เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    ตอนที่ 25 ฝึกลมปราณอย่างรีบเร่ง ( rewrite )

    “เจ้าเล่าทั้งหมดมาให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้!!”
    เมื่อได้ยินว่ามู่หวังพ่ายแพ้ไม่พอ แถมยังเสียแขนของตนเองไปข้างหนึ่ง ทำให้ซีว่างโกรธมาก ที่มันโกรธเพราะมันนั้นรับรู้ได้ว่าเนื้อแท้ของมู่หวังมิใช่อันธพาล มันยังมีความรักต่อสำนักเป็นอย่างมาก ซึ่งคนที่รักสำนักภพจันทราในยุคสมัยนี้ นั้นหายากมากเพราะสำนักภพจันทราในตอนนี้นั้น ตกต่ำลงกว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนมากนัก
    “ข้ารู้เพียงเท่านั้น..ข้ามิได้เห็นกับตา , เพียงแต่สหายข้าบอกกล่าวมา” เจ้าผู้นี่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเคลือพร้อมกับหลบตา มิกล้ามองไปที่ซีว่างตรง ๆ
    “ไม่ได้เรื่อง!!” ก่อนที่ซีว่างจะโยนร่างของชายผู้นั้นออกไปให้พ้นทางของมัน ก่อนจะรีบกลับไปที่ห้องพักสำหรับผู้แข่งขันของมู่หวัง
    เมื่อมันมาถึงก็เห็นมู่ฮ่านอยู่ที่หน้าห้องพร้อมกับหน้าตาที่เศร้าหมอง
    เมื่อซีว่างเดินเข้าไปใกล้ ๆ เจ้ามู่ฮ่านแลเห็นชายหนุ่มเดินอาด ๆ เข้ามา มันจึงกล่าวออกมาด้วยวาจาประชดประชัน
    “คงสมใจเจ้า..ที่พี่ข้าเป็นเช่นนี้ , จะกล่าวเย้ยหยันอันใด..เร่งกล่าวออกมา..แล้วไปซะ !!” มันตวาดออกมาด้วยเสียงที่แหบแห้งจากหัวร่ำไห้ พร้อมกับจ้องมองมายังซีว่างด้วยตาที่แดงก่ำ
    ซีว่างมองไปที่มันด้วยความสงสาร มันจึงทำใจเย็นแล้วกล่าวเสียงอ่อนตอบไป
    “ข้ามาดีมิได้มาซ้ำเติม..เจ้าอย่าได้คิดร้ายต่อข้าเลย , ข้าเพียงแต่จะมาแสดงความเสียใจ”
    สายตาของมู่ฮ่านยังคงไม่ไว้ใจซีว่าง แต่มันก็มิได้กล่าวขัดอะไรออกมา
    “ข้าเสียใจต่อตระกูลเข้าด้วย..ที่ต้องเสียต้นกล้าที่แข็งแรงเช่นพี่เจ้า , ว่าแต่ตอนนี้มันเป็นเช่นใด..” ซีว่างกล่าวด้วยเสียงที่บางเบา
    “ยังมิฟื้น...”มู่ฮ่านกล่าวออกมา ก่อนจะใช้ท่อนแขนปราดหยาดน้ำตาของตนเอง
    “ผู้ใดทำมัน”
    “ฮั่วฉิน .." เมื่อมันกล่าวชื่อนี้ออกมา สีหน้ามันแสดงถึงความเคียดแค้นเป็นอย่างมาก
    “ฮั่วฉิน...ตระกูลฮั่ว?”
    “ฮั่งฉินมันเป็นพี่ชายของฮั่วหลิว , คนที่แพ้พี่ชายข้าในรอบก่อน”
    < คุ้น ๆ เหมือนเจ้ามู่ฮ่านแพ้เจ้าแล้วพี่ชายมันตามมาจะฆ่าเจ้า , เวรกรรมช่างรวดเร็วยิ่งนัก > หยางน่ากล่าวเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว
    < คนที่แผ่นดินนี้..ถ้ามิใช้ศัตรูคู่แค้น , เพียงแต่ผิดใจกันเล็กน้อย..เวลาเกิดเรื่องมิมีคนดีผู้ใด..ที่จะซ้ำเติมหลอกหนา > ซีว่างบอกกล่าวต่อหญิงสาว
    < ชิส์..ข้าแค่ไม่ชอบมันก็เท่านั้น > หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยความเอาแต่ใจของตนเอง
    “แปลว่ามันเป็นคนของสำนักเพลิงสวรรค์?”
