บทที่ 41 ตั๋วทรัพยากร
หลังจากที่ตามคนเป็นอาจารย์มายังห้องทำงานส่วนตัว ที่นั่นมีนักเรียนรออยู่แล้วสามคน ซึ่งคนแรกเป็นรุ่นพี่ชั้นปีที่ 3 มีชื่อว่า “หวังเป่าเป้ย” เป็นหญิงสาวที่ค่อนข้างเงียบขรึมราวกับถอดแบบมาจากอาจารย์ไม่มีผิด ตอนที่แนะนำตัวก็แค่กล่าวชื่อของตนเองให้ซูหยวนฟังเท่านั้น
ในขณะที่รุ่นพี่ชั้นปี 4 อีกสองคนค่อนข้างสนิทสนมกันพอสมควร ทั้งสองยังชวนซูหยวนคุยเรื่องการทดสอบเล็กน้อย ซึ่งทั้งคู่มาจากตระกูล “อี้” ที่มีวิชาในการใช้ธนูอันเป็นเลิศอยู่แล้ว คนหนึ่งชื่อ “อี้เหิง” อีกคนชื่อ “อี้กัง”
“หลังจากนี้อีกสองเดือน มีภารกิจที่ทุกคนต้องติดตามฉันไปแนวหน้า เตรียมตัวให้พร้อมด้วย” อาจารย์เติ้งกล่าวอย่างใจเย็นหลังเห็นว่าศิษย์ของเขาทำความรู้จักกันแล้ว
นักเรียนหวังเป่าเป้ย อี้เหิง และอี้กัง ทั้งสามแสดงความเข้าใจ เนื่องจากคุ้นเคยกับการทำงานของอาจารย์แล้วจึงไม่ได้แสดงความประหลาดใจมากนัก กระนั้นอี้เหิงและอี้กังก็หันมาหาซูหยวน พวกเขาคลี่ยิ้มเล็กน้อย
“ขออนุญาตอธิบายให้รุ่นน้องฟังเกี่ยวกับภารกิจได้ไหมครับ” เห็นอี้กังเสนอตัวแบบนั้น คนเป็นอาจารย์ก็ทำงานได้ง่ายขึ้นมาก เขาพยักหน้าให้
“เชิญ” เมื่อได้เห็นสัญญาณจากอาจารย์แล้ว อี้กังก็รีบกล่าวต่อ
“รุ่นน้องซูหยวน เรื่องมันเป็นแบบนี้นะ...ปกติแล้วอาจารย์ของพวกเรานอกจากจะทำหน้าที่เป็นอาจารย์ของสถาบันแล้ว ก็ยังมีตำแหน่งทางทหารเป็น “พันเอก” ด้วย”
“ดังนั้นแล้วจึงมีภารกิจทางทหารมาให้อาจารย์ทำอยู่เสมอ และเพื่อฝึกปรือพวกเราให้แข็งแกร่งมากขึ้น อาจารย์จะพาพวกเราไปที่สนามต่อสู้จริงด้วย แน่นอนว่าข่าวลือที่เธอเคยได้ยินนั้นก็ไม่ได้เป็นจริงขนาดนั้นหรอก อาจารย์ไม่ได้ส่งพวกเราไปต่อสู้ตามลำพังกับพวกกลายพันธุ์ ตราบเท่าที่ทำตามคำสั่งของกองทัพอย่างเคร่งครัด ไม่หุนหันพลันแล่นมากเกินไป ยังไงก็จะปลอดภัยอยู่แล้ว”
“นอกจากนี้ นี่ก็เป็นข้อดีเหมือนกันนะ เพราะพวกเราได้ติดตามอาจารย์ไปทำภารกิจแบบนี้ พวกเราก็จะได้บรรจุเป็นทหารด้วยเช่นกัน โดยมียศขั้นต้นเป็น “พลทหาร” ซึ่งแค่สมัครก็จะได้เป็นพลทหารแล้ว”
“ต่อมาถ้าทำภารกิจแล้วมีคะแนนภารกิจสูงขึ้น ก็จะเลื่อนตำแหน่งเป็น สิบตรี สิบโท สิบเอก จ่าสิบตรี จ่าสิบโท จ่าสิบเอก ร้อยตรี ร้อยโท ร้อยเอก พันตรี พันโท พันเอก พลตรี พลโท พลเอก และจอมพล ตามลำดับ”
