หลังจากวันที่อาเหมียวมาหา เหวินซานก็ไม่ได้เห็นหน้าเขาอีกเลย หนึ่งวัน สองวัน กระทั่งล่วงเข้าสู่วันที่ห้า แม้แต่เงาของเด็กหนุ่มจอมพูดมากผู้นั้นก็ยังไม่ปรากฏ
แรกเริ่มเหวินซานไม่ได้ใส่ใจนัก คิดเพียงว่าอีกฝ่ายคงติดภารกิจหรือกำลังยุ่งกับการฝึกฝน ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกผิดปกติก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
นี่ไม่ใช่นิสัยของอาเหมียว ปกติเพียงได้ยินข่าวซุบซิบจากโรงอาหาร เจ้าตัวก็แทบอดใจไม่ไหวที่จะวิ่งมาหาเขาแล้ว ไหนเลยจะหายหน้าไปติดต่อกันถึงห้าวันโดยไม่บอกกล่าวสักคำ
เหวินซานจึงตัดสินใจวางพู่กันในมือลงแล้วปิดสมุดตรงหน้าลง "ช่างเถอะ... หากเขาไม่มา เช่นนั้นข้าไปหาเองก็แล้วกัน"
ใช้เวลาไม่นานนัก ร่างของเขาก็มาถึงเขตเรือนพักอาศัยของเหล่าศิษย์สายนอก หลังจากก้าวเท้ามาหยุดยืนอยู่หน้าห้องพักของอาเหมียว เหวินซานก็ต้องขมวดคิ้วเข้าหากันมุ่นด้วยความแปลกใจ
บานประตูปิดสนิทแน่นหนา บรรยากาศรอบเรือนพักดูเงียบผิดปกติ แม้แต่ค่ายกลป้องกันพื้นฐานหน้าประตูก็ยังไม่ได้เปิดใช้งาน
ก็อก! ก็อก!
"อาเหมียว" ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใด ๆ กลับมา
เหวินซานตัดสินใจเคาะซ้ำลงไปอีกครา "เจ้าอยู่ข้างในหรือไม่?"
ห้องพักยังคงตกอยู่ในความสงบเช่นเดิม ในจังหวะที่เขากำลังจะเอ่ยปากเรียกเป็นครั้งที่สาม ประตูห้องพักซึ่งอยู่ติดกันก็พลันเปิดผางออก ศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งชะโงกหน้าออกมาด้วยความสงสัย "เจ้ามาตามหาอาเหมียวงั้นรึ?"
เหวินซานหันไปมอง พร้อมกับพยักศีรษะรับเบา ๆ "ใช่แล้ว เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าเขาหายไปที่ใด?"
อีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธ "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าไม่ได้เห็นหน้าเขามาหลายวันแล้วล่ะ"
"หลายวันเลยอย่างนั้นรึ?"
"ใช่" ศิษย์ผู้นั้นทำท่าทางครุ่นคิดอย่างใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ถ้าข้าจำไม่ผิด ครั้งสุดท้ายที่ข้าเห็นเขาก็น่าจะราว ๆ สี่หรือห้าวันก่อนโน้น ตอนนั้นเขากลับมาที่ห้องพักเพียงครู่เดียว แล้วก็รีบร้อนเร่งร้อนออกไปข้างนอกอีก"
รอยขมวดคิ้วบนหน้าผากของเหวินซานกระชับแน่นยิ่งกว่าเดิม "เขาได้บอกกล่าวอะไรไว้บ้างหรือไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใด?"
"ไม่ได้บอกอะไรเลย"
อีกฝ่ายทำท่ากำลังจะส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้ง แต่จู่ ๆ คล้ายนึกเรื่องสำคัญบางอย่างขึ้นมาทันควัน "อ้อ! จริงสิ!"
เขาหมุนตัวกลับเข้าไปค้นหาของภายในห้องพัก ก่อนจะเดินถือซองกระดาษสีเหลืองนวลใบหนึ่งออกมามอบให้
"มีคนเอาสิ่งนี้มาสอดทิ้งไว้ใต้ประตูห้องของข้าเมื่อสักสองวันก่อนโน้น บนซองจดหมายมีเขียนชื่อของเจ้าเอาไว้ชัดเจน ตอนแรกข้ากะว่าจะเอาไปส่งให้ท่าน แต่ช่วงนี้งานยุ่งวุ่นวายจนหลงลืมไปเสียสนิทเลย"
หัวใจในอกของเด็กหนุ่มกระตุกวูบไหวขึ้นมาอย่างแรง "ของข้าอย่างนั้นรึ?" เขารับซองกระดาษใบนั้นมาถือไว้ในมือ
บริเวณด้านหน้าซองปรากฏลายมือเขียนด้วยตัวอักษรเพียงสองคำสั้น ๆ เหวินซาน
ลายมือหวัด ๆ เหล่านั้น… เขาจดจำมันได้อย่างแม่นยำ นั่นคือลายมือของอาเหมียวไม่มีผิดเพี้ยน
เหวินซานไม่รอช้ารีบฉีกซองจดหมายออก ภายในซองบรรจุกระดาษแผ่นบางเอาไว้เพียงแผ่นเดียว ข้อความที่ปรากฏสั้นกุดจนน่าประหลาดใจ "เหวินซาน หากเจ้ายังเห็นข้าเป็นสหายรัก รีบเดินทางมาที่ถ้ำเหมันต์นอกเขตสำนักแต่เพียงผู้เดียว ห้ามบอกกล่าวเรื่องนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด"
"มิฉะนั้น... เจ้าอาจจะไม่มีวันได้พบหน้าข้าผู้นี้อีกเลยตลอดกาล"
ส่วนบริเวณด้านล่างสุดปรากฏชื่อสลักไว้
อาเหมียว
เหวินซานอ่านข้อความตั้งแต่ต้นจนจบลงอีกรอบหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มอ่านทวนซ้ำเป็นครั้งที่สามอย่างละเอียดถี่ถ้วน ยิ่งอ่านพิจารณามากเข้าเท่าใด สีหน้าแววตาของเขาก็ยิ่งทวีความจริงจังขึ้นทุกที
"มีบางอย่างไม่ถูกต้อง..." เขาพึมพำออกมาเบา ๆ กับตัวเอง 'หากว่าอาเหมียวอยากจะพบหน้าเขาจริง ๆ เหตุใดเล่าจึงต้องใช้วิธีการหลบ ๆ ซ่อน ๆ เขียนจดหมายเช่นนี้ขึ้นมา? อีกทั้งประโยคที่ว่า "หากยังเห็นข้าเป็นสหาย" น้ำคำเช่นนี้ หาใช่วิธีการพูดจาของอาเหมียว'
'เด็กหนุ่มจอมกวนผู้นั้น หากยามใดที่ต้องการลากตัวเขาให้ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนสักแห่ง ย่อมต้องส่งเสียงโวยวายและเขียนข้อความทำนองว่า เหวินซาน! รีบตามมาเร็วเข้า! ข้ามีของเล่นชิ้นดีจะให้เจ้าดู! ลักษณะเช่นนั้นเสียมากกว่าที่จะมาเขียนขู่บังคับกันแบบนี้'
เขาพลิกแผ่นกระดาษจดหมายกลับไปกลับมาอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วจึงตัดสินใจยกมันขึ้นมาดมกลิ่นใกล้ ๆ จมูก 'ไม่มีกลิ่นอายแปลกปลอมใด ๆ แต่ตรงบริเวณมุมกระดาษแผ่นนั้นกลับมีคราบรอยดินสีดำจาง ๆ เปรอะเปื้อนติดอยู่'
จดหมายฉบับนี้เป็นลายมือของอาเหมียวจริงแท้แน่นอน แต่เด็กหนุ่มกลับไม่เชื่อเลยว่าอีกฝ่ายจะเขียนมันขึ้นมาด้วยความสมัครใจของตนเอง
เด็กหนุ่มพับกระดาษจดหมายเก็บซุกซ่อนเข้าไว้ในอกเสื้ออย่างมิดชิด จากนั้นจึงหันกลับไปถามศิษย์หนุ่มตรงหน้า "เจ้าพอจะรู้เบาะแสหรือไม่ว่า... ถ้ำเหมันต์ มันตั้งอยู่ที่ใดกัน?"
ทันทีที่ชื่อสถานที่นั้นหลุดออกจากปาก สีหน้าของศิษย์ผู้นั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงในทันตา "ถ้ำเหมันต์งั้นรึ?"
"นี่เจ้า... คิดจะเดินทางไปที่อันตรายแบบนั้นทำไมกัน?"
เหวินซานนิ่งเงียบ ไม่ยอมเอ่ยปากตอบคำถามอันใดกลับไป
ในขณะที่ศิษย์ผู้นั้นกลับอดไม่ได้ที่จะลดระดับเสียงพูดของตนเองลงโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงเจือความหวาดหวั่นอย่างปิดไม่มิด "สถานที่แห่งนั้น... ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว"
เขาหยุดคิดก่อนชี้ออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ "ออกจากประตูตะวันตกของสำนักไปประมาณสามสิบลี้ จะพบป่าสนดำอยู่ผืนหนึ่ง เดินเลียบลำธารขึ้นไปทางเหนือจนถึงหน้าผาหินสีเทา จากนั้นอ้อมไปด้านหลังหน้าผา เจ้าจะพบช่องเขาแคบ ๆ" "ถ้ำเหมันต์อยู่สุดทางของช่องเขานั่น"
เหวินซานจดจำเส้นทางทั้งหมดไว้ในใจ ก่อนถามต่อ "เหตุใดจึงถูกปล่อยร้าง?"
ศิษย์ผู้นั้นส่ายหน้า "เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด ได้ยินเพียงว่าภายในถ้ำมีไอเย็นรุนแรงตลอดทั้งปี ยิ่งเข้าไปลึกเท่าใดก็ยิ่งหนาวเย็น แม้แต่ผู้ฝึกตน หากอยู่ภายในนานเกินไปก็อาจทนไม่ไหว"
เขามองเด็กหนุ่มด้วยสายตาจริงจัง "ปกติไม่มีศิษย์คนใดไปแถวนั้นอยู่แล้ว หากไม่มีธุระสำคัญ ข้าว่าท่านอย่าไปเลยจะดีกว่า"
เหวินซานพยักหน้า "ขอบคุณที่บอก" กล่าวจบ เขาก็หมุนตัวจากไป
ตลอดทางกลับเรือนพัก เขาไม่ได้รีบร้อนแม้แต่น้อย สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง แต่ในหัวกลับทบทวนข้อความในจดหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
'ถ้ำเหมันต์… สามสิบลี้จากสำนัก สถานที่รกร้างที่แทบไม่มีศิษย์เดินทางไป'
และอาเหมียวหายตัวไปหลายวัน ก่อนจดหมายฉบับนี้จะปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะมองอย่างไร… ก็คล้ายกับมีใครบางคนจงใจเลือกสถานที่ซึ่งไม่มีผู้ใดผ่านไปมา
เมื่อกลับถึงเรือนพัก เหวินซานปิดประตูลง ก่อนนำจดหมายวางบนโต๊ะ
พิรุธทั้งหมดชัดเจนเกินพอแล้ว
อาเหมียวหายตัวไปหลายวัน จดหมายถูกเขียนด้วยลายมือของเขาจริง แต่ถ้อยคำกลับผิดไปจากนิสัย อีกทั้งยังจงใจระบุสถานที่รกร้างนอกสำนัก พร้อมกำชับให้เดินทางไปเพียงลำพัง
กับดัก คำนี้ผุดขึ้นในความคิดแทบจะทันที
เด็กหนุ่มก็ไม่อาจเพิกเฉยได้ หากอาเหมียวตกอยู่ในมือของอีกฝ่ายจริง การไม่ไปย่อมเท่ากับปล่อยสหายไว้ตามลำพัง
เขานิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้ "ไปได้... แต่จะเดินเข้าไปติดกับง่าย ๆ ไม่ได้"
เหวินซานไม่ได้รีบออกเดินทางในทันที บทเรียนจากหุบเขาหมื่นพิษยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ครั้งก่อนเขาออกจากสำนักโดยพลการ แม้สุดท้ายจะช่วยซูอวิ๋นเหอกลับมาได้ แต่หากเกิดความผิดพลาดขึ้นระหว่างทาง ย่อมไม่มีผู้ใดรู้ด้วยซ้ำว่าเขาหายไปที่ใด
ครั้งนี้เขาจะไม่ทำผิดซ้ำอีก เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ก่อนจรดพู่กันเขียนข้อความสั้น ๆ ลงไป “อาจารย์ ศิษย์มีเหตุจำเป็นต้องออกไปนอกสำนัก หากก่อนรุ่งสางศิษย์ยังไม่กลับมา โปรดเปิดจดหมายฉบับนี้”
เขาวางพู่กันลง แล้วหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมา เขียนตำแหน่งของถ้ำเหมันต์ เส้นทางที่ได้รับมา รวมถึงเรื่องการหายตัวไปของอาเหมียวและจดหมายปริศนาเอาไว้อย่างละเอียด จากนั้นจึงพับกระดาษแผ่นที่สองใส่ซอง ปิดผนึกด้วยพลังวิญญาณของตนเอง ก่อนเขียนชื่อกู้หยวนชิงไว้ด้านหน้า
เหวินซานมองซองจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง อีกฝ่ายกำชับไม่ให้เขาบอกผู้ใด และเขาก็ไม่คิดจะเสี่ยงชีวิตของอาเหมียวด้วยการพาคนจำนวนมากบุกไปยังถ้ำเหมันต์ แต่การเดินเข้าไปในกับดักโดยไม่เหลือทางหนีไว้ให้ตนเองเลย นั่นไม่ใช่ความกล้าหาญ มันคือความโง่เขลา
เด็กหนุ่มเรียกศิษย์รับใช้ที่ประจำอยู่บริเวณยอดเขาเข้ามา ก่อนยื่นซองจดหมายให้ “นำสิ่งนี้ไปมอบให้อาจารย์ของข้า” ศิษย์รับใช้กำลังจะรับคำ แต่เหวินซานกลับกล่าวเสริมขึ้นเสียก่อน “บอกอาจารย์ว่าอย่าเพิ่งเปิด หากข้ากลับมาก่อนรุ่งสาง ให้คืนมันแก่ข้าโดยไม่ต้องถามสิ่งใด”
อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย แม้จะสงสัย แต่สุดท้ายก็ประสานมือรับคำ “ขอรับ ศิษย์พี่เหวิน”เมื่อมองอีกฝ่ายเดินจากไป เหวินซานจึงค่อยหันกลับเข้ามาภายในเรือน
เขาทำสิ่งที่ควรทำแล้ว หากทุกอย่างเป็นเพียงความเข้าใจผิด จดหมายฉบับนั้นก็จะไม่มีวันถูกเปิดออก แต่หากคืนนี้เขาไม่สามารถกลับมาได้… อย่างน้อยก็จะมีใครบางคนรู้ว่าควรไปตามหาเขาที่ใด
เหวินซานหลุบตามองจดหมายของอาเหมียวในมืออีกครั้ง ก่อนเก็บมันเข้าอกเสื้อ จากนั้นเขาจึงเข้าสู่มิติวิญญาณเพื่อเตรียมโอสถและสิ่งของที่จำเป็น
เด็กหนุ่มเริ่มคัดเลือกทีละชนิด เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย เหวินซานจึงหยิบกระบี่ขึ้นมา เหน็บไว้ข้างเอว เขาหันมองต้วน ๆ ที่กำลังนอนขดอยู่บนโต๊ะหิน เจ้าหนอนตัวอ้วนเงยหน้าขึ้น เอียงหัวมองเขาด้วยความสงสัย เขายิ้มบาง ๆ ก่อนใช้นิ้วลูบหัวมันเบา ๆ "คืนนี้... อาจอันตราย" ต้วน ๆ รีบไต่ขึ้นมาบนไหล่ของเขา
เหวินซานมองจดหมายในมือเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเย็นชา "ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ใด หากกล้าใช้อาเหมียวมาล่อข้า คืนนี้ข้าจะให้เจ้าต้องเสียใจ" กล่าวจบ ร่างของเขาก็พุ่งออกจากสำนักภายใต้ความมืดของราตรี มุ่งหน้าสู่ถ้ำที่ถูกระบุไว้ในจดหมาย
ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยาม เหวินซานก็มาถึงป่าสนดำทางตะวันตกเฉียงเหนือของสำนัก
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ต้นสนรอบด้านก็ยิ่งหนาแน่น แสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านยอดไม้เหลือเพียงริ้วบาง ๆ อากาศเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ยังอยู่ห่างจากถ้ำหลายลี้ ลมหายใจที่พ่นออกมาก็เริ่มกลายเป็นไอขาวจาง ๆ
เหวินซานเดินเลียบลำธารขึ้นไปตามเส้นทาง ไม่นานหน้าผาหินสีเทาขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
เขาอ้อมผ่านหน้าผา ก่อนพบช่องเขาแคบทอดยาวเข้าไปในความมืด และสุดทางนั้น ปากถ้ำสีดำสนิทแห่งหนึ่งกำลังอ้ากว้างอยู่ท่ามกลางผาหิน ไอเย็นสีขาวบาง ๆ ไหลออกมาจากภายในอย่างต่อเนื่อง พื้นหินบริเวณปากถ้ำถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง แม้แต่ต้นหญ้าที่ขึ้นอยู่ใกล้ ๆ ยังจับตัวแข็งจนปลายใบเปลี่ยนเป็นสีขาว
ถ้ำเหมันต์
เหวินซานไม่ได้รีบเดินเข้าไป เขาหยุดอยู่ห่างจากปากถ้ำหลายสิบก้าว ก่อนกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ
เหวินซานย่อตัวลง ใช้นิ้วแตะพื้นดินเบา ๆ มีรอยเท้า มากกว่าหนึ่งคน รอยส่วนใหญ่ถูกลบร่องรอย แต่ตรงบริเวณดินชื้นข้างก้อนหินยังหลงเหลือรอยรองเท้าจาง ๆ อยู่หลายแห่ง
เขาไล่มองไปตามรอยเหล่านั้น ทั้งหมดมุ่งเข้าสู่ถ้ำ แต่กลับแทบไม่มีรอยใดเดินออกมา ดวงตาของเหวินซานหรี่ลง "เตรียมรอข้าไว้แล้วจริง ๆ..."
เขาไม่ได้ขยับเข้าใกล้ แต่กลับเดินอ้อมปากถ้ำหนึ่งรอบ มีทางเข้าเพียงทางเดียว
หากถูกปิดทางออก… ที่นี่จะกลายเป็นกรงโดยสมบูรณ์ เหวินซานจดจำภูมิประเทศทั้งหมดเอาไว้ ก่อนเงยหน้ามองกิ่งไม้เหนือปากถ้ำ
จากนั้นจึงมองไปยังก้อนหินสองฝั่ง ไม่มีความเคลื่อนไหวเช่นกัน แต่เขาไม่ได้คลายความระวังลง
ต้วนต้วนที่ซ่อนอยู่ภายในแขนเสื้อค่อย ๆ โผล่หัวออกมา "อึ๊บ..."
เหวินซานยกนิ้วแตะริมฝีปาก "ชู่"
เจ้าหนอนอ้วนเงียบลง เหลือเพียงดวงตากลมเล็กที่กวาดมองซ้ายขวา
เด็กหนุ่มหยิบโอสถต้านความเย็นเม็ดหนึ่งออกมากลืนลงไป ก่อนนำโอสถอีกสองขวดซ่อนไว้ในแขนเสื้อในตำแหน่งที่สามารถหยิบออกมาได้ทันที
กระบี่ถูกขยับให้พ้นจากฝักเล็กน้อย เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เหวินซานจึงมองปากถ้ำอีกครั้ง ความเป็นห่วงอาเหมียวทำให้เขาอยากพุ่งเข้าไปตั้งแต่วินาทีแรกที่มาถึง
แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น เขายิ่งห้ามตนเองไม่ให้รีบร้อน เพราะหากคนที่อยู่ข้างในต้องการชีวิตเขาจริง การพุ่งเข้าไปโดยไม่คิดไม่ได้ช่วยอาเหมียว มีแต่จะเพิ่มตัวประกันอีกหนึ่งคนเท่านั้น
เหวินซานสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนก้าวเข้าไปในถ้ำ
ทันทีที่เท้าผ่านปากถ้ำ ความเย็นเยียบก็พุ่งเข้าปะทะร่างราวกับคมมีดนับร้อยเล่ม เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนโคจรพลังวิญญาณต้านเอาไว้
ภายในถ้ำมืดสนิท ทางเดินเบื้องหน้าทอดลึกลงไปจนมองไม่เห็นปลายทาง มีเพียงเสียงหยดน้ำดังสะท้อนเป็นระยะ
ติ๋ง…
ติ๋ง…
เหวินซานเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ ทุกย่างก้าวแทบไม่มีเสียง ยิ่งเข้าไปลึก อุณหภูมิก็ยิ่งลดต่ำลง จนกระทั่ง
กึก…
เสียงบางอย่างดังขึ้นจากส่วนลึกของถ้ำ ฝีเท้าของเหวินซานหยุดลง มือขวาค่อย ๆ เลื่อนไปจับด้ามกระบี่ ดวงตาจับจ้องเข้าไปในความมืดเบื้องหน้า
ครู่ต่อมา…
เสียงหัวเราะแผ่วต่ำก็ดังสะท้อนออกมาจากส่วนลึก "หึ ๆ...ในที่สุด... เจ้าก็มาจริง ๆ"
อาเหมียวถูกมัดติดอยู่กับเสาหินกลางถ้ำ เสื้อผ้าขาดวิ่นไปหลายแห่ง ตามร่างเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและคราบเลือด ลมหายใจแผ่วเบาจนน่าเป็นห่วง ศีรษะก้มตกลงมาอย่างไร้เรี่ยวแรง
"...อาเหมียว" เด็กหนุ่มกำกระบี่แน่น เมื่อเห็นสภาพสหาย ดวงตาของเขาก็เย็นเยียบลง
เสียงปรบมือดังขึ้นช้า ๆ จากส่วนลึกของถ้ำ แปะ... แปะ... แปะ... ชายหนุ่มในชุดดำค่อย ๆ ก้าวออกมาจากเงามืด ท่าทางสงบนิ่ง แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนาวไปถึงกระดูก "ในที่สุด... เจ้าก็มาจนได้"
เหวินซานหรี่ตา "เซียวอวิ๋น..."
อีกฝ่ายเลิกคิ้วเล็กน้อย "ดูเหมือนเจ้าจะยังจำข้าได้"
เหวินซานไม่ได้ตอบ ภาพเหตุการณ์ในป่าหลังสำนักพลันย้อนกลับเข้ามาในความคิด พลังประหลาดที่เซียวอวิ๋นเคยใช้ในวันนั้น... เขาไม่ได้เพิ่งเคยสัมผัสมันเป็นครั้งแรก กลิ่นอายเย็นเยียบและชั่วร้ายนั่น คล้ายคลึงกับพลังของคนกลุ่มนั้นที่เขาเคยพบในเหมืองอย่างน่าประหลาด เพราะเหตุนี้ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เหวินซานจึงเกิดความสงสัยในตัวเซียวอวิ๋น เพียงแต่เขายังไม่รู้ว่าพลังเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร และคนในเหมืองกับเซียวอวิ๋นมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่
คนในเหมือง…
เซียวอวิ๋น…
และลัทธิประตูสวรรค์…
หรือทั้งสามจะมีความเกี่ยวข้องกัน?
เหวินซานเหลือบมองอาเหมียวที่ถูกมัดอยู่กับเสาหิน ก่อนหันกลับมามองชายหนุ่มตรงหน้า "ที่แท้... เป้าหมายของเจ้าคือข้า"
เซียวอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ "เจ้าฉลาดกว่าที่ข้าคิด" เขาค่อย ๆ ก้าวออกมาจากเงามืดอีกหนึ่งก้าว "น่าเสียดาย..." รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป "คนฉลาดที่เห็นสิ่งซึ่งไม่ควรเห็น มักมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน" สิ้นคำ
ตูม!
กลิ่นอายพลังวิญญาณระเบิดออกจากร่างของเซียวอวิ๋นอย่างฉับพลัน แรงกดดันหนักหน่วงกวาดกระแทกไปทั่วทั้งถ้ำ เศษหินบนพื้นสั่นสะเทือน ก่อนรอยแตกร้าวจะลามออกจากใต้ฝ่าเท้าของเขา
เสื้อคลุมของเหวินซานสะบัดกระพือ เด็กหนุ่มถอยไปครึ่งก้าว ก่อนฝืนตรึงร่างเอาไว้
ดวงตาของเด็กหนุ่มหดแคบลง "จุดประกายวิญญาณ... ขั้นห้า"
เซียวอวิ๋นค่อย ๆ ชักกระบี่ออกจากฝัก
เคร้ง…
เสียงโลหะเสียดสีก้องสะท้อนไปทั่วถ้ำ "ในเมื่อเจ้ามาแล้ว..." สายตาของเขาเย็นลง "ความลับนั้น ก็ควรตายไปพร้อมกับเจ้า"