จักรพรรดิสูตรแบ่งเป็สามฉบับคือ ต้น กลาง ท้าย ทุกฉบับคือตัวแทนของการฝึกฝนในแต่ละขั้น ทว่าตอนนี้ในหัวของเขามีเพียงเคล็ดวิชาจักรพรรดิสูตรฉบับต้นเท่านั้น
ฉบับต้นบันทึกไว้เพียงตัวอักษรสั้นๆ หลายร้อยตัวเท่านั้น ทว่ากลับล้ำลึกยิ่ง หากว่ากันตามการแบ่งลำดับขั้นของพลังในนั้น ั้แ่ภพเปิดชีพจรไปจนถึงภพพิศวง ถ้าฝึกฝนตามคัมภีร์ฉบับต้นจนจบ พลังจะสามารถทะลวงไปถึงภพพิศวงได้
เยี่ยเฟิงยากที่จะสงบจิตใจได้ สมแล้วที่สิ่งนี้คือจักรพรรดิสูตร พลังน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียว ตอนนี้พลังของเขาอยู่ในภพเปิดชีพจรขั้นสามเท่านั้น ขั้นต่อไปคือภพรวมลมปราณ ต่อจากนั้นคือภพเปิดตันเถียน ถัดจากนั้นถึงจะเป็ภพพิศวง
หากฝึกฝนตามฉบับต้นจนจบผู้ฝึกสามารถทะลวงพลังไปถึงภพพิศวงได้ เื่นี้จะไม่ให้เขาตะลึงได้อย่างไร ต้องเข้าใจว่าแม้แต่ท่านปู่ของเขาเยี่ยอู๋เซิงก็อยู่ในภพเปิดตันเถียนขั้นเจ็ดเท่านั้น ยังไปไม่ถึงภพพิศวง
เยี่ยเฟิงเก็บอาการตกตะลึงไว้ในใจ เขาไม่ลังเลอีกต่อไป รีบเดินพลังฝึกฝนตามเคล็ดวิชาที่ได้รับรู้มา
แม้ชาติก่อนพลังเขาจะไม่แข็งแกร่งมากนัก แต่เพราะเป็คนปรุงโอสถ จึงทำให้พื้นฐานของเขาแน่นพอสมควร เื่การฝึกฝนเขาจึงพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง
ตอนนี้เมื่อเริ่มต้นฝึกฝนจักรพรรดิสูตร เขาจึงต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป เป็โอกาสที่ดีในการฝึกฝน
ภายในร่างกายมีเส้นชีพจรหลักทั้งหมดสามร้อยหกสิบเอ็ดเส้น ความหมายของการเปิดชีพจร คือการเปิดเส้นชีพจรพวกนี้ให้ทะลุถึงกันได้ แม้จะเป็เช่นนั้น แต่คนที่สามารถเปิดเส้นชีพจรให้ทะลุถึงกันได้ทั้งหมดสามร้อยหกสิบเอ็ดเส้นมีน้อยมาก โดยทั่วไปผู้ที่สามารถเปิดเส้นชีพจรได้ถึงสามร้อยเส้นนับว่าไม่เลวแล้ว ผู้ฝึกทุกคนสามารถเปิดได้มากบ้างน้อยบ้าง
เยี่ยเฟิงสงบจิตใจเพื่อรับรู้อย่างสงบ ผ่านไปสักครู่ ในใจเขาอยากจะก่นด่ายกใหญ่ ไร้ประโยชน์สิ้นดี นี่มันสวะชัดๆ แม้พลังเ้าของร่างจะทะลวงไปถึงเปิดชีพจรขั้นสามแล้ว แต่เส้นชีพจรกลับถูกเปิดไปเพียงหนึ่งร้อยแปดเส้นเท่านั้น
เส้นชีพจรทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้นนี้ควรจะถูกเปิดั้แ่ภพเปิดชีพจรขั้นหนึ่งแล้ว เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าเ้าของร่างเดิมทะลวงพลังไปถึงภพเปิดชีพจรขั้นสามได้อย่างไร
ตอนนี้เขาเดินพลังตามเคล็ดวิชาในคัมภีร์จักรพรรดิ เส้นชีพจรหนึ่งร้อยแปดเส้นที่ถูกเปิด เริ่มส่องแสงเรืองรอง
หลังจากหนึ่งชั่วยามผ่านไป ชีพจรแต่ละเส้นถูกเปิด ภพเปิดชีพจรเป็เพียงภพเริ่มต้นในการฝึกฝนเท่านั้น ไม่ได้ยากสำหรับเยี่ยเฟิงเลย อีกอย่างสิ่งที่เขากำลังฝึกฝนอยู่ตอนนี้คือจักรพรรดิสูตร
