อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด
(ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)
หลังจากเนาปราณของกลุ่มคนสกุลตงลงจอดบนพื้นดิน..
คนที่อยู่บนเนาปราณเหล่านั้นต่างทยอยกันลงมา แต่ว่าเนาปราณที่ควรจะจุคนได้ลำละครึ่งร้อย
กลับกลายเป็นว่าในแต่ละลำ ต่างมีคนก้าวเดินลงมาเพียงแค่ลำละคน และแต่ละคนยังเป็นคนตระกูลตงเสียทุกคน
รวม ๆ แล้วมีกันราวยี่สิบคนเห็นจะได้
คนแรกเป็นบุรุษวัยสามสิบห้าปี ชุดที่มันใส่นั้นล้วนเป็นอาภรณ์สีครามที่มีตะเข็บเย็บเป็นสีทอง
มันผู้นี้มีนามว่า ตง ตี้ผิง ผู้นำตระกูลตง
ซ้ำ
ยังเป็นผู้นำตระกูลห้าเสาหลักที่อายุน้อยที่สุด และนี่เป็นการออกงานอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของมัน
ตัวคนจึงได้สวมชุดเต็มยศเช่นนี้ราวกับว่ามันกลัวคนอื่นนั้นไม่รู้ว่ามันนั้นคือคนที่มีตำแหน่งรองเพียงคนทั้งห้าในสภาห้าผู้เฒ่าเท่านั้น
คนต่อมาคือตงชเวผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งหรือเรียกเข้าใจโดยง่ายว่าผู้อาวุโสผู้คุมกฎแห่งตระกูลตง
ผู้มีอีกสถานะถึงคือเจ้าวังยุทธ์ปัญจมิตร
ส่วนบุรุษอีกสี่คนที่เดินตามหลังตงชเวคือผู้อาวุโสลำดับที่สองถึงห้าของตระกูลตง ไล่จากซ้ายไปขวาคือ
ตง ชือเต่า ผู้อาวุโสลำดับที่สองผู้รับผิดชอบการฝึกสอนลูกหลานในตระกูล หรือหลายคนในตระกูลเรียกหาว่าอาจารย์ใหญ่
ตง เชียงตู้ ผู้อาวุโสลำดับที่สาม ทำหน้าที่แบ่งเบาภาระของผู้อาวุโสลำดับที่สองในการสั่งสอนวรยุทธ์รุ่นเยาว์ในตระกูล
ตง ไช่จิง ผู้อาวุโสลำดับที่สี่ผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายในตระกูลและเบี้ยเลี้ยงรายปีของคนตระกูลตง
ตง เพยหยู๋ ผู้อาวุโสลำดับที่ห้า มันผู้นี้มีศักดิ์สถานะเป็นเจ้าเมืองมังกรธารา แต่ว่าไม่ใช่ผู้นำตระกูลเหมือนคนตระกูลอื่นที่จะเป็นผู้นำตระกูลพร้อมพวงด้วยตำแหน่งเจ้าเมือง มันเป็นเพียงเจ้าเมืองเท่านั้น
ส่วนคนที่เหลือนั้นก็คือรุ่นเยาว์..คลื่นลูกใหม่ของคนตระกูลตง
แต่ที่หลายคนรู้จักนั้นมีสามคนคือ
ตง หลี่เทียน ผู้ชนะศึกปัญจมิตรรุ่นมัธยุทธ์เมื่อสองปีก่อน
ต่อมาคือ ตง กวนเทียน ผู้ชนะศึกเมื่อปีก่อน
และคนสุดท้าย ตง เสวี่ยซาน อัจฉริยะแห่งตระกูลในรอบร้อยปี ผู้เป็นร่างสถิตของมังกรเจ้าบาดาลเหนือระดับสี่ดาว
มันคนนี้ถือเป็นตัวเต็งในปีนี้
โดยตงหลี่เทียนและตงกวนเทียนนั้น มันทั้งสองคือพี่น้องกัน โดยตงหลี่เทียนเป็นบุตรชายคนแรกของผู้เฒ่ามังกรคนปัจจุบันที่ถือกำเนิดจากภริยาเอกส่วนตงกวนเทียนคือลูกที่เกิดจากภริยารองของผู้เฒ่ามังกร
ทำให้ในตอนนี้สองพี่น้องร่วมบิดามีสถานะสูงพอสมควรจากการเป็นบุตรชายของผู้เฒ่ามังกร
“ตงเสวี่ยซาน..
