บทที่ 2
เปาเฟินฮัว
“เ้าเป็บ้าหรือถึงได้เดินไปยิ้มไป” ลูกหมูสีน้ำตาลเข้มลายคล้ายแตงโมกล่าวด้วยความหมั่นไส้ เพราะนอกจากเหลียงเฟยฮวายังไม่ถูกกักบริเวณตามที่คาดคิดไว้ ยังมายืนผัดหน้าขาวใช้พัดสีดำลายดอกโบตั๋นปิดบังใบหน้า พูดจาหัวร่อต่อกระซิกยืนเชิดหน้าคอตั้ง ราวกับจะโอ้อวดเสียอย่างนั้น
“แล้วใครใช้ให้เ้ากล่าวหาว่าข้าเป็นักโทษกัน เห็นถุงเงินในมือของข้าหรือไม่ เ้าหมูอ้วน ท่านอาจารย์เหลียงเป็คนให้เงินข้าเชียว” เหลียงเฟยฮวาล้วงถุงเงินสีแดงเข้มจากแขนเสื้อออกมา เพื่อแสดงให้เ้าลูกหมูเห็นเป็ขวัญตา
ยิ่งนางโยนถุงเงินลอยขึ้นเหนือกลางอากาศ ก็ยิ่งได้ยินเสียงกระทบกัน ราวกับว่ามันคือชัยชนะที่จะสามารถลบคำสบประมาทก่อนหน้าออกไปได้ แต่ดูเหมือนเ้าลูกหมูจะยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ถึงพูดจายียวนกวนประสาทนางอีกคราว
“ฮึ....ไยเ้าถึงได้ดีใจนักหนา กับอีแค่เื่ธรรมดาสามัญชน เ้าทำราวกับว่านี่เป็ครั้งแรก ที่ท่านอาจารย์ของเ้าอนุญาตให้ออกเที่ยวกลางคืนอย่างนั้น”
ราวกับว่าเ้าลูกหมูรู้ทุกความเคลื่อนไหว และสามารถอ่านจิตใจของเหลียงเฟยฮวาได้ เ้าของแพรพรรณสีสันฉูดฉาดจึงเหลือบมองเ้าลูกหมูสี่ขาอย่างไม่พอใจ แต่เพราะไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด เหลียงเฟยฮวาจึงล้วงหยิบเชือกเซียนออกมาจากแขนเสื้อ จนเ้าลูกหมูต้องหุบยิ้มฉับพลัน
“นะ...นั่นเ้าคิดจะทำอันใด” สัตว์สี่ขาหน้าขนที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่นานจึงตัวสั่นทันที เมื่อเห็นสายตาจอมเ้าเล่ห์
“ให้อภัยข้าด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจจะพูดแทงใจดำเ้า” แม้จะเพิ่งรู้จักกับเ้ามนุษย์ประหลาดได้ไม่นาน แต่ก็พอรู้มาว่าเหลียงเฟยฮวาไม่กินเนื้อสัตว์ไม่ใช่หรือ ไยถึงผูกเงื่อนเชือกบ่วงบาศราวกับจะมาจับตน
“ปล่อยข้าไปเถิด เนื้อข้ามันไม่อร่อย...อู๊ด....อู๊ด” เ้าลูกหมูปากกล้าจึงค่อยๆ ก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ เพื่อจะหลบหนี ทว่าเมื่อหันหลังเตรียมวิ่งกลับไปหาครอบครัว บ่วงบาศก็เข้ารัดคอเสียแล้ว
“เ้าจะหนีไปไหน พวกเราจะเข้าไปเที่ยวในเมืองกันไม่ใช่หรือ ข้าแค่จะใช้เชือกเซียนผูกไว้ เพื่อกันไม่ให้เ้าไปเดินเพ่นพ่านในเมือง จนถูกจับไปทำหมูหันก็เท่านั้น หรือเ้าคิดว่าข้าจะจับกินกัน” เหลียงเฟยฮวากล่าวด้วยความแสนกล ก่อนจะลอบยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวตัวสั่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเ้าลูกหมูคิดว่านางจะจับเชือดจริงๆ