“ตอนนี้น้องเป่าเป้ยเลื่อนตำแหน่งเป็นสิบตรีได้แล้ว ในขณะที่พวกเราสองคนก็เป็นสิบโท อ้อ...ท่านประธานจางขององค์กรนักล่าตระกูลจางเองก็มีตำแหน่งทางกองทัพเหมือนกันนะ เขาเป็นถึงตำแหน่งพันตรีเลยล่ะ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ค่อยชอบรับภารกิจทางทหาร ไม่อย่างนั้นคงจะเลื่อนตำแหน่งไปสูงกว่านี้แล้ว”
“นี่ถือเป็นโชคดีของพวกเราเลยก็ว่าได้ นักเรียนปกติจะเข้าทหารได้นั้นต้องผ่านการทดสอบก่อน แต่อาจารย์ของพวกเราเป็นกรณีพิเศษ ทางกองทัพเชื่อมั่นว่าสายตาของอาจารย์ยอดเยี่ยมมาก ดังนั้นจึงไม่ต้องการทดสอบนักเรียนของอาจารย์อีก พวกเราสามารถเป็น “พลทหาร” ได้เลย และตอนนี้เธอเองก็จะกลายเป็นพลทหารเช่นกัน” อี้กังคลี่ยิ้มให้รุ่นน้องหลังจากเห็นว่าเธอกำลังตั้งใจฟังอยู่
อันซูหยวนเก็บข้อมูลเหล่านี้เอาไว้ในใจ ดูเหมือนว่าที่นี่ก็มีตำแหน่งของเอกชนและตำแหน่งทางการเหมือนกันสินะ ดีเพียงอย่างเดียวก็คือ...สามารถทำตำแหน่งทางการไปพร้อมๆกับตำแหน่งเอกชนได้ด้วย ไม่เหมือนกับในโลกที่เธอจากมา ซึ่งมีข้อกำหนดที่มากกว่า
เห็นว่านักเรียนใหม่ของเขาไม่ได้มีปัญหากับการที่ต้องทำงานให้กองทัพ ทั้งยังไม่ได้แสดงท่าทางหวาดกลัวที่ต้องเดินทางไปทำภารกิจจริงข้างนอก ซึ่งมีโอกาสที่จะตายได้ทุกเมื่อ เติ้งเทียนเฉินก็พยักหน้าอย่างพอใจ
คนเป็นอาจารย์หยิบตั๋วคะแนน 100 คะแนนที่ได้รับจากการทดสอบครั้งแรกให้กับศิษย์ใหม่ ในขณะเดียวกันก็มอบพวกมันให้กับนักเรียนของเขาตามจำนวนที่ทุกคนทดสอบค่าพลังงานได้
“นักเรียนใหม่ทุกคนจะได้รับ 100 ตั๋วทรัพยากร ใช้มันให้ดี หรืออาจจะปรึกษารุ่นพี่ทั้งสามของเธอก็ได้ แล้วก็...นี่คือวิธีการฝึกฝนพิเศษของฉัน มีทั้งหมด 3 วิชาที่ฉันใช้ในการฝึกฝนธนูอยู่ เธอสามารถเลือกฝึกฝนพวกมันก่อน 1 วิชา ฉันให้เวลาเธอศึกษาคร่าวๆก่อนสามวัน หลังจากนั้นก็มาบอกฉันว่าต้องการฝึกวิชาอะไร ฉันจะคอยให้คำแนะนำสำหรับขั้นแรกให้”