    “มิใช่แค่เป็นคนของสำนักเพลิงสวรรค์..มันยังเป็นบุตรชายคนโตของเจ้าสำนัก ฮั่ว เจี้ยวอวิ๋น” มู่ฮ่านกล่าวด้วยสีหน้าที่หมองหม่น
    “ระดับพลังมันเท่าใด?”
    “ผสานโลกาขั้นที่ 4”
    ก่อนที่ซีว่างจะว่างมือบนไหล่มู่ฮ่าน “พี่เจ้าฟื้นแล้วรีบส่งข่าวหาข้า , ส่วนฮั่วฉิน..ข้าสัญญา , ข้าจะแก้แค้นให้พี่เจ้าเอง” ซีว่างกล่าวออกมาด้วยสายตาที่แน่วแน่ พร้อมกับตบไหล่มู่ฮ่านเล็กน้อย
    < แค่ผสาญโลกา 4 เจ้าถ้าถือตัดดาราก็สามารถต่อสู้กับมันได้อย่างสูสี , แต่ถ้ามันมีอาวุธธาตุหรืออาวุธวิญญาณ..เจ้าก็มิอาจต่อกรกับมันได้ , คงเป็นเพียงกระสอบทราย..ที่ให้มันใช้รับฝีมือของมันเอง > หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยท่าทีนิ่งเฉย แต่น้ำเสียงเจือปนความเป็นห่วงออกมาในประโยคสุดท้าย
    < ข้าก็แค่ต้องเร่งพัฒนาฝีมือ..ก็เท่านั้น >
    < เจ้าพูดมันง่ายเกินไปหรือไม่? , ไหนเจ้าต้องประลองและไหนเจ้าจะมีเวลาแค่สามวัน >
    < เรือยังมิได้ลอยน้ำ..ไหนเลยไปหาวันมันจะจม , เพียงเจ้าเชื่อข้า > ซีว่างกล่าวออกมาด้วยสายตาที่จริงจัง ตอนนี้เป้าหมายในการประลองของชายหนุ่มได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
    หลังจากกล่าวจบ ซีว่างจึงเข้าไปที่ห้องพักของตนเอง แล้วเริ่มฝึกวิชาอย่างจริงจัง
    ฮั่วฉินนั้น อยู่คนละสายกับซีว่าง ทำให้จะเจอกับมันได้นั้น ต้องผ่านไปถึงรอบชิงเท่านั้น
    ตอนนี้ซีว่างผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้าย ต้องแข่ง อีก 2 รอบถึงจะไป เข้าชิงกับ ฮั่วฉิน ซึ่งมีเวลาเพียงสามวัน ตอนนี้ซีว่างถ้าถือตัดดารา สามารถต่อสู้กับฮั่วชิงได้อย่างสูสี แต่ถ้าฮั่วชิง มีอาวุธธาตุหรืออาวุธวิญญาณ ร้ายที่สุดอาวุธธาตุวิญญาณ ซีว่างก็หมดสิทธิ์ในการจะเอาชนะ ดีไม่ดีอาจโดยสังหารในการประลองด้วยซ้ำ
    และในการประลองซีว่างใช้ได้เพียง ลมปราณธาตุน้ำและธาตุดิน ถ้ามันใช้ธาตุอื่น ความลับที่มันมีธาตุทองจะรั่วไหล ทำให้ตัวมันมีอันตราย สิ่งที่มันทำได้มีเพียงเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวมันเท่านั้น
    ซีว่างฝึกวิชาอย่างหนักทั้งคืน กว่าจะได้นอนก็เช้าแล้ว แต่พลังของชายหนุ่มก็ยังมิเพิ่มขึ้น มีแต่พลังปราณที่อัดแน่นขึ้นเท่านั้น
    พอถึงเวลาก่อนเที่ยง ซีว่างก็ตื่นขึ้น รีบทานอาหารก่อนที่จะเร่งเดินทางไปที่สนามประลอง สำหรับแข่งขันรอบต่อไป คู่ต่อสู้ของซีว่าง วันนี้คือ เหมย อ้าย เป็นศิษย์หญิงของสำนัก ระบำบุปผา ผสานโลกาขั้นที่ 1
    วันนี้ราคาต่อรองของซีว่าง สูงขึ้นกว่าครั้งไหน ๆ แทง 1 จ่าย 3 ส่วนเหมยอ้าย แทง 2 จ่าย 1