หลายชั่วยามผ่านไป หากมองจากภายนอก เยี่ยเฟิงที่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หิน เหมือนคนกำลังนอนหลับ
หลังการเดินพลังในหลายชั่วยามที่ผ่านมา เส้นชีพจรในร่างกายเขาถูกเปิดอย่างต่อเนื่อง เยี่ยเฟิงอดทึ่งไม่ได้ คัมภีร์จักรพรรดิโบราณไม่ธรรมดาจริงๆ แม้แต่ความคืบหน้าในการฝึกฝนก็รวดเร็วกว่าวิธีฝึกทั่วไป แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเตรียมใจไว้แล้ว ทว่าเมื่อเส้นชีพจรในร่างกายทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดเส้นถูกเปิดจนครบ เขาเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อ
วินาทีที่ชีพจรเส้นสุดท้ายถูกเปิดออก ภายในร่างกายรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีความอุ่นซ่านไหลผ่าน ยากที่จะบรรยายความสุขสมนั้นออกมา
เยี่ยเฟิงเก็บรวบรวมพลังก่อนจะค่อยๆ ลืมตา พบว่าตรงขอบฟ้าเริ่มมีแสงสว่างแล้ว ค่ำคืนหนึ่งราตรีผ่านไปอย่างเงียบเชียบ
“อืม ถือว่าไม่เลว แม้พลังจะยังอยู่ในภพเปิดชีพจรขั้นสาม แต่หากอยากฝึกพลังภายในคงไม่มีอุปสรรคใดมาขัดขวางได้อีก”
เยี่ยเฟิงรับรู้ด้วยตัวเองเงียบๆ เขาพึมพำกับตัวเองอย่างพอใจ จากนั้นลุกขึ้นบิดี้เีแล้วเปิดประตูกลับไปที่ห้องของตัวเอง
เมื่อเข้าไปในห้อง เยี่ยเฟิงมุดเข้าไปในผ้าห่มทันที ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ฝึกฝนเพียงหนึ่งคืนก็ทำให้เขารู้สึกล้าไปหมดทั้งตัว
ส่วนเยี่ยอู๋เซิงแทบจะนอนไม่หลับทั้งคืน เขากังวลใจอยู่บ้าง ทว่าท่าทีที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยของเยี่ยเฟิง กลับทำให้ในใจเขารู้สึกมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย
ห้องรับแขกตระกูลเยี่ย
เยี่ยอู๋เซิงคิดแล้วคิดอีก เขาหันไปพูดกับพ่อบ้านโจว “ไปเลือกองครักษ์อีกสิบคนไปคุ้มกันเฟิงเอ๋อร์ หากเห็นว่าเฟิงเอ๋อร์มีความผิดปกติใดๆ ก็รีบมารายงานทันที”
ยิ่งหลานชายผิดแผกเขายิ่งเป็ห่วง หลังจากสั่งงานเสร็จถึงรู้สึกโล่งใจ
เมื่อพ่อบ้านโจวได้ยิน เขายิ้มและพยักหน้า จากนั้นออกจากห้องรับแขกไป
“เฟิงเอ๋อร์ ที่เ้าสำนึกได้ แล้วเปลี่ยนไปกะทันหันเช่นนี้ เป็เพราะสิ่งที่ปู่พูดกับเ้าเมื่อคืนหรือ หรือว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเราไม่เคยเข้าใจเ้าเลย ที่ผ่านมาเ้าแกล้งทำตัวบ้าบอหรือ…” เยี่ยอู๋เซิงนั่งบ่นเพียงลำพังขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
ทว่าจากนั้นเพียงไม่นาน พ่อบ้านโจวก็รีบร้อนเดินเข้ามาในห้องรับแขก ในมือเขาถือราชโองการเข้ามา สีหน้าย่ำแย่ไม่น้อย พลางเอ่ยเสียงต่ำ
“นายท่าน ฝ่าาทรงมีราชโองการ ให้ท่านพาตัวคุณชายเข้าวังเดี๋ยวนี้”
“อะไรนะ?” เยี่ยอู๋เซิงใ เขารีบลุกขึ้น แล้วรับราชโองการมาจากพ่อบ้านโจว เขากวาดตามองอย่างรวดเร็ว ต่อมาสีหน้าเขาพลันเปลี่ยนเป็เหี้ยมเกรียม
เขาตบโต๊ะอย่างแรงจนมันแหลกสลายภายในพริบตา
“หวังซ่างเทียน ซือถูอู่โหว! ตาแก่หนังเหนียวสองคนนี้ พวกเ้าต่ำช้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
สีหน้าของเยี่ยอู๋เซิงหน้าดำคร่ำเครียด เขาไม่เคยคิดว่าตระกูลหวังกับตระกูลซือถูจะต่ำช้าได้ขนาดนี้ จู่ๆ องค์ฮ่องเต้มีราชโองการให้พาเยี่ยเฟิงเข้าวังกะทันหัน ชัดเจนว่าเื่เมื่อวานที่เกิดขึ้นเป็ต้นเหตุ
ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูรู้ดี ว่าเมื่อวานเยี่ยเฟิงดื่มพิษหยางในปริมาณมากเข้าไป ต่อให้ไม่ตาย ทว่าในเวลาอันสั้นก็ไม่สามารถทำให้ฤทธิ์ยาสลายไป อีกอย่างพวกเขาเข้าใจนิสัยเยี่ยอู๋เซิงดี เยี่ยอู๋เซิงไม่มีวันยอมให้เยี่ยเฟิงใช้วิธีสมดุลหยินหยางในการสลายพิษหยางแน่
หากเยี่ยเฟิงตาย แล้วฝ่าา้าสืบสาวต้นตอ เื่ที่เยี่ยเฟิงมีพิษหยางอยู่ในร่างกายคงถูกเปิดเผย และสองเดือนจากนี้จะเป็พิธีเสกสมรสระหว่างเยี่ยเฟิงกับองค์หญิง เกิดเื่เช่นนี้ขึ้นคงทำให้ราชสำนักเสียหน้าไม่น้อย ฝ่าาคงทรงกริ้วอย่างหนัก ต่อให้พระองค์จะไม่ทำให้เยี่ยอู๋เซิงลำบากใจ แต่คงต้องลงโทษสถานหนัก อีกทั้งความสัมพันธ์ของตระกูลเยี่ยกับทางราชสำนักคงไม่เหมือนเดิม
ในอีกกรณีหนึ่ง หากเยี่ยเฟิงไม่ตาย แต่ผลคือเขามีพิษหยางในร่างเช่นเดิม สถานการณ์นี้คงทำให้องค์ฮ่องเต้ทรงกริ้วมากกว่าเดิมเสียอีก ผลที่ตามมาก็ไม่อาจคาดคิด...
อีกอย่าง ว่าที่ราชบุตรเขยเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นแล้วตระกูลเยี่ยจงใจปกปิด ถือว่ามีโทษปิดบังเบื้องสูง หากองค์ฮ่องเต้ทรงเอาเื่ ผลที่ตามมาก็ไม่อาจคาดเดาได้เช่นกัน
หากเื่เป็ดังที่ว่ามา ไม่เพียงแต่การแต่งงานถือเป็โมฆะ แม้แต่ตระกูลเยี่ยเองก็ถูกผลกระทบไปด้วย ทำให้ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูใช้โอกาสนี้ในการใกล้ชิดกับทางราชสำนัก เพื่อให้เป้าหมายของพวกเขาขยับใกล้เข้าไปอีกก้าว
เยี่ยอู๋เซิงสีหน้าย่ำแย่สุดขีด ไฟโกรธสุมอยู่ในอก เขาทั้งโกรธทั้งเป็ห่วง ขณะนี้สิ่งที่ทำให้เขาเบาใจเล็กน้อยคือพิษหยางบนตัวเยี่ยเฟิงสลายไปแล้ว
“นายท่าน เื่นี้จะทำอย่างไรดี?” พ่อบ้านโจวที่ยืนอยู่ข้างกันหาทางออกไม่ได้แม้แต่น้อย จึงรอฟังความเห็นของเยี่ยอู๋เซิงอยู่เงียบๆ
เยี่ยอู๋เซิงสูดหายใจเข้าลึกๆ พลางบอกว่า
“ในเมื่อเป็ราชโองการของฝ่าา แสดงว่าเื่นี้ปกปิดต่อไปอีกไม่ได้แล้ว พ่อบ้านโจว เ้าไปเรียกเฟิงเอ๋อร์มา เตรียมตัวให้พร้อม ข้ากับเฟิงเอ๋อร์จะเข้าวังเดี๋ยวนี้!”