“แล้วก็...นักเรียนหวังเป่าเป้ย ปีนี้เธอเพิ่มค่าพลังงานได้ค่อนข้างดี ให้สะสมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ นี่คือ 74 ตั๋วทรัพยากรของเธอ แล้วก็...ปีที่แล้วเธอยังฝึกวิชาไม่สำเร็จ ปีนี้ฉันให้เวลาอีก 2 เดือน หลังจากที่ต้องไปทำภารกิจ ฉันคาดหวังว่าจะได้เห็นเธอใช้ทักษะสุดท้ายของวิชาที่เลือก” อาจารย์เติ้งตำหนินักเรียนของเขาเล็กน้อย หวังเป่าเป้ยเม้มริมฝีปากก่อนจะพยักหน้าอย่างจริงจัง
“อี้กัง ปีนี้เพิ่มพลังงานได้น้อยมาก หลังจากนี้เธอจะต้องตามฉันไปที่สนามรบเพื่อทำภารกิจย่อย ฉันจะให้เธอได้ใช้แกนพลังงานจากภารกิจด้วย นี่คือ 82 ตั๋วทรัพยากรของเธอ”
“และอี้เหิงก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ดังนั้นทั้งสองคนติดตามฉันไปด้วยเลยก็แล้วกัน ตั๋วทรัพยากรของเธอก็คือ 88 ใบ” อาจารย์เติ้งแสดงความไม่พอใจต่อนักเรียนทั้งสองของเขามากนัก
เขาไม่ได้บอกเกี่ยวกับค่าพลังงานของนักเรียนใหม่ เพื่อไม่ให้พวกเขาแสดงท่าทางต่อต้านกันตั้งแต่แรก เรื่องนี้เอาไว้ให้พวกเขารู้กันเองภายหลังคงจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม...ตัวเขาไม่เคยรับศิษย์เพราะค่าพลังงานอยู่แล้ว แม้ว่าการมีค่าพลังงานมากจะเป็นเรื่องดี แต่สำหรับนักธนู...มันไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น
ไม่น่าแปลกใจที่อาจารย์เฟิ่งจะก้าวออกมาอีกคน สำหรับเขาแล้ว...ลึกๆก็คงจะเสียดายเด็กคนนั้นไม่น้อย หากฝึกวิชามีดบินกับเขา คนที่มีค่าพลังงานมากตั้งแต่เริ่มต้นจะสร้างความได้เปรียบมาก ไม่มีใครรู้เลยว่าอนาคต เด็กคนนี้จะสะสมค่าพลังงานได้มากแค่ไหน แค่อยู่ปีหนึ่งก็มากกว่านักเรียนปี 3 ของเขาไปแล้ว
อันซูหยวนฟังอาจารย์สั่งสอนอีกเล็กน้อยก่อนที่เขาจะจากไป ทิ้งตำราทั้งสามเล่มเอาไว้ให้
“ค่อยๆทบทวนให้ดีล่ะ การเลือกวิชาแรกในการฝึกสำคัญมากเลยนะ บางครั้งเธออาจจะฝึกฝนมันได้แค่วิชาเดียวก็ได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยล่ะที่จะทำความเข้าใจแล้วปรับการต่อสู้ของตัวเอง”
“พวกฉันเองก็ฝึกสำเร็จไปจนถึงทักษะสุดท้ายได้เพียงวิชาเดียว ตอนนี้กำลังฝึกวิชาที่สอง คาดหวังว่าจะสำเร็จได้อีกสักวิชาก่อนศึกษาจบ ไม่อย่างนั้นก็คงจะไปได้แค่ครึ่งๆกลางๆแบบนี้” ยังคงเป็นอี้กังที่พูดกับอันซูหยวนด้วยความหวังดี
“รุ่นพี่มีแนะนำหรือไม่คะ วิชาไหนที่ยากหรือง่ายกว่ากัน” อันซูหยวนลองเอ่ยถามข้อมูลจากพวกเขา แต่ไม่ทันที่อี้กังจะอธิบายต่อ หวังเป่าเป้ยก็แค่นหัวเราะออกมา
“สามวิชาที่อาจารย์ให้นี้เป็นวิชาระดับสูง ทุกวิชายากง่ายต่างกัน รุ่นพี่อี้ทั้งสองฝึกกันคนละวิชา ส่วนฉันก็ฝึกอีกวิชา และทั้งสามก็ไม่มีใครฝึกสำเร็จทั้งหมดเลย แสดงให้เห็นแล้วว่าทุกวิชานั้นยากมากๆ รุ่นน้องอันอย่าได้คิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายดายเลย” หวังเป่าเป้ยถอนหายใจออกมาอย่างอัดอั้น
ใบหน้าของเธอแสดงความเสียใจออกมา เธอถูกตำหนิทั้งๆที่พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว หวังเป่าเป้ยอยากจะร้องไห้ แต่เธอก็รู้ดีตั้งแต่แรกว่าเส้นทางนี้ไม่ได้ง่าย ตัวเธอที่อยากจะก้าวขึ้นไปจุดสูงสุดของผู้ใช้ธนู เพียงแค่วิชาแรกก็ท้อใจเสียแล้ว
“รุ่นน้องหวัง อย่าได้กังวลไปเลย อย่างที่เธอพูดนั่นแหละ ทั้งสามวิชาเป็นวิชาระดับสูงที่แม้แต่สถาบันก็มอบให้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่น่าแปลกใจเลยที่มันจะค่อนข้างยาก ถ้าไม่ใช่อาจารย์เติ้ง...ก็ไม่มีอาจารย์คนไหนยอมสอนวิชาระดับสูงให้ศิษย์ของพวกเขาอีกแล้ว” รุ่นพี่อี้เหิงปลอบใจรุ่นน้องบ้าง
เห็นพวกเขาแสดงน้ำใจต่อกันเช่นนี้ อันซูหยวนก็คลายความกดดันลง เธอมองชื่อตำราวิชาทั้งสามที่น่าจะต้องใช้ความพยายามในการฝึกฝนไม่น้อย ภายในสองสามวันนี้...เธอจะต้องอ่านพวกมันให้หมดแล้วตัดสินใจเลือกอย่างระมัดระวัง
เหมือนกับที่รุ่นพี่บอก บางครั้งอาจจะได้ฝึกแค่วิชาเดียวกระทั่งจบการศึกษาก็ได้ ยิ่งซูหยวนสนใจวิชาฝึกฝนอาวุธ 2 แบบ เธออาจจะฝึกวิชาใช้ธนูได้ช้ากว่าทุกคน ดังนั้นเธอจำเป็นต้องเลือกวิชาที่เหมาะที่สุดให้กับตนเองก่อน
“รุ่นน้องซูหยวน เธอคิดว่าจะใช้ตั๋วทรัพยากรไปกับอะไรล่ะ” อี้กังเอ่ยถามอีกครั้ง เขาต้องการทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ดี อะไรที่ครั้งหนึ่งเขาเคยทำผิดพลาด ย่อมไม่ต้องการให้รุ่นน้องทำผิดอีก
“ฉันคิดว่าจะใช้ตั๋วทรัพยากรแลกกับหุ่นซ้อมอินทรีย์กับพวกยาต่างๆที่มีราคาแพงและหาได้ยากค่ะ”
“หือ?” แม้ว่าอี้กังจะคิดว่า สิ่งที่เขาได้ยินอาจจะเป็นการเลือกที่ไม่ถูกต้อง แต่เขาก็ไม่ได้คาดคิดว่ารุ่นน้องอันผู้นี้เลือกในสิ่งที่เขาไม่ได้เตรียมใจมาก่อนเลย
อะไรคือการเลือกหุ่นซ้อมอินทรีย์?
