ขวัญชีวาคุณแม่สุดแกร่งมีอีบุ๊ค1-2

    อาทิตย์หรรษากับเรื่องคำท้าสุดหลอน

    โรงเรียนของน้องๆ ต่างก็เปิดเรียนกันหมดแล้วเพราะพวกเขาเป็นนักเรียนเข้าเรียนตามปกติน้องๆ ไปเรียนกันได้สามวันก็ถึงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันอาทิตย์ก็เป็นวันที่ขวัญ พี่โชติและเพชรก็ไปโรงเรียนเช่นเดียวกัน

    โรงเรียนของทั้งสามคนต้องเข้ามาเรียนในตัวจังหวัดทำให้ต้องออกจากบ้านหกโมงเช้าเพราะเริ่มเรียนแปดโมงครึ่ง เมื่อทั้งสามพี่น้องเดินเข้าไปก็มีแต่คนมอง พวกเขาทั้สามก็แปลกใจว่าคนเหล่านั้นมองอะไรพวกเขากัน

     “แกผู้ชายคนนั้นหล่ออ่ะแกดูสิ อีกคนก็น่ารักอ่ะ  เด็กผู้หญิงที่มาด้วยก็น่ารักนะ แกๆ ดูเวลาที่พวกเขายิ้มสิโอ๊ยฉันจะเป็นลม เขาเป็นนักเรียนใหม่เหมือนพวกเราหรือเปล่าถ้าพวกเราไปทักเขาจะคุยกับพวกเราไหม” เสียงต่างๆ เหล่านี้ก็ดังขึ้นเรื่อยๆ โดยที่พวกขวัญไม่ได้รู้เลยว่า คนที่พวกเขาพูดกันจะหมายถึงตัวเองและพี่ชาย น้องชาย

     “สวัสดีนักเรียนทุกคน วันนี้เป็นวันเริ่มเรียนวันแรก  ขอยินดีต้อนรับ”เสียงประกาศตามสายก็ดังขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ไปรวมกันที่หอประชุม

    เมื่อทุกคนไปยังหอประชุมแล้วขวัญและพี่น้องก็นั่งอยู่ด้วยกันโดยที่พี่โชติ และเพชรขนาบซ้ายขวาของขวัญจนได้มีประกาศออกมาว่าให้ผู้หญิงผู้ชายนั่งคนละฝั่ง พี่ชายและน้องชายจึงต้องจำใจลุกไปอย่างเสียไม่ได้

     “สวัสดีจ้ะ เราชื่อวันดีเธอชื่ออะไรเหรอ” เด็กผู้หญิงดูอายุสักสิบหกสิบเจ็ดถามขวัญออกมาพร้อมกับแนะนำตัวไปด้วย 

    “ขวัญชีวาจ้ะ เธอเรียกเราว่าขวัญก็ได้ เธอเรียนชั้นไหนเหรอ” ขวัญก็แนะนำตัวกับเพื่อนใหม่เช่นกัน

     “ชั้นประถมจ้ะ เราทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเพิ่งจะมาเริ่มเรียนอีกครั้งหลังจากจบป.สี่ เราอยู่ที่เคหะทางรถไฟเธอล่ะ” วันดีก็ถามกับขวัญอย่างคนมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี

     “เราเรียนชั้นเดียวกันเลยบ้านเราอยู่หมู่บ้านหนองนา ห่างจากที่นี่ประมาณสองชั่วโมง เคหะรถไฟอยู่ตรงไหน เหรอ”ขวัญก็ถามด้วยความสงสัยเพราะเธอไม่รู้จัก

     “ห่างจากโรงเรียนไปหนึ่งกิโลก็ถึงจ้ะ” วันดีก็ยิ้มตอบกับเพื่อนใหม่

    ทั้งสองคุยกันอยู่สักพักก็ได้มีอาจารย์ เดินขึ้นไปยังเวทีด้านหน้า นักเรียนทุกคนต่างก็เงียบเสียงลง เพื่อที่จะได้ฟังอาจารย์พูดแนะนำตัวเอง แล้วก็แนะนำสถานที่ภายในโรงเรียน ห้องเรียนของแต่ละชั้น อาจารย์ได้พูดอยู่ชั่วโมงครึ่ง ก็ได้ปล่อยให้นักเรียนออกจากห้องประชุม

    เมื่อพวกนักเรียนออกมาแล้วทุกคนก็ได้แยกย้ายกันไปยังห้องเรียนของตนตอนนี้พี่โชติและเพชรก็ได้กลับมาหาขวัญแล้วโดยทั้งสองต่างก็มีเพื่อนตามมาด้วย เพื่อนของพี่โชติชื่ออวนเป็นเด็กวัดพิกุล วัดก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลย

    ส่วนเพื่อนของเพชรชื่อกลั่นเป็นเด็กเข็นผักในตลาดกลางของที่นี่อาศัอยู่กับแม่แค่สองคนทั้งสองคนอายุเท่ากันก็เลยทำให้สนิทกันได้เร็ว พี่น้องทั้งสามและเพื่อนใหม่ต่างก็แนะนำตัวกันหลังจากนั้นพวกเขาทั้งหกก็พากันไปเข้าห้องเรียนของพวกตน

      “พี่ขวัญเหมือนมีพวกคิดร้ายกับกลุ่มของพี่อยู่นะ อยากจัดสักหน่อยไหม”จุกพูดกับขวัญอย่างคันไม้คันมือ

     “เราจะนักเลงใหญ่แล้วมั้ง ถ้าเขายังไม่ทำอะไรก็ปล่อยไปก่อนยังไม่ต้องรีบพี่ยังต้องเรียนที่นี่อีกนานน้องรัก” ขวัญสื่อสารกับจุกผ่านทางจิต

    ตั้งแต่ที่เธอโดนเคี่ยวเข็ญให้ฝึกนั่งสมาธิทุกคืน จิตของเธอก็แข็งแกร่งมากขึ้น ตอนนี้เธอสามารถกำหนดจิตในการสื่อสารกับเพื่อนๆ ต่างภพได้คล่องขึ้นจากแต่ก่อนมากแล้ว รวมทั้งการฝึกคาถาอาคมก็ด้วย

    ระดับชั้นประถมที่ขวัญเรียนนักเรียนส่วนใหญ่มักเรียนกันถึงแค่ขั้นป.สี่กันมาแทบทุกคนมีที่อยู่ป.ห้าสองคน ดังนั้นครูเลยไม่ต้องสอนตั้งแต่จับดินสอเหมือนกับเด็กป.หนึ่งชั้นปกติเพราะคนที่มาเรียนส่วนใหญ่มักจะทำงานกันแล้ว

    กลุ่มของขวัญก็ตั้งใจเรียนกันจนถึงเวลาพักเที่ยง พวกขวัญก็คิดว่าจะไปกินข้าวกันหน้าโรงเรียนส่วนอวนและกล่ำเขาบอกว่าจะไปกินที่วัดเพราะจะได้ไปช่วยเด็กวัดด้วยกันทำความสะอาดวัดด้วยแล้วค่อยกลับมาเรียนช่วงบ่าย

    ดังนั้นกลุ่มของขวัญจึงแยกกันออกไปกันคนละทาง พวกขวัญก็พากันมากินก๋วยเตี๋ยวน้ำหน้าโรงเรียนซึ่งติดป้ายไว้ว่าชามละสามบาท ขวัญเห็นป้ายราคาแบบนี้พร้อมกับคิดในใจว่าโครตถูกอ่ะ หลังจากนี้อีกไม่กี่ปีราคาแบบนี้หาไม่ได้แล้ว

    พวกเธอก็สั่งมากินกันคนละชาม ซึ่งขวัญก็คิดว่ารสชาติก็อร่อยดี แต่ยังน้อยกว่าที่ป้าสายและยายแช่มทำ ยังไงอาหารที่บ้านของตัวเองก็อร่อยที่สุดละนะ และก็เป็นเรื่องบังเอิญที่พี่น้องสามคนต่างก็คิดขึ้นมา     เหมือนๆกัน

     ”นี่พวกเธอมาเลี้ยงพวกฉันบ้างสิ ดูเหมือนพวกเธอจะมีตังค์เยอะดีนะเอามาแบ่งๆ กันใช้บ้างซิ” เสียงจากนักเรียนนักเลงกลุ่มหนึ่งมีอยู่สี่คนนั่งอยู่โต๊ะติดกับพวกขวัญดังขึ้น

    แต่พวกขวัญและพี่น้องก็หาได้สนใจ สำหรับวันดีเองก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน เพราะเธอก็เป็นหมัดมวยอยู่บ้างเนื่องจากลุงของเธอมีค่ายมวยขนาดเล็กในชุมชนเธอเองก็ได้ฝึกมาตั้งแต่เด็กๆ

    พวกของขวัญลุกไปจ่ายเงินด้านหน้าในส่วนของพวกตนเสร็จก็พากันเดินเข้าไปในโรงเรียนโดยที่ไม่ได้มีอาการว่ากลัวเกรงนักเลงพวกนี้แม้แต่นิดเดียว

     “ลูกพี่ดูท่าพวกมันไม่กลัวพวกเราเลยนะ เราตามไปจัดการพวกมันเลยดีไหม ฉันละไม่ถูกชะตากับไอ้หน้าหล่อนั่นเลยมันทำให้น้องจำปาเอ่ยปากชม” หนึ่งในนักเลงสี่คนพูดขึ้นมา

     “พวกเอ็งก็ใจเย็นๆ สิวะให้พวกมันได้ใจกันไปก่อน ตอนนี้ไปจ่ายเงินกันได้แล้ว” เจ้าหัวหน้ากลุ่มเป็นคนพูดพร้อมกับพวกมันทั้งสี่ก็ได้เดินออกจากร้าน

    ตอนนี้พวกขวัญก็ได้กลับมารวมกลุ่มกันหกคนเหมือนเดิมแล้วเพราะเหลืออีกสิบนาทีสุดท้ายก็จะถึงเวลาเรียนช่วงบ่าย

     “พวกมึงหยุดกันก่อนสิ” พวกนักเลงทั้งสี่ได้เดินเข้ามาขวางหน้าของพวกขวัญทั้งหกคน

     “พวกคุณต้องการอะไร หากไม่มีธุระช่วยหลีกทางด้วย” พี่โชติเป็นฝ่ายพูดกับเจ้าสี่คนนี้

     “กูมาท้าพวกมึง หลังเลิกเรียนพวกมึงกล้ามาประลองความกล้ากับพวกกูไหม”เจ้าเก่งหัวโจกของกลุ่มนักเลงพูดออกมา

     “ไม่สนใจ ทำไมพวกเราต้องไปทำอะไรไร้สาระแบบนี้ด้วยหลบไปได้แล้ว” พี่โชติก็พูดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับจะก้าวเดินนำพวกน้องๆ ออกไป

     “ถ้าพวกมึงไม่รับคำท้า กูบอกได้เลยว่าพวกมึงเรียนอยู่ที่นี่ไม่มีความสงบสุขแน่ๆ” เจ้าสองลูกน้องมือขวาของมันพูดออกมาบ้าง

    ‘ไอ้พวกนี้สติไม่ดีแน่ๆ มาท้าความกล้ากับคนปราบผี’ ขวัญนึกขำในใจ

     “ก็พวกมันไม่รู้นี่จ้ะว่าพี่ขวัญเป็นมือปราบ ถ้าพวกมันรู้ว่าพี่คุยกับผีมากกว่าคนมันก็คงไม่มาท้าหรอก” น้อยพูดกับขวัญผ่านทางจิต

     “ออกไป พวกฉันไม่สนใจ เขาอยู่ของเขาดีๆ อยากจะแส่เอาตัวไปล้อเล่นพวกนายบ้ากันหรือเปล่า”เพชรก็พูดขึ้นมาบ้าง

     “ถ้าพวกมึงไม่กล้าพวกกูจะทำให้ดูแล้วกันแต่ถ้าพวกกูปลอดภัยเป็นปกติดีพวกมึงต้องจ่ายเงินให้พวกกูมึงกล้ากันไหม”เจ้าหัวหน้ากลุ่มก็ยังคงพูดออกมาอีก

    “จะพิสูจน์ยังไง ไอ้ความกล้าของพวกนายอ่ะ” ครั้งนี้เป็นขวัญถามออกมาเอง พี่โชติและเพชรต่างก็พากันเงียบแล้วก็คิดว่าพวกมึงซวยแน่ๆ

    “โรงเรียนที่นี่มีตำนานเรื่องห้องดนตรีไทยอยู่พวกเราจะไปพิสูจน์กันที่นั้นพวกเอ็งกล้าไหมถ้าพวกเอ็งเข้าไปนั่งเกินหนึ่งชั่วโมงได้พวกข้าจะไม่ยุ่งกับพวกเอ็งอีก”

    “แล้วด้านพวกนายจะพิสูจน์ยังไง” ขวัญก็ยังถามขึ้นมาอีก

    “พวกฉันก็จะเข้าไปนั่งต่อจากพวกเอ็งไง คนละชั่วโมงเป็นไงกล้าหรือเปล่า”เจ้าหัวโจกก็ถามออกมา

    “กลางคืนโรงเรียนเขาไม่ปิดหรือไง จะเข้ามาได้ยังไงกัน” พี่โชติถามออกมาบ้าง

    “เรื่องนี้พวกเอ็งไม่ต้องห่วงหรอกพวกเราเลิกเรียนกันตอนสี่โมงเย็นรอแค่ตะวันตกดินก็เริ่มได้แล้ว โรงเรียนยังไม่ทันปิดประตูหรอก” 

    “ถามจริงพวกนายอยากเจอหรือไง ถึงได้มาท้าในเรื่องแบบนี้  ถ้าอยากพิสูจน์หลังเลิกเรียนไปกันเลยก็ได้นะ แต่ถ้าพวกนายเห็นขึ้นมาก็อย่าสติแตกไปซะก่อนล่ะ” ขวัญพูดขึ้น พร้อมกับเดินนำหน้าพวกพี่น้องและเพื่อนใหม่ออกมาแล้ว

    “จุกกับแม่คำหอมช่วยไปขออนุญาติเจ้าของห้องเขาที บอกว่าพวกเราขอรบกวนให้พวกเขาช่วยมาแสดงตัวให้กับคนที่อยากจะเจอพวกเขาหน่อยแล้วเดี๋ยวพวกเราก็จะช่วยทำบุญและแผ่เมตตาให้เขาเป็นการขอบคุณ”ขวัญสื่อสารกับจุกและแม่คำหอมทางจิต

     ‘เขาอยู่ของเขาดีๆ ก็อยากจะไปเจอกันนัก ก็เจอซะให้พอก็แล้วกันหวังว่่าคงไม่จับไข้หัวโกร๋นกันหรอกนะ แล้วก็จะได้เลิกเป็นนักเรียนนักเลงกันด้วย’ ขวัญคิดพร้อมกับยิ้มออกมา

    ด้านพี่โชติและเพชรที่ได้เห็นขวัญยิ้มแบบนี้ก็คิดว่า เจ้าพวกนักเลงสี่คนนั้นซวยแน่ๆ แต่ก็ดีเหมือนกันเผื่อว่าพวกมันจะได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดีขึ้นมาบ้าง หลังเลิกเรียนตอนเย็นพวกนักเลงนักเรียนมันก็พากันมาดักทางของกลุ่มขวัญไว้โดยพวกมันมากันอีกหกเป็นทั้งหมดสิบคน

     “พวกเธอจะกลับไปกันก่อนก็ได้นะ เราสามคนอยู่ได้”ขวัญบอกกับเพื่อนใหม่ทั้งสาม

     “ไม่เป็นไรพวกเราเป็นเพื่อนกันแล้วก็ต้องอยู่ด้วยกันจะไม่ทิ้งกัน”เพื่อนใหม่ทั้งสามก็พูดออกมาแทบจะพร้อมกันในใจนะมันก็กลัวอยู่หรอกแต่จะให้ทิ้งเพื่อนพวกเขาก็ทำไม่ได้อยู่ดีถึงแม้ว่าเพิ่งจะได้รู้จักกันก็ตาม

     “ขอบใจนะ ขวัญรับรองได้ว่าพวกเราจะปลอดภัยอย่างแน่นอน”ขวัญบอกกับทุกคนในกลุ่ม

    แล้วพวกเขาทั้งสิบหกคนก็เดินไปยังห้องดนตรีไทยประจำโรงเรียนที่เลื่องชื่อถึงตำนาน ภายในโรงเรียนแห่งนี้ เมื่อมาถึงพวกมันต่่างก็เกี่ยงกันว่าใครจะลองเขาไปก่อน

     “เข้าไปทุกคนนี่แหละห้องตั้งกว้าง”ขวัญพูดขึ้นพร้อมกับเดินนำเข้าไปทันที ขวัญก็ได้ยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำห้องก่อนเพื่อเป็นการขออนุญาต กลุ่มของขวัญเห็นขวัญทำแบบนั้นทุกคนก็ทำตาม ยกเว้นเจ้าพวกสิบคนที่ไม่มีมารยาทพวกนั้น

    และแล้วการแสดงอันน่าตื่นตะลึงก็เริ่มขึ้น โดยที่ขวัญและคนทั้งสิบเห็นเพียงเท่านั้น ขวัญได้เห็นวิญญาณคนใส่ชุดนางรำอย่างสวยงาม ทาหน้าสีขาวมารำตามเครื่องดนตรีที่เล่นขึ้นมาเองโดยไม่มีคนเล่น

    ขวัญและเหล่าเพื่อนต่างภพต่างก็มองภาพตรงหน้าอย่างเพลิดเพลินด้วยความชื่นชมในความสวยงามและความอ้อนช้อยของนางรำที่มีถึงห้าตนด้วยกัน

     “ผีหลอก ผะผมกลัวแล้ว ไม่กล้าแล้ว อย่าไม่” เสียงเหล่านี้ดังออกมาจากคนทั้งสิบคนที่ต่างก็พากันยกมือไหว้ปลกๆ บ้าง วิ่งหนีบ้าง วิ่งหนีก็ไม่ได้ไปไหนกันเพราะต่างก็วิ่งวนกันอยู่รอบๆห้องเป็นวงกลม

    ด้านเพื่อนของขวัญและพี่โชติกับเพชรก็ไม่ได้ยินหรือได้เห็นอะไรเช่นกัน แต่ว่าเพื่อนใหม่ทั้งสามต่างก็ประหลาดใจที่กลุ่มนักเลงสิบคนพากันเหมือนเห็นอะไรบางอย่างแล้วก็ตกใจกลัวกันอย่างมาก คงมีแต่โชติและเพชรเท่านั้นที่รู้คำตอบของเรื่องนี้

    ขวัญกับผองเพื่อนต่างภพก็ได้พากันปรบมือให้กับนางรำทั้งห้าตน ด้วยความชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง เหล่านางรำเองก็ดีใจที่มีผู้ชมชอบการแสดงของพวกตน

     “พวกพี่อยากกจะไปเกิดกันไหมจ้ะ หนูช่วยได้นะ” ขวัญถามวิญญาณทั้งห้าโดยผ่านทางจิตออกมา

     “พวกพี่ขอเวลาสักหน่อยได้ไหมเอาไว้ตอนหนูเรียนจบก็ได้ แต่ว่าเวลาหนูว่างๆก็มาดูพวกพี่รำอีกนะ”หนึ่งในตัวแทนก็พูดกับขวัญออกมา

    เป็นอันว่าเรื่องของวันอาทิตย์ก็จบลงพร้อมกับอาการจับไข้ของคนทั้งสิบโดยที่เพื่อนใหม่ของทั้งสามก็งงไปตามๆ กัน