“สารเลว!!!ในเมื่อเ้ามีเจตนาที่จะทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างเผ่าซิของข้ากับหมู่บ้านปี้จุ่ยแห่งนี้ ตัวข้าจะขอกำจัดมารร้ายผู้นี้เพื่อความสงบสุขของคนในหมู่บ้านสักครั้ง”
ภายในใจของซิเฟยนั้นดำมืด มันไม่คาดเลยว่าแผนการที่สมบูรณ์แบบนี้จะถูกชนชั้นต่ำมองออก ถ้าตัวมันไม่มีความแข็งแกร่งนั้น มันกล้าบอกได้เลยว่าจะเป็ตัวมันเองที่ถูกก่นด่าจากคนในหมู่บ้าน
ปี้ยี่ได้ยินเช่นนั้น มันวิ่งตรงเข้ามาอย่างเร่งรีบ พลางคุกสองเข่าของมันลงกับพื้น หัวของมันหมอบกราบแทบเท้าของซิเฟย
“นายน้อยซิ ท่านโปรดปล่อยแม่ของข้าและพี่ชายหนิงไปด้วย ตัวข้านั้นจะยินยอมเป็วัวเป็ควาย ให้ท่านใช้งาน
ท่านเห็นว่าข้ามีพร์เช่นนั้นข้าจะใช้พร์ของข้า เป็มือเป็เท้าให้แก่ท่าน” ปี้ยี่ร้องขออย่างเวทนา
“บัดซบเ้าเด็กนี้ กล้าเข้ามาสอดเื่ของข้า!” ขณะเดียวกันซิเฟยพลันก้มตัวลงกระซิบเข้าที่ข้างหูของปี้ยี่
“เ้าขยะเป็เพียงเด็กกำพร้าไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคิดจะเป็วัวเป็ควายให้ข้าไม่หวังสูงเกินไปหรือ.....
พร์หรอ? ข้าก็พูดไปเช่นนั้น ตัวเ้าไม่สามารถเทียบได้กับปี้ฟานแม้แต่น้อย
ข้าจะนำเ้าไปเลี้ยงให้เปลืองข้าวสุกทำไม ข้านั้น้าเพียงร่างกายแม่ของเ้าเท่านั้น ฮ่าๆฮ่าๆ”
ไม่มีใครรู้ว่าซิเฟยพูดอะไรกับปี้ยี่ ทุกคนนั้นเห็นเพียงแค่ ซิเฟยหัวเราะอย่างบ้าคลั่งแววตาของมันเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย
จากนั้นมันส่งเท้าเข้าไปที่ลำตัวของปี้ยี่ แม้จะไม่ได้ใช้ลมปราณในการเตะครั้งนี้ แต่แค่เพียงร่างกายของนักรบขั้นที่2 ก็ทำให้มนุษย์ธรรมดาาเ็จนไม่สามารถลุกขึ้นได้อีกเป็อาทิตย์
สติของปี้ยี่เลือนหายไปในทันที
“ปี้ยี่” เสียงะโของปี้เหยาดังขึ้นราวกับมันจะขาดใจตาย มันวิ่งไปหาปี้ยี่อย่างรวดเร็ว ถ้าลูกของมันเป็อะไรไป มันพร้อมจะแลกชีวิตกับซิเฟย
หนิงเทียนมองไปยังร่างของปี้ยี่ที่กระเด็นออกไปด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความสงสาร
ซิเฟยกล่าวด้วยเสียงเย็น “ซิตู่ ฆ่ามัน”
“ขอรับนายน้อย” เสียงซิตู่คำรามออกมา มันหันศีรษะไปทางหนิงเทียนและปี้เหยา พร้ะโกนด้วยเสียงอันดัง
“หญิงชั่ว ชายเลวพวกเ้าทั้งสองทำความผิดร้ายแรง หญิงชั่วต้องถูกจับตัวไปลงโทษ ส่วนชายเลวนั้นตายสถานเดียว”
สถานการณ์เลวร้ายลงทันที พวกมันไม่สนใจคำกล่าวใดๆทั้งสิ้น มันเพียงจะใช้กำลังตัดสินอย่างป่าเถื่อน
หนิงเทียมแย้มยิ้มขึ้นมาอย่างชั่วร้าย มันกล่าวออกมาอย่างแ่เบาโดยไม่มีใครรู้ว่าคำพูดนั้นมันพูดกับใคร “เื่นี้เป็เื่ของข้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเ้าไม่ต้องยุ่ง”