สำหรับพวกเขาที่เป็นนักธนูแล้ว แค่หาเป้าดีๆมาสักอันก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ? หุ่นซ้อมอินทรีย์เหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร
“รุ่นน้องอัน...ฉันคิดว่าการแลกมันกับยาราคาแพงต่างๆก็ได้อยู่หรอกนะ แต่ฉันเองก็ได้ยินว่ารุ่นน้องได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรนักล่าสกุลจางเป็นจำนวนมากไม่ใช่หรือ? แทนที่จะแลกยาพวกนั้น เริ่มต้นควรจะแลกมันกับแกนพลังงานระดับสูงดีกว่านะ”
“รุ่นน้องอาจจะไม่รู้ แต่ในปีต่อๆไป การที่จะได้รับตั๋วทรัพยากรมานั้น จะถูกคำนวณมาจากค่าพลังงานของรุ่นน้องเอง หากรุ่นน้องได้รับแกนพลังงานระดับสูงจำนวนมากตั้งแต่เริ่มต้น ในปีต่อๆไปก็เหมือนจะเป็นแต้มต่อให้รุ่นน้องด้วย”
“ส่วนหุ่นซ้อมอินทรีย์ ถึงจะหาได้ยาก แต่พวกเรานักธนูก็ไม่ต้องการมันหรอก รุ่นน้องสามารถหาซื้อเป้ายิงจำนวนมากได้ด้วยเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นฉันคิดว่ารุ่นน้องควรจะแลกมันกับอะไรที่หาซื้อข้างนอกไม่ได้จะดีกว่า”
“เพราะเคยผิดพลาดมาก่อน ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถใช้ตั๋วทรัพยากรได้ตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 จนถึงตอนนี้เลย นี่ก็เพราะฉันต้องการเก็บตั๋วเอาไว้แลกกับอาวุธล้ำค่าจากสถาบันก่อนที่จะจบการศึกษาไปอย่างไรล่ะ”
“อาวุธล้ำค่าในสถาบันนั้นมีจำนวนมาก เนื่องจากได้รับการสนับสนุนโดยส่วนกลาง ยังมีองค์กรนักล่าจำนวนมากที่ต้องการตอบแทนสถาบันที่ได้มอบความรู้ให้ สถาบันก็เลยเป็นคลังสมบัติชนิดที่ว่า...ถ้าออกไปแล้วจะต้องทำให้เสียดายมากแน่ๆ”
“รุ่นน้องเข้าใจที่ฉันต้องการจะสื่อไหม? แทนที่จะเอาตั๋วทรัพยากรไปใช้กับเรื่องไร้สาระ ฉันอยากจะให้รุ่นน้องเดินไปดูพวกอาวุธก่อน ตราบเท่าที่มีอาวุธที่ดี อนาคตก็จะต้องสดใสแน่” อี้กังกล่าวอย่างเป็นกังวล เขากลัวจริงๆว่ารุ่นน้องคนนี้จะเลือกแลกเปลี่ยนอะไรแปลกๆอย่างพวกหุ่นซ้อมอินทรีย์เหล่านั้น
อันซูหยวนเข้าใจที่รุ่นพี่ต้องการจะบอกเธอ แต่ตอนนี้เธอมีอาวุธชั้นยอดอยู่ในมืออยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ปืนพลังงานที่ล้ำค่านั้นยังอยู่ในมิติของเธออยู่เลย หากจนตรอกแล้วจริงๆ เธอก็แค่หยิบมันออกมาจากฟาร์มเพื่อโจมตีก็ได้แล้ว ส่วนธนูที่ใช้ตอนนี้ก็ไม่ได้แย่ แค่ต้องคอยเก็บเงินเพื่อซื้อลูกศรบ่อยๆก็เท่านั้น ทว่าด้วยเงินเครดิตที่ได้รับ ซูหยวนไม่กังวลว่าจะไม่มีเงินมากพอสำหรับซื้อพวกมันมาใช้
