ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 137 มาทันเวลา

           “ปึงๆ ๆ!”

           สงครามนองเลือดเริ่มขึ้นโลหิตสาดกลิ่นฟุ้งกระจาย เสียงร้องสยดสยองดังขึ้นก้องสนั่น

           “ไปตายซะ!”

           ฉิวเจียงเหวี่ยงดาบในมือออกไปที่ดาบมีอักษรยันต์เปล่งแสงลอยออกมาหลังจากเขาใช้ดาบฟันชายวัยกลางคนคนหนึ่งไปภายในไม่ช้าก็พุ่งกระโจนเข้าไปปรากฏต่อหน้าชายหนุ่มชุดเพ้า

           สองคนดวงตาสองคู่จ้องใส่กันด้วยแววตาอาฆาตไม่พูดพร่ำเพรื่อใดๆ แล้ว เริ่มลงมือทันที

           “ขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับ เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า!”

           ฉิวเจียงตะโกนใช้ดาบในมือที่กำไว้มั่นฟาดไปทางชายหนุ่มชุดเพ้าคมดาบกรีดอากาศส่งพลังอักษรยันต์พุ่งใส่ ชั้นบรรยากาศบริเวณนั้นเกิดเสียงคลื่นลม“ซู่ๆ” ดังกึกก้องไปทั่ว

           “งั้นต้องลองก่อนจึงจะรู้ ขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์ก็จริงแต่ก็ไม่แน่ว่าจะฆ่าข้าได้!” ชายหนุ่มชุดเพ้าตะโกน ดาบสงครามเคลื่อนมาสกัดพลังโจมตีไว้ทันลำดาบเปล่งแสงนั้นถูกกันไว้

           “ซูมๆ ๆ!”

           ดาบสองเล่มที่ห่อหุ้มด้วยพลังจนเกิดแสงกระทบกันพลังปราณของทั้งสองปะทะจนเกิดแรงระเบิดทำให้พื้นบริเวณที่ทั้งสองอยู่ถูกทำลายจนแตกละเอียด และเกิดแนวรอยร้าวยาวไปเรื่อย

           “ปึงๆ!”

           ในระยะเวลาอันสั้น ชายหนุ่มชุดเพ้ากับฉิวเจียงกระโจนเข้าปะทะกันอีกครั้งสองดาบฟาดฟัน ทุกการกระทบกระทั่งของดาบเกิดพลังงานเคลื่อนออกเป็นวงรัศมีเคลื่อนออกไปดั่งวงหยดน้ำสองร่างกระเด็นถอยหลัง จากนั้นก็ยังพุ่งเข้าหากันอีก ทั้งสองเคลื่อนไหวเร็วปานสายฟ้าแลบ

           ทั้งสองต่อสู้กันไปเช่นนี้เมื่อปะทะกันจนถึงราวๆ สิบกว่ากระบวนท่า ในที่สุดชายหนุ่มชุดเพ้าก็เริ่มรับมือไม่ไหวเพราะเขามีระดับฌานที่ต่ำกว่าอีกฝ่ายถึงสองขั้น หากห่างกันแค่ขั้นเดียวอีกฝ่ายคงไม่ได้น่ากลัวมากขนาดนั้น

           “ตึงๆ!”

           ทั้งสองปะทะกันเงาทั้งสองพุ่งเข้าหากันอีกทันที คมดาบแสงของชายหนุ่มชุดเพ้าถูกตีแตกจนร่างกระเด็นถอยหลังเมื่อรับการโจมตีของฉิวเจียงทว่าขณะเดียวกันมือซ้ายของเขาก็โจมตีอีกครั้ง ชายหนุ่มชุดเพ้าตั้งรับไว้ไม่ทันจึงโจมตีถูกร่างของเขา

           “ตู้อวิ๋นหลง เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าต่อให้เจ้าถือว่าเป็นแม่ทัพที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆ ของ สมาคมมังกรดาวแต่เสียดายนะที่ยังด้อยกว่าข้าไปหน่อย หากเจ้าโตกว่านี้อีกสามปีเจ้าอาจจะรับมือข้าไหว แต่ตอนนี้เสียใจด้วยนะ ไปตายซะ!” ฉิวเจียงแสยะยิ้มเดินก้าวขึ้นมาข้างหน้าค่อยๆ เดินไปหาชายหนุ่มชุดเพ้ามือจับดาบปลายคมดาบทิ่มลากพื้น

           ชายหนุ่มชุดเพ้าสีหน้าเคร่งขรึมแววตาอาฆาตเขามองฉิวเจียงที่ค่อยๆ ก้าวเข้ามา ในมือกำดาบสงครามไว้มั่นใช้เท้าถีบพื้นส่งร่างของตัวเองกระโจนหาศัตรูอีกครั้ง ท่าทางเกรี้ยวกราดราวกับอสูรดาบสงครามเกิดลำแสงจ้าพร้อมพลังงานพุ่งแหวกอากาศฟาดไปทางฉิวเจียง

           “วิชาดาบเพลิงบริสุทธิ์!”

           ฉิวเจียงตะโกนออกมามือที่กำดาบร่ายรำตามกระบวนวิชา พลังปราณรอบกายพุ่งระเบิดออกมามีอักษรยันต์ไหลพุ่งออกมาจากดาบ เขาใช้พลังออกไปสุดแรงสุดท้ายดาบหุ้มแสงนั้นก็ฟันใส่ดาบสงครามของชายหนุ่มชุดเพ้า ทำให้พลังงานจากดาบสงครามของชายหนุ่มชุดเพ้าถูกทำลายและจางหายไปในที่สุด

           ชายหนุ่มชุดเพ้าสีหน้าเปลี่ยนคิดจะดึงดาบสงครามกลับมา พบว่ามีแรงพลังบางอย่างดูดไว้ ไม่ว่าเขาจะออกแรงไปแค่ไหนก็ยังขยับเขยื้อนไม่ได้

           “ระดับฌานของเจ้าไม่เพียงพอ พรรคของข้าไม่มีทางรอให้เจ้าโตกว่านี้หรอกนะ!”

           ฉิวเจียงแสยะยิ้มดาบหุ้มแสงของเขาระเบิดพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมา และฟันลงไปที่ดาบสงครามอย่างแรง

           “ครืนๆ!”

           คมดาบของดาบสงครามโค้งงอจนน่าตกใจทันใดนั้นก็แตกหักเป็นท่อน

           “แกร๊ง!”

           ขณะที่ดาบสงครามในมือชายหนุ่มชุดเพ้าหักและร่างของเขากระเด็นถอยหลังไปมือของเขาสั่นสะเทือนจนชา ในที่สุดก็กระอักเลือดมีโลหิตไหลออกมาจากทางปาก

           “ปึง!”

           ฉิวเจียงถือโอกาสรีบกระโจนเข้าหาอีกครั้งมือซ้ายปล่อยหมัดใส่ชายหนุ่มชุดเพ้าด้วยความเร็วดั่งสายฟ้าทำลายพลังปราณที่ห่อหุ้มป้องกันตัวเขาและหมัดนั้นก็ทะลุเข้าไปต่อยอัดที่หน้าอกของชายหนุ่มชุดเพ้า

           “ฟู่ด!”

           ชายหนุ่มชุดเพ้าถูกโจมตีอย่างแรงจนร่างกระเด็นและบาดเจ็บสาหัสเขาลอยไปกระแทกก้อนหินยักษ์ที่อยู่ห่างจากจุดเดิมสิบกว่าเมตรหินที่ถูกชนถูกทำลายจนแตกร้าวเป็นแนวยาว เขาพ่นเลือดออกมาจากปากปริมาณมาก

           “ครืนๆ……”

           ฉิวเจียงยิ้มอย่างเย็นชาเขาก้าวเดินเข้าไปข้างหน้า คนรอบๆ หลายคนอยากเข้าไปสกัดไว้ทว่าแค่ชีวิตของตัวเองในตอนนี้ยังแทบจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว พวกเขาจึงได้แต่มองฉิวเจียงถือดาบอันร้ายกาจน่ากลัวนั้นเดินไปเข้าหาชายหนุ่มชุดเพ้า