เจ้าคงรู้ใช่หรือไม่ว่าเรื่องที่น้องชายของเจ้าได้ก่อเอาไว้มันเป็นเรื่องอัปยศสำหรับตระกูลตงมากถึงเพียงใด..”
ตงหลี่เทียนที่อายุมากที่สุดในรุ่นเยาว์ของตระกูลกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมในขณะที่เดินตามหลังอาวุโสของตระกูลไป
“หากเจ้าไม่สามารถกู้ศักดิ์ศรีของตระกูลมาได้..
เจ้าคงรู้ใช่หรือไม่ว่าตงป๋ายซานมันจะลงเอยเช่นไร?”
ตงกวนเทียนกล่าวเสริม
“พวกท่านทั้งสองอย่าได้เป็นกังวล”
ตงเสวี่ยซานกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจที่มีมากเกินจนกลายเป็นความหยิ่งยโส
“เราเคยพบกับเจ้าคนแซ่หลิวมาแล้วครั้งหนึ่ง..
มันผู้นั้นอ่อนแอจนน่าสังเวช
ศึกในครั้งนี้..
เราไม่เพียงจะเจริญตามรอยพวกท่านที่สร้างชื่อเสียงให้ตระกูล
แต่สำหรับเจ้าคนแซ่หลิวแล้ว.. เราไม่เพียงจะเอาชนะมัน.. เราจะทำให้เจ้าแซ่หลิวคนนั้นอับอายเสียจนไม่กล้ามีชีวิตอยู่..
เราจะใช้มันเป็นเครื่องย้ำเตือนคนผู้อื่นว่าอย่าได้ริอ่านลองดีกับคนตระกูลตง!”
ในความคิดของตงเสวี่ยซาน..
หลิวเจี้ยนก็ไม่ต่างกับสุนัขตัวหนึ่งที่มาบังอาจฉี่รดประตูบ้านตระกูลตง
เจ้าคนหน้าหยกปากยาวคนนี้จะไม่ทำเพียงแค่ไล่ให้สุนัขตัวนี้ไปฉี่ที่อื่น
แต่มันจะนำสุนัขแซ่หลิวตัวนั้นมาแขวนประจานไว้ที่หน้าบ้านตระกูลเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ให้สุนัขตัวอื่นกล้ามาเยี่ยวรดประตูบ้านตระกูลตงอีก
“ดี..
ขอให้เจ้าทำได้อย่างปากเจ้าว่า.. ตงเสวี่ยซาน”
ตงกวนเทียนกล่าว
“สร้างชื่อเสียงให้ตระกูลตงรึ?”
เหมือนคำพูดของตงเสวี่ยซานจะทำให้ตงหลี่เทียนรู้สึกไม่ชอบใจบางอย่าง
มันถึงกับหยุดเดินจนทำให้คนที่เดินตามหลังมันทั้งหมดต้องหยุดตามก่อนที่ตัวของตงหลี่เทียนจะหันกลับไปมองตงเสวี่ยซาน
สายตาคนสุดเย้ยหยัน มองไปที่ตงเสวี่ยซานราวกับเด็กน้อยเพิ่งอย่านม
“ตระกูลตงไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้คนที่เกิดจากเกล็ดเงินอย่างเจ้าสร้างชื่อเสียงให้ตระกูล..
ขอเพียงเจ้ารักษาสิ่งที่มีอยู่..
ไม่ทำให้เกล็ดทองอย่างพวกข้าเสื่อมเสียก็พอแล้ว..
จำใส่กะลาหัวของเจ้าเอาไว้..
เจ้ากิ้งก่า”
กิ้งก่า คือคำสแลงของคนตระกูลตงที่เรียกคนที่เป็นเกล็ดเงินแต่มีความสามารถจนได้เปลี่ยนเลื่อนขั้นเป็นเกล็ดทอง
หรือเอาง่าย ๆ
มันเป็นคำดูถูกที่คนระดับเกล็ดทองใช้ดูหมิ่นเกล็ดทองที่เคยเป็นเกล็ดเงินมาก่อน
ตงเสวี่ยซานจ้องหน้าประสานตามองไปที่ตงหลี่เทียนอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ใช่..
เราคือกิ้งก่าที่เปลี่ยนสีได้..
พวกท่านเองก็ระวังจะเป็นกิ้งก่าก็แล้วกัน..”
น้ำเสียงตอนนี้ของเสวี่ยซานฟังแล้วดูกระดากหูยิ่งนัก
“เปลี่ยนจากสีทองเป็นสีเงิน
พวกท่านระวังเป็นกิ้งก่าจำพวกนั้นก็แล้วกัน..
เพราะมันดูน่าสมเพชกว่าจากสีเงินเป็นสีทอง..”
กล่าวจบตงเสวี่ยซานก็เดินใช้ไหล่ชนหัวไหล่ของตงหลี่เทียนจนอีกฝ่ายเซไปสองก้าวใหญ่
ทำเอาคนที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับอึ้งไม่กล้ามองไปทางเบื้องหน้าอีก
ตอนแรกตงเสวี่ยซานก็ยังพูดยังกล่าวโดยใช้น้ำเสียงที่ฟังดูเคารพนอบน้อมอยู่บ้าง ด้วยเห็นว่าคนทั้งสองเป็นลูกของผู้เฒ่ามังกร
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายจงใจดูหมิ่นตนเอง
แล้วมันยังเหลือเหตุผลที่ตงเสวี่ยซานจะต้องแสร้งทำเป็นเคารพอีกฝ่ายอีกหรือ
.
.
ที่เรือนรับรองทางตะวันตกเฉียงเหนือภายในพื้นที่จัดงานประลอง..
ที่แห่งนี้คือเรือนพิเศษสำหรับคนตระกูลอุสางิโดยเฉพาะ
ก๊อก..ก๊อก..!
เสียงเคาะประตูบานหนึ่งมาพร้อมกับเสียงของหญิงสตรีวัยใกล้ชรานางหนึ่งเอ่ยขึ้นมา
“ซากิ..”
สิ้นเสียงนั้นประตูจึงอ้าเปิดออกพร้อมด้วยร่างของสตรีเจ้าของเสียงที่เดินเข้าไปในห้อง
สตรีนางนี้นั้นมีนามว่า อุสางิ ยูกิ
ผู้นำตระกูลอุสางิรุ่นปัจจุบัน
อุสางิยูกินั้น แม้นางในตอนนี้จะอยู่ในวัยเลขสี่กลาง ๆ แล้ว
แต่ใบหน้าของนางยังอ่อนเยาว์สะสวยคล้ายเด็กสาวอายุ 25 - 26 อยู่เลย
“ท่านแม่..”
เสียงของคนที่อยู่ในห้องเอ่ยตอบกลับไป ซึ่งเสียงนั่นก็คืออุสางิซากิ ว่าที่ผู้นำตระกูลอุส่างิรุ่นต่อไป
ตอนนี้อุสางิซากิกำลังนั่งปรับแต่งลมปราณอยู่ เพราะนางเพิ่งฝึกสำเร็จมาถึงระดับสรรพวิถีขั้นต้นเมื่อสองวันก่อน จึงทำให้ตัวนางยังไม่คุ้นชินกับพลังใหม่ของนางที่ได้ถูกเสริมเติมเข้ามาจึงทำให้ภายในห้องนอนส่วนตัวของนางในตอนนี้มีอากาศติดลบจนหนาวสั่น
เนื่องด้วยตัวของสตรีหญิงตาน้ำแข็งคนนี้ยังไม่อาจควบคุมพลังธาตุได้ดั่งใจ
คนเป็นแม่ที่ไม่ได้พบลูกสาวมาค่อนปีเมื่อได้เห็นพัฒนาการที่ก้าวไกลของลูกสาว
ดวงตาที่เฉื่อยชาของนางพลันมองไปรอบห้องด้วยความยินดี
“ลูกคงเพียรฝึกมาตลอด..
แม่เห็นแบบนี้ก็รู้สึกโล่งใจ..
ตระกูลอุสางิของเราภายภาคหน้าย่อมดีกว่าแต่ก่อน”
มือที่เคยทำพุทธาของอุสางิพลันเปลี่ยนท่า
ขาที่เคยนั่งขัดตะหมาดพลันเหยียดออกก่อนตัวของหญิงสาวจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ของนางอย่างแช่มช้า
“ขอบพระคุณท่านแม่ที่กล่าวชม..
ลูกเพียงทำให้เต็มที่ในส่วนของลูกเท่านั้นเอง”
“เป็นอย่างไรบ้างลูกรัก..
เที่ยวเล่นที่เมืองนพบุรีเบื่อหรือยัง? พร้อมที่จะกลับบ้านเราหลังจากจบศึกพร้อมแม่หรือไม่?”
ในทันที..
คนเป็นแม่พลันพูดเข้าเรื่อง
การที่ลูกสาวเพียงคนเดียวนางของย้ายไปอยู่ต่างเมืองต่างภูมิภาคแบบนี้ นางรู้สึกไม่ค่อยชอบใจนัก
ตัวของผู้นำตระกูลอุสางิอยากที่จะให้ลูกสาวของนางกลับไปที่เมืองศศะจันทราเพื่อที่ตัวของอุสางิยูกิจะได้สอนสั่งเกี่ยวกับการเมืองการปกครองและคอยแนะนำเคล็ดลับในการฝึกด้วยตนเองมากกว่า
“ยังไม่ใช่ตอนนี้ท่านแม่..
ลูกอยากที่จะลองสมัครสอบเข้าสำนักสาขาหลักดูก่อน..”
อุสางิซากิตอบด้วยรอยยิ้ม
คิ้วคู่บางของคนเป็นแม่พลันย่นลง
“เป็นศิษย์สำนักนั้นได้ประโยชน์อันใด? หรือว่าเป็นเพราะเจ้าหม่าเฟยคนนั้นเจ้าถึงได้พยายามที่จะเสือกตัวเข้าไปหามัน?
ถูกมันปฏิเสธขนาดนั้นยังขายขี้หน้าไม่พออีกรึ?”
ตัวของอุสางิยูกินั้นไม่พอใจอย่างมากที่ลูกสาวของนางนั้นหลงใหลในตัวของหม่าเฟยถึงเพียงนี้โดยไม่คำนึงถึงสถานะของตนเองว่านางนั้นเป็นถึงว่าที่ผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป
ในส่วนที่เหลือของตอนนี้ จะเป็นการบรรยายผ่านปากของอุสางิซากิ
ถูกคนอื่นพูดแทงใจดำใส่ ข้ายังมีแรงจะยกคางขึ้นประจันหน้าด่ากลับไปได้ทุกคำ
แต่พอเป็นพอเป็นท่านแม่..
คนที่ข้าเคยเงยหน้ารอฟังเสมอ..
มันกลับเหมือนคมมีดกรีดซ้ำตรงที่ข้ารู้แก่ใจดีอยู่แล้ว
ว่าเขา..
ปฏิเสธข้า..
ข้าเงียบ..
เพราะไม่รู้จะเอาเหตุผลข้อใดเอ่ยเถียง
ดวงตาข้าเริ่มร้อน.. น้ำใส ๆ มันจวนเจียนจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ
แต่ข้าจะไม่ร้อง..
ข้าจะไม่เสียน้ำตาให้ใครเห็นอีก
โดยเฉพาะต่อหน้าท่านแม่
“ข้าตัดสินใจผิดจริง ๆ ที่หมั่นหมายเจ้ากับมันเอาไว้..
ดูเหมือนพบหม่าเหวินในครานี้..”
ท่านแม่กะพริบตาช้า ๆ เหมือนกำลังกลืนคำพูดอะไรบางอย่างลงคอ..
มือของนางยกขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่แตะต้องสิ่งใด..
ริมฝีปากขยับเร็วขึ้น น้ำเสียงของนางสั่นน้อย ๆ อย่างคนพยายามระงับอารมณ์ไม่ให้ขาดผึ
ดวงตาคู่นั้นจ้องมาที่ข้าราวกับต้องการให้ข้ายอมรับตามแต่โดยดี
“..ข้าคงต้องคุยเรื่องยกเลิกการหมะ--!”
“ซากิลูกพ่อ..”
ท