นอกจากอาวุธที่ได้จากองค์กรสกุลจางแล้ว ที่ซูหยวนพอใจมากที่สุดก็คือ “พลั่ว” ที่เธอแบกไปมาทุกวันนี้ นอกจากพลั่วแล้วในมิติของเธอก็ยังมีเครื่องมือการเกษตรอีกมาก อยากจะเอาเสียม จอบ หรือเคียว เพื่อเอามาใช้โจมตีศัตรูก็ได้ทั้งนั้น พวกนี้เป็นอาวุธที่ซูหยวนมั่นใจมากที่สุด ตราบเท่าที่ฟาร์มอันซูหยวนผู้ร่ำรวยยังไม่หายไป เช่นนั้นเธอก็จะกลายเป็นผู้ร่ำรวยในชีวิตจริงไปด้วย
“ขอบคุณรุ่นพี่ที่แนะนำค่ะ” ซูหยวนมีแผนอยู่ในใจก็จริง ทว่าเธอไม่จำเป็นต้องพูดออกไป
เห็นท่าทางเช่นนั้นของอันซูหยวน รุ่นพี่ทั้งสามก็ไม่ได้โง่ พวกเขารู้ว่านักเรียนรุ่นน้องคนนี้ค่อนข้างหัวรั้นพอสมควร กระทั่งแนะนำไปขนาดนี้ การตัดสินใจของอีกฝ่ายก็ไม่น่าจะเปลี่ยนไป
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังจากที่แยกกับพวกรุ่นพี่ ซูหยวนก็เดินไปยังห้องแลกเปลี่ยนตั๋วทรัพยากร มีรายการมากมายให้ซูหยวนเลือก แม้ว่าจะไม่มีกฎว่าต้องใช้เวลาเลือกเท่าไร ทว่า...นักเรียนมากมายก็ไม่ต้องการรบกวนเจ้าหน้าที่มากนัก ส่วนใหญ่พวกเขาจะมีสิ่งที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว
“ฉันต้องการแลกเปลี่ยนกับหุ่นซ้อมอินทรีย์ค่ะ” ซูหยวนไม่ใช่คนแรกที่แจ้งความต้องการนี้ นักเรียนที่ใช้วิชาโจมตีด้วยมือเปล่า หรือพวกที่ต่อสู้ระยะใกล้ต่างก็ซื้อพวกมันอย่างน้อยก็หนึ่งตัว
“ตกลง หนึ่งหุ่นซ้อมอินทรีย์เท่ากับ 10 ตั๋วทรัพยากร ต้องการกี่ตัว”
“ต้องการ 1 ตัวค่ะ แล้วก็อยากจะดูยารักษา ยาเพิ่มพลัง และยาอื่นๆที่จำเป็นด้วยค่ะ” อันซูหยวนมีแผนการของตนเอง ตราบเท่าที่เธอสามารถผลิตสารดึงดูดความสนใจของสัตว์ร้ายได้ เธอก็คิดว่าโรงงานของเธอน่าจะสามารถทำอะไรกับยาพวกนี้ได้เช่นกัน
แน่นอนว่าถ้าเธอคิดผิด ก็แค่เก็บพวกมันเอาไว้ใช้ก็ไม่ได้เสียหาย เธอตัดเรื่องอาวุธไปแล้ว ที่เหลือก็ต้องมองหาพวกอุปกรณ์ป้องกันเท่านั้น ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นอุปกรณ์แข็งแรงอะไร อย่าลืมว่าเธอมีบาเรียป้องกันอยู่ ขอแค่ขยันปลูกผักขายก็ได้เหรียญมากพอที่จะทำให้เป็นอมตะแล้ว
ส่วนเรื่องแกนพลังงาน...นั่นทิ้งไปได้เลย
ซูหยวนมีอาหารชั้นยอดที่ให้พลังงานจำนวนมากอยู่แล้ว แทนที่จะต้องมากินแกนพลังงานจากซากพืชซากสัตว์กลายพันธุ์พวกนั้น สู้กินอาหารอร่อยๆและอิ่มท้องไปด้วยดีกว่า
เพราะเงื่อนไขที่ดีเช่นนี้ สุดท้ายแล้วซูหยวนจึงไม่ลังเลใจกับการใช้ตั๋วทรัพยากรทั้งหมด 100 ตั๋วภายในวันเดียวเลย
…………………………