ข่าวความวุ่นวายของชายแดนฉู่เยว่ไม่นานก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเข้าถึงพระกรรณขององค์รัชทายาท สภาคณะมนตรีแห่งรัฐก็วุ่นวายกันไปใหญ่ข่าวตระกูลหนิงแตกหักกับราชวงศ์แผ่ออกไปเป็นวงกว้างขุนนางต่างพากันแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด
แม้ว่าปัจจุบันราชวงศ์จะมีอำนาจมาก แต่อย่าลืมว่าอดีตตระกูลใหญ่ทั้งสามเคยร่วมกันปกครองหกกรมมาก่อนพรรคพวกฝ่ายตนไหนเลยจะน้อยเพียงแค่สงบเสงี่ยมเจียมตนไปตามสถานการณ์ แม้ขุนนางคนสนิทหลายคนจะถูกโยกย้ายแต่ก็ยังมีสมุนน้อยใหญ่อยู่เพียงแค่โบกสะบัดธงตระกูลหนิงขึ้นมาคนพวกนั้นก็จะพากันแปรพรรคอย่างรวดเร็ว
อย่าลืมว่านอกเหนือจากตระกูลหนิงแล้วยังมีตระกูลถูที่เจ็บแค้นอยู่อีกพากันมาร่วมร่วมกับตระกูลหนิงอย่างเปิดเผยถึงแม้ว่าตระกูลถูแทบจะล่มสลายทว่าความเป็นมาที่ยาวนานรากฝังลึกนี้ยังคงอยู่พยัคฆ์ที่ถูกถอดเขี้ยวเล็บอย่างไรก็ยังเป็นพยัคฆ์!
หลังจากที่ตระกูลหนิงประกาศตัดขาดสัมพันธ์กับราชวงศ์เตรียมจะสถาปนาแว่นแคว้นแห่งใหม่ตระกูลหนิงก็มีผู้เข้าร่วมมากมายกองกำลังตะวันออกและใต้ต่างพากันเข้าร่วมก่อตั้งเป็นอาณาจักรแห่งใหม่ครอบครองแผ่นดินกว่าครึ่งของอาณาจักรเยว่
ข่าวนี้สร้างความตื่นตะลึงให้องค์รัชทายาทและคณะมนตรีมากกว่าเดิมประชาชนสับสนวุ่นวายบ้างเดินทางลงใต้บางขึ้นเหนือไม่มีใครอยากอยู่ระหว่างชายแดนอันอาจจะเกิดสงครามเมื่อใดก็ไม่ทราบ
นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ทำให้ราชสำนักเกิดความวุ่นวายมากยิ่งกว่าเดิมคือขุนนางระดับสูงและระดับกลางจากกรมทั้งหกพากันเข้าสวามิภักดิ์กับตระกูลหนิง นำโดยเสนาบดีกลาโหมจูจวงเสนาบดีโยธาไช่หู่ที่ยกขโยงพลพรรคของตนเองลงมาทางใต้เข้าร่วมฝ่ายหนิง
อาณาจักรเยว่นับว่าสูญเสียใหญ่หลวงนักภายในยุ่งเหยิงราชสำนักระส่ำระสาย งานราชการหยุดชะงัก กองทัพใหญ่ก็ยังไม่กลับจากชายแดน แม้นระดมพลก็ได้เพียงรักษาความสงบในพระนครเท่านั้นทหารส่วนใหญ่หากไม่อยู่ชายแดนก็แยกฝ่ายก่อกบฏไม่ก็เข้าร่วมฝ่ายใต้ทั้งสิ้น
“ตระกูลหนิงสมควรตายนัก !” องค์รัชทายาททรงพิโรธอย่างหนัก เมืองหลวงวุ่นวายเกินกว่าจะระงับเหตุนี่ขนาดเป็นเมืองหลวงศูนย์กลางอำนาจ ยิ่งเป็นที่เมืองอื่นยิ่งไม่ต้องคาดเดาสภาพเลวร้าวกว่านี้มากเห็นการเคลื่อนไหวของขุมกำลังต่าง ๆ อย่างชัดเจนเลือกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแต่ไม่มีใครรู้ว่าบุคคลที่เป็นตัวตั้งตัวตีแบ่งแยกบัดนี้ได้เข้ามาเหยียบจมูกของราชสำนักเยว่แล้ว
และตอนนี้เขาก็อยู่ในสำนักยุทธ์หลวงเป็นที่เรียบร้อยพร้อมกับหน่วยลับที่เก่งที่สุดของกองทัพทหารแต่ละนายล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งสิ้นไม่อาจดูเบาได้สำนักยุทธ์หลวงจึงไม่อาจขวางทางพวกเขาได้