เห๊อะ เสียงแ่เบาของาาภูตตัวน้อยดังขึ้น มันหายตัวกลับเข้ามาอยู่ในแขนเสื้อของหนิงเทียนทันที มันเพียงแต่มองไปยังเหตุการณ์ตรงหน้า คล้ายกำลังรอดูว่า นายคนใหม่ของมันจะทำเช่นไรกับสถานการณ์นี้
“เ้าหนุ่มข้าจะปราณีแก่เ้าบ้างละกันโดยที่จะฆ่าเ้าภายในหนึ่งหมัด” ซิตู่ะโเข้าหาหนิงเทียนอย่างเกียจคร้าน ตัวมันเป็นักรบขั้นที่5 ไม่มีเหตุใดที่ต้องใช้พลังเต็มที่จัดการกับเด็กหนุ่มอายุ15-16ปี
ซิตู่ชกใส่หนิงเทียนอย่างรุนแรง หนิงเทียนแย้มยิ้มออกมาพลันส่งหมัดออกไปปะทะหมัดของซิตู่
ปัง!! ซิตู่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากพลังหมัดของหนิงเทียน มันเพียงยืนอยู่กับที่อย่างนิ่งสงบ ใบหน้าของมันแสดงความประหลาดใจ “แดนมนุษย์ขั้นที่9” มันคำรามต่ำออกมาอย่างแ่เบา
ในขณะเดียวกัน จากการปะทะกันเมื่อครู่หนิงเทียนแสร้งทำเป็กระเด็นถอยหลังออกไปไกลถึงห้าก้าว
“ถุย!! หนิงเทียนถ่มน้ำลายของมันออกจากปาก พร้อมกล่าว "หนึ่งหมัด ฮ่าฮ่าๆคนเผ่าซินี้ช่างคุยโวยิ่งนัก”
“หนิงเทียนหนีไปอย่าได้เข้ามายุ่งเื่ของข้าเลย” น้ำเสียงที่ปนสะอื้นของปี้เหยาเต็มไปด้วยความห่วงใย
ทุกคนในลานกว้างที่ได้เห็นการปะทะกันของซิตู่และหนิงเทียน ต่างตกตะลึงจนถึงกับอุทานออกมา “เด็กหนุ่มผู้นี้เป็ใครสามารถปะทะกับท่านซิตู่ได้”
“ท่าน...ท่านพ่อ มันเป็ใครกัน” ปี้ฟางถามพ่อของมันอย่างตกตะลึง
“…”ดวงตาของปี้ชีพลันหดแคบลง เด็กนี่อายุเพียง15-16ปี กลับมีพลังฝึกตนในระดับเดียวกันตัวมัน
ซิเฟยมองไปยังหนิงเทียนอย่างตกตะลึง แดนมนุษย์ขั้น9 พร์ของหนิงเทียนเหนือกว่าตัวมันใน่อายุเดียวกันอย่างมาก ยิ่งคิดเช่นนั้นภายในใจของซิเฟยมีแต่ความโกรธ มันะโย้ำไปยังซิตู่ “ฆ่า...ฆ่ามัน”
ใบหน้าของซิตู่เวลานี้เต็มไปด้วย จิตสังหาร“แม้ข้าจะเสียดายพร์ของเ้า แต่วันนี้คือวันตายของเ้า”
ซิตู่คำรามกึกก้อง โคร้กกก!!! สิ้นเสียงคำรามของราชสีห์ ร่างกายของซิตู่พลันเปลี่ยนไปเส้นผมของมันสยายขึ้น เล็บอันแหลมคมงอกจากนิ้วมือของมัน
“นั้นมัน ทักษะกรงเล็บราชสีห์” ปีชี้มองไปด้วยแววตาที่เป็ประกาย
ตัวมันนั้นติดอยู่ในดินแดนมนุษย์ขั้นที่9มานับ50ปีเพียงเพราะมันไร้ซึ่งวาสนาได้อ่านทักษะบ่มเพาะเช่นนี้
‘กรงเล็บราชสีห์’ ซิตู่ยกนิ้วอันใหญ่โตของมันขึ้น แสงสีขาวพุ่งออกจากปลายนิ้วทั้งห้า มันดูอ่อนแอและเปราะบาง ทว่ามันยังพุ่งแหวกอากาศเข้าหาหนิงเทียนอย่างรวดเร็ว
แม้จะเป็ทักษะระดับต่ำแต่ซิตู่นั้นฝึกมันถึงระดับเชี่ยวชาญแล้ว มันจึงแข็งแกร่งเป็อย่างมาก
“พลังโจมตีนั้นไม่เลวมีทั้งความแข็งกล้าและรังสีสังหาร น่าเสียดายที่มันเป็เพียงทักษะมนุษย์ระดับต่ำ” หนิงเทียนวิเคราะห์การโจมตีอย่างไม่สนใจ
ในขณะเดียวกันหนิงเทียนยกมือขึ้นมาชี้ไปยังร่างกายของซิตู่ นิ้วอันเรียวเล็กของหนิงเทียนแปรเปลี่ยนเป็อ้วนใหญ่คล้ายนิ้วของพญาราชสีห์
เล็บที่แหลมคมงอกออกมาจากปลายนิ้วของหนิงเทียน ด้านหลังของมันปรากฏภาพเลือนลางคล้าย ราชสีห์กำลังขู่คำราม
หนิงเทียนจงใจะโเสียงดังกระบ่วนท่า“กรงเล็บลูกสุนัข” กระบวนท่าของหนิงเทียนนั้นแตกต่างจากซิตู่เล็กน้อย
ตรงที่ร่างกายของมันไม่ได้แปรเปลี่ยนภาพลักษณ์เป็น่าเกลียดเหมือนเช่นซิตู่ แต่กลับมีภาพอวตารเลือนลางของพญาราชสีห์ปรากฎขึ้นด้านหลัง
ฝูงชนทั้งหลายพยามขยี้ตา ราวกับว่าเื่ภาพเลือนลางของพญาราชสีห์ที่ปรากฎให้พวกมันเห็นตรงหน้าไม่ใช่ความจริง
แสงสีขาวที่ดูอ่อนโยนแต่แข็งกร้าวของหนิงเทียน พุ่งเข้าปะทะพลังที่ซิตู่ปล่อยออกมา เกลียวของแสงทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ มันเป็การปะทะกันระหว่างสองกระบวนท่าที่คล้ายคลึงกัน
ปัง!!!!!!!!! คราวนี้เป็ซิตู่ที่กระเด็นถอยออกไปถึงหกก้าว
เห็นได้ชัดว่ากระบ่วนท่าที่มันทั้งคู่ใช้นั้นคล้ายกันอย่างมากจะต่างก็เพียงชื่อเรียกเท่านั้น แต่ที่น่าอดสูยิ่งกว่าคือ ท่ากรงเล็บลูกสุนัขของหนิงเทียนกลับมีพลังร้ายกว่ากรงเล็บราชสีห์ของซิตู่
เวลานี้ดวงตาของซิเฟย เบิกกว้าง ตัวมันนั้นรู้ดีกว่าใคร กระบวนท่าที่หนิงเทียนใช้เป็กระบ่วนท่ากรงเล็บราชสีห์ของเผ่ามันอย่างแน่นอน
และแม้แต่บิดาของมันยังไม่สามารถสร้างภาพอวตารให้ปรากฎขึ้นได้ มันเริ่มรู้สึกถึงลางร้ายจางๆจากเด็กหนุ่มตรงหน้ามัน
ทหารในชุดเกราะของเผ่าซิบางคนถึงกับเอ่ยออกมา “นั้นมันกรงเล็บราชสีห์”
ด้วยคำพูดที่เผลอตัวของทหารในชุดเกราะ มันดึงความสนใจของฝูงชนไม่น้อย
แม้แต่คนโง่ก็ดูออกว่าทักษะของหนิงเทียนนั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าซิตู่อย่างเห็นได้ชัด เวลานี้มันยากที่จะบอกว่า ใครกันแน่เป็เ้าของทักษะที่แท้จริง
ซิตู่นั้นตกตะลึงกับภาพอวตารราชสีห์อย่างมาก มันที่ทุมเทฝึกฝนทักษะกระดูกราชสีห์มานับ100ปี แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างภาพอวตารได้เหมือนเช่นเด็กหนุ่มตรงหน้ามัน
ในเวลานั้นภายในสมองของมันมีเพียงอย่างเดียวคือ “ฆ่า....เด็กนี้ยังไม่โตเต็มวัยอีกทั้งยังมีพลังแค่แดนมนุษย์เท่านั้น จะต้องตัดไฟแต่ต้นลมให้สิ้นซาก”
ซิตู่หยิบกรงเล็บเหล็กออกมาจากแหวนมิติสีขาว กรงเล็บเหล็ก มันมีปลายแหลมสามแท่งยาวครึ่งเมตร ส่องแสงสีเงินวาว “เ้าอย่าฝันว่าแค่นี้จะชนะข้าได้ ดินแดนมนุษย์ก็ยังเป็เพียงขยะวันยังค่ำ”
เมื่อเห็นกรงเล็บเหล็ก ทหารในชุดเกราะของเผ่าซิระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ทหารอีกคนกล่าวออกมา “มันจบแล้ว เมื่อผู้าุโซิตู่ นำซ้ายปลิดชีพ อาวุธลมปราณในแดนนักรบออกมาก็ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตไปจากมันได้”
ปีชี้ถึงกับพึมพำเสียงเบาออกมา “ขวาปลิดิญญาและซ้ายปลิดชีพเป็สองกรงเล็บชั้นนักรบที่สร้างชื่อเกรียงไกรให้กับเผ่าซิ ขวาปลิดิญญานั้นเป็อาวุธประจำกายหัวหน้าเผ่าซิ
ส่วนซ้ายปลิดชีพ เวลานี้มันได้ปรากฎตรงหน้าของข้าแล้ว”
หนิงเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก มันกล่าวออกด้วยเสียงแ่เบา ‘อู๋ชาง เ้าได้ทำสิ่งที่ข้าสั่งแน่แล้วหรือ’
‘แน่นอนสิ คุณชายข้านำข้อความของท่านไปทิ้งไว้ในกระโจมตามที่ท่านบอกแล้ว’
‘เหตุใดมันยังไม่ออกมา หรือข้าจะเข้าใจผิดไปเอง’
ในขณะที่หนิงเทียนกำลังคิดเื่บางอย่าง แสงสีขาวสามสายขนาดเท่านิ้วก้อยมันพุ่งเข้าใส่มันอย่างรวดเร็ว ภาพที่ทุกคนเห็นคือ ศีรษะของหนิงเทียนถูกแทงด้วยกรงเล็บเหล็ก
ทุกคนกรีดร้องออกมาด้วยควาดสยดสยองกับภาพตรงหน้า แต่เพียงชั่วครู่มันแปรเปลี่ยนเป็เงาจางๆเท่านั้น
“นั้น ภาพติดตา ใช่ภาพติดตาหรือไม่” ฝูงชนที่กรีดร้องอุทานออกมาด้วยความใ
“เ้าคงเป็พวกที่เอาดีในวิชาท่าร่างสินะ ข้าไม่แปลกใจที่เ้าจะหยิ่งยโสเช่นนี้ แต่น่าเสียดายที่เ้ามาเจอกับซ้ายปลิดชีพของข้า” สีหน้าของซิตู่เฉยชาก่อนที่มันจะใช้พลังลมปราณปกคลุมร่างกายของมัน
ในขณะที่ลมปราณของซิตู่ปกคลุมไปทั่วร่าง จู่ๆรูปลักษณ์มนุษย์ของมันแปรเปลี่ยนเป็ครึ่งคนครึ่งสัตว์ เวลานี้ใบหน้าของมันคล้ายสัตว์เดรัจฉานเช่นสิงโต
ร่างกายขยายใหญ่โตกว่าเดิมถึงสามเท่า มันวาดกรงเล็บเข้าใส่หนิงเทียน ลมปราณสีขาวที่แหลมคมมันเต็มไปด้วยรังสีแห่งความตาย แปรเปลี่ยนเป็ตาข่ายปราณสีขาวที่เฉือดเฉือนทุกอย่างที่ไปััมัน
ตาข่ายปราณสีขาวร่วงหล่นลงมาในทิศทางเดียวกับร่างกายของหนิงเทียน เสียงอึกทึกทั้งหมด พลันเงียบลง
เวลานี้คมแสงสีขาวอยู่ห่างศีรษะของหนิงเทียนเพียงไม่กี่นิ้ว หนิงเทียนมองไปที่แสงนั้นด้วยสายตาเหยียดยาม มุมปากของมันยกขึ้นอย่างน่ากลัว
แต่ร่างกายของมันไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย มันกลับลดพลังปราณทั่วร่างของมันลง แม้แต่กายาเทพอสูรก็มิได้ใช้ออก
“ลาก่อน พ่อพระเอก” ซิเฟยเห็นภาพตรงหน้ามันแย้มยิ้มขึ้นอย่างมีสุข
ในขณะที่ตาข่ายแสงจะกระทบร่างของหนิงเทียน กลับมีรังสีกระบี่สีครามพุ่งปะทะคมเขี้ยวสีขาวของซิตู่ ส่งผลให้ตาข่ายปราณกลายเป็น้ำแข็งค้างอยู่กลางอากาศชั่วครู่ก่อนจะสลายกลายเป็ละอองน้ำในชั่วพริบตา
แม้ว่าหนิงเทียนจะรู้ถึงผู้ที่มา แต่ดวงตาของมันยังต้องหรี่ลงเมื่อมองไปยังรังสีกระบี่สีครามที่ปกคลุมไปด้วยไอเย็นเช่นนี้
ซิตู่มองคมแสงของมันที่สลายไปด้วยความตกตะลึง ผู้ที่จะทำเช่นนี้ได้ต้องเป็ผู้ที่อยู่ ในดินแดนองครักษ์เท่านั้น
บุคคลในแดนองครักษ์ มีแต่ เพียงผู้ฝึกตนในเมืองหลวงเท่านั้น
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันมันสร้างความแตกตื่นแก่ผู้คนอย่างมาก ทุกสายตามองไปที่ต้นตอของรังสีกระบี่สีคราม อย่างพร้อมเพียง
มันเห็นเพียงชราหน้าตาเหี่ยวย่น สวมเสื้อถัก เนื้อตัวสะอาดในมือถือกระบี่เล่มเล็ก แววตาเกียจคร้าน
ชายชราใช้สายตาเพ่งพินิจ ก่อนจะมองไปยังหนิงเทียนอย่างอดไม่ได้ที่จะชมเชยในใจ
“เด็กคนนี้มีพร์ยิ่งนัก สามารถต่อสู้กับดินแดนนักรบได้โดยที่ยังครองสติอยู่ได้
และมองไปยังร่างของปี้ยี่ที่นอนหนุนตักของปี้เหยาอย่างไร้สติด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย
“ยกโทษให้ชายชราผู้นี้ด้วย ชายชราผู้นี้มาช้าไป”
ไม่เพียงแต่คนทั้งหมู่บ้าน กระทั้งซิเฟยนั้นยังรู้จักชายชราตรงหน้ามันเป็อย่างดี
มันคือ ปู่ซางที่วันๆจะเอาแต่หลับอย่างี้เีอยู่ในกระโจม ทุกคนรู้ดีว่าปู่ซางนั้นเป็ บุคคลในตระกูลใหญ่ของเมืองฉางผิง
การที่มันมาประจำอยู่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้เพียง เพื่อป้องกันภัยในจุดพักของกองคาราวานบรรณาการเท่านั้น มิเช่นนั้นแล้วคงไม่มีเหตุผลใดให้ผู้คนจากเมืองหลวงมาอาศัยในดินแดนบ้านนอกเช่นนี้
“ท่านปู่ซาง” ปี้เหยาะโออกมาด้วยอาการดีใจ ราวกับว่าชายชราผู้นี้เป็ขอนไม้ที่ช่วยทั้งตัวมันและหนิงเทียนไม่ให้จมลงไปในน้ำลึกได้
ปู่ซางไม่ตอบอันใด เพียงแต่ใช้สายตามองไปยังซิเฟย เวลานี้สายตาที่เต็มไปด้วยความเกียจคร้านกลับแปรเปลี่ยนเป็สายตาที่คมราวกับกระบี่
“ท่านซางจื่อ เื่นี้เป็เื่ภายในของพวกเรา ขอให้ท่านอย่าได้ลดตัวลงมาเลย”ซิเฟยกล่าวด้วยความเคารพ คนที่หยิ่งยโสอย่างมันกับก้มศีรษะให้ชายชราตรงหน้า
ด้วยยศศักดิ์ของชายชราผู้นี้แล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงเผ่าซิ แม้กระทั่งคนของทุกๆชนเผ่าจะมีความกล้าหาเื่กับคนตระกูลใหญ่ในเมืองฉางผิงได้อย่างไร
แล้วตัวตนอย่างมันจะกล้าอวดดีต่อหน้าคนเช่นนั้นได้อีกหรือ?
ชายชรายิ้มบางๆแล้วกล่าว “นายน้อยเฟยเหตุการณ์เมื่อครู่อาจถึงขั้นตายได้ ในเมื่อท่านได้ทักษะบ่มเพาะคืนแล้วอีกทั้งท่านยังไม่ติดใจเอาความเื่โสมอายุวัฒนะ เช่นนั้นแล้วให้เื่ราวมันจบๆไปได้หรือไม่”
ซิเฟยนั้นยืนตะลึงอยู่เป็เวลานานกับคำขอร้องง่ายๆของชายชราตรงหน้ามัน มันไม่คิดว่าตัวตนเช่นนี้จะเข้ามายุ่งเกี่ยวเื่เล็กน้อยในหมู่บ้าน
“ท่านซางจื่อ เื่นี้หมายความว่าอย่างไร? สารเลวหนุ่มคนนี้เป็สายลับจากเผ่าอื่นที่ส่งมาหมายจะยุแยงให้ เผ่าซิกับหมู่บ้านปี้จุ่ยแตกแยกกัน
เื่ของหญิงสาวที่ขโมยทักษะบ่มเพาะ ข้าอาจทำเป็มองไม่เห็นได้ แต่กับสารเลวหนุ่มคนนี้ต้องตายเท่านั้น”
แม้ว่าตัวมันจะหวาดกลัวชายชราซางอยู่ไม่น้อย แต่ในใจลึกๆของมันไม่เชื่อว่า ชายชราซางจะออกหน้าเพื่อปกป้องสวะเช่นนี้
“นายน้อยเฟยตาแก่คนนี้ไม่ได้ความสัมพันธ์ใดๆกับหมู่บ้านปี้จุ่ย ตาแก่นั้นมาพำนักที่นี้เพียงเพราะท่านประมุขสั่งมาเท่านั้น
ฉะนั้นตัวของตาแก่คนนี้ถือว่าเป็คนนอก แต่นายน้อยเฟยท่านเองก็เช่นกัน แม้ท่านจะบอกว่า เป็เื่ยุแยงให้แตกแยกกันก็ตาม
แต่ที่ข้าเห็นเด็กหนุ่มคนนี้เพียงเพื่อจะปกป้องแม่นางปี้เหยาเท่านั้นจริงหรือไม่?”
มันไม่เว้น่ให้ซิเฟยได้กล่าวแทรก “ตัวตาแก่ผู้นี้เป็คนนอกยังไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว นายน้อยเฟยท่านเองก็ไม่ใช่คนของหมู่บ้านนี้เหมือนกัน
เหตุใดเราสองคนไม่ไปดื่มสุรากันปล่อยเื่ราวเล็กน้อยเช่นนี้ให้หัวหน้าชีตัดสินใจเป็อย่างไร”
ซางจื่อมองไปยังปี้ชี “ท่านเป็หัวหน้าหมู่บ้านปี้จุ่ย ท่านจะจัดการเื่ราวของคนของผู้กระทำผิดในหมู่บ้านนี้อย่างไร”
ปี้ชีกล่าวด้วยความเคารพ“ท่านปู่ซาง หากคนในหมู่บ้านกระทำผิดประพฤติตนเองเป็โจร สถานเบาคือห้ามแลกเปลี่ยนอาหารหนึ่งปี สถานหนักคือการขับไล่ออกจากหมู่บ้าน
แต่ว่าเื่นี้เกือบจะทำให้เผ่าซิและหมู่บ้านของเราเป็ศัตรูกันจึงถือว่าเป็เื่ร้ายแรงอย่างมาก ดังนั้นนางและลูกของนางจะถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน”
“ดี ดี ท่านหัวหน้าชี เป็ผู้มีความสามารถยิ่งนัก ตาแก่เช่นข้าก็ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจใดๆของท่าน
แต่เมื่อพวกท่านขับไล่เขาทั้งสองออกจากหมู่บ้านแล้ว อย่างนั้นชายชราคนนี้เห็นถึงพร์ของเด็กน้อยปี้ยี่ จึง้าจะรับเขาไปเป็ศิษย์
และตัวข้านั้นไม่มีลูกหลาน ข้านั้นยังอยากได้แม่นางปี้เหยาไปเป็บุตรบุญธรรม หัวหน้าชีท่านคงไม่ขัดข้องหรอกนะ”
สายตาของมันทั้งคู่ประสบกัน ความหวาดกลัวปรากฏขึ้นภายในใจของปี้ชีทันที มันจึงรีบกล่าว “ไม่....ไม่มีแน่นอนท่านปู่ซาง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฝูงชนในหมู่บ้านทั้งหมดตกอยู่ในความเงียบทันที ราวกับทุกคนเป็ใบ้ขึ้นมา
แม้แต่ปี้ชีและซิเฟยก็ไม่กล้าจะมีคำกล่าวใดๆออกจากปากพวกมันแม้แต่น้อย
ใบหน้าของปี้ชีกลายเป็บิดเบี้ยวอย่างหน้าเกลียด บุคคลที่มันพึ่งขับไล่ออกไปหมายจะทำลายชีวิตให้พังทลาย กับพานพบประสบโชคอย่างรวดเร็วเช่นนี้
แต่อย่างไรมันก็ไม่สามารถกล่าวออกมาเป็คำพูดได้แม้แต่ประโยคเดียว มันเข้าใจดีว่า ซางจื่อ นั้นเป็ถือว่าเป็ตัวตนที่เหนือกว่าเผ่าซิอย่างมากมาย
ซิเฟยมองไปที่ซางจื่ออย่างไม่มีคำกล่าวใดๆออกมา มันทำได้เพียงแต่มองอย่างปราศจากคำพูดใด ด้วยตัวของมันจะสามารถทำอะไรได้
แม้กระทั้งต่อให้บิดาของมันมาด้วยตนเองผลก็ยังคงเป็เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
หนิงเทียนยกมุมปากขึ้นมาอย่างขบขัน “แบบนี้สิถึงจะได้ชื่อว่าหมู่บ้านคนใบ้จริงๆ”
ถ้าเช่นนั้นตาแก่คนนี้ขอตัว “เหยาเอ๋อ พาลูกของเ้าไปที่กระโจม พ่อบุญธรรมจะทำการรักษาให้”ชายชรายิ้มด้วยความอ่อนโยน
จากนั้นปี้เหยาอุ้มปี้ยี่ที่ยังไร้สติ เดินไปทางชายชราซาง “ท่านปู่ซาง”
“เ้ายังเรียกข้าว่าปู่”
“เอ่อ...พ่อบุญธรรม”
“ประเสริฐ ประเสริฐ”
“พ่อบุญธรรมแล้วคุณชายหนิง” ปี้เหยามองไปยังหนิงเทียนด้วยความเป็ห่วง
เหมือนว่าซางจื่อจะรับรู้ถึงความรู้สึกของปี้เหยาได้ มันจึงกล่าวออกมาด้วยเสียงอ่อนนุ่ม“นายน้อยเฟย ในเมื่อเด็กหนุ่มผู้นั้นล่วงเกินท่านเพียงเพราะ้าช่วยเหลือบุตรบุญธรรมของข้า
เช่นนั้นตาแก่คนนี้คงต้องขอร้องให้นายน้อยเฟยโปรดละเว้นเขาด้วย นี้ถือเป็คำขอของชายแก่ผู้นี้” ซางจื่อจับจ้องไปยังซิเฟยเพียงครู่นึงแล้วจึงเดินจากไป
ในขณะที่กำลังจะกลับซางจื่อกล่าวด้วยเสียงดัง มันแสร้งทำเป็ว่าพูดคุยกับปี้เหยาแต่เจตนาจะให้ทุกคนได้ยินการสนทนานี้
“เ้าไม่ต้องห่วงเขา ในเมื่อเผ่าซิยังเห็นแก่หน้าของพ่อบุญธรรมอยู่บ้าง คงไม่หักหาญน้ำใจลงมือแก่เด็กหนุ่มนั้น”
ปี้เหยาเดินตามซางจื่อจากไป โดยที่สายตาของนางไม่ได้ละไปจากหนิงเทียนแม้แต่น้อย
หนิงเทียนยิ้มให้กับนาง “เ้าไปเถอะไม่มีความจำเป็ต้องห่วงข้า”
ซิเฟยที่มองเหตุการณ์ตรงหน้า ใบหน้าของมันเต็มด้วยความโกรธแต่ตอนนี้มันไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว
แผนการที่มันวางเอาไว้ได้พังลงด้วยน้ำมือของหนิงเทียนและชายชราซางจื่อ
มันทำได้เพียงแต่กัดฟันแน่น คำรามออกมาด้วยความโกรธ “พวกเ้าจะยืนอยู่ทำไม กลับกันได้แล้ว”
เมื่อซิเฟยและซางจื่อจากไป ฝูงชนในหมู่บ้านล้วนแยกย้ายแตกกระจายกันไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านพ่อมันทำแผนการของพวกเราพัง เราจะทำอย่างไรกับมันดี”ปี้ฟางกระซิบกับบิดาของมัน
“เ้าเด็กนี้มีความลับมากมาย ถ้านายน้อยเฟยไม่สั่ง อย่าได้ไปยั่วยุมันจะดีกว่า”ปี้ชีกล่าวพร้อมเดินจากไป
เพียงชั่วอึดใจเดียวผู้คนที่เนื่องแน่นกลับเลือนลับหายไปหมดจนบัดนี้หลงเหลือแต่ หนิงเทียนเท่านั้นที่ยืนอยู่
“คุณชายทำไมท่านถึงไม่ฆ่ามนุษย์ตัวเหม็นเหล่านี้ให้หมดสิ้น เหตุใดถึงต้องทำเื่ยุ่งยากเช่นการให้าาไปขอความช่วยเหลือจากตาแก่ตัวเหม็นนั้น”
าาภูตถามด้วยความสงสัย ภายในใจลึกๆมันเริ่มที่จะดูิ่นายของมันที่ไม่มีความกล้าแม้แต่จะสังหารขยะเหล่านี้
ใบหน้าของหนิงเทียนเรียบเฉย มันเพียงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเป็ปกติว่า
“อู๋ชาง ไม่ว่าเ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่สมองนั้นเป็สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าข้า้าฆ่าพวกมันแน่นอนมันไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอ้าปากร้องขอชีวิต
แต่ถ้าข้าลงมือสังหารพวกมันกลางหมู่บ้าน เ้าคิดว่าหัวหน้าเผ่าซิจะทำอย่างไรเมื่อมันรู้ว่าบุตรชายของมันตกตายลงภายในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้
ทันทีที่ข้าก้าวเท้าออกไปหมู่บ้านแห่งนี้จะต้องหายไปด้วยน้ำมือของเผ่าซิเพียงชั่วข้ามคืนอย่างแน่นอน”
“แค่เผ่ากระจอกๆ มีอะไรให้กลัว” าาภูตนั้นยังไม่เข้าใจในความคิดของนายมัน
“เ้าเป็ภูตที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นขนาดนั้น?” หนิงเทียนถามไปยังาาภูตอย่างขบขัน
พร้อมทั้งกล่าวต่อ “คนในหมู่บ้านนี้ไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหายอะไรของข้า ที่ทำให้ข้าต้องวุ่นวายกับเผ่าซิเพื่อพวกมัน
และ ถึงแม้ว่าในสายตาข้าเผ่าซิจะเป็เพียงเผ่าเล็กๆเท่านั้นแต่มันก็เป็ท่อน้ำเลี้ยงสำคัญที่คอยเป็แรงงานหารายได้ส่งแก่เมืองฉางผิง
การที่อยู่ๆเผ่าซิหายสาบสูญไปนั้นเมืองฉางผิงจะต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน ในเื่เช่นนี้ชายชราซางยังมีหัวคิดมากกว่าเ้าเลย”
“เฮ๊อะ ในอดีตที่าาอยู่กับท่านหวงตี้ไม่จำเป็ต้องสนใจเื่ราวพวกนี้ ใครกล้าไม่เคารพพวกมันต้องตายสถานเดียว” าาภูตนั้นกล่าวด้วยความหยิ่งทะนง
“ลืมเื่นั้นไปได้ อีกห้าวันเราต้องไปจากที่นี้แล้ว พวกเราไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะไปเยี่ยมเยือนถึงเผ่าซิ
เราทำได้เพียงแต่ฝากของขวัญเล็กๆน้อยๆไปให้เผ่าซิเท่านั้น”เวลานี้สายตาของหนิงเทียนมืดลงแฝงด้วยความอำมหิต
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย
ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%