เฌอปรางบิดเอว ผละไปดูบรรดาศิษย์พี่ ที่กำลังนั่งนัดสมาธิอย่างสงบ พวกเขาโคจรพลังจากสมาธิเพื่อตรวจตราดูพิษในร่างกายเพื่อให้แน่ใจว่าพลังภายในไม่ติดขัด การทำเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็สายพลังอิทธิหรือว่าสายศาสตราก็สามารถทำได้
บรรดาศิษย์พี่ทั้งสี่เมื่อแน่ใจว่าสภาพร่างกายหายดีแล้วก็ลืมตาขึ้นมา พลันลุกขึ้นขอบคุณคราม เพราะพวกเขารู้ดีว่า การต่อสู้เมื่อครู่ ยากลำบากในการเอาชีวิตรอดเพียงใดสำหรับพวกเขา แต่ก็อดประหลาดใจไม่ได้ที่ครามแม้จะดูยังอายุไม่มาก แต่ก็มีฝีมือร้ายกาจนัก ซ้ำยังเป็ทักษะการต่อสู้แบบคู่อีกด้วย ที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจอย่างที่สุดคือ ครามยังเป็นักปรุงโอสถที่เก่งมาก ทั้งๆ ที่อายุยังน้อย
เขาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ด้วยอายุเพียงไม่มากได้อย่างไร!!!
บัดนี้ทัศนคติที่เฌอปรางเคยมีต่อครามในเชิงลบกลับกลายเป็เชิงบวกเสียมากว่า ยิ่งการต่อสู้กับสัตว์อสูรเมื่อครู่ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของครามไม่ต่างอะไรกับวีรบุรุษ เด็กหนุ่มผู้นี้ใช้ศาสตราได้อย่างคล่องแคล่ว ปล่อยพลังเพื่อทำลายได้อย่างแม่นยำ ไม่ใช่เพียงศิษย์พี่ของเธอเท่านั้นที่กังขา แม้แต่เธอเองก็เช่นกัน เด็กหนุ่มคนนี้เก่งเกินไปแล้วจริงๆ
ทันใดนั้น…
ลูกพ่ออออออ!!!! เสียงะโดังมาจากฟากฟ้า เมื่อแหงนหน้าขึ้นจะเห็นกลุ่มคนกำลังเหาะมา
เงากลุ่มคนเหาะมาจากฟากฟ้าหลายสาย มีเสียงะโนำทางมา “ลูกพ่อ เป็อย่างไรบ้าง” ก่อนร่างนั้นจะปราดตัวลงมา ตรงรี่มาจับตามเนื้อตามตัวลูกสาวแสนรัก
“ท่านพ่อ ข้าไม่เป็อะไร” เฌอปรางค์ตอบด้วยรอยยิ้ม
“เ้าสี่คนนั่นไปไหน อ๊ะ อยู่นี่” ชายในชุดสีทองสลับขาวมองไปทางศิษย์ทั้งสี่ที่กำลังปรี่เข้ามาทำความเคารพ
“เ้าสัตว์อสูรทั้งสี่นี่ฝีมือพวกเ้ารึ ไม่เสียแรงที่ให้รีบมาช่วยศิษย์น้องของเ้าก่อน”
เอ่อ ทั้งสี่พูดด้วยน้ำเสียงในลำคอ “ไม่ได้เป็พวกข้า พวกข้าสู้มันไม่ได้ แต่เป็ครามที่ช่วยเหลือพวกเรา”
“คราม เป็ใคร”
เฌอปราง ดึงข้อมือของครามมาตรงหน้าพ่อ ซึ่งเขาก็พริ้วตัวตามมา “ท่านนี้ชื่อคราม เขาเป็คนช่วยฆ่าสัตว์อสูรและปรุงสมุนไพรรักษาพวกศิษย์พี่ด้วย” เฌอปรางค์ดูกุลีกุจอเหมือนภูมิใจนำเสนอ
“อ้า…พ่อหนุ่ม เ้าช่างกล้างหาญและเก่งกาจ สามารถฆ่าสัตว์อสูรพันปีได้ถึงสี่ตัว ไม่ธรรมดาๆ” ชายชุดสีทองกอบมือของครามเขย่าไปมาขอบคุณยกใหญ่
“ข้าไม่กล้ารับ มันน่าจะเป็โชคช่วย”
“เ้าไม่ต้องถ่อมตัวแบบนั้น” ปรางแทรกขึ้นมา “เ้าน่าจะได้ระดับอภิญญามาแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เ้าเหาะมาชนข้า”
“หา จริงรึ เ้าอายุเท่าไรกัน ถึงได้ระดับอภิญญา” เ้าสำนักมีท่าทีสนใจเป็พิเศษ
“ข้าอายุ 13 ปี”
“นั่นไง เ้ายังเด็ก” เ้าสำนักตบต้นขาฉาดใหญ่ ก่อนจะรู้สึกตัวว่า ควรจะอุทานอีกแบบ
“อะไรนะ 13 ปี ข้านึกว่าเ้า 15 ปี ถึงว่าทำไมหน้าดูอ่อนเยาว์ปานนี้ เพียง 13 ปี นั่นไม่ได้หมายความว่าอายุเท่าลูกข้าอย่างนั้นรึ!!!
อย่างมากเฌอปราง เป็เพียงนักบำเพ็ญขั้น 10 การที่จะทะลุถึงขั้น อภิญญา ก็ไม่ใช่เื่ง่าย บางคนใช้เวลานานนับหลายปี อย่างเร็วที่สุดก็สองปี ถ้าตามเกณฑ์ของอัจฉริยะในเมืองมีเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ทะลุระดับอภิญญาขั้นที่ 1 อายุ 14 ปี แต่กระนั้นก็ยังไม่มีญาณในการเหาะเหิน อาจต้องต้องใช้เวลาในการเลื่อนระดับอีกปีหรือสองปีก็เป็ได้ นานมากว่าร้อยปีมาแล้วไม่เคยเจอกับผู้ที่เลื่อนระดับขั้น
การได้รับระดับอภิญญาในไม่ง่าย แต่การเลื่อนระดับแต่ละขั้นก็ไม่ได้ง่ายเช่นกัน ยิ่งระดับสูง ยิ่งเลื่อนยาก แม้แต่ตัวเขาเองอายุ 40 ปี ยังเป็เพียงกูรูนักสิทธิ์ขั้นที่เก้า ตอนแรกรุ่นกว่าจะบรรลุขั้นอภิญญา ก็อายุ 18 ปี แต่การที่เด็กคนนี้สามารถบรรลุได้เร็วขนาดนี้ต้องมีอาจารย์ที่ไม่ธรรมดาแน่นอน
“เอ จะเป็ไปได้ไหม ข้าอยากพบกับอาจารย์เ้า” เ้าสำนักเอ่ยถาม
“ข้าว่าอย่าดีกว่า เอ่อข้าหมายถึงอาจารย์ข้าไม่ค่อยอยากพบกับใคร ชอบเก็บตัว แต่ข้าเชื่อว่าวันหนึ่งท่านจะได้พบกับอาจารย์ของข้าแน่นอน”
เยี่ยม !!! ข้าจะรอวันที่ได้พบกับอาจารย์ของเ้า