           “เจ้าพูดถูก ที่จริงหากเมื่อกี้เจ้ายอมแพ้ ข้าก็จะฆ่าเจ้าอยู่ดีจะเก็บแม่ทัพฝีมือร้ายกาจของสมาคมมังกรดาวไว้เป็นภัยให้กับพรรคบูรพารุ่งโรจน์ได้อย่างไรล่ะ!” ฉิวเจียงง้างดาบ สายตาเปี่ยมด้วยจิตอาฆาต ตวัดดาบฟันใส่ชายหนุ่มชุดเพ้าเต็มสุดแรง

           ชายหนุ่มชุดเพ้าจ้องมองดาบของฉิวเจียงที่กำลังพุ่งเข้ามารูม่านตาของเขาหดด้วยความตกใจ ในมือขวาของเขาก็มีมีดสั้นพุ่งเข้ามาในเวลานี้นอกจากทุ่มเทต้านไว้ เขาไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว

           “ฉึบ!”

           ทว่าในขณะนั้นเอง ขณะที่ทุกคนคิดว่าชายหนุ่มชุดเพ้าจะต้องตายก็มีลมแรงที่พุ่งมาอย่างรวดเร็วและคมดั่งมีดจากบนท้องฟ้าลมนั้นมีประกายแสงสีทองพุ่งฉิวมาอย่างไวปานฟ้าแลบ สุดท้ายตกลงไปกระแทกดาบของฉิวเจียงอย่างแรง

           “ตึง!”

           แรงปะทะเสียดสีดาบของฉิวเจียงอย่างแรงจนเกิดประกายไฟเขาเกือบจะกำดาบไว้ไม่อยู่ ร่างเซจนถอยหลังไปหลายก้าว

           ฉิวเจียงกำลังตะลึงตกใจจนสีหน้าเปลี่ยนเขาเซถอยหลังไปหลายก้าวจึงหยุด แรงเมื่อกี้ที่โจมตีใส่ดาบพุ่งลอยมาจากที่ไกลแต่ยังมีแรงโจมตีที่รุนแรงได้ขนาดนี้เห็นได้ชัดว่าผู้โจมตีคือคนที่มีพละกำลังความสามารถจนน่าตกใจ

           สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ทำให้ชายหนุ่มชุดเพ้าตะลึงตกใจจนอ้าปากค้าง

           “โฮก!”

           ในขณะนี้เองก็มีเสียงเสือขู่คำรามเสียงดังลอยขึ้นมาท่ามกลางอากาศพร้อมกับอสูรพยัคฆ์ที่ปรากฏตัว

           ทุกคนที่อยู่ในหุบเขาตกใจกับสิ่งที่ปรากฏจนหยุดมือต่อสู้กันชั่วขณะเพราะปกติเทือกเขานอกเมืองตรงนี้ไม่ได้มีอสูรหรือปีศาจอาศัยอยู่

           ทุกสายตาของคนที่อยู่ที่หุบเขานั้นต่างแหงนขึ้นไปมองอสูรพยัคฆ์ร่างยักษ์ที่มีปีกทั้งร่างห่อหุ้มด้วยเกล็ดกิเลนและมีลายตัวอักษรว่า“ราชา” ภาษาจีนอยู่ทั่ว มันขู่คำรามพร้อมกับสยายปีกที่มีขนาดกว่ายี่สิบจั้งแววตาดุร้ายของเสือต้องลงมาจากบนฟ้า

           “ฟิ่วๆ ๆ!”

           อสูรพยัคฆ์กระพือปีกอย่างแรงจนก่อให้เกิดคลื่นพายุพักจนฝุ่นและทรายลองฟุ้งไปทั่ว

           “คุณพระช่วย นั่นมันอสูรราชาพยัคฆ์กิเลน!”

           “อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนน่าจะมีฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณเลยไม่ใช่หรือ!”……

           ทุกคนจ้องหน้ากันอย่างตกตะลึงอสูรพยัคฆ์ร่างยักษ์ที่น่าหวาดผวาทำให้พวกเขากลัวจนรู้สึกหายใจติดขัดเกร็งจนไม่สามารถปล่อยพลังปราณในร่างออกมาได้ดั่งใจ

           “ฟิ่ว!”

           มีเงาของคนสวมชุดสีม่วงกระโดดลงมาจากบนหลังของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนลงมายืนอยู่ด้านหน้าของชายหนุ่มชุดเพ้าเขามองชายหนุ่มชุดเพ้าคิ้วขมวด จากนั้นจู่ๆ ก็สีหน้าก็ผ่อนคลายลงใบหน้าที่ตั้งมั่นมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมา

           ชายหนุ่มชุดเพ้าพยายามฝืนตัวเองลุกขึ้นมาจากพื้นเมื่อเห็นชายหนุ่มขี่อสูรพยัคฆ์ที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างปริศนาชายหนุ่มชุดม่วงที่โผล่มาช่วยเขาราวกับเทพเจ้าคุ้มครองเขามองไปที่ใบหน้าคมคายตั้งมั่นของชายคนนั้นแววตาครุ่นคิดสักพักจากนั้นเมื่อคิดออก ร่างของเขาก็สั่นด้วยความรู้สึกตื้นตันใจพูดด้วยน้ำเสียงสั่นไหวว่า “น้องสาม เจ้าคือน้องสามข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่!”

           ชายหนุ่มชุดเพ้าแทบจะไม่อยากจะเชื่อเขาตะลึงสุดๆ เขาคาดไม่ถึงว่าบุคคลปริศนาที่ปรากฏตัวออกมาช่วยเขาดั่งเทพเจ้าลงมาโปรดจะเป็นน้องสามน้องสามคือคนในบ้านสกุลที่เคยได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าชีพจรลมปราณพิการถูกคนอื่นเรียกเป็นคุณชายน้อยจอมทึ่ม และต้องให้ตนและพี่สาวคนโตคอยปกป้องอยู่ตลอด

           “พี่รอง พี่ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว พี่ทานยาลูกกลอนนี้ไปก่อนต่อจากนี้ก็ให้ข้าจัดการเอง”

           ตู้เซ่าฝู่ยิ้มและเดินไปอยู่ที่ข้างกายชายหนุ่มชุดเพ้าเขายื่นยาลูกกลอนในมือส่งให้ ตู้เซ่าฝู่มองเห็นแต่ไกลก็จำได้ชายหนุ่มชุดเพ้าคนนี้ได้เขาคือบุตรชายของตู้อวิ๋นหลง และก็คือลูกพี่ลูกน้องที่มีสายโลหิตทางบิดาโดยตรงคือพี่รองของเขานั่นเอง

           เมื่อกี้ตอนช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเขาก็รีบหยิบมีดสั้นในถุงหยินหยางเหวี่ยงโจมตีใส่ ยังดีที่มาทันเวลาหากช้าไปกว่านี้นิดเดียว ตู้เซ่าฝู่เกรงว่าคงได้ผลลัพธ์ที่ไม่อยากให้เกิดแน่

           ตู้อวิ๋นหลงรับยาลูกกลอนมาจากมือของตู้เซ่าฝู่สีหน้ายังตะลึงทว่าก็หยิบยารับมาใส่เข้าในปาก เขายังคงจ้องหน้าน้องสามตาไม่กะพริบราวกับว่าจำคนที่อยู่ด้านหน้าเขาไม่ค่อยได้

           เขาคือน้องสามที่เขารู้จักตอนนั้นจริงๆหรือ ตู้อวิ๋นหลงในใจคิดเช่นนี้ กะไว้ว่าหากคราวนี้กลับบ้านสกุลไป จะเชิญนักเวทยันต์ที่แข็งแกร่งจากมณฑลหลันหลิงไปที่เมืองสือเฉิงเพื่อตรวจร่างกายและรักษาของน้องสามต่อให้ไม่สามารถฝึกฌานได้ ก็ดีว่าให้เหม่อลอยไปวันๆทว่าตอนนี้เมื่อเห็นบุคลิกท่าทางและพละกำลังของน้องสาม เขารู้แล้วว่าไม่เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว

           “หัวหน้าหน่วย”

           ศิษย์ของสมาคมมังกรดาวเมื่อเห็นว่าตู้เซ่าฝู่กับอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนปรากฏกายออกมาก็สามารถกุลีกุจอหลุดพ้นจากการสกัดรั้งขัดขวางจากคนของพรรคบูรพารุ่งโรจน์ที่มัวแต่กลัวอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนกันอยู่ได้ทุกคนรีบกรูกันเข้าไปอยู่ข้างกายตู้อวิ๋นหลง สายตามองไปที่ตู้เซ่าฝู่ด้วยความรู้สึกที่ว่ามีเทพเจ้ามาช่วยชีวิตแล้ว

           พวกเขาเองก็ฟังออกชายคนนี้ต้องเป็นพี่น้องกับหัวหน้าหน่วยแน่ มีอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนร่างยักษ์ตนนี้เขาน่าจะหลุดพ้นจากคนกลุ่มนี้ได้แล้ว

           “เจ้าคือใคร นี่คือเรื่องราวความบาดหมางระหว่างพรรคบูรพารุ่งโรจน์กับสมาคมมังกรดาวคนนอกไม่เกี่ยว เจ้าอย่ายื่นมือเข้ามายุ่งจะดีกว่า”

           ฉิวเจียงมองอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่เหาะอยู่บนฟ้าและจ้องมองลงมาอย่างดุดันจากนั้นก็มองไปทางตู้เซ่าฝู่ เขาสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น นึกไม่ถึงว่าตู้อวิ๋นหลงจะรู้จักยอดฝีมือที่แข็งแกร่งขนาดนี้

           “น้องสามเขาคือน้องชายแท้ๆ ของหัวหน้าพรรคบูรพารุ่งโรจน์ ฉิวซัน เป็นรองหัวหน้าพรรคบูรพารุ่งโรจน์มีนามว่าฉิวเจียง มีระดับฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์ ต่อกรด้วยยากมาก” เมื่อได้ยินที่ฉิวเจียงกล่าว ตู้อวิ๋นหลงก็พูดแนะนำให้ตู้เซ่าฝู่สีหน้าแววตาเริ่มเคร่งเครียดขึ้น

           “พี่รองบอกแล้วว่าให้ข้าจัดการเอง พี่ไม่ต้องกังวล อีกเดี๋ยวพวกเราสองพี่น้องค่อยคุยกัน”

           ตู้เซ่าฝู่ยิ้มให้กับพี่รองตู้อวิ๋นหลงจากนั้นก็หันตัวไปช้าๆ มองไปที่ฉิวเจียงที่อยู่ไม่ห่างไกล แววตากรุ้มกริ่มครุ่นคิดและดูอาฆาตบาดหมาง กล่าวว่า “เจ้ากำลังจะฆ่าพี่รองของข้าเจ้าว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับข้าหรือไม่ล่ะ?”

           “พี่รอง……”

           ฉิวเจียงได้ยิน ก็สีหน้าเปลี่ยนเขาแหงนหน้ามองไปที่อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่เหาะอยู่กลางอากาศ พยายามเค้นรอยยิ้มมองหน้าตู้เซ่าฝู่กล่าวว่า “ข้าว่าข้ากับหัวหน้าหน่วยตู้ต้องเข้าใจอะไรกันผิดแน่เลยเดี๋ยวข้าถอยแล้ว ถอยเดี๋ยวนี้เลย”

           เมื่อพูดจบ ฉิวเจียงก็คิดจะหนีไปเขารู้ว่าเขาไม่อาจต่อสู้กับอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนร่างยักษ์ได้ไหว

           “ไม่ต้องหนีหากเจ้าจัดการตัวเองซะ ข้าจะเหลือศพเจ้าไว้ให้ หากให้ข้าลงมือ ศพก็คงไม่เหลือ!” ตู้เซ่าฝู่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาแข็งกระด้างเขาจะปล่อยให้คนที่คิดจะฆ่าพี่รองของเขาให้มีชีวิตรอดไปได้อย่างไร