อันที่จริงแล้วการเข้ามาที่นี่ก็หาได้ยากลำบากถึงเพียงนั้นสำนักเองก็วุ่นวายเช่นกัน อย่างไรเสียหนิงเฟยหลงก็เคยหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้คนในสำนักไม่น้อยล้วนเข้าพวกกับตระกูลหนิงแล้วเขามาครั้งนี้ไม่เพียงจะมารับน้องสาว แต่ยังจะพากลุ่มคนพวกนี้มุ่งลงใต้อีกด้วย
“ศิษย์พี่จิ๋นหลี่ข้ามารับพวกท่านแล้ว ช่วยกระจายข่าวอย่างลับ ๆให้ข้าทีเวลาไม่คอยท่าอีกหนึ่งชั่วยามเจอกันที่ประตูสำนัก” หนิงเฟยหลงยิ้มบางกล่าวอย่างสุภาพ
ทว่าจิ๋นหลี่ได้ทัดทานขึ้น ด้วยเกรงว่าการหลบหนีไปแบบเปิดเผยจะเกิดปัญหา “ศิษย์น้องท่านมั่นใจว่าจะพาพวกข้าออกไปได้ในสำนักยังมีผู้อาวุโสอยู่อีกมากจ้าวหอ รองเจ้าสำนัก เจ้าสำนักล้วนอยู่นี่ทั้งสิ้นจะออกไปได้อย่างไร ?”
หนิงเฟยหลงส่ายศีรษะพลางวางมือบนบ่าของจิ๋นหลี่แล้วเอ่ยอย่างหนักแน่น “ท่านวางใจเถอะเมื่อถึงเวลานั้นหากใครกล้าขวางก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเว้นเสียแต่ว่าจะมียอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพเท่านั้นถึงจะขวางข้าได้ !”
“ตกลงเมื่อถึงเวลานั้นรบกวนท่านดูแลพวกเราแล้ว” เมื่อเห็นว่าไม่สามารถเปลี่ยนความคิดอีกฝ่ายได้ก็จะยอมเชื่อดูสักคราด้วยความมุ่งมั่นนี้แล้วดูเหมือนจะไม่เกิดปัญหาขึ้นจิ๋นหลี่รีบกระจายข่าวออกไป
ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามศิษย์หลายสิบคนพากันรวมหน้าประตูสำนักในจำนวนนั้นมีผู้อาวุโสอยู่หลายคนที่น่าตกใจที่สุดคงจะเป็นจ้าวหอโอสถที่รวมอยู่ในนั้นและหลานสาวของเขาหรือก็คือศิษย์หลักอันดับหนึ่งในปัจจุบันของสำนักหลี่ฮุ่ยหลัน
ในเมื่อทุกคนมาถึงก่อนเวลานั่นนับเป็นเรื่องดีหนิงเฟยหลงจึงไม่รีรอนำขบวนมุ่งลงใต้โดยทันทีสภาพการณ์วุ่นวายจึงไร้การต่อต้าน แม้แต่เจ้าสำนักยังจนปัญญา ได้แต่ทอดสายตามองจากภูผากลางเกาะมายังขบวนเดินทางนี้ด้วยสายตาสงบนิ่งผิดแปลกจากความร้อนใจของรองเจ้าสำนักจวี่เซิงมากเขาอยากจะตามออกไปแต่ก็ถูกเจ้าสำนักรั้งไว้บนเกาะ
“ใกล้ถึงเวลาแล้ว...” เจ้าสำนักยุทธ์หลวงผู้ลึกลับบัดนี้ยอมเผยตัวแล้ว ทว่ายังคงลึกลับเช่นเดิมสวมชุดคลุมดำปิดบังใบหน้าและเส้นผมไม่มีใครเคยเห็นหน้าเขาแม้แต่น้อย มีน้อยคนที่จะรู้ว่าเขาเป็นใคร ทหารหลายสิบนาย ผู้อาวุโสรองเจ้าสำนัก จ้าวหอล้วนคุกเข่าให้กับเขาทั้งสิ้น
เจ้าสำนักทอดสายตามองหนิงเฟยหลงที่ควบม้าจากไปไกลอย่างลึกล้ำจนชายหนุ่มลับสายตาจึงถอนสายตากลับมามองกลุ่มคนด้านหลัง
“ไปเถอะ ไปทำหน้าที่ตนเอง มีหน้าที่ทำสิ่งใดก็ไปทำ ทำเหมือนทุกคราเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงอีก”
“น้อมรับคำสั่งเจ้าสำนัก !” กลุ่มคนรับคำสั่งแล้วก็จากไป ไม่มีใครกล่าวถึงเรื่องนั้น เรื่องนั้นที่ว่าย่อมเป็นเรื่องตระกูลหนิงและที่สำคัญคือกำจัดหนิงเฟยหลง !