    “ศิษย์สำนักระบำบุปผา เหมยอ้ายยยยยย” เสียเฮดังลั่นสนามด้วยความที่อีกฝ่ายคือหญิงสาวหน้าตางดงาม เสียงส่วนใหญ่จึงเป็นเสียของบุรุษ ส่วนสตรีถ้าไม่ใช่สหายของนางก็มีแต่เสียงโห่ร้องขับไล่ด้วยความอิจฉา
    หญิงสาวได้โค้งคำนับ 4 ทิศแก่ผู้ชม
    หน้าตาของหญิงสาวนั้น สมกับที่เป็นศิษย์ของสำนักระบำบุปผา หน้าตางดงามราวดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ แต่ตอนนี้ซีว่าง มิว่างชมความงามของนาง ในหัวมันมีแต่เรื่องของฮั่วฉิน
    “ศิษย์สำนักภพจันทรา จิ้นว่างงง” วันนี้โฆษกมิได้กล่าวประชดต่อตัวมัน ด้วยความที่ประจักรต่อสายตามาแล้ว ว่ามันมิใช่ขยะ แต่มันคือมังกร
    เสียงเชียร์ดังกว่าเหมยอ้าย ด้วยข่าวคราวที่กระจายแผ่หลาย ทำให้มันตอนนี้เปรียบดั่งคนดังคนหนึ่งของเมือง มีทั้งบุรุษและสตรีเปล่งเสียออกมาสนับสนุนมัน
    “ข้าศิษย์สำนักระบำบุปผา เหมยอ้าย ขอโปรดท่าน ออมมือให้แก่ข้า” หญิงสาวโค้งคำนับต่อชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียอ่อนหวานต่อชายหนุ่ม
    “ข้าศิษย์สำนักภพจันทรา ขอแม่นางโปรดชี้แนะ” ก่อนที่ซีว่างจะก้มโค้งทำความเคารพต่อหญิงสาวโดยมิได้สนใจต่อนางเลยแม้แต่น้อย
    ทั้งคู่ต่างนำอาวุธของตนออกมา ของหญิงสาวเป็นพัดเหล็ก ส่วนซีว่าง เนื่องจากมันมีเวลาไม่มาก มันจึงนำตัดดาราออกมาใช้ ตั้งแต่เริ่มการประลอง
    “เริ่มการประลองได้ดดดดด” เมื่อสิ้นเสียงสัญญาณ ซีว่างก็ใช้วิชา “แรมที่ 2 จันทร์เสี้ยวผ่าดารา!!” พลังสีทองพุ่งไปหาหญิงสาวด้วยความรุนแรง
    หญิงสาวทำการตั้งรับมิได้หนีไปไหน นางใช้วิชาของนางออกมา ก็ได้ปรากฎต้นไม้ต้นใหญ่งอกออกมาจากพื้นดิน มาปกป้องนางไว้
    พลังของซีว่างพุ่งชนต้นไม้โค้นอย่างง่ายดาย ตัวหญิงสาวก็กระเด็นตามแรงระเบิดของต้นไม้
    ซีว่างไม่ปล่อยโอกาสให้มากเกินไป มันพุ่งเข้าไปด้วยความว่องไว “แรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น” ซีว่างใช้สันกระบี่ในการฟาดลงไปกลางหลังของหญิงสตรี
    แต่หญิงสาวไหวตัวทันก่อนที่จะใช้พัดเหล็กของนางโบกหนึ่งที ดอกไม้ก็ขึ้นตามแขนของชายหนุ่ม ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง
    ‘ธาตุไม้สายบุปผา’ ซีว่างคิดในใจ
    ในโลกนี่นั้น ธาตุไม้จะมีสองสายหลัก สายสนับสนุนคือบุปผา สายต่อสู้คือพฤกษา
    สำหรับธาตุไม้สายบุปผานั้น ถ้าเชี่ยวชาญเกี่ยวกับพลังธาตุ สามารถเสริมพลังของตนเองหรือผู้อื่นได้ถึง 2 ระดับ หรือสามารถต้านทานและปกป้องสหายของมันได้ไม่แพ้ธาตุดิน
    การเคลื่อนไหวของชายหนุ่มช้าลงทำให้หญิงสาวหนีจากการโจมตีนี้ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่หญิงสาวจะโจมตีสวนกลับไป
    ซีว่างรีบใช้พลังปราณธาตุดินห่อหุ้มตนเองให้มิดชิด แล้วแอบใช้ปราณธาตุไฟเผาเหล่าดอกไม้ให้มอดไหม้และปลิวหายไป
    ก่อนที่หญิงสาวจะโจมตีเกราะหินผาของชายหนุ่มแตก ดอกไม้ที่เกาะตามตัวชายหนุ่ม ก็สลายหายไปหมดแล้ว
    ซีว่างรีบกระโดดออกไปปะทะกับเหมยอ้ายทันที
    เหล่าผู้ชมนั้นต่างมองกันตาไม่กะพริบ การต่อสู้นี้ดั่งการต่อสู้กับวู่หมิง ต่างฝ่ายต่างผลัดการรุกและผลักกันรับ
    < เจ้ามัวทำอะไร ? , แค่เจ้าดีดนิ้วนิดเดียวนางก็ลงไปกองแล้ว , เห็นเป็นสตรีจึงคิดหยอกเล่นหรอกหรือ..เจ้ามีสิ่งที่ต้องทำมิใช่หรือ ? > หยางน่ากล่าวเตือนสติของซีว่าง
    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซีว่างจึงเลิกเล่น พร้อมกลับใช้วิชาออกมา
    “แรมที่ 4 ทลายจันทรา!!” ซีว่างโยนกระบี่ของตนเองออกไป แล้วเร่งฝีเท้าไปคว้ามาด้วยความว่องไว โจมตีหญิงสาวด้วยความเร็วสูง นางโดนกระบี่ของซีว่างทั้งกระบวนท่า แต่ซีว่างใช้สันกระบี่ในการโจมตี ทำให้หญิงสาวเพียงบาดเจ็บมิได้ตาย
    ก่อนที่ซีว่างจะง้างหมัด “ข้าขอโทษนะแม่นาง..ข้ารีบ” ก่อนทุบใส่ท้องนางอย่างจัง
    หญิงสาวสลบในทันทีก่อนกระเด็นไปตามแรงหมัดของชายหนุ่ม
    ซีว่างรีบพุ่งไปทิศทางที่นางลอยไป ใช้มือโอบกอดนางไว้มิให้พุ่งไปไกล จนเกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติม ก่อนจะวางนางลงบนพื้นพร้อมจัดเสื้อผ้าของนางให้เรียบร้อย เพื่อมิให้อะไรหลุดลอดออกมาทำให้นางต้องอับอาย
    ก่อนที่ซีว่างจะเดินลงจากเวทีประลองไปโดยมิสนใจต่อสิ่งใด มันมีบางสิ่งบางอย่างต้องทำโดยเร็วไว
    “ผู้ชนะได้แก่..จิ้นว่างงงงงงงงงงง” เสียงประกาศผู้ชนะตามมาติด ๆ
    ตอนนี้ซีว่างเข้ารอบสี่คนสุดท้าย เมื่อชนะการแข่งขัน ซีว่างก็ยังมิรีบกลับห้องของตน มันไปชมความแข็งแกร่งของ ฮั่วฉิน ที่สนามประลอง
    เมื่อมันมาถึง ฮั่วฉินก็กำลังโรมรันอยู่กับคู่ต่อสู้มัน คู่ต่อสู้ของมันมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ ผสาญโลกาขั้นที่ 1 เช่นเดียวกับแม่นางเหมยอ้าย
    จะเรียกว่าสูสีก็มิได้ เพราะตอนนี้ฮั่วฉินใช้มือเปล่าในการต่อสู้ แถมมันยังทำสีหน้าสบาย ๆ แต่อีกฝ่ายนั้น ทั้งสีหน้าที่อมทุกข์กับร่างกายที่ทรุดโทรมจากการประลอง ซีว่างจึงคาดว่า มันจะทนรับแรงที่กระทำเข้ามาได้อีกไม่นาน
    “หัตถ์อัคนี” เมื่อกล่าวจบ ฮั่วฉิน..มันก็ใช้มือเปล่าของมันตัดผ่านแขนของเจ้าโชคร้ายคนนี้อย่างไม่ยากเย็น
    “อ๊าาาาาาาา” แขนข้างที่ถืออาวุธของมันเอง กระเด็นออกจากร่าง มันพลันใช้มือข้างที่เหลืออยู่กุมไปที่หัวไหลตอนตัวมันเอง เหล่าแพทย์สนามรีบเข้ามาดูอาการของมันในทันทีไม่รอให้โฆษกประกาศชื่อผู้ชนะ
    < อย่างไรมันก็ได้ชัย , แต่ยังจงใจทำให้ผู้อื่นพิการ..เป็นคนที่หยาบช้ายิ่งนัก > หญิงสาวกล่าวต่อซีว่างด้วยความชิงชังต่อผู้ที่เลวทรามในสนาม