“นายท่าน แต่ว่า...”
เดิมพ่อบ้านโจวยังอยากพูดบางอย่าง แต่เยี่ยอู๋เซิงโบกมือขัดเขาเสียก่อน
“เ้าไปสั่งให้พวกองครักษ์รวมตัวกันไว้ ให้องครักษ์จินกับองครักษ์หยินคอยรอคำสั่ง...” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตามีความเหี้ยมเกรียมแวบผ่าน จากนั้นจึงพูดต่อ “หากเฟิงเอ๋อร์เป็อะไรไปเพราะเื่นี้ ต่อให้ข้าต้องแลกด้วยชีวิตก็จะทำให้ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด!”
พ่อบ้านโจวหน้าถอดสี ผลของเื่นี้ร้ายแรงกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้ เขารีบพยักหน้า แล้วเดินออกจากห้องรับแขก
ส่วนเยี่ยเฟิงที่เพิ่งขึ้นไปบนเตียงกำลังสะลึมสะลือเกือบจะเคลิ้มหลับไป
ทว่าเพียงไม่นาน ด้านนอกประตูกลับมีเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบและเสียงเคาะประตูดังขึ้น เยี่ยเฟิงนึกสงสัยจึงได้แต่ลุกขึ้นไปเปิดประตู เห็นพ่อบ้านโจวยืนอยู่ด้านนอก
ยังไม่ทันที่เยี่ยเฟิงจะเอ่ยปาก พ่อบ้านโจวก็รีบพูด
“คุณชาย ฝ่าามีราชโองการให้นายท่านพาคุณชายเข้าวังเดี๋ยวนี้ นายท่านกำลังรออยู่ ท่านรีบไปเถอะ”
เยี่ยเฟิงชะงักไป รู้สึกเหมือนมีลางร้ายเกิดขึ้น เขาถามอย่างสงสัย
“ลุงโจว เกิดเื่อะไรขึ้น ทำไมถึงได้รีบร้อนเช่นนี้?”
พ่อบ้านโจวถอนหายใจ
“น่าจะเป็เพราะตระกูลหวังกับตระกูลซือถูนำเื่ที่ท่านถูกพิษหยางที่หอวั่งชุนไปกราบทูลฝ่าา นายท่านรออยู่ ท่านรีบไปเถอะ”
ยังไม่ทันที่เยี่ยเฟิงจะได้ถามอะไรมากไปกว่านี้ พ่อบ้านโจวก็จากไปแล้ว
“ตระกูลหวัง... ตระกูลซือถู...” ขณะนี้เยี่ยเฟิงเองได้ตระหนักถึงความรุนแรงของเื่นี้แล้ว หากองค์ฮ่องเต้ไม่ไว้หน้า ตระกูลเยี่ยคงจะจบสิ้นเพราะเื่นี้ ขณะนี้ในใจเขามีเพียงการฆ่าเท่านั้น สิ่งที่ได้เผชิญในชาติก่อนเขาเก็บอยู่ในใจตลอดมา เขาจะไม่ทนดูคนในครอบครัวถูกทำร้ายอีก
ระหว่างที่เดินทางไปพระราชวัง เยี่ยอู๋เซิงไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว สีหน้าเขาเหี้ยมเกรียมสุดขีด ขณะนี้เยี่ยเฟิงเองก็ไม่กล้าพูดอะไร เขาเพียงแต่ขี่ม้าตามอยู่ด้านหลังอีกฝ่ายเงียบๆ
เข้าสู่พระราชวัง ลอดผ่านประตูวังแต่ละบาน เยี่ยเฟิงตามเยี่ยอู๋เซิงเข้าสู่ท้องพระโรง เห็นได้ชัดว่าตระกูลหวังและตระกูลซือถูกราบทูลเื่ของเยี่ยเฟิงต่อหน้าขุนนางบุ๋นและบู๊เมื่อคืนเรียบร้อยแล้ว
มีขุนนางอยู่ที่นี่พร้อมหน้ากันทั้งบุ๋นและบู๊ เื่ของเยี่ยเฟิงรุนแรงกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก
ภายในท้องพระโรง หวังซ่างเทียนโค้งตัวยืนอยู่หน้าขุนนางทั้งหลาย ส่วนซือถูอู่โหวยืนอยู่ข้างกายเขา
่เวลาที่เห็นใบหน้าของเยี่ยอู๋เซิงกับเยี่ยเฟิงชัดเจน หวังซ่างเทียนกับซือถูอู่โหวพลันหน้าเปลี่ยนสี
เยี่ยเฟิงยังไม่ตายหรือ?
ทว่าทั้งสองคนก็ไม่ได้คิดอะไรมากและไม่ได้กังวล พิษหยางในปริมาณมากขนาดนั้น เป็ไปไม่ได้ที่จะสลายไปในเวลาเพียงหนึ่งวัน เยี่ยเฟิงที่อยู่ในวังตอนนี้คาดว่าคงกำลังอดกลั้นด้วยความยากลำบาก
เยี่ยอู๋เซิงสีหน้าเคร่งเครียด เขาเดินไปทำความเคารพตรงหน้าองค์ฮ่องเต้ เยี่ยเฟิงทำความเคารพตาม
องค์ฮ่องเต้ของเมืองอวิ๋นอู่นั่งอยู่บนบัลลังก์ัเบื้องบน ขณะนี้สีพระพักตร์ย่ำแย่ ฐานะของเยี่ยเฟิงคือว่าที่ราชบุตรเขย แต่กลับถูกวางยาพิษหยางในหอวั่งชุน เื่นี้คือความอัปยศสำหรับราชสำนัก เมื่อเห็นเยี่ยอู๋เซิงกับเยี่ยเฟิงทำความเคารพ พระองค์จึงแค่โบกพระหัตถ์เท่านั้น
“ฮ่าๆ ขุนพลเยี่ยช่างสั่งสอนหลานชายได้ยอดเยี่ยมนัก อีกสองเดือนข้างหน้าจะเป็งานเสกสมรสระหว่างหลานชายท่านกับองค์หญิง แต่เขากลับไปมั่วสุมกับนางโลมที่หอวั่งชุน ซ้ำยังถูกพิษหยาง จะให้ทางราชสำนักเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?”
ไม่ต้องรอให้เสียเวลา เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นทำลายความสงบในท้องพระโรง หวังซ่างเทียนคือผู้ที่เอ่ยปากชี้ความผิดตระกูลเยี่ยก่อน
เยี่ยอู๋เซิงรีบหันหลังมอง แววตาเขาโกรธเคือง ก่อนจะะโกลับไปเสียงดัง
“เ้าแก่หนังเหนียว กล้าใช้แผนชั่วทำร้ายตระกูลเยี่ยหรือ เ้าคงจะว่างมากเกินไปสินะ รอให้เื่นี้ผ่านไปก่อน ข้าจะคิดบัญชีกับเ้าทั้งเก่าและใหม่!”
“ขุนพลเยี่ย ท่านปกป้องหลายชายมากไปกระมัง ฝ่าาไม่รังเกียจที่หลานของท่านเป็สวะ จึงยอมยกองค์หญิงให้ แต่เขากลับทำเื่น่าอับอายเช่นนี้ ไม่สนใจเกียรติของทางราชสำนักเลย ตระกูลเยี่ยเองก็จงใจปกปิด นี่คือโทษปิดบังเบื้องสูง ตามกฎควรปะาทันที แต่ท่านกลับยังปกป้องเขาอีก” ซือถูอู่โหวพูดต่อ ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยการเหน็บแนมและเย้ยหยัน