...
เมืองเซียง อดีตเมืองหลักเขตใต้
ภายในหนึ่งเดือนนี้มีขุนนางและประชาชนมากมายอพยพกันเข้ามาไม่ขาดสายภายในเมืองคึกคักเป็นพิเศษ ต่างจากนครหลวงเหอผิงนักที่ดูคล้ายกับเมืองเล็กไปทุก ๆ วันหากไม่นับพื้นที่ละก็สมควรจะเป็นเช่นนั้น จริงอยู่ที่พื้นที่ของนครหลวงนั้นมากกว่าทว่าในเมืองกลับไร้ผู้คน
ในยามนี้กลางเมืองกำลังรื้อศาลากลางสร้างพระราชวังที่งามตระการตาคาดว่าภายในครึ่งปีจะสร้างเสร็จหากไม่ต้องทำศึกกับเยว่ก็คงจะเป็นไปตามกำหนดด้วยแรงงานคนหลายหมื่นเมืองเซียงถูกขยายพื้นที่ออกไปอีก สร้างกำแพงขึ้นมาอีกชั้นเลียนแบบนครหลวงเหอผิงทำเสร็จเมื่อใดจะทำการย้ายผู้คนไปตามเขตพื้นที่อย่างเหมาะสม
ระหว่างนี้หนิงเทียนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจส่งทูตไปตามอาณาจักรทั้งสาม ฉู่ ซ่งอู๋ เพื่อเชื่อมไมตรีต่อกันทั้งยังส่งทหารไปช่วยเอเทลรวมแคว้น หนิงเทียนให้ชื่อว่า‘จิ่น’ แคว้นใต้อาณัติตระกูลหนิงหากสถาปนาราชวงศ์เมื่อใดคนเถื่อนล้วนได้ชื่อว่าชาวหนิง
แผนการราบรื่นไร้สะดุดกองทัพโลหิตทมิฬกลายเป็นทัพหลักของแคว้น ตามมาด้วยกองทัพซิ่นเผิงของจูเฉินขุนพลผู้เฒ่ากองทัพปราบทักษิณ และกองทัพพิทักษ์บูรพาเพียงแค่สี่กองทัพนี้ก็ทำให้คนในนครหลวงเหอผิงนั่งอยู่ไม่ติดกันแล้วทหารทั้งสิ้นทั้งใหม่และเก่าไม่ต่ำกว่า สองแสนห้าหมื่นนายยังไม่รวมกองราชองครักษ์ที่พึ่งเกณฑ์มาใหม่อีกห้าหมื่นนายและกองทัพรักษาพระนครอีกห้าหมื่นนาย
หนิงเทียนไม่จำเป็นต้องกลัวเรื่องการเกณฑ์ทหารประชาชนส่วนใหญ่ล้วนยินดีอยู่แล้วโดยเฉพาะผู้คนทางเขตใต้ ล้วนให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เนื่องจากการปกครองที่ดีของหนิงเทียนจึงได้รับความไว้วางใจอย่างยิ่ง
หลังหนึ่งเดือนผ่านไป
ณ แท่นสูงนอกเมืองทางเหนือ
หนิงเทียนอ้างโองการฟ้า “ประกาศทั่วหล้าจักรพรรดิเยว่ไร้คุณธรรมทำลายขุนนางภักดีและสังหารหมู่สกุลขุนนาง ทำร้ายราษฎรบีบคั้นผู้คนให้โกรธแค้น ตระกูลหนิงทำตามบัญชาสวรรค์ปกแผ่ประชาราษฎร์ ประชาร้องสรรเสริญ รวบรวมผู้กล้าปราบปรามทรราช ล้มล้างเยว่ !”
“รวบรวมผู้คนล้มล้างเยว่ !”
“สังหารทรราช !”
ขุนนางทั้งหลายต่างน้อมรับ ประชาชนถ้วนทั่วทำตาม เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง !
“บัญชาแรกโองการแห่งฟ้าสวี่หยางสือรับคำสั่ง !”
