไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเลยสินะ” เป็นจูนที่พูดขึ้น
อันนาพยักหน้าโดยที่ไม่ตอบอะไรจูนจึงพูดอีกว่า
“ผู้ชายอะไรหยาบกระด้างจริงคนอยู่ใกล้ตัวก็ยังไม่รู้จักสังเกต”
ลูซี่พูดขึ้นว่า
“เอาน่ามันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้นี่เพราะถึงยังไงมันก็ไม่ใช่สิ่งที่มองแล้วจะเห็นเลย…”
จูนขึ้นเสียงว่า
“มันไม่เกี่ยวหรอกว่าจะมองเห็นหรือไม่เห็นแต่ประเด็นคือมันต้องสังเกตเห็นตั้งแต่ทีแรกเลยต่างหาก แสดงว่าอีตานั่นมีตาก็เหมือนไม่มีไม่รู้จักใช้ไม่รู้จักสังเกตเป็นแค่ผู้ชายไม่ได้เรื่อง”
จูนใส่เจคยับอันนาสังเกตว่าจูนนั้นดูจะไม่ชอบขี้หน้าเจคเป็นพิเศษ เธอเลยลองถามหลายครั้งแต่จูนก็มักตอบว่าไม่มีอะไร แต่อันนาเชื่อว่าทั้งสองคนต้องมีอะไรบางอย่างที่เธอไม่รู้แน่ เพราะเธอสังเกตเห็นได้ว่าเจคมีท่าทีแปลกๆ ในตอนที่ไปทำงานให้จูนโดยเฉพาะตอนที่กำลังเผชิญหน้ากับพ่อของจูน คล้ายกับว่าเขากลัวที่จะเผชิญหน้ากับพ่อของจูนมาก เธอเคยลองถามเรื่องนี้กับทั้งเจคและจูนก็จะได้คำตอบมาว่าไม่มีอะไรเช่นกันทั้งคู่ ทำให้เธอได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ
กลับเป็นลูซี่ที่พูดขึ้นอย่างใจเย็นว่า
“ไม่เอาน่าจูนวันนี้ลองคิดวิธีให้เขาเอะใจเรื่องนี้กันดีกว่า”
“โอ๊ยนะอีตานั่นน่ะนะ ต่อให้ใช้วิธียังไงก็ไม่มีทางสังเกตหรอกซื่อบื้อจะตายดีแต่ใช้กำลัง” จูนพูดอย่างไม่ไว้หน้า
เป็นลูซี่ที่พูดอีกว่า
“ไม่ลองดูก็ไม่รู้หรอกและอีกอย่างอันนานั้นน่ารักจะตาย ฉันว่าถ้าจัดท่าทางซะหน่อยและปรับวิธีการซะหน่อยเขาจะต้องสังเกตถึงการเปลี่ยนไปของอันนาแน่”
คำพูดของลูซี่ทำให้อันนาหน้าแดงเล็กน้อย จูนเตรียมจะพูดอะไรบางอย่างประตูบ้านก็เปิดขึ้น ทั้ง 3 สาวต่างหันไปมองเห็นเป็นเจคยื่นหน้าเข้ามาสีหน้าเขาดูแปลกๆ คล้ายกับว่าลังเลอะไรบางอย่าง ก่อนจะหามาทางอันนา
“อันนาขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ”
“เอ๊ะ?” อันนาอุทานออกมาพร้อมกับจูนและลูซี่ต่างหันไปมองเธอเป็นตาเดียว “ดะได้สิ” อันนาพูดก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปหาเจคที่หน้าประตู
“จะคุยเรื่องอะไรเหรอ” เป็นอันนาที่ถามขึ้น
เจคมีสีหน้าลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจพูดว่า
“คือว่าอันนาฉันรู้สึกมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าเธอดูเปลี่ยนไปนะแต่ฉันดูไม่ออกว่าเธอเปลี่ยนไปยังไง”
คำพูดของเจคทำให้อันนาต้องอุทานออกมาอีกครั้ง
“เอ๊ะ!” หน้าของอันนาเริ่มแดงพร้อมกับใจที่เริ่มเต้นตึกตัก เหล่าสองสาวที่นั่งล้อมโต๊ะซึ่งตอนนี้กำลังเงี่ยหูฟังต่างพากันแสดงอาการที่แตกต่างกัน จูนดูเหลือเชื่อกับคำพูดของเจค ในขณะที่ลูซี่เอามือปิดปากขณะที่ในใจของเธอกำลังพายเรือคู่นี้อยู่
