จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 141 ฟาดสามทบ

                ไป๋หยุนเฟยจับจ้องดูหลิวซุนที่พยายามประคองตัวเองไม่ให้โอนซ้ายเอนขวาขณะเดินเข้ามา---‘ด้วยใบหน้าดุร้าย’ถึงยามนี้มันคงไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว

                ดูจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาก็ทราบว่าอีกฝ่ายเป็นปัจเจกวิญญาณระดับปลายแต่ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้นำพาต่อเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ต่อให้หลิวซุนเป็นคุณชายแห่งตระกูลใหญ่ก็ไม่ได้ทำให้ไป๋หยุนเฟยหวาดหวั่นจนต้องหลบลี้หนีหน้ามันเพียงไม่ต้องการจะมีเรื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกรงกลัวการมีเรื่อง

                “แต่ว่า... มันเป็นคนตระกูลหลิวเกรงว่าจะไม่ง่ายที่จะลงมือ อีกทั้งข้าก็เตรียมจะไปเยี่ยมคารวะตระกูลหลิวอีกด้วยดังนั้นก็ไม่ควรลงมือจนกระทบกับความสัมพันธ์มิหนำซ้ำตระกูลหลิวยังมีเบื้องหลังเป็นสำนักธาตุไม้”ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญอย่างละเอียด ก็ตัดสินใจไม่ติดใจเอาความกับปีศาจสุราผู้นี้ ขณะมองขึ้นไปบนชั้นสองก็คาดว่าเหล่าบริวารของคุณชายท่านนี้คงพาตัวมันกลับไปเองและเรื่องราวในวันนี้คงจบลงเพียงเท่านี้

                แต่กระนั้นยามกวาดตามองไปอีกครามันก็ต้องขมวดคิ้วขึ้นมา คนพวกนี้ดูท่าไม่คิดจะเคลื่อนไหวคล้ายจะรอให้นายของตนก่อเรื่องขึ้น --- ตราบใดที่หลิวซุนไม่ถึงขั้นบาดเจ็บพิการพวกมันคงไม่คิดจะห้ามปราม ราวกับรอดูเรื่องสนุกสนานที่กำลังจะเกิดขึ้น

                ไป๋หยุนเฟยรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมามองไปด้านหลังกลุ่มสมุนบริวารกลุ่มนั้นก็เห็นชายวัยกลางคนท่าทีเคร่งขรึม  ยืนสง่าแน่วนิ่งด้วยสายตาระวังภัย

                ซูตงเป็นองครักษ์ของหลิวซุน บรรลุด่านวีรชนวิญญาณระดับกลางถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือในเมืองเกายี่คนหนึ่ง ต่อการเมามายจนก่อเรื่องของคุณชาย มันก็จะอับจนปัญญาอยู่บ้างเพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ยังเป็นนายน้อยที่มันต้องปกป้องอยากจะก่อเรื่องอย่างไรก็เป็นเรื่องของผู้เป็นนาย หากไม่ใช่เรื่องราวเลยเถิดเกินไปซูตงจะไม่ยื่นมือเข้าไปขัดขวาง

                กับเด็กหนุ่ม‘เคราะห์ร้าย’ที่กำลังจะถูกคุณชายมันสั่งสอนซูตงก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจ ในความคิดของมันแล้ว ต่อให้เมามายปานใดก็คาดว่าคุณชายจะไม่ลงมือจนถึงชีวิตหากลงมือหนักไปเพียงโยนเงินให้อีกฝ่ายเพื่อชดใช้ก็น่าจะพอ

                แต่ที่ทำให้มันประหลาดใจก็คือผู้ที่เผชิญหน้ากับคุณชายมันกลับไม่ได้แสดงสีหน้าหวั่นวิตกขณะจะเพ่งสมาธิสำรวจพลังของอีกฝ่ายก็พอดีกับที่ชายหนุ่มหันมองมา

                ทันใดนั้น ซูตงก็หลั่งเหงื่อเย็นเยียบไหลผ่านหน้าผาก

                “เจ้าไม่คิดจะห้ามปรามนายน้อยของเจ้าหรือ?”ชายหนุ่มเอ่ยปากด้วยท่าทีเรียบเฉยแม้น้ำเสียงจะแผ่วเบาแต่กลับดังเข้าสู่โสตประสาทซูตงอย่างชัดเจน

                ซูตงร่างสั่นสะท้านเหลียวมองรอบข้างโดยไม่คิดแม้แต่จะปาดเหงื่อบนหน้าผากมันไม่รีรอรีบผลักคนที่เบื้องหน้าถอยห่างก่อนจะกระโดดจากชั้นสองลงมาทันที

                “ยอดฝีมือ! อย่างน้อยต้องเป็นชนชั้นภูตวิญญาณ!เมืองเกายี่มียอดฝีมือเช่นนี้มาถึงตั้งแต่เมื่อใดแล้วคุณชายยังคิดจะมีเรื่องกับมันอีก!” ซูตงใจสั่นสะท้านพริบตาที่ลงถึงพื้นมันก็รีบพุ่งเข้าไปหาหลิวซุนเพื่อจะหยุดไม่ให้ล่วงเกินฝ่ายตรงข้าม

                ขณะเร่งฝีเท้าเข้าหาหลิวซุนที่เข้าใกล้ไป๋หยุนเฟยห่างเพียงสองวาเศษซูตงก็ยื่นมือหมายจะฉุดรั้งคุณชายเอาไว้ พร้อมกันนั้นก็ตะโกนอย่างร้อนรน “คุณชายหยุดมือ! อย่าเพิ่งวู่วาม มันเป็น...”