‘สมน้ำหน้าปากดีนัก’
“ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเสียหน่อย ข้าแค่ไม่ชอบเดินคู่กับเ้าก็เท่านั้น” เมื่อรับรู้ว่าสิ่งที่ตนคิดมันเป็แค่เื่ไร้สาระ เ้าลูกหมูปากกล้าจึงเฉไฉพูดเื่อื่น
“เดินตามข้ามาสิถ้าไม่รีบไป ข้าจะเปลี่ยนใจนะ”
เหลียงเฟยฮวาจึงพยักหน้าตอบรับ และไม่ต่อปากต่อคำกับเ้าลูกหมูต่อ ทั้งหนึ่งคนและอีกหนึ่งตัวจึงพากันเดินลัดเลาะเข้าไปในเมือง เพื่อชมเทศกาลตังโจ่ย หรือเทศกาลเหมันตฤดู
เหลียงเฟยฮวายิ้มแก้มปริไปตลอดทาง เพราะครั้งล่าสุดที่แอบหนีมาเที่ยวมันก็หลายวันมาแล้ว เปาเฟินฮัวอยู่ทางทิศตะวันออก ชาวเมืองไม่ว่าจะเป็บุรุษหรือสตรี จึงมักชอบใส่แพรพรรณลายดอกไม้ปักเฉกเช่นนางในตอนนี้
เหลียงเฟยฮวาเลือกเป็อาภรณ์แพรพรรณเนื้อดีสีแดง สวมทับด้วยเสื้อคลุมตัวยาวสีดำเหลือบแดงปักด้วยลูกไม้ลายดอกโบตั๋น เพื่อป้องกันความหนาว และยังปิดบังใบหน้า่ล่างด้วยเนื้อผ้าบางเบาสีแดงสด ทำให้ชาวเมืองที่เดินสวนผ่านไปผ่านมา ต่างต้องเหลียวหลังมอง
“นี่ๆ เหลียงอ้ายข้าอยากกินสิ่งนั้น ซื้อให้ข้าด้วย” เมื่อลูกหมูอ้วนจะกละ ได้กลิ่นอาหารที่โชยมาจากร้านด้านหน้าก็รีบส่งเสียงร้องทันที ทั้งที่ตัวเองยังไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นเรียกอะไร
เพียงแค่ได้เห็นก้อนกลมๆ อวบๆ ขาวๆ ส่งกลิ่นหอมชวนยั่วน้ำลาย สิ่งมีชีวิตที่เคยแต่จะอาศัยกินพวกเห็ด หรือจำพวกสัตว์เลื้อยคลานเพื่อประทังชีวิต จึงอยากลิ้มลองอาหารของพวกมนุษย์
ส่วนเหลียงเฟยฮวา ที่กะว่าจะซื้ออาหารมาเซ่นไหว้ให้เ้าลูกหมูแทนคำขอบคุณ ก็ฉีกยิ้มกว้างทันที
“สิ่งนั้นเรียกว่าซาลาเปา ถ้าเ้าอยากจะกินเดี๋ยวข้าซื้อให้”ดรุณีน้อยผู้ชินกับการพูดคุยกับสัตว์จึงไม่ทันได้ระวังตัว จนผู้คนรอบข้างต่างมองด้วยความสงสัย เหลียงเฟยฮวาจึงรีบสั่งซาลาเปาและขนมอี๊จากเถ้าแก่ จากนั้นจึงรีบเดินเข้าไปนั่งภายในร้าน เพราะไม่อยากให้ตัวเองเป็จุดสนใจมากนัก ทว่ามันคงไม่ทันเสียแล้ว
“เ้าแกล้งข้ารึ” เหลียงเฟยฮวาร้องถามด้วยความเขินอาย เพราะได้ยินเสียงชาวเมืองกำลังซุบซิบนินทา
“ข้าไม่ได้จงใจจะแกล้ง เ้าเป็คนตอบข้าเอง” เ้าลูกหมูร้องบอก
“ไม่รู้เล่า ต่อไปนี้เ้าห้ามพูดกับข้าอีก ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่ให้เ้ากินซาลาเปา” เหลียงเฟยฮวาจึงพูดข่มขู่เ้าหมูอ้วน ก่อนจะหันไปยิ้มรับให้กับเถ้าแก่เนี้ย ทว่าแม่หญิงนางนี้ดันทักทายนางด้วยถ้อยคำแปลกประหลาด