อันนาก้มหน้าด้วยความเอียงอายถามว่า
“มะเมื่อวานนี้เธอสังเกตเห็นการเปลี่ยนไปงั้นเหรอ”
เจคที่ในหัวยังคงมึนงงว่าตกลงมันเรื่องอะไรกันได้แต่ตามน้ำไปว่า
“อื้ม ดูเปลี่ยนไปสิแต่ฉันก็ยังไม่ออกว่าเธอเปลี่ยนไปยังไง”
อันนารีบพูดว่า
“ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปอะไรนี่ก็เหมือนทุกทีเธอคิดไปเองมากกว่า”
“ฮะ?” เจคอุทานออกมาแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรจูนก็รีบผลักเขาออกไปนอกประตูพร้อมกับพูดว่า
“เธอคิดไปเองแหละไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก” ก่อนที่จูนจะปิดประตูบ้านทิ้งให้เจคยืนงงอยู่ข้างนอก แต่ในหูเขาได้ยินเสียงร้องวี๊ดว๊ายของผู้หญิงดังจากข้างในบ้าน
ขณะที่เจคกำลังยืนงงอยู่อย่างนั้นก็ได้ยินเสียงเออร์วินจากทันด้านหลัง
“เป็นยังไงบ้างครับคุณเจค”
เจคหันไปเห็นเป็นเออร์วินเดินคู่กับเรเวนมาหาเขา เจคส่ายหน้า
“ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลเท่าไหร่นะครับอาจารย์”
เออร์วินกลับยิ้มก่อนจะพูดว่า
“รอดูมื้อเย็นเย็นนี้เถอะครับว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม”
เจคที่คิดว่าผลลัพธ์ที่ได้คงไม่ต่างไปจากเมื่อวานจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วถามเออร์วินว่า
“มันจะได้ผลเหรอครับอาจารย์เพราะผมดูแล้วท่าทางเธอดูไม่ค่อยต่างไปจากเมื่อวานเท่าไหร่”
“รอดูมื้อเย็นเย็นนี้เดี๋ยวก็รู้ครับว่าได้ผลหรือไม่”
เจคที่ยังคงไม่เข้าใจว่าสรุปแล้วมันคือเรื่องอะไรจึงถามเขาไปว่า
“อาจารย์ครับแล้วตกลงเรื่องนี้มันเรื่องอะไรกันครับ”
เออร์วินยิ้มให้เจคก่อนจะพูดว่า
“คุณเจคครับมีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้คุณจำไว้นะครับ”
เจคจ้องมองเออร์วินต้องการฟังว่าเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการให้ตนจำไว้คืออะไร และได้ยินเออร์วินพูดว่า
“อย่าถามหาเหตุผลกับผู้หญิงครับ เพราะผู้หญิงเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไร้เหตุผลที่สุดในโลก” เออร์วินตอบพร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เขาเจ็บตัวเพราะพี่สาวกับน้องสาวของเขา ซึ่งเกือบทุกครั้งเขาก็ยังไม่รู้ว่าที่โดนนั้นมันเพราะอะไร ก่อนจะได้ยินเสียงเรเวนพูดขึ้นจากทางด้านหลังว่า
“เอ๊ะ ในสายตาของเธอพวกเรานั้นดูไร้เหตุผลขนาดนั้นเลยเหรอ”
เออร์วินสะดุ้งตัวแข็งทื่อขนลุกชี้ชันไปทั้งร่างทันที
ผ่านไปสี่วันภายในค่ายทหารโซนฝึกอัศวินฝึกหัด
ลิลลี่กำลังหวดเหวี่ยงดาบใหญ่ไปมาตอนนี้เธอไม่ใช่แค่เหวี่ยงดาบไปมามั่วซั่ว เหมือนแค่พอเหวี่ยงดาบได้เช่นตอนแรกๆ เธอเริ่มเรียนรู้การวางเท้าและการตั้งท่าอย่างถูกวิธี โดยมีไลลาคอยมองอย่างใกล้ชิด
ที่ผ่านมาไลลาเอาใจใส่แล้วเฝ้าสังเกตลินลี่อยู่เสมอแต่สิ่งที่เธอสอนลิลลี่ได้ก็มีแค่เรื่องพื้นฐานอย่างการวางเท้า หรือการตั้งท่าเท่านั้นเพราะดาบใหญ่ที่ลิลลี่เลือกฝึกนั้นเป็นสิ่งที่ไลลาไม่รู้สึกคุ้นชิน แต่ถึงอย่างนั้นการเหวี่ยงดาบไปมาของลิลลี่ก็ใช่ว่าจะได้ความหมาย เพราะคุณสมบัติของดาบใหญ่นั้นคือความหนักและขนาด ยิ่งสามารถเหวี่ยงมันได้อย่างรวดเร็วและใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วเท่าไหร่ มันก็ยิ่งมีอานุภาพมากเท่านั้น ต่อให้เธอไม่ใช้คุณสมบัติในการเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ธาตุไฟของดาบใหญ่เล่มนี้ แต่ลำพังแค่น้ำหนักและขนาดของมันที่เมื่อถูกเหวี่ยงอย่างรวดเร็วด้วยกำลังแขนที่น่าเหลือเชื่อของลิลลี่ก็เป็นอะไรที่ยากในการต้านทาน
ไลลามองการฝึกของลิลลี่ที่ยิ่งเห็นเธอก็ยิ่งรู้สึกทึ่งเพราะต้องไม่ลืมว่าตอนนี้อายุของเด็กคนนี้ไม่น่าจะเกิน 12 ขวบ นั่นหมายความว่าถ้าเธออายุเท่าไรไลลากำลังแขนที่เธอแสดงออกมาไม่รู้ว่าจะขาดไหน ไลลาเธอไม่อยากจะนึกภาพเลยว่าศัตรูที่ถูกดาบใหญ่ของลิลลี่ฟาดนั้นจะมีสภาพเป็นยังไง ก่อนจะหันไปมองมีเรียที่เธอยังคงฝึกฝนอยู่แบบเดิม และก็ยังไม่สามารถส่งความเสียหายไปยังหุ่นฟางตัวนั้นได้
หลายวันมานี้มีเรียมุมานะฝึกฝนยังไม่ย่อท้อแต่ผลลัพธ์ที่เธอได้กลับเป็นการหยุดอยู่กับที่ ซึ่งเรื่องนี้ไลลาเองก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะด้วยวัยของมีเรียการที่เธอสามารถสร้างพายุพัดเป็นเกลียวหุ้มรอบตัวดาบก็เพียงพอแล้วที่จะคุยโม้ได้ทั้งชีวิต การที่เธอฝืนจะใช้พายุโจมตีใส่หุ่นฟางที่อยู่ไกลออกไปในระยะนั้น จึงเป็นเรื่องที่เกินความสามารถเธอในวัยเพียงเท่านี้เป็นอย่างมาก ไลลาเคยพูดเรื่องนี้กับเธอและให้เธออย่าซีเรียสในเรื่องนี้ แต่มีเรียก็ไม่ฟังเธอยังคงฝึกฝนต่อไปอย่างไม่รู้จักย่อท้อ จนทำเอาไลลาต้องคอยสังเกตอาการเธออย่างใกล้ชิด ด้วยกลัวว่าเธอจะเป็นอะไรเพราะถึงยังไงเธอก็เป็นลูกสาวของดยุคกาเรออน ซึ่งนั่นกลับทำให้มีเรียไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะเธอเกลียดการถูกมองว่าการที่เธอได้เป็นอัศวินก็เพราะบารมีของผู้เป็นพ่อ
มีเรียจ้องมองหุ่นฟางตรงหน้าเธอก่อนจะร่ายคาถาก่อให้เกิดพายุพัดเป็นเกลียวรอบตัวดาบ สายตาของเธอจ้องมองหุ่นฟางตัวนั้นด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งหุ่นฟางตัวนี้เป็นหุ่นที่อยู่กับเธอมาตั้งแต่วันแรกที่เธอเริ่มฝึกเช่นนี้ มีเรียจ้องมองหุ่นฟางตัวนั้นก่อนก็ตวัดดาบใส่จากระยะไกล
เกียวพายุที่หมุนรอบตัวดาบพุ่งใส่หุ่นฟางตัวนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ระดับความแรงของลมพายุนั้นกับอ่อนแรงลงเรื่อยๆ และเบาๆลงเรื่อยๆ จนเมื่อมันสัมผัสหุ่นฟางก็ปรากฏเส้นฟางขาด 2 เส้นแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
มีเรียมองผลลัพธ์ตรงหน้าก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงกับพื้น เป็นอีกครั้งที่เธอผ่านมานาไปจนหมดสิ้นจนต้องนั่งพักเพื่อฟื้นฟูมานา เป็นเวลาหลายวันแล้วที่เธอฝึกเช่นนี้แต่ก็แทบไม่มีอะไรคืบหน้า ทุกวันนี้คุณฟังที่เธอใช้ฝึกก็ยังคงเป็นหุ่นฟางตัวเดิม แต่มีเรียก็ไม่ได้รู้สึกย่อท้อแต่อย่างใด เธอเพียงแค่สงสัยว่าเธอขาดอะไรหรือทำผิดพลาดอะไรไปทำไมเธอถึงทำไม่สำเร็จสักที มีเรียหันไปมองเห็นลิลลี่ที่ตอนนี้แสดงให้เห็นว่าเธอคุ้นชินกับดาบใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ การเคลื่อนไหวของเธอการเหวี่ยงดาบแต่ละครั้งก็ล้วนแต่คล่องแคล่วและลื่นไหล มีเรียเคยสงสัยว่าการฝึกแบบนี้ของลิลลี่จะช่วยให้เธอเก่งขึ้นได้ยังไง ไม่มีใครเลยสักคนที่จะฝึกเธอใช้ดาบใหญ่ได้ที่ผ่านมาเธอจึงทำได้เพียงเหวี่ยงดาบไปมาอยู่อย่างนั้น
“เป็นไงบ้าง” ไลลาเดินมาหามีเรียพร้อมกับถามขึ้น
“ยังไม่คืบหน้าไปไหนเลยค่ะคุณไลลา” มีเรียนตอบพร้อมขมวดคิ้ว
ไลลาก็ยิ้มก่อนจะพูดว่า
“ฉันบอกเธอแล้วว่าเธอไม่ต้องกดดันตัวเองมากขนาดนั้นก็ได้ เพราะลำพังแค่การสร้างพายุให้หมุนเป็นเกลียวรอบตัวเราก็เป็นสิ่งที่เด็กอายุเท่าเธอหลายคนเขาไม่แม้แต่กระทำได้เลยนะ”
คำพูดของไลลาไม่ได้สร้างความยินดีให้มีเรียเลยแม้แต่น้อย เด็กผู้หญิงขมวดคิ้วก่อนจะพูดว่า
“แต่ถ้าหนูทำได้ก็เป็นการบ่งบอกไม่ใช่หรอคะว่าหนูเหนือกว่าเด็กที่อายุเท่าหนูคนอื่นๆ”
ไลลายิ้มให้มีเรียเพราะเธอเริ่มชินกับนิสัยดื้อรั้นของเด็กผู้หญิงคนนี้บ้างแล้ว
“ว่าแต่เธอไม่สนใจจะขอคำปรึกษาจากเจ้าชายเออร์วินจริงๆ เหรอ”
มีเรียมองไลลาด้วยสายตาสงสัยเพราะพักนี้ทุกครั้งที่คุยเรื่องการฝึกของเธอไลลาก็จะพูดเรื่องที่ให้เธอลองขอคำปรึกษาจากเจ้าชายเออร์วิน ซึ่งทุกครั้งมีเรียจะปฏิเสธพร้อมกลับบอกว่าให้เธอฝึกเองแบบนี้ไปเรื่อยๆดีกว่าเพราะเดี๋ยวก็ได้เอง เพราะในสายตาของมีเรียนั้นเจ้าชายเออร์วินก็เป็นเพียงแค่เศษขยะที่นอกจากฐานะเจ้าชายแล้วก็ไม่มีอะไรเลย ซึ่งเป็นอิทธิพลทางความคิดที่เธอได้มาจากพวกทหารและอัศวินฝึกหัดในค่าย และครั้งนี้เธอก็ตอบไปว่า
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณไลลาหนูว่าหนูฝึกแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เองดีกว่าค่ะมันคงไม่ถูกต้องเท่าไหร่ที่หนูจะไปรบกวนเจ้าชาย”
ไลลาที่รู้ถึงสิ่งที่อยู่ในหัวของเธอมีเรียก็ได้แต่สายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า
“แต่ฉันว่าเธอร้องขอคำปรึกษาข้อไหนก็ดีนะ เพราะวันดีคืนดีลิลลี่อาจจะแซงหน้าเธอก็ได้”
คำพูดของไลลาทำให้มีเรียมองเธอด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเธอดูจะไม่เชื่อถือในสิ่งที่ไลลาพูดเท่าไหร่
“ลิลลี่แซงหน้าหนู?” มีเรียทวนคำก่อนจะโอ้ยส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะที่มีเรียจะแซงหน้าหนู”
ไลลายิ้มแล้วถามเธอว่า
“ทำไมเธอถึงมั่นใจแบบนั้นล่ะเธอก็เห็นนี่ว่าตอนนี้ลิลลี่ใช้ดาบใหญ่เล่มนั้นได้คล่องแคล่วขึ้นทุกวัน”
มีเรียตอบโดยที่ไม่ต้องคิดว่า
“ก็เพราะว่าในบรรดาอัศวินฝึกหัดทั้งหมดมีเพียงแค่นี้ลิลลี่นี่คะที่ไม่มีคนสอนเธอใช้ดาบใหญ่จริงๆ จังๆเลย ที่ผ่านมาเธอก็แค่เหวี่ยงดาบไปมาเท่านั้น แล้วว่าตอนนี้หนูจะยังไม่สามารถตัดหุ่นฟางตัวนั้นได้แล้วหนูมั่นใจว่าสักวันหนูจะต้องทำได้แน่ถ้าหนูฝึกต่อไป แล้วแบบนี้เธอจะแซงหนูได้ยังไงคะ”
ไลลาที่ได้ฟังเหตุผลของมีเรียก็ยิ้มก่อนจะพูดว่า
“มันก็ไม่แน่นะเพราะบางทีอาจจะมีคนที่ใช้ดาบใหญ่เก่งๆ บางคน อยากได้เธอเป็นลูกศิษย์ก็เป็นได้”
มีเรียมองว่าสิ่งที่ไลลาพูดเป็นเพียงแค่การหาเหตุผลข้างๆ คูๆ เท่านั้น ต่อเธอไม่เคยได้ยินเลยว่าในเมืองไพร์ล็อกมีคนที่ใช้ดาบใหญ่มาก่อน โดยที่ไม่รู้เลยว่าในหัวของไลลาตอนนี้นึกถึงคนๆ หนึ่งอยู่ พัศดีเบลนที่ในคืนนั้นแสดงให้เห็นว่ารู้สึกความสนใจในตัวของลิลลี่ แต่จนตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะมาหาลิลลี่เลยสักครั้ง จนทำเอาไลลามองไปทางลิลลี่แล้วก็รู้สึกสงสัย
‘ทำไมท่านเบลนถึงได้ไม่มาหาลิลลี่เลยนะ หรือว่าเขาคนนี้จะหมดความสนใจในตัวลิลลี่แล้ว แต่ไลลาก็รู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะหากจะมีใครสักคนที่จะมาสืบทอดดาบใหญ่สีดำเล่มนั้นที่ได้แต่หลับไหลอยู่ในคลังอาวุธ คนๆ นี้ก็ไม่น่าจะปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ เว้นแต่ว่าเขาจะเห็นว่าลิลลี่เป็นเด็กสาวเผ่ามาร จึงได้ไม่สนใจเธอ’
เหตุผลต่างๆ โผล่ขึ้นมาในหัวของไลลาแต่เธอก็ยังไม่อยากจะปักใจเชื่อ ว่าพัสดีเบลนจะหมดความสนใจในตัวลิลลี่แล้ว เพราะคืนนั้นเธอจำได้ว่าเบลนแม้จะรู้ว่าลิลลี่เป็นเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ก็ยังแสดงความสนใจ ดังนั้นการที่เขายังไม่มาหาลิลลี่จึงน่าจะเป็นเหตุผลอื่น
ไลลามองมีเรียมีเรียที่กำลังนั่งพักเพื่อฟื้นฟูมานาให้กลับมาอยู่นั้น เธอก็ตัดสินใจพูดอะไรบางอย่าง
“นี่มีเรียฉันจะบอกความลับอะไรให้เธอบางอย่าง”
ขึ้นชื่อเรื่องความลับไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนเป็นต้องสนใจทั้งนั้น มีเรียหันมามองไลลาพร้อมกับทำตากลมโต
“ความลับ? ความลับอะไรหรอคะคุณไลลา”
ไลลาโน้มตัวลงมาจนหน้าของเธอใกล้กับมีเรียแล้วจะพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า
“มีเรียเธอคงได้เห็นความเป็นอัจฉริยภาพในเวทย์สายฟ้าของเจ้าหญิงลิลิธสินะ”
มีเรียพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะพูดด้วยแววตาที่เป็นประกายบ่งบอกว่าเธอนั้นหลงใหลและชื่นชมในตัวเจ้าหญิงลิลิธมาขนาดไหน
“แน่นอนว่าย่อมต้องเห็นสิคะก็เจ้าหญิงลิลิธท่านทรงยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้น จนฉันไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะว่าอายุของเจ้าหญิงลิลิธจะยังเพิ่ง 10 กว่าปีเท่านั้น ฉันได้ยินคุณพ่อพูดอยู่เสมอว่าการพัฒนาในเวทย์สายฟ้าของเจ้าหญิงนั้นรวดเร็วเกินอายุท่านไปมาก ชนิดที่ว่าต่อให้เฟ้นหาในทวีปอาร์เคนัสก็ยากที่จะหาคนทับเทียมกับท่านได้”
ไลลาพยักหน้าก่อนจะพูดอีกว่า
“เรื่องอัจฉริยะภาพของเจ้าหญิงลิลิธนั้นฉันเองก็ไม่เถียงเพราะพวกเราต่างเขารู้กันดี แต่เธอรู้ไหมว่าที่ความสามารถในเวทย์สายฟ้าของเจ้าหญิงมีมีการพัฒนาพลังถึงระดับนี้โดยใช้เวลาเพียงไม่นานยังมีเหตุผลอื่นอยู่อีก”
มีเรียทำตาโตทวนคำว่า
“เหตุผลอื่นหรือคะ?”
ไลลาพยักหน้าก่อนจะพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังว่า
“ความจริงแล้วเจ้าหญิงลิลิธท่านไม่เพียงแต่ทรงเป็นอัจฉริยภาพในเรื่องเวทมนต์โดยเฉพาะเวทย์สายฟ้าเท่านั้น แต่ที่ท่านทรงพัฒนามาได้อย่างรวดเดียวถึงเพียงนี้นั้นเพราะได้รับการชี้แนะจากคนคนหนึ่ง”
คำพูดของไลลาทำให้มีเรียทำตาโตยิ่งกว่าเดิม หนึ่งในสาเหตุที่เวทย์สายฟ้าของเจ้าหญิงลิลิธพัฒนาได้อย่างรวดเร็วนั้นไม่ใช่เป็นเพราะพรสวรรค์หรืออัจฉริยภาพของเธอไปเท่านั้น แต่เป็นเพราะเธอได้รับการชี้แนะจากคนคนหนึ่ง นี่เป็นเรื่องที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ทันใดนั้นในหัวของเธอก็ไล่เรียงคนที่น่าจะเป็นไปได้แต่ละคนขึ้นมา ตอนแรกเธอนึกถึงออกัสที่เป็นอาจารย์ของเจ้าหญิงก่อนจะปัดตกความคิดนี้อย่างรวดเร็ว เธอไม่คิดว่าจะเป็นคนๆ นี้เพราะถ้าคนชี้แนะคือออกัสจริง ไลลาก็คงไม่บอกว่าเป็นความลับแล้วเพราะออกัสเป็นอาจารย์ของเจ้าหญิงลิลิธ
มีเรียที่กำลังตั้งใจฟังด้วยความสนใจก็ได้ยินไลลาพูดชื่อที่เธอไม่คิดว่าจะได้ยินออกมาว่า
“เป็นเจ้าชายเออร์วินน้องชายของเจ้าหญิงลิลิธที่คอยให้คำชี้แนะเจ้าหญิงอยู่เสมอ”