                “ปัง!!”

                ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้ขณะที่มือของมันจะเอื้อมถึงตัวหลิวซุน จู่ๆหลิวซุนก็หันกลับมาพร้อมกับแขนขวาที่เส้นเลือดดำเบ่งพองขึ้นราวกับมันคาดคิดเอาไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้หลิวซุนจึงกระแทกหมัดใส่ใบหน้าซูตงทันที!

                ซูตงถูกไป๋หยุนเฟยสร้างความแตกตื่นจนขวัญกระเจิงประกอบกับคิดไม่ถึงว่าหลิวซุนจะลงมือต่อตนเอง มันไม่ทันได้ระวังป้องกันจึงถูกกำปั้นชกใส่จนกระเด็นออกไปร่วมห้าวาเบื้องหน้าปรากฏดาวทองระยิบระยับ

                “ท่านปู่เจ้าเถอะ! ข้ารู้ทันหรอกว่าคิดจะขัดขวางเรื่องของนายน้อย!!เฮอะ คิดจะลอบลงมือต่อข้าหรือ? ไม่มีทาง!”หลิวซุนแสดงสีหน้าพึงพอใจขณะรั้งหมัดกลับคืน จากนั้นจึงเท้าสะเอวหัวเราะราวคลุ้มคลั่ง

                “……”

                ไป๋หยุนเฟยอับจนคำพูดขณะที่ในใจครุ่นคิดว่าไฉนคุณชายผู้นี้จึงไม่พอใจต่อองครักษ์ของตนถึงเพียงนี้?แม้แต่ยามเมามายก็ยังระวังป้องกัน‘การลอบทำร้าย’คาดว่ามันคงถูกองครักษ์ของตนทำลาย‘เรื่องดีงาม’อยู่เสมอ อันที่จริงหากพิจารณาจากพลังของซูตงแล้วต่อให้หลิวซุนลอบจู่โจมอย่างไรก็ยังไม่อาจทำร้ายซูตงได้ เพียงแต่ครานี้มันถูกพลังวิญญาณไป๋หยุนเฟยข่มขวัญทั้งยังเกรงว่าคุณชายจะล่วงเกินต่อยอดฝีมือความสนใจทั้งมวลจึงมุ่งไปที่ไป๋หยุนเฟยจนไม่ทันระวังถูกหลิวซุนจู่โจมใส่

                หลังจากหลิวซุนหัวเราะราวคลุ้มคลั่งก็รั้งสายตากลับมาที่ไป๋หยุนเฟยมันถีบเท้ากระโจนเข้าใส่พร้อมกับร้องว่า “ข้าพูดแล้วต้องทำ! ได้เวลาเปลื้องผ้าให้แก่ข้าแล้ว!!”

                “...”ครั้งนี้ไม่เพียงไป๋หยุนเฟยพูดไม่ออกทั้งยังต้องขนลุก คนผู้นี้พูดจาราวสติฟั่นเฟือนหรือไม่เกรงผู้คนจะเข้าใจความหมายในวาจามันผิด

                ไป๋หยุนเฟยลอบถอนหายใจครุ่นคิดในเมื่อองครักษ์เจ้าไม่อาจทำหน้าที่ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะทำหน้าที่ดูแลเจ้าแทนเอง

                ชั่วขณะที่หลิวซุนเข้าถึงตัวก็ยื่นมือขวาคว้าใส่เสื้อผ้าของไป๋หยุนเฟยแต่ที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นใบหน้าอันสงบนิ่ง พร้อมกับที่ไป๋หยุนเฟยยกมือขวาก็ปรากฏแสงสีแดงแวบขึ้นจากนั้นคล้ายกับมีของบางอย่างปรากฏอยู่ในมือมันแต่เพราะความเคลื่อนไหวอันรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน วัตถุในมือไป๋หยุนเฟยก็กระแทกใส่ศีรษะของอีกฝ่ายแล้ว

                “ปัง!!”

                ได้ยินเสียงก้องอยู่ในหัว หลิวซุนที่เท้ายังไม่ทันสัมผัสพื้นมือขวายังไม่ทันกระทบถูกชายเสื้อไป๋หยุนเฟยพริบตาเดียวก็ถูกซัดลอยละลิ่วไปหาซูตงที่รีบเข้ามารับเอาไว้ก่อนที่มันจะลงไปกองกับพื้น

                ผลกระทบเพิ่มเติมของก้อนอิฐระดับ+13 เหวี่ยงขว้าง!