    < ข้าว่าแบบนี้มันชั่วโดยสันดาน..มิอาจกู่กลับได้ > ซีว่างกล่าวด้วยวาจาที่นิ่งเฉย ก่อนจะมองด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจไปที่ชายผู้โชคร้าย ก่อนจะถอนหายใจออกมา
    < มิใช่เพียงสำนักภพจันทราที่ตกต่ำ , สำนักเพลิงสวรรค์ก็มิแพ้กัน..ถึงได้ส่งคนที่มีคนจิตใจหยาบช้าเช่นนี้..มาประลองเป็นหน้าเป็นตาต่อสำนัก > ซีว่างกลาวต่อหญิงสาว ก่อนจะส่ายหัวไปมาอย่างเหน็ดหน่าย
    < เมื่อก่อนสำนักเพลิงสวรรค์มันเป็นเช่นไร > ด้วยความสงสัย หยางน่าจึงกล่าวถามออกมาอย่างสอดรู้
    < ในสมัยข้า.. ผู้คนต่างเรียกสำนักนี้ว่า , พลิงแห่งความเที่ยงตรงและยุติธรรม..กำจัดแต่มารร้าย..ยอมพ่ายต่อคนดี >
    < เห็นทีข้าต้องเก็บกวาดคนเช่นนี้..ให้พ้นสายตาไป , ไหนจะความแค้นต่อสำนักของข้าอีก..ปล่อยมันไว้มีแต่จะเป็นภัย >
    ซีว่างรีบกลับมาที่ห้องของตนเอง เริ่มต้นเดินลมปราณของตนเองฝึกพลังปราณ เพื่อที่จะให้ทันก่อนวันแข่งขันกับเจ้าฮั่วฉิน ซีว่างมั่นใจเต็มร้อยว่า ฮั่วฉินสามารถผ่านเข้ารอบได้อย่างง่ายดาย
    หลังจากเวลาผ่านไปนานพอสมควร แต่ระดับพลังของตนเองยังไม่ก้าวหน้า มันจึงกล่าวถามต่อหญิงสาวเพื่อขอความช่วยเหลือ
    < หยางน่า..เจ้ามีวิธีที่สามารถเพิ่มระดับพลังได้อย่างรวดเร็วหรือไม่ ? >
    < เจ้าอยากชนะมันปรานนั้นเลย ? > หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เฉยเมย
    < แน่นอน.. , หากเป็นเพียงแค่มู่หวัง..ข้าอาจไม่มุ่งมั่นเท่านี้ , แต่เพราะมันเลวยันเงาของมัน..และข้าไม่ขอเหยียบเงาของมัน , แต่ข้าจะเหยียบมันให้จมดิน..ให้มันรับรู้และสำนึกถึงความชั่วร้ายของตนเอง > กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่มีโทสะผสมอยู่เล็กน้อย
    < ข้าพอมีวิธีอยู่..แต่มันเสี่ยงอย่างมาก , เจ้าอาจตายได้เลย..เจ้าจะไม่เสียใจทีหลังแน่นะ..ถ้าเกิดมันผิดพลาดขึ้นมา> หญิงสาวกล่าวเตือนต่อชายหนุ่ม
    < ข้าจะเสียใจมากกว่า..ถ้าข้ามิได้ระบายโทสะต่อมัน , แล้วในอนาคต , ข้าก็มิอาจมั่นใจได้..ว่ามันจะไม่ทำร้ายข้า.. >
    หญิงสาวนิ่งค้างไปครู่นึง ก่อนจะกล่าวเรียกชายหนุ่ม < ไหน..เจ้าเข้ามาหาข้าสิ้ >
    ได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มรีบเข้าไปในโลกวิญญาณในทันที เมื่อมาถึงมันก็ตรงไปหาหญิงสาวอย่างเร่งรีบ “ ข้าต้องทำเช่นใดบ้าง ? ” มันกล่าวด้วยสีหน้าที่มีความสุขอย่างมาก
    “ นั่งลง.. ” หญิงสาวกล่าวพร้อมชี้ไปที่ม้านั่งหินในทันที ชายหนุ่มรีบทำตามอย่างไม่บิดพลิ้ว
    “นั่งเฉย ๆ ” นางกล่าวด้วยหน้าตาเรียบเฉย ก่อนที่หญิงสาวจะเดินมาหยุดที่หน้าของชายหนุ่ม
    “นั่งนิ่ง ๆ ถ้าเจ้าขยับแม้แต่นิดเดียว..เจ้าอาจตายได้ง่าย ๆ ” ก่อนที่หญิงสาวจะหน่วงพลังปราณในมือของนาง ไอปราณที่นางเปล่งออกมานั้นกดดันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกประหม่า ก่อนที่หญิงสาวจะฟาดมือของนางด้วยพลังสายนั้นใส่ชายหนุ่ม
    ชายหนุ่มกระเด็นไปทางที่เจ้าเสี่ยวฮุ่ยอยู่ เจ้าอสูรน้อยใช้งวงของมันรับชายหนุ่มไว้ได้ ก่อนจะว่างเจ้านายของมันลงอย่างแผ่วเบา
    “เจ้าทำอะไร !! เรียกข้าเข้ามาเพื่อจะตีข้า ?.. ข้าไปทำอะไรให้เจ้าโกรธ” ซีว่างโมโหอย่างมาก ที่หญิงสาวทำร้ายตนเอง ทั้ง ๆ ที่ตนเองมิได้ทำอะไรผิด
    “รีบออกไป” หญิงสาวกล่าวสั้น ๆ ง่าย ๆ
    “ออกไป ? เจ้าเรียกข้ามาและตีข้า , ถึงตอนนี้ไล่ข้า..เจ้าเป็นหญิงประเภทไหนกันแน่?” จากก่อนหน้าแค่รู้สึกโมโหตอนนี้อารมณ์ชายหนุ่มเริ่มเดือดเอามาก ๆ
    “เจ้าออกไปแล้วจะรู้เอง” หญิงสาวกล่าวออกมา
    ถึงจะโมโหแต่มันก็ทำตามที่หญิงสาวสั่ง
    เมื่อมันออกมา ก็ยังมิรู้สึกอะไรผิดปกติกับตัวมัน
    < ไหนเจ้าลองเดินลมปราณใหม่อีกครั้ง > ชายหนุ่มทำตามอย่างว่าง่าย
    แต่ก็มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ลมปราณในร่างของมัน เดินได้อย่างคล่องแคล่ว มิติดขัดเลยแม้แต่น้อย มันรู้สึกถึงลมปราณของมัน จากตอนแรกเหมือนทะเลกว้างใหญ่ ตอนนี้เหมือนมหาสมุทรที่ไพศาล พลังปราณเอ่อล้นในร่างกายมันยากที่จะควบคุมเล็กน้อย
    < นี่มัน....เจ้าทำอะไรกับข้า > ซีว่างกล่าวถามด้วยความตื่นเต้น
    < ข้าช่วยกระตุ้นจุดตันเถียนให้เจ้า , เจ้าจะสามารถฝึกวิชาได้ก้าวหน้ากว่าแต่ก่อนเล็กน้อย >
    < แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่ช่วยข้าให้ไวกว่านี้..ถ้าเจ้ามีวิธีดี ๆ เช่นนี้ , ข้าคงไปไกลกว่านี้แล้วกระมั้ง > ซีว่างยังรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น
    < การกระตุ้นจุดตันเถียนนั้นทำได้ครั้งเดียว และข้าต้องเสียพลังไป 1 ช่วงชั้น... > หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง ดั่งคนป่วย ( ประมาณว่า ระดับเหยียบนภา ลดไปเหลือกำเนินโลกา )
    เมื่อซีว่างได้ยิน..ถึงกับพูดไม่ออก เพราะการเสียพลังไปหนึ่งช่วงชั้นสำหรับชาวยุทธ์นั้น คือความเสียหายที่มากมายนัก ยิ่งระดับสูง ยิ่งทำให้เวลาที่เสียไปในการฝึกวิชายิ่งมากตามไปด้วย สิ่งที่หญิงสาวมอบให้มันนั้น มันมากมายเกินจะกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้
    < เจ้าเสียพลังไป 1 ช่วงชั้น > ซีว่างรู้สึกจุก กับคำตอบของนาง ก่อนหน้ามันรู้สึกตื่นเต้นที่สามารถฝึกวิชาได้ว่องไวขึ้น แต่ตอนนี้มันรู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก
    < เป็นข้าตัดสินใจเอง..เจ้าอย่าได้โทษตนเอง , ตอนนี้เรื่องเจ้าสำคัญกว่า..หากเจ้าแค่พิการเหมือนมู่หวังในการประลอง , ข้าก็คงจะไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ , แต่ถ้าเจ้าตาย..จิตข้าก็จะดับศูนย์ไปด้วย > หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา
    < แต่... >
    < เพราะแบบนี้ข้าถึงไม่บอกต่อเจ้า , ก่อนที่เจ้าจะห่วงข้า..เจ้ารีบฝึกลมปราณน่าจะดีกว่าหรือไม่? > เสียงของนางเบาลงอย่างมาก
    < เอาล่ะเอาล่ะ..ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้ว , เจ้าฝึกลมปราณไป..เมื่อครู่ข้าใช้พลังไปมาก..ข้าต้องพักผ่อน > หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยเสียงเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ
    เมื่อหญิงสาวกล่าวเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ยังมิได้ฝึกลมปราณต่อ มันทั้งรู้สึกซึ้งใจ และรู้สึกผิด ได้แต่นั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
    < ห่วงตัวเจ้าเองก่อนที่จะมาห่วงข้า ถ้าเจ้าไม่รีบฝึกสิ่งที่ข้าทำไปอาจศูนย์เปล่า > เสียงนางแทบจะมิได้ยิน ถ้ามิได้ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ
    < ข้าขอบใจเจ้ามาก , ข้าสัญญา..ข้าจะรีบทำให้ครบ 5 ภารกิจของบิดาเจ้าให้สำเร็จอย่างว่องไว , เพื่อที่จะเอาร่างเจ้าคืนมาให้ได้ >
    เมื่อกล่าวจบ จากนั้นซีว่างก็ได้เริ่มฝึกพลังปราณของตนเอง หลังจากโดนกระตุ้นจุดตันเถียน การฝึกต่าง ๆ จึงง่ายขึ้นมาก การติดขัดในด้านต่าง ๆ ลดลงไปหลายส่วน
    ตัดกลับไปภายในโลกวิญญาณ หญิงสาวตอนนี้กำลังทนทุกข์กับพลังปราณที่ลดลงไป ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างกาย แต่นางมิอาจร้องออกมาได้ มิเช่นนั้นชายหนุ่มจะหยุดการฝึกแล้วจะเอาแต่โทษตนเอง
    เจ้าอสูรน้อยอยู่ข้างนายหญิงของมัน มันยื่นงวงของมัน หยิบเสื้อผ้าของหญิงสาวที่ไม่ได้ใส่ มาคอยเช็ดเหงื่อของหญิงสาว ที่กำลังดิ้นทุรนทุรายจากความเจ็บปวด มันร้องออกเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง “ฮูม... ฮูม ฮูม”
    “เจ้าเงียบ..เดี๋ยวมันก็สงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น..แล้วเข้ามาหาข้ากันพอดี” หญิงสาวกล่าวด้วยถ้อยคำที่แสนเจ็บปวดน้ำเสียงที่แหบพร่า
    หลังจากผ่านไป 5 ชั่วยาวชายหนุ่มก็สามารถเลื่อนจาก จิตโลกาขั้น 3 มาเป็นขั้น 4 ได้
    ‘นี่มันมิใช่เล็กน้อยแล้ว..นี้มันมากมายนัก’ มันตื่นเต้นเป็นอย่างมาก กับความก้าวหน้าของตนเอง
    เมื่อเลื่อนระดับได้ ชายหนุ่มจึงเตรียมเข้าไปพบกับหญิงสาวเพื่อกล่าวขอบคุณ
    ที่มันไม่พูดผ่านเข้าไปนั้น เพราะมันกลัวว่าถ้านางหลับอยู่ มันจะทำให้นางต้องตื่น
    แต่เมื่อกำลังจะเข้าไปนั้น ก็มีคนมาขัดมันเสียก่อน
    “น้องว่าง มู่หวังฟื้นแล้ว” จูจินบอกแก่มัน