วิฬาร์และมะปรางใช้ยันต์วาร์ปตรงมาที่ปางตาลโดยตรงอย่างฟุ่มเฟือยในเช้าวันถัดมาเนื่องจากที่นี่เป็นเมืองใหญ่ของระบบ จึงสามารถผูกเป้าหมายวาร์ปมาได้โดยตรงต่างจากเมืองลงกาที่เป็นเพียงพื้นที่ธรรมดาพวกเขาจึงไม่สามารถใช้ยันต์วาร์ปเข้าเมืองได้ง่ายๆ ยกเว้นแต่ว่าจะติดตั้งเครื่องมือพิเศษสำหรับเป็นเป้าวาร์ปที่มะปรางเพิ่งจะติดตั้งเรียบร้อยไปเมื่อสองสามวันก่อน
ทั้งสองวาร์ปเข้ามาที่จุดเกิดของเมืองปางตาลจึงไม่ต้องเสียเวลาเดินทางเข้าเมืองอีก แค่สาวเท้าออกจากจุดเกิดก็อยู่ในเมืองชั้นนอกในทันที
เบื้องหน้าสว่างโพลนไปด้วยแสงอาทิตย์ยามเช้าอาคารสูงสามสี่ชั้นเรียงกันเป็นแนวไปตามถนนอิฐผู้คนเดินกันขวักไขว่สมกับเป็นมหานครอันดับหนึ่ง บางคนขี่สัตว์อสูรบางคนก็เดินด้วยเท้าเปล่า ให้ความรู้สึกของโลกแฟนตาซีอย่างชัดเจน
มองไปไกลๆก็เห็นมหาปราสาทสูงตระหง่าน ตั้งเป็นองค์ประธานอยู่กลางเมือง ให้ความรู้สึกมั่นคงไม่สั่นคลอน
วิฬาร์มองสำรวจซ้ายขวาอย่างตื่นเต้นส่วนมะปรางเองก็มีทีท่าพอใจอยู่ไม่น้อยมหานครแห่งเทคโนโลยีแห่งนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนปลาได้น้ำ ยิ่งมองยิ่งอิ่มเอม
แม้จะเป็นถึงหนึ่งในเจ็ดเศียรแต่ตัวเธอเองเป็นสายสนับสนุนจากแนวหลัง ต่างจากพาราฟิน ฟาร์นาร์ท ไซออนที่ต้องโชว์ตัวออกงานบ่อยครั้ง หน้าตาของเธอจึงเป็นที่รู้จักแค่คนวงในเท่านั้นมะปรางจึงไม่ต้องปกปิดหน้าตาหรือหลบซ่อนตัว
วิฬาร์เองก็เช่นกันเขาเพิ่งเข้าเกมมาหมาดๆ คนที่รู้จักเขานั้น เดิมทีก็มีไม่มาก ยังไม่ต้องระวังตัวให้วุ่นวายไปกลับกัน ถ้าเดินใส่หน้ากากอยู่กลางเมืองจะยิ่งเด่นกว่าเดิม
ทั้งสองแยกกันเดินสำรวจเพราะมะปรางเคยมาเยือนที่นี่หลายรอบแล้วจึงขี้เกียจจะเดินกับวิฬาร์ที่คิดจะสำรวจให้ทั่วๆตัวเขาเองที่ยังไม่รู้จะไปไหนดีจึงลองเดินมั่วๆ ดู เพราะจำได้ว่าบริเวณลานฝั่งหนึ่งของเมืองมีข่าวลือเรื่องภารกิจของสหัสเดชะอยู่
แต่ความจริงวิฬาร์เพิ่งเริ่มออกเดินได้แค่สิบก้าว เขาก็เจอภารกิจที่ว่านั่นเข้าให้แล้ว
หุ่นหินรูปยักษ์เฝ้าประตูขนาดสูงเกือบห้าเมตรสองตัวยืนเฝ้าทางเข้าสู่วิหารเวทมนตร์แห่งหนึ่งของเมืองปางตาลเอาไว้ทว่าแทนที่ผู้คนส่วนใหญ่จะเดินผ่านเข้าไปเพื่อรับส่งภารกิจพวกเขากลับยืนต่อแถวอยู่หน้าหุ่นหินพวกนั้นแล้วส่งไอเทมบางอย่างให้กับหุ่นคนแล้วคนเล่า
หุ่นหินพวกนี้หากนับจนครบทั้งเมืองจะพบว่ามีอยู่ทั้งสิ้นหนึ่งพันตัวพอดิบพอดีนับว่าเป็นจำนวนที่สอดคล้องกับชื่อของสหัสเดชะ*อย่างน่าพิศวงมันมีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก กระจายอยู่ทั่วไป ตอนแรกก็ไม่มีคนสนใจพวกมันนักแต่ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนผู้เล่นคนหนึ่งบังเอิญเปิดภารกิจเกี่ยวกับหุ่นหินพวกนี้ขึ้นมาได้ ผ่านการเข้าไปคุยกับหุ่นยักษ์โดยตรง
[*สหัสเดชะ=เกิดจากการประสมคำว่า สหัส=หนึ่งพัน และ เดชะ=อำนาจเป็นหนึ่งในยักษ์ที่มีฤทธิ์มากในรามเกียรติ์]
หลังจากคุยกับหุ่นยักษ์พวกเขาก็จะได้ภารกิจให้หาไอเทมแปลกๆ มาส่ง แล้วก็จะได้รับภารกิจอื่นไปทำต่อ ว่ากันว่าภารกิจต่อเนื่องพวกนี้ยังไม่มีใครได้ซ้ำกันเลย ทำให้ผู้คนเริ่มทึกทักกันไปว่าถ้าหากพวกเขาโชคดีพอขอแค่บังเอิญได้รับภารกิจต่อเนื่องที่ถูกต้องมันก็จะทำให้พวกเขาได้รับพลังของร่างอวตารสหัสเดชะเอง ทำให้นานวันเข้าแถวของผู้เล่นมีแต่จะมากขึ้น ไม่มีน้อยลง
แต่วิฬาร์ที่สังเกตเห็นเรื่องนี้ผ่านรายงานและสายตาตัวเองกลับไม่เห็นด้วยเขาเชื่อในคำพูดที่ว่าถ้าทำอะไรเหมือนเดิม ทุกอย่างก็จะยังเหมือนเดิม จึงไม่มีความคิดจะเข้าไปลองทำเควสที่ว่ากันว่าขึ้นอยู่กับดวงชะตาพวกนี้ให้เสียเวลาเปล่าอีกอย่าง เควสหาวัตถุดิบง่อยๆ พวกนี้เขาก็มองไม่ออกว่ามันจะโยงไปหาร่างอวตารสุดแกร่งระดับสหัสเดชะได้ยังไง
เจ้าตัวเดินพลางดูพลางจนมาถึงตลาดแห่งหนึ่งของเมืองปางตาล ในตลาดมีทั้งแผงลอยของผู้เล่น รวมไปถึงร้านค้าของระบบที่มีNPCเป็นคนดำเนินการเต็มไปหมด ไอเทมต่างๆ มากมาย รวมไปถึงพวกสัตว์เลี้ยงแบบแปลน การรับจ้างคุ้มกัน ทุกอย่างดูสาละวนวุ่นวายวิฬาร์เดินวนอยู่รอบหนึ่งก็ไม่เห็นอะไรเข้าตา จึงคิดจะจากไป
………………..
เจโรแม้เป็นโจรแต่เพิ่งย้ายฐานปล้นมาที่เมืองใหม่ ยังไม่ได้ลงมือปล้นใครมาก่อนจึงไม่ต้องกลัวว่าเปิดหน้าแล้วจะมีใครจำเขาได้ เจ้าตัวจึงถือดี หาผ้าคลุมมาปิดบังสไตล์การแต่งตัวของตัวเองเพื่ออำพรางเดินทอดน่องอยู่ในตลาด เตรียมหาหมูสักตัว ตามรอยออกไปนอกเมืองแล้วค่อยปล้นทีหลัง
เจ้าตัวสอดส่ายสายตาไปทั่วก่อนจะเห็นชายคนหนึ่งในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มกำลังเดินสวนมาจากข้างหน้าภาพที่เห็นทำให้เจ้าตัวสะดุดกึก เบี่ยงร่างถอยห่างเข้าไปในร้านขายเครื่องประดับข้างๆอย่างตกใจ
‘ไอ้เวรนั่น!’
ว่ากันว่าลูกผู้ชายล้างแค้นสิบปีไม่สายแต่เขาเองก็ไม่นึกว่าโอกาสจะมาถึงเร็วขนาดนี้ ไอ้หนุ่มนั่นที่แม้แต่เจโรยังจำชื่อมันไม่ได้ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ถึงมาโผล่ที่นี่ แต่ยังไงก็เป็นโอกาสอันดีที่ตนจะได้เอาคืนแล้ว
เจ้าตัวรีบต่อสายหากามอนทันทีลูกพี่ใหญ่นั้นพอได้ยินว่าไอ้หมอนั่นอยู่ที่ปางตาลก็ระริกระรี้ใหญ่เรียกพรรคพวกทั้งหมดให้เตรียมตัวทันที
พวกเขาทั้งสิบห้าคนมาถึงปางตาลหลายวันแล้วของร้อนในมือปล่อยไปไม่น้อย ชุดสวมใส่บรรดาไอเทมอัปเกรดขึ้นอีกระดับเชื่อว่าหากสู้กันครั้งนี้จะไม่จบลงง่ายๆ แบบเดิมแน่นอน
น่าสงสารพวกเจโรไม่น้อยเรื่องราวในโลกมีสูงมีต่ำ คนบางคนไม่ใช่ว่าพวกมากแล้วคุณจะทำอะไรเขาได้ ความต่างชั้นของฝีมือพวกเขากับวิฬาร์เปรียบเสมือนเหวลึกกับอวกาศ พวกเขาไม่รู้แม้กระทั่งความห่างว่าเป็นระยะทางเท่าไหร่หรือสมควรใช้หน่วยอะไรมาวัด สักแต่พาตัวเองเข้ามาพุ่งชนครั้งแล้วครั้งเล่ายิ่งดูก็ยิ่งสลดใจ
เจโรเดินตามวิฬาร์พลางแสร้งเป็นเดินดูสินค้า แต่แอบแจ้งตำแหน่งของวิฬาร์เป็นระยะไม่นานนักทั้งหมดก็เริ่มมารวมตัวกันที่ท้ายตลาด ซุ่มอยู่ที่มุมอาคารรอคอยจังหวะลอบโจมตี
วิฬาร์เองก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าถูกจับตามองเขาทำทีเป็นเลือกดูสินค้าอย่างใจเย็นแต่แอบใช้ทักษะช่วยตรวจสอบดูแล้วก็พบว่ามีผู้เล่นคนหนึ่งลอบเดินตามเขาอยู่ห่างๆจึงเตรียมแผนรับมือไว้ในใจ
จากนั้นพอเดินมาถึงท้ายตลาดเห็นหลายคนมีท่าทีลุกลี้ลุกลนก็รู้สึกแปลกใจ
สัมผัสเมืองใหม่ได้ไม่ถึงวันก็มีเรื่องมาหาเขาแล้ว? วิฬาร์งงหนัก ว่าตัวเองไปเหยียบตีนใครมาตอนไหน
“เอามัน!”
อยู่กลางเมืองจู่ๆ ผู้เล่นสิบกว่าคนก็ร่ายเวทขึ้นมาเสียดื้อๆ ทำเอาผู้คนแตกตื่นกรีดร้องหลายคนรีบหลบเข้าข้างทางเตรียมชมดูเรื่องสนุกที่ไม่ได้เห็นมานาน
ใน ดิเอจ ออฟ อโพคาลิปส์ ไม่ได้ห้ามผู้เล่น PK* กัน จึงไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้แม้ว่าจะอยู่กลางเมืองก็ตามแต่ถึงอย่างนั้น การที่ควงดาบเข้าฟันกันกลางวันแสกๆ แบบนี้ก็พบเห็นได้ไม่บ่อยนักเพราะจะถูกทหารรักษาเมืองลากคอไปอย่างรวดเร็วทั้งสองฝ่าย
[PK (PlayerKiller) = พฤติกรรมฆ่ากันในเกม]
วิฬาร์ที่ถูกลอบโจมตีตั้งรับอย่างงุนงงแต่พอเห็นหน้าคนที่ลอบทำร้ายเขาก็รู้สึกคุ้นตาขึ้นมาที่แท้ก็เป็นพวกโจรคราวก่อนนี่เอง
เขาประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็นตอนนี้เขาอยู่กลางมหานครขนาดใหญ่ มีคนมุงหลายสิบคน ถ้าเกิดเผยฝีมือที่แท้จริงออกไปสุดท้ายคงจะเป็นปัญหามากกว่าเรื่องดี ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถใช้ทักษะทั้งหมดได้
แต่ถึงอย่างนั้นวิฬาร์ก็ตัดสินใจว่าอยากให้เรื่องจบลงอย่างเด็ดขาดเกิดความคิดจะฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดกลัวลงไปในใจของโจรพวกนี้ทำให้พวกมันไม่กล้ากลับมายุ่งกับเขาอีกเป็นครั้งที่สามและวิธีต่อสู้ที่โหดเหี้ยมที่สุดที่เขามีตอนนี้คือกระบวนหอกที่คทานนเป็นคนสอนมาให้บวกกับฝีมือส่วนตัวของเขาอีกนิดหน่อย
จากทั้งหมดแปดสายการต่อสู้ทักษะเกือบทั้งหมดที่ถึงเลือดถึงเนื้อสุดคือพันธุเวท และยุทธเวท
พันธุเวทเป็นสายควบคุมสัตว์อสูรในการต่อสู้พวกมันเองมีทั้งพละกำลังและทักษะที่หลากหลายบ่อยครั้งที่ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามถูกฉีกกระชากจนแขนขาขาดเป็นชิ้นๆถึงค่อยตายก็มีให้พบเห็นได้บ่อยๆ นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถย้ายทักษะบางส่วนของสัตว์อสูรเข้ามาประทับลงร่างของตัวเองได้ด้วยทำให้ความสามารถในการต่อสู้พุ่งสูงจนเกินขีดจำกัด ผู้เล่นสายนี้ที่จู่ๆก็เอาตัวเข้าชนอย่างบ้าเลือดก็มีให้เห็นเกลื่อนกลาด
เพียงแต่ว่าตอนนี้วิฬาร์ยังไม่มีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองไอ้เจ้าไข่ระดับ Aใบนั้นก็ยังไม่ฟักสักที เขาจึงยังใช้งานทักษะสายนี้ไม่ได้ไปพักหนึ่งสุดท้ายจึงเหลือตัวเลือกเดียว
ยุทธเวท
สายการเล่นที่เหี้ยมโหดที่สุด
หากแทนที่วิฬาร์ด้วยผู้เล่นทั่วไปสถานการณ์ตอนนี้นับว่าย่ำแย่มาก
โจรสิบห้าคนเลเวลเฉลี่ยกว่าห้าสิบรุมล้อม แม้มีคนมุง แต่ไม่มีสักคนยื่นมือเขามาช่วยใครก็ว่าไม่มีทางรอด แต่เพราะนี่คือวิฬาร์ เรื่องอย่างนี้สำหรับเขามันก็แค่ทำให้เสียเวลามากขึ้นนิดหน่อยเท่านั้นเอง
พวกโจรเปิดด้วยวิธีเดิมอย่างไร้หัวคิดสัตว์อสูรทั้งสี่เป็นแนวหน้า ตามมาด้วยผู้เล่นสายยุทธเวทสองคน ส่วนคนอื่นๆที่มีประสบการณ์จากคราวก่อนเริ่มมีการเรียนรู้ เว้นระยะตอดอยู่ด้านนอกไม่พาตัวเข้าคลุกวงใน
วิฬาร์ผสานเวทลมลงที่ขาทั้งสองข้างอย่างช่ำชองโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นพลิ้วกายหลบการโจมตีราวมัจฉากลางวารี ทำเอาผู้ชมวงนอกส่งเสียงฮือฮา
เขาคว้าหอกไม้ระดับDออกมาจากหน้าต่าง ใช้มันต่างพลอง รับการโจมตีอย่างรัดกุมสองมือควงหอกราวซุนหงอคง ไม่ได้ใช้เพียงแขนในการควบคุมอาวุธ ทว่าบิดข้อเท้าหมุนเอว เพิ่มแรงส่งไปยังมือ เพิ่มพลังโจมตีขึ้นอีกหลายเท่า ทำให้เพียงแค่โจรสองสามคนถลาเข้ามาก็ได้เลือดกันไปแล้วคนละสามสี่แผล
อิวานที่ซุ่มอยู่ไกลสุดเห็นว่าการกลุ้มรุมไม่เป็นผลก็ยกไรเฟิลขึ้นมาเล็งเป้า ก่อนจะเหนี่ยวไกในจังหวะที่วิฬาร์ไม่ทันระวัง