“ใช่ท่านฉีซูเจียวหรือไม่เ้าคะ”
“เอ่อ....” แต่ยังไม่ทันที่เหลียงเฟยฮวาจะได้เอ่ยปฏิเสธ นางก็นึกถึงเหตุการณ์ครั้งก่อนขึ้นมาได้ เพราะนางเคยโกหกท่านอาจารย์เหลียงเข้ามาในเมือง และแอบลักลอบเข้าไปในหอคณิกาเพื่อปลอมตัวเป็นางโลม
ตอนนั้นนางได้แอบหนีมาเที่ยว และอยากจะรู้ว่าข้างในหอคณิกามีอะไร จึงแอบแฝงตัวเข้าไปในฐานะคุณชายที่จะมาซื้อบริการจากนางโลม ทว่ากลับมาเจอแม่หญิงนางหนึ่งซึ่งกำลังถูกพ่อแม่บังคับให้ขายตัวที่นั่น
ด้วยความสงสารเด็กสาว นางจึงแอบสลับสับเปลี่ยนตัวพร้อมกับมอบฮวังเซ่อหลานเป่าซือ เพื่อให้แม่หญิงนางนั้นได้มีทุนไปทำมาค้าขายตามที่ตนเคยใฝ่ฝัน คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้มาเจอกันอีกครั้ง
แต่ที่น่าสงสัยคือ ทำไมคนของมาม่าซังถึงปล่อยให้นางหลุดออกมาอย่างง่ายดาย ราวกับว่าพวกนั้นจงใจ
“ใช่เถ้าแก่เนี้ยมีอันใดรึ” เมื่อได้เห็นสีหน้าดีอกดีใจแฝงระคนไปด้วยความรู้สึกผิด เหลียงเฟยฮวาผู้ถูกเข้าใจว่าเป็ฉีซูเจียวจึงต้องเอ่ยปากรับคำ
“คือ....ข้ามีเื่จะสารภาพกับท่าน” หญิงสาวนามว่าหนิงอวี่ จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา เพราะนางเก็บความผิดบาปนี้เอาไว้หลายเดือน จนทำให้ตัวนางเองไม่สามารถข่มตานอนหลับได้
“เชิญเถ้าแก่เนี้ยนั่งลงก่อนเถิด” เหลียงเฟยฮวาที่คาดว่าคงต้องคุยกันอีกนาน จึงกล่าวชวนแม่หญิงให้มานั่งจิบน้ำชาด้วยกัน
“เื่ที่ท่านเข้าใจว่าข้าเป็เด็กสาว ที่เพิ่งจะถูกขายนั้นเป็เื่โกหก อันที่จริงข้าเป็นางโลมที่นั่นมาหลายเดือนแล้ว แต่เพราะมาม่าซังอยากชักชวนให้ท่านมาเป็นางโลมด้วยกัน ข้าจึงต้องจำใจโกหกท่าน” หนิงอวี่กล่าวด้วยความรู้สึกผิด เพราะนางใช้ความน่าสงสารเพื่อให้สตรีผู้นี้เห็นใจ จนต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงภัย
ซึ่งนั่นทำให้คิ้วเรียวยาวของคนฟังต้องขมวดกันเป็ปมแน่น ด้วยความไม่เข้าใจ
“แล้วเหตุใดมาม่าซัง ถึงอยากชักชวนให้ข้าไปเป็นางโลม” เพราะยามต้องออกนอกเมือง เพื่อไม่ให้ตระกูลเหลียงเสียหาย เหลียงเฟยฮวาจึงมักปลอมตัวเป็บุรุษ แต่หารู้ไม่ว่าใบหน้างดงามไม่อาจตบตาชาวเมืองได้
“ก็ั้แ่ที่ท่านเข้ามาใช้บริการในร้าน ผู้คนก็ต่างเล่าขานถึงความงามล่มเมือง จนมีคุณชายจากหลายตระกูลหลั่งไหลเข้ามาในร้าน เพื่อมาชมความงามของท่าน มาม่าซังเห็นดังนั้นจึงใช้ให้ข้า....”
“บัดซบที่สุด เ้าเล่ห์นักกล้าหลอกใช้คนเช่นข้า เพื่อหาผลประโยชน์!” แต่ยังไม่ทันที่แม่นางหนิงอวี่จะพูดจบ เหลียงเฟยฮวาก็เกิดบันดาลโทสะ กระแทกจอกน้ำชาลงกับโต๊ะอย่างรุนแรง จนเ้าลูกหมูและคนที่กำลังนั่งน้ำคลอเบ้าเงียบกริบทันที
‘เป็เพราะนางที่ล่อลวง ทำให้ข้าถูกท่านอาจารย์จับได้ว่าหนีเที่ยวและแอบใช้พลัง จนต้องถูกลงโทษ’ เมื่อเหลียงเฟยฮวารู้สึกว่าตนได้เผลอแสดงกิริยาไม่เหมาะสม จึงรีบปรับสีหน้าให้กลายเป็ปกติโดยเร็ว
“ต้องขออภัยแม่นางด้วยเ้าค่ะ ข้าไม่มีเจตนาจะหลอกลวงท่าน” นางกล่าวด้วยความเสียใจ ก่อนจะเคลื่อนตัวจากเก้าอี้ไม้ลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น เพื่อขอขมาผู้มีพระคุณ เพราะั้แ่นางได้ฮวังเซ่อหลานเป่าซือมาบูชา ก็มีเถ้าแก่ร้านแห่งนี้มาตกหลุมรัก และไถ่ตัวนางออกจากหอคณิกา
“ข้าไม่ถือสาเ้า ถือเสียว่ามีบุญวาสนาต่อกัน แต่ก่อนอื่นเ้าช่วยลุกขึ้นก่อนได้หรือไม่ ข้าไม่อยากถูกสามีของเ้าเล่นงาน” เหลียงเฟยฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหันไปก้มหัวให้บุรุษด้านหลัง
“เอ่อ....ข้าต้องขออภัยด้วยที่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อน ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อนนะเ้าคะ”จากนั้นหนิงอวี่ก็รีบสืบเท้าเข้าไปหาสามี เพื่อบอกกล่าวว่าแม่นางผู้นี้คือผู้มีพระคุณ และเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ใช่การกลั่นแกล้งนางแต่อย่างใด
ด้วยความคับแค้นใจ เหลียงเฟยฮวาจึงกระดกจอกน้ำชาตามด้วยการตักขนมอี๊เข้าปากอย่างรวดเร็ว ออกแรงบดขยี้เนื้อแป้งจนฟันบนและฟันล่าง กระทบกันทำให้เกิดเสียงดัง แท้ที่จริงแล้วรสชาติฝีมือการทำขนมทั้งอร่อยและหอมหวาน ทว่านางกลับไม่รับรู้ถึงความรู้สึกนั้นเลย
เพราะจิตใจกำลังโหมกระพือเต็มไปด้วยเปลวไฟ.....
“รีบกินเร็วเข้าเ้าลูกหมู ข้าจะไปจัดการธุระเสียหน่อย” เ้าของั์ตาสีนพเก้า จ้องมองซาลาเปาสามสี่ลูก ที่กำลังถูกเ้าสัตว์สี่ขากัดกินอย่างรวดเร็ว ก่อนนางจะตักขนมอี๊เข้าปากเป็คำสุดท้าย
ฮึ.....ถ้า้าให้คนอย่างนางเรียกแขกนัก ทำไมเหลียงเฟยฮวาจะทำให้ไม่ได้เล่า
เอาเถิดถือว่าเล่นสนุกคร่าเวลา ก่อนจะไปฝึกวิชาที่จินซาน.......