                เพียงสะบัดมือขวาก้อนอิฐในมือก็หายวับไปกระทั่งซูตงก็มองไม่ทันว่าในมืออีกฝ่ายคือสิ่งใด แม้แต่สัมผัสวิญญาณก็ยังรับรู้ถึงพลังวิญญาณที่สั่นไหวไม่ได้

                ซูตงไม่มีเวลาจะแตกตื่นต่อการลงมืออย่างปลอดโปร่งของไป๋หยุนเฟยมันรีบก้มลงมองคุณชายที่พยุงไว้ในอ้อมแขน จึงพบว่าผู้เป็นนายสิ้นสติไปแล้วพร้อมกับศีรษะที่บวมปูดแต่นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีบาดแผลอันใดอีก เมื่อใช้พลังวิญญาณตรวจสอบก็ไม่พบปัญหาอันใด

                ซูตงถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอกก่อนจะพบว่าตนเองหลั่งเหงื่อโซมกายจนเสื้อผ้าชุ่มโชก ยามเงยหน้าขึ้นก็เห็นไป๋หยุนเฟยเพียงยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับมองมาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

                “วางใจเถอะ เพียงสลบไปเท่านั้นหลับสักตื่นก็ดีขึ้นเอง ต่อไปดูแลมันให้ดีอย่าให้ก่อเรื่องขึ้นอีก ไม่เช่นนั้นอาจล่วงเกินผู้ที่ไม่สมควรล่วงเกินเข้า”ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าให้ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

                ซูตงตะลึงงันคิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะละเว้นคุณชายอย่างง่ายดายเช่นนี้แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ตนเองก็ปรารถนาเช่นกันขณะมองไปยังเหล่าบริวารที่กำลังแตกตื่นบนชั้นสองก็ร้องขึ้น “ยืนมองทำอะไร! รีบไสหัวลงมาช่วยพาคุณชายกลับบ้าน!”

                ……

                ไป๋หยุนเฟยกลับเข้าไปแทรกฝูงชนที่เดินขวักไขว่บนท้องถนนพร้อมกับค่อยๆสอบถามเส้นทางกลับเช่นเดิม

                มันยกมือขวาขึ้นลูบเบาๆ พร้อมกับพึมพำ“ไม่เลว... แม้จะยังติดขัดอยู่บ้างแต่หากปรับปรุงและฝึกฝนอีกเล็กน้อยก็จะกลายเป็นท่าไม้ตายได้! ฟาดสามทบ หึ หึ...”

                เมื่อครู่มันนำก้อนอิฐที่ไม่ได้ใช้งานมานานออกมาแต่จู่ๆคำพูดล้อเล่นของหลี่เฉิงเฟิงที่ว่า‘ฟาดสามทบ’ก็แวบเข้ามาในความคิด ยามได้ฟังครั้งแรกไป๋หยุนเฟยไม่ได้คิดจริงจัง มันเคยนึกสนุกลองทดสอบดูก็พบกับความล้มเหลวจึงลืมเลือนเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำที่สุดแล้วการใช้งานก้อนอิฐกับทวนเปลวอัคคีก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่คิดไม่ถึงว่าด้วยพลังฝีมือในยามนี้จะสามารถใช้วิชานี้ออกมาได้สำเร็จเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจและยินดีแก่มันยิ่ง

                การฟาดสามระลอกติดต่อกันหากไม่มีอะไรผิดพลาดจะสามารถแสดงผลกระทบการเหวี่ยงขว้างของก้อนอิฐ +13ได้ ส่วนอีกสองผลกระทบที่เหลือ มึนงงและสับสน โอกาสที่จะแสดงผลก็เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยวันหน้าหากพบพานศัตรูมันก็จะมีไม้ตายที่คาดไม่ถึงเพิ่มขึ้นอีกท่า

                ครั้งนี้ไม่มีอะไรผิดพลาดผ่านไปชั่วก้านธูปไป๋หยุนเฟยก็มาถึงบ้านตระกูลเย่ เทียนหมิงและจิ้งหมิงเฟิงล้วนกลับมาถึงแล้วทั้งคู่กำลังหยอกล้อกับสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายแมวคล้ายกระต่ายหางฟูยาวเหยียดกว่าลำตัว แต่เสียงกลับคล้ายสุนัข นี่ไม่ใช่อสูรวิญญาณเพียงแต่ลักษณะภายนอกดูแปลกประหลาดเท่านั้น

                เมื่อสอบถามดูจึงทราบว่าทั้งสองคนซื้อมาจากอุทยานสรรพสัตว์ฉีเจินเพราะรู้สึกว่ามันน่ารัก

                ไป๋หยุนเฟยพูดอะไรไม่ออกมันมองไม่ออกจริงๆว่าน่ารักอย่างไร...

                “จริงสิเทียนหมิงพรุ่งนี้รบกวนเจ้าช่วยพาข้าไปบ้านตระกูลหลิวด้วยเถอะเมื่อมาถึงที่นี่แล้วก็สมควรไปเยี่ยมคารวะสักครา...”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน