บทที่ ยี่สิบเอ็ด
จากวันที่ย่างกรายเข้ามาในเมืองบนน้ำแห่งนี้นับรวมวันนี้ก็เป็เพียงวันที่สี่เท่านั้นที่อยู่เมืองผิงต๋าแต่ไม่รู้ทำไมสำหรับลู่อิงิกลับรู้สึกว่ามันยาวนานราวนับเดือนนางทั้งเหนื่อยแรงกายและแรงใจ
เหตุการณ์ที่สะพานไม้จบไปแล้วและนางก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยมนานราวๆสองชั่วยามแต่ไม่รู้ทำไมความพยายามที่จะสงบจิตใจเข้าห้องไปพักผ่อนนั้นกลับไม่สำเร็จคล้ายมีอะไรบางอย่างติดอยู่ในใจลู่อิงิจึงเลือกลงมาที่โถงด้านล่างแล้วสั่งสุราหลายกามานั่งดื่มคนเดียวใจหนึ่งก็คิดเล่นๆ ว่า หรือจะไปหอคณิกาให้มีสาวงามคนมาคอยรินสุราให้ดีแต่สุดท้ายกลับไม่ได้ไปไหนยังนั่งดื่มสุราที่ไม่ต่างจากน้ำเปล่าพร้อมบ่นในใจว่าเสียดายที่ดื่มเท่าไรก็ไม่เมา
ผ่านเข้ายามสี่ลู่อิงิที่ลงมานั่งดื่มสุราเดียวดายตอนนี้เข้ากาที่สามแล้วนอกจากชุ่มคอก็ไม่รู้สึกอะไรอีก ‘เป็เซียนนี่เลยดื่มสุราไม่สนุกอีกต่อไป’ขณะที่นางคิดสิ่งนี้ในใจก็มีกาสุราใบหนึ่งมาว่างลงตรงหน้า
“ลองดื่มของข้า” เสียงข้างกายดังขึ้นเรียกให้เซียนผู้น้อยหันไปมองสวีจ้าวหรงยืนอยู่พร้อมกับจอกเหล้าในมือ เขาว่างมันลงที่ฝั่งตรงข้ามนางแล้วนั่งร่วมโต๊ะกันอย่างถือสิทธิ์
“นั้นอะไรหรือ?” ลู่อิงิเอ่ยถามระหว่างที่สวีจ้าวหรงรินน้ำสีใสใส่จอกเล็กของนางแทนสุราปกติของมนุษย์ส่วนเขาก็ไม่ยอมพูดอะไรปล่อยคำถามที่ได้ยินนั้นทิ้งไป นางเลยยกเื่อื่นมาคุยแทน“ข้านึกว่าท่านไปแล้ว”
“แล้วจะให้ไปไหน”
“ข้าก็ไม่รู้ เช่นไปจวนเ้าเมืองกะมั้ง”เอ่ยจบก็ยกเครื่องดื่มในจอกขึ้นดื่มโดยไม่เกรงว่าจะมีพิษหรือเป็อันตรายทั้งสิ้นจนพอดื่มเข้าไปก็รู้สึกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่สุราแบบที่ดื่มเช่นก่อนหน้าความร้อนของมันไหลผ่านั้แ่ลำคอจนถึงท้อง
“สุราจากดอกหญ้าเฉียวลี่” ผู้นำมันมากล่าวชื่อเรียกให้ฟังนี่เพียงแค่จอกเดียวก็ร้อนคอขนาดนี้ ถ้าสามจอกคงได้สลบนอนเป็คนไร้สติแน่ลู่อิงิเลยดันจอกเหล้าตัวเองออกห่างเสียหน่อย กลัวจะเผลอยกขึ้นดื่มอีกครั้ง
“นี่แรงไป”
“ข้าก็นึกว่าเ้าอยากเมาเสียอีก”
“ก็เมาได้นิดหน่อย แต่สิ่งนี่แรงไปไม่นิดหน่อย”เซียนสาวสะบัดศีรษะปฏิเสธตอนที่ท่านจอมมารยกยิ้มแล้วทำท่าจะรินให้นางเพิ่มแต่ก็ไม่เป็ผลเขารินให้นางเต็มจอกอีกครั้งแล้วถึงย้ายไปรินใส่จอกตัวเองและยกดื่มติดต่อกันสามจอกไม่หยุด
“ฮึๆ”ลู่อิงิมองภาพตรงหน้าก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งนางจะได้มาร่ำสุรากับจอมมารผู้เป็พระเอกในนิยายที่เคยอ่านเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆนั้นก็เรียกให้สายตาสีนิลมาหยุดมองที่ใบหน้าใสของคุณชายหนุ่มที่แท้จริงเป็เซียนสาวปลอมตัวมาพร้อมกันนั้นคิ้วเข้มของสวีจ้าวหรงยกขึ้นเล็กน้อยอย่างจะถามว่าหัวเราะอะไร
“ก็ข้าไม่คิดว่าตัวเองจะชีวิตอยู่ยาวนานจนได้มานั่งดื่มกับผู้เป็จอมมารนี่ไม่น่าขันหรือ..?” ว่าจบนิ้วมือเรียวขาวก็เผลอยกจอกเหล้าขึ้นดื่มจนได้กว่าจะรู้ตัวก็ตอนมันไหลลงคอไปแล้ว ลู่อิงิจึงถอนหายใจออกมา
กลับกันกับด้านสวีจ้าวหรงนั้นไม่พูดอะไรเอาแต่ยกจอกดื่มสลับกับมองมาที่นางนิ่งๆคล้ายรอผล ่เวลาแค่หนึ่งถ้วยชานับจากจอกแรกที่นางดื่มก็รู้ผลตอนนี้นางไม่สามารถหยุดพูดพร่ำได้เลยลู่อิงิพูดเยอะอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนและไม่คิดว่าจะกล้าทำต่อหน้าจอมมารผู้นี้ด้วย
“รู้ไหมท่านจอมมาร ข้านี่นับถือท่านจริงๆก่อนที่ข้าจะมาเป็เซียนนะข้านอนร้องไห้ทุกคืน่นั้นเป็่ที่ทรมานที่สุดในชีวิตเลย”ลู่อิงิพูดระบายความทุกข์ระทมที่เคยเกิดขึ้นยืดยาวไม่สนด้วยซ้ำว่าคนที่พูดถึงจะฟังอยู่หรือไม่
สมัยนั้นเป็เช่นที่นางกล่าวไม่ผิดเพี้ยนเื่ที่นับถือเขาเป็เื่จริง แม้ตอนที่อ่านนิยายใหม่ๆ จะยังไม่เข้าใจแต่พอได้มาััเองถึงรู้ว่าการที่โลกหันหลังเป็เช่นไรร้องเสียงดังก็ไม่มีใครได้ยินเป็เช่นไรดีที่นางโชคเข้าข้างได้น้ำค้าง์ช่วยเอาไว้ได้ทัน
แต่กับเขา..สวีจ้าวหรงต้องผ่านมาคนเดียวและเมื่อยืนหยัดได้มีพลังมากพอที่จะเอื้อมมือยึดแผ่นฟ้าที่เคยทำร้ายตนเขาจะเป็ผู้ร้ายได้อย่างไร เขาอย่างหากคือผู้ถูกกระทำจากโชคชะตาโหดร้าย
เซียนน้อยที่เอ่ยเล่าเื่ด้วยดวงตาปรือหวานฉ่ำแต่ก็คล้ายคนจะหลับแต่พยายามจะฝืนเอาไว้เช่นกันนางดันศีรษะตัวเองขึ้นจากไหล่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้ตั้งตรงสวีจ้าวหรงมองนางก็อดจะแอบยิ้มด้วยท่าทางน่ารักๆ นั้นไม่ได้“แล้วเช่นนั้นก่อนเป็เซียนเ้าทำอะไรมา?”
“ข้าน่ะหรือ ข้าเป็สาวรับใช้ในจวนผู้ดีแห่งหนึ่งแต่ชีวิตจริงนั้นเยี่ยงทาสเนื้อตัวมีแต่แผลทั้งผอมทั้งหิว แผลตอนนั้นยังเหลืออยู่เลย”สิ่งนั้นลู่อิงิไม่อยากนึกถึงเท่าไร แต่พอเหล้าเข้าปากก็หยุดพูดไม่ได้
“ยังมีแผลอยู่อีกหรือ?”
“โอ๊ย แผลเป็นิดๆ หน่อยๆ ท่านอย่าใส่ใจเลย” เซียนน้อยที่ตอบไปคอก็ค่อยๆพับลงอีกครั้งนางพลางมองไปที่จอกสุราว่างเปล่าอย่างคนเหม่อคิดอะไรในใจก่อนจะเงยหน้ามามองคนที่นั่งตรงข้ามๆแล้วกวักมือเรียกเขาสองสามครั้งจากนั้นก็ตบลงที่เก้าอี้ข้างตัวหมายถึงจะให้ร่างสูงย้ายมานั่งข้างกัน
ส่วนสวีจ้าวหรงเองนั้นก็ไม่เอ่ยถามเหตุผลย้ายตัวเองมานั่งข้างลู่อิงิโดยทันทีพอเขานั่งลงคนเมาก็คว้ามือเขาขึ้นมากุมไว้ทันทีก่อนจะค่อยๆ ตบลงเบาๆ“ข้าจะบอกให้นะ ตอนอยู่บน์น่ะ ข้ามีสระบัวใหญ่มากที่ตอนนี้คงบานเต็มไปหมดแล้วก็มีสวนกว้างมากๆ อีกด้วย ไว้ข้าจะพาเ้าไปดูดีไหมเสี่ยวหรง”
พอพูดจบนางก็ส่งยิ้มกว้างให้เขาจนแก้มเนียนขึ้นเป็ลูกกลมน่ารักซึ่งรอยยิ้มที่ผู้เป็จอมมารมองจนไม่อาจละสายตาได้ จนเป็นางเองที่หันกลับไป
“ได้สิ” สวีจ้าวหรงเอ่ยตอบพร้อมก้มมองมือเล็กที่กุมมือใหญ่ของเขาเอาไว้
“ดี! เช่นนั้นอีกจอกดีกว่า ข้าจะขึ้นไปนอนแล้ว”ลู่อิงิยื่นจอกมาตรงหน้าชายหนุ่มรอให้เขารินสุราให้สวีจ้าวหรงก็ไม่ขัดใจยกกาสุรารินจอกที่สามให้นางแล้วพลันยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด
หลังจอกที่สามร่างบางไม่สามารถบังคับร่างกายที่เอนไปมาให้ตั้งตรงได้อีกแล้วขณะที่นางพยายามทรงตัวพาตัวเองกลับห้องพักคล้ายจะล้มมิล้มแหล่ร่างสูงก็ทนไม่ไหวจึงเข้าไปประคองโอบไหล่นางเอาไว้แล้วพาเดินไปจนถึงห้องเขาส่งนางขึ้นเตียงเรียบร้อยกำลังจะหมุนตัวกลับออกไปกลับถูกยึดข้อมือเอาไว้
“ไปไหน..เสี่ยว..หรง ดึกแล้ว..นอน”คนที่ส่งเสียงยืดยาวกว่าจะเอ่ยจบนั้นพูดพลางดึงอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้และขยับตัวเว้นที่ว่างข้างๆอย่างจงใจให้อีกคนมานอนด้วย
“เ้าเรียกข้าเองนะ” เตียงที่ถูกเว้นเป็พื้นที่ว่างจึงถูกสวีจ้าวหรงจับจองทันที
ไม่ทันไรคนเมาที่นอนหลับไปแล้วก็ซุกตัวเข้าหาเขาจอมมารก็ค่อยๆก้มมองศีรษะที่ซบอยู่บนอกตนเองก่อนที่จะพยายามขยับหาที่ทางให้อีกฝ่ายนอนสบายที่สุดพอขยับไปขยับมากลายเป็ว่าหญิงสาวอยู่ในท่านอนกอดเอวเขาเสียแล้ว “เ้าทำเองนะ”
ยามซื่อเกือบล่วงเลยกว่าลู่อิงิจะลืมตาขึ้นมาแต่นางไม่รู้เลยว่าโชคดีขนาดไหนที่ไม่ได้ตื่นมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกับเมื่อคืนไม่เช่นนั้นคงจะใจนสลบหลับไปอีกรอบแต่ถึงกระนั้นท่าทางตอนนี้ก็ไม่ค่อยจะน่าไว้วางใจเพราะมันใกล้มากอยู่ดี เซียนน้อยนอนเกยอยู่แถวบนไหล่หนาของอีกฝ่ายมือก็เกาะท่อนแขนเขาเอาไว้อีก
“หะ..” ตากลมเบิกโตมองสำรวจตรงหน้าดีที่งับริมฝีปากได้ทันไม่หลุดเสียงดังให้อีกฝ่ายตื่นเื่ราวเมื่อคืนนางจำได้แทบทั้งหมดเื่ที่เผลอคุยเื่ส่วนตัวไปเยอะมากเกินความจำเป็ แต่ที่ไม่เข้าใจกว่าคือจอมมารผู้นี้จะมาทนนั่งฟังทำไมนับว่ายังดีที่ไม่หลุดเื่ที่ตนมาจากโลกอื่นออกไปจะว่าไปถึงหลุดก็ไม่น่าเชื่ออยู่ดี คงโดนหาว่าเมาจนพูดอะไรเสียสติ
ลู่อิงิที่คิดว่าตนเองตื่นก่อนก็ค่อยๆปล่อยมือที่เกาะแขนแกร่งออกแล้วพลิกตัวหันไปอีกทางเพื่อไปตั้งหลัก เช้านี้นั้นนับว่าแย่กว่าเช้าที่แล้วอีกที่ทั้งสองนอนข้ามคืนด้วยกันอีกแล้ว พวกเราไม่ได้แต่งงานกันจริงๆ เสียหน่อยทำไมถึงต้องนอนด้วยกันอีกเล่า!
หญิงสาวไม่แน่ใจว่าที่ตื่นมาเป็เวลาว่ายามใดแล้วแต่ที่แน่ๆ คือสายมากควรจะต้องลุกจากเตียงเสียที แต่ร่างหนาที่เป็จระเข้ขว้างคลองนี่สิถ้านางก้าวข้ามไปจะทำให้เขาตื่นไหมนะ?
แต่พร้อมกันนั้นเสียงเคาะที่ประตูก็ดังขึ้นพอดีนี่นับว่านางยังถือว่ามีโชคอยู่บ้างเหมือนมีคนรู้ว่า้าความช่วยเหลือจึงส่งมาเคาะถึงหน้าห้องเช่นนี้
“คุณชายลู่มีจดหมายถึงท่าน” เสียงหน้าประตูมาพร้อมกับแรงเคาะของเสี่ยวเอ้อร์อีกครั้งเสียงดังพอจะทำให้อีกคนยอมลืมตาขึ้นมาในที่สุดลู่อิงิจึงใช้จังหวะนี้รีบหลบตัวลีบจากเตียงลงมาที่พื้นแล้ววิ่งไปแง้มประตูให้เปิดออกรับซองจดหมายนั้นมาพอหันกลับเข้าห้องบุรุษร่างสูงก็ลุกขึ้นจากเตียงแล้ว จังหวะที่ต่างคนต่างไม่รู้จะพูดอะไรนั้นก็พากันนิ่งงันทั้งคู่
ลู่อิงิจึงทำเป็เดินมานั่งที่โต๊ะกลมแกะจดหมายออกอ่านส่วนสวีจ้าวหรงก็จัดชุดให้เข้าที่แล้วเอ่ยปากถามหลังนางอ่านจบ “จดหมายใคร?”
“มู่จงซิน” นางตอบ เนื้อความสรุปย่อก็คือเชิญมาร่วมงานเลี้ยงเย็นนี้เนื่องจากที่กำราบปีศาจพรายน้ำได้ทั้งยังให้เชิญคุณชายอีกคนที่พามาเมื่อวานไปด้วยก็ได้ “ก็จะให้ไปรับเศษดาวน่ะ อ่อเขาเชิญท่านด้วยนะ”
เื่ที่เชิญสวีจ้าวหรงให้เดาแบบเต็มสิบส่วนคือเื่ที่คุณหนูมู่ซิ่วฟางเป็คนออกปากมากกว่าหลังงานเลี้ยงมู่ซิ่วฟางหวังจะทำอะไรลู่อิงิรู้ดีในนิยายเล่าไว้หมด
“เช่นนั้นท่านก็ไปด้วยกันสิ” เซียนน้อยเอ่ยปากชวนต่ออีกที
สวีจ้าวหรงไม่ส่งเสียงตอบเพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้นซึ่งก็คงหมายความว่ายอมไปด้วยละมั้ง แต่ระหว่างนี้จะทำอะไรดีแล้วทำไมเขาไม่ออกจากห้องเสียที ไม่มีอะไรต้องไปทำหรือไงนะ
“เช่นนั้นตอนเย็นเจอกันที่จวนเ้าเมืองแล้วกัน” ลู่อิงิสำทับให้อีกทีพูดเป็กลายๆ ให้อีกฝ่ายยอมออกจากห้อง จะได้แยกย้ายไปทำอะไรที่อยากทำ
ผ่านไปหลายชั่วยามแสงแดงที่ปลายฟ้าส่องลงมาบอกว่าอีกไม่นานจะเข้าสู่่กลางคืนเซียนน้อยที่นั่งบนสะพานไม้มาั้แ่่กลางวันก็ลุกขึ้นตัดใจว่าปีศาจพรายน้ำคงไม่มาแล้วตลอด่เวลามารอที่นี่ลู่อิงิหวังว่าพรายน้ำจะปรากฏตัวเพราะหลังจากเกิดเพลิงไหม้สะพานไม้ก็ไม่มีใครกล้ามาตกปลาแล้วเกรงสะพานจะทรุดมีแต่ลู่อิงิที่เชื่อว่าอีกฝ่ายยังไม่ตายแน่นอนจึงอยากพูดคุยด้วยอีกครั้ง เพราะกลัวว่าหลังจากที่นางไปจากเมืองนี้ปีศาจพรายน้ำจะกลับมาก่อเหตุการณ์อีก
ลู่อิงิเดินกลับเข้าเมืองพอใกล้จะถึงจวนสกุลมู่ก็เจอร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำสนิทยืนอยู่ที่มุมถนนซึ่งเขาคงมารออยู่สักพักแล้ว
“ทำไมท่านไม่เข้าไปก่อน” ป่านนี้คุณหนูมู่คงชะเง้อคอรอแย่แล้ว
“ปกติเซียนไม่สบายได้หรือไม่?” แต่สวีจ้าวหรงกลับตอบคำถามนางด้วยการถามกลับทำไมเขาไม่เคยจะตอบคำถามนางบ้างเล่า แต่ว่าไปคำถามเขาก็น่าคิดตั้งนักั้แ่เป็เซียนนางก็ไม่เคยไม่สบายด้วยมีแต่าเ็จากนู่นนี่นอนพักวันสองวันก็หาย
“คงไม่มั้ง แล้วข้าก็ไม่เคยเห็นเซียนคนไหนป่วยด้วย”
“ถือว่าโชคดี ถ้าเป็มนุษย์เ้าคงไม่รอด”
ลู่อิงิได้ยินก็หลุดหัวเราะทันทีเพราะน่าจะจริงดั่งจอมมารว่า ก็นางทั้งบุกน้ำลุยไฟตกดึกก็เมากลางวันก็ไปนั่งตากแดดที่สะพานไม้ เป็สามวันที่ทรหดเหลือเกินถ้าไม่ใช่เซียนนางได้นอนซมเป็ไข้แล้ว
“ฮ่าๆ นับเป็ข้อดีแล้ว”
จากหลังสนทนากันเล็กน้อยลู่อิงิก็พาสวีจ้าวหรงเดินเข้าจวนตระกูลมู่เข้ามาได้ไม่กี่ก้าวมู่ซิ่วฟางก็ออกมาต้อนรับสีหน้าเปี่ยมความสุขแก้มสองข้างสีชมพูน่ารักรับกับเครื่องแต่งกายชุดสีชมพูไล่สีที่ชายกระโปรงเป็สีส้มอ่อนๆทุกครั้งยามก้าวเดินเนื้อผ้าบางก็จะพลิ้วไหวไปมาน่ามองที่สุดถ้าหากไม่รู้นิสัยใจคอลู่อิงิก็คงจะนึกเอ็นดูจากใจจริง
“คำนับคุณชาย”เสียงอ่อนหวานของมู่ซิ่วฟางเอ่ยทักคนในใจโดยข้ามคุณชายลู่ที่อยู่ด้านหน้าไปหาสวีจ้าวหรงอย่างออกนอกหน้านอกตาสตรีผู้นี้ทำเหมือนลู่อิงิไร้ตัวตนแล้วชัดๆ แม้นางจะไม่ค่อยพอใจการกระทำนี้แต่จะว่าอะไรได้เล่าเดี๋ยวก็เข้าพระเข้านางแล้วฉะนั้นอยู่ไปก็ไม่มีความหมายนางจึงมุ่งหน้าเดินเข้าจวนไปคนเดียว
แต่ห่างออกไม่ถึงห้าก้าวโจวเจิ้งฉีก็ปรากฏตัวต่อมาเขาเอ่ยทักทายนางอย่างกันเองเช่นทุกครั้ง “คุณชายลู่ท่านมาแล้ว เชิญๆ อ่อคุณชายผู้เป็สหายท่านด้วย”โจวเจิ้งฉีกล่าวพร้อมหันไปมองอีกคนลู่อิงิสะบัดหน้าไปดูก็พบสวีจ้าวหรงยืนอยู่ห่างจากตัวเองไปเพียงก้าวเดียวอ้าว..เขายังอยู่หรือนี่ คิดว่าไปกับมู่ซิ่วฟางเสียแล้ว
ถัดมาเ้าบ้านอย่างมู่จงซินก็ปรากฏตัวขึ้นติดๆกัน เขาเข้ามาทักทายลู่อิงิพร้อมคนด้านหลังตามมารยากแล้วผายมือเชิญทั้งสองให้เดินเข้างาน
หลังทุกคนพากันเดินเข้าโถงใหญ่ที่ใช้เป็งานเลี้ยงรับรองและถูกพาไปนั่งที่จัดเตรียมไว้แล้วที่ปรึกษาโจวคนที่นั่งอยู่ไม่ห่างจากเซียนน้อยจึงหันมาถามไถ่อย่างเป็ห่วงก่อน
“คุณชายลู่สบายดีนะ ข้าได้ยินเื่จากพวกทหารแล้วเห็นว่าท่านถูกปีศาจพรายน้ำจับตัวไว้ด้วย”สีหน้ากังวลของโจวเจิ้งฉีถูกส่งมาพร้อมกับคำถาม
“อ่อเื่นั้น ข้าสบายดีไม่เป็อะไร ขอบใจท่านที่ปรึกษาโจวที่เป็ห่วง”
“เื่นี่ทำคุณชายลำบากแล้ว” ที่ปรึกษาโจวยกกาสุราขึ้นรินให้นางและวางลงก่อนจะหยิบจอกของตัวเองขึ้นมารินต่อลู่อิงิที่มองตามอยู่ก็เลยต้องยอมยกจอกที่โจวเจิ้งฉีรินให้ตัวเองขึ้นมาดื่มตามมารยาท
“ว่าแต่เื่นี้เหตุการณ์รุนแรงเกินที่ข้าคาดไว้ท่านที่ปรึกษารู้ก่อนไหมว่าเ้าเมืองมู่จะส่งทหารมาเช่นนี้” ลู่อิงิเอ่ยถามเขาก็ทหารเ่าั้ทำให้นางเสียรูปการณ์ที่ตั้งใจตอนนี้ก็ยังเสียดายอยู่เพราะลู่อิงิคิดว่าตนเองเริ่มกล่อมปีศาจพรายน้ำได้แล้วแท้ๆ
“เสียดายตอนนั้นข้ากลับที่พักแล้ว มารู้อีกทีก็ตอนเช้าถ้าข้าอยู่ด้วยคงไม่ยอมให้ท่านเ้าเมืองส่งคนไปแน่นอนหรืออย่างน้อยก็ต้องไปเตือนคุณชายลู่ก่อนแต่อย่างไรปีศาจพรายน้ำถูกปราบแล้วก็ถือว่าเป็เื่ดี”เขาพูดไปก็ลูบคางไปอย่างนิสัยที่ทำประจำ ครั้งนี้นางก็ไม่รู้ว่าจริงแท้แค่ไหนแต่ที่ปรึกษาโจวอาจจะไม่รู้เื่จริงๆ เพราะก่อนหน้าเื่การปราบปีศาจเขาดูจะเห็นด้วยกับนางมากกว่าทางสกุลมู่
“แต่ไม่แน่เสมอไป ไม่มีใครพบศพนี่”
“อือ ก็จริง คุณชายว่าปีศาจพรายน้ำยังไม่ตายหรือ”
ลู่อิงิพูดตามที่คิดถึงจะเป็ปีศาจแต่ถ้าสิ้นชีพอย่างไรต้องมีศพและก็ควรลอยขึ้นมาแล้วไม่ใช่หรือแต่นี่กลับหายไปเลย “ข้าเพียงคาดการณ์ไม่ทราบข้อเท็จจริง”
ระหว่างที่รอแขกคนอื่นที่มู่จงซินเชิญให้มาร่วมงานหลังข่าวถูกประกาศออกไปว่าพบหญิงสาวทั้งสามที่ถูกลักพาตัวไปนั่นเพราะได้เ้าเมืองกำราบปีศาจและช่วยเหลือหญิงสาวได้ทันคืนนี้เลยจะมีงานฉลองซึ่งเื่นี้เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามู่จงซินไม่ได้พูดถึงความจริง ไหนจะเื่ก่อนหน้าที่มีคนสูญหายแถมที่ช่วยมาได้เพราะนางกับสวีจ้าวหรงมิใช่หรือสำหรับเ้าเมืองน่ะมีแต่เพิกเฉยต่อปัญหาไม่ใช่หรือไง‘มู่จงซินพูดเอาดีเข้าตัวเวลาจับคนร้ายได้เท่านั้น’
ลู่อิงิใจจริงไม่อยากจะมาดื่มฉลองเลยด้วยซ้ำแต่นางจะต้องมารับเศษดาวของนางเสียทีจากนี้จะได้ไปตามทางและจะไม่มาเหยียบผิงต๋าอีกถ้าที่แห่งนี้สกุลมู่ยังเถลิงอำนาจอยู่แต่ว่าไปก็คงยากเพราะเดี๋ยวบุตรสาวคนสำคัญจะเป็เมียรักของสวีจ้าวหรงนึกมาถึงตรงนี้ก็หันไปมองพระเอกเสียหน่อยไม่รู้จะส่งสายตาหวานเชื่อมให้คุณหนูถึงไหนแล้ว
“เอ๊ะ?” หากแต่ผิดคาดสวีจ้าวหรงที่นั่งอยู่ถัดจากนางไม่ได้มองคุณหนูคนงามแต่อย่างใดเขากลับมองมาทางลู่อิงิและที่ปรึกษาโจวที่กำลังสนทนากันอยู่
ด้านมู่ซิ่วฟางทนไม่ไหวอีกต่อไปที่บุรุษผู้นี้ไม่เห็นนางในสายตาสักนิดั้แ่เข้าโถงรับรองมาเขาก็ไม่แลมาทางนางสักทีร่างอรชรจึงจงใจย่างก้าวอย่างงดงามจับตาหมายให้เขาเหลือบมาสักหน่อยแต่สุดท้ายก็ไม่เป็ผลจนคุณหนูมู่มาหยุดที่เบื้องหน้าสวีจ้าวหรงพร้อมกาสุราในมือ
“ข้าขอดื่มให้คุณชายทั้งสองท่านได้ไหมเ้าคะ” ครั้งนี้ยังดีมู่ซิ่วฟางยกกาสุรารินให้ทั้งลู่อิงิและสวีจ้าวหรงส่วนที่ปรึกษาโจวที่ไม่ถูกนับรวมจึงผายมือให้ลู่อิงิหันไปสนทนากับผู้มาใหม่ก่อนจะหันหน้าไปอีกทาง
มู่ซิ่วฟางที่รินสุราในมือใส่จอกเรียบร้อยก็หยิบจอกตนเองขึ้นมาก่อนจะยกจอกตัวเองขึ้น“จอกนี้ให้คุณชายลู่” นางกล่าวจบก็ใช้แขนเสื้อบางเบาบดบังเอาไว้ตอนที่เอนตัวดื่มลู่อิงิจึงยกจอกของตัวเองขึ้นดื่มตามไประหว่างที่มองสตรีตรงหน้าพร้อมกับความคิดที่ว่ากิริยานางช่างเย้ายวนมีเสน่ห์หลังดื่มหมดนางก็วางจอกในมือลงแล้วหันไปจดจ้องที่บุรุษชุดมืดอีกคน สายตาของนางสื่อออกมาหมดว่าสนใจร่างสูงใหญ่ผู้นี่ไม่ไหวแล้ว
“ครั้งนี้ซิ่วซิ่วขอดื่มอีกจอกกับท่านนะเ้าคะ”คนงามเอ่ยปากขนาดนี้แล้วสวีจ้าวหรงจะตอบอย่างไรนะสายตาคาดหวังของมู่ซิ่วฟางก็ช่างออดอ้อนครั้งนี้จอมมารจะทานทนไหวหรือ
ลู่อิงิค่อยๆเอียงใบหน้าไปหาดวงใจของมู่ซิ่วฟางว่าเขาจะตอบอย่างไร ไม่ปล่อยให้รอให้นานชายผู้มักจะมีใบหน้าเรียบนิ่งบัดนี้ก็ยังเป็เช่นทุกครั้งไม่มีวี่แววอ่อนโยนขึ้นแม้สักนิดก่อนที่เสียงที่เ็าจะเอ่ยตอบคุณหนูคนสำคัญของงานนี้
“ข้าไม่ดื่มกับหญิงอื่น”
มู่ซิ่วฟางนิ่งไปเหมือนถูกแช่แข็งก่อนจะตาใสจะรี้นน้ำตาไม่รู้เพราะมาจากความรู้สึกหรือว่าแสดงออกเพื่อเป็การอ้อนให้อีกฝ่ายใจอ่อนแต่ตอนนี้จอมมารไม่มองใบหน้าของนางด้วยซ้ำฉะนั้นคงจะใช้ไม่ได้ผล
“เช่นนั้น..ซิ่วซิ่ว..ขอตัว” คนงามจากไปพร้อมความผิดหวังและอับอายลืมทิ้งไว้แม้กระทั่งสุราที่เหลือในจอก
สวีจ้าวหรงนี่ท่านเป็อะไรไม่ดื่มกับหญิงอื่นคืออะไร ‘ท่านพึ่งดื่มกับข้าอยู่เมื่อคืน’ ลู่อิงิคิดในใจใจท่านแข็งแกร่งนักขนาดมู่ซิ่วฟางแทนตัวเองว่าซิ่วซิ่วแปลว่ายกให้หมดทั้งใจแล้วนะ
'เฮ้อ ชักจะไม่แน่ใจแล้วว่าสกุลมู่จะได้ดองกับท่านจอมมาร’
เวลาล่วงเลยงานเลี้ยงฉลองเริ่มไปแล้วแต่ในงานกลับมีคนมาร่วมไม่ครบตามที่จัดเตรียมไว้มองดูด้วยสายตาคร่าวๆ นั้นหายไปกว่าครึ่งด้วยซ้ำเื่นี้ถือว่าแปลกเพราะผู้ที่มีอิทธิพลเช่นมู่จงซินเชิญด้วยตัวเองยังไม่มาถ้าไม่ใช่เื่ฉุกเฉินย่อมหมายความว่าคนเ่าั้มีความคิดเป็อื่นแล้วมู่จงซินก็ไม่ใช่คนดีอะไร ใครที่ไม่มาวันนี้ต้องเจอเื่ภายหลังแน่แต่ติดที่ว่าจำนวนเยอะขนาดมู่จงซินจะทำอย่างไรต่อ
แล้วเนื่องจากในงานมีผู้มาร่วมน้อยจึงทำให้งานสังสรรค์เลิกไวกว่าที่คิดแขกหลายคนเริ่มทยอยกลับไปแล้ว หมายถึงเวลาที่เ้าเมืองจะทำตามข้อตกลงของลู่อิงิ
“คุณชายลู่โปรดรอสักครู่ข้ากำลังให้คนไปนำเศษดาวมาให้ท่าน”
หลังจากมู่จงซินพูดจบไม่นานคนผู้หนึ่งก็ถือกล่องขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือหน่อยเข้ามาแล้วยื่นให้กับผู้เป็นายมู่จงซินจึงยื่นต่อมาให้ลู่อิงิ
“ตอบแทนที่ให้การช่วยเหลือข้าและบุตรสาว”
ลู่อิงิแสร้งยิ้มรับขณะยื่นไปรับกล่องไม้แต่ในใจกลับคิดอีกอย่าง ‘ใครจะ้าช่วยพวกท่านกัน’แต่นางเก็บสีหน้ามิดชิดพร้อมเปิดกล่องออกหยิบเสี้ยวเล็กๆ นั้นยกขึ้นมาดูแล้วเก็บใส่ถุงผ้าที่อยู่กับสายคาดเอว
“ขอบใจท่านมู่ ข้าขอตัวกลับก่อน” กล่าวจบนางก็จะหันหนีจากไปทันทีแต่เ้าบ้านกลับเรียกรั้งไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวคุณชายลู่ ไหนๆ ก็ดึกขนาดนี้พวกท่านก็ดื่มสุราไปเยอะไม่สู้พักค้างคืนเสียที่นี่เถอะ” ฟังดูมีน้ำใจนักแต่ไม่รู้ทำไมลู่อิงิกลับไม่คิดเช่นนั้นเลย
“โรงเตี๊ยมไม่ไกลข้ากลับไหว”
“อย่าเกรงใจ ข้าจัดเรือนไว้ให้พวกท่านทุกคนแล้วให้ที่ปรึกษาโจวนำพวกท่านไปก็ได้”
เซียนน้อยถอนหายใจก่อนหันมองสวีจ้าวหรงหนึ่งทีแล้วก็มองที่ปรึกษาโจวก่อนจะตัดสินใจตอบตกลงยอมพักที่จวนสกุลมู่เป็คืนสุดท้ายก่อนจะจากเมืองผิงต๋าไปเพราะถ้ากลับไปโรงเตี๊ยมจริงยังไงคืนนี้ก็ต้องแวะกลับมาที่นี่อีกอยู่ดี