“ข้าน้อยสวี่หยางสือ”สวี่หยางสือเดินออกมาจากกลุ่มขุนนางประสานมืออย่างนอบน้อมรอคำสั่ง
หนิงเทียนประกาศต่อ “แต่งตั้งผู้บัญชาการค่ายพิทักษ์ตะวันออกเป็น แม่ทัพปราบอุดรหนิงอวี่เป็นรองแม่ทัพ หนิงเจียวเป็นปลัดทัพ คุมทัพใหญ่หนึ่งแสนนายบุกอาณาจักรเยว่ยึดเมืองกุ้ยหลินมณฑลตะวันออกออกเดินทางทันที”
“ข้าน้อยรับคำสั่ง !” ทั้งสามก้าวออกมารับคำสั่งจากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังกองทหารที่ระดมพลไว้แล้ว เคลื่อนทัพออกจากเมือง
นอกจากคำสั่งนี้แล้วหาได้มีคำสั่งอื่นไม่ขุนนางทั้งหลายล้วนแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนจงฉีและจั้วหย่งยังคงฝึกทหารค่ายโลหิตทมิฬอย่างแข็งขันหนิงเฉิงรับหน้าที่ฝึกฝนทหารใหม่ด้วยตนเอง ส่วนหนิงหลินผู้เป็นพี่ใหญ่วุ่นวายอยู่กับการจัดสรรทรัพยากรเป็นตัวเดินเรื่องใหญ่ แม้ว่าจะมีขุนนางมาช่วยงาน แต่เนื่องจากภาระมากเกินไปอย่างไรก็ล่าช้าอยู่ดี
ทว่าหนิงเฟยหลงกลับกลายเป็นคนว่างงานเขาจึงใช้โอกาสนี้ฝึกฝนตนเองให้มากฝึกซ้อมการต่อสู้กับคนเถื่อนที่จับตัวมาจนบัดนี้ยังไม่ได้ส่งมอบคืนโดยเฉพาะชาร์ขอบเขตแดนพิภพทั้งสองที่ยังไม่ถูกส่งตัวกลับกลายมาเป็นคู่ฝึกซ้อมของเขาไปเสียแล้ว
เริ่มแรกเลยหนิงเฟยหลงพ่ายแพ้อย่างหมดรูปจะอย่างไรนี่ก็เป็นยอดฝีมือเขตแดนพิภพเชียวนะ พวกเขาจะอ่อนแอได้อย่างไร ?แต่เมื่อผ่านไปสี่ห้าวันหนิงเฟยหลงเริ่มตามทันแล้ว ถึงแม้จะทุลักทุเลไปบ้างแต่ก็พอจะสู้ไหวแล้วผ่านไปอีกสิบวันเขาเริ่มคุมความได้เปรียบมาเป็นไล่ต้อนทั้งสองคน
นี่ทำให้ชาร์ทั้งสองศีรษะด้านชา ไม่อยากรับรู้ว่านี่คือเรื่องจริงมันต้องเป็นเพราะชายหนุ่มปกปิดระดับพลังไว้เป็นแน่
อันที่จริงแล้วการฝึกซ้อมตลอดสิบวันที่ผ่านมาหนิงเฟยหลงได้พัฒนาวิชากระบี่ไปมากเข้าใจในวิถีกระบี่มากขึ้นถึงกับสื่อสารกับกระบี่จนกวัดแกว่งได้สมปรารถนา เจตนารมณ์ของกระบี่ก็เช่นกันหนึ่งในสี่กระบี่ของเขานอกจากกระบี่วิญญาณที่บรรลุระดับหนึ่งแล้ว ก็ยังมีกระบี่คมกล้าที่ตามติดมา
ทว่ากระบี่บ้าคลั่งนั้นเขายังไม่เข้าใจเท่าไหร่นักเนื่องจากเขาไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นได้จริงเลยหรือแม้กระทั่งกระบี่ร่วงโรยมันไม่ใช่อะไรที่จะเข้าใจได้ง่าย
ที่หนิงเฟยหลงสามารถเรียกขานกระบี่ร่วงโรยออกมาได้แน่นอนว่าต้องเพราะตัวกระบี่ร่วงโรยเอง มันมาจากเขตแดนของกระบี่ผู้สร้างมันขึ้นมาช่างเป็นบุคคลที่น่าทึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ที่บรรลุเจตจำนงแห่งการร่วงโรยไปแล้วไม่เช่นนั้นคงไม่อาจสร้างกระบี่วิเศษเช่นนี้ได้
หนึ่งในกระบี่ทั้งสี่ของเขา กระบี่ร่วงโรยแน่นอนว่าย่อมเป็นการยืมเขตแดนกระบี่มาใช้หาได้สร้างขึ้นเองไม่
หากไม่มีตัวกระบี่ร่วงโรยก็ไม่อาจใช้กระบี่ทั้งสี่ได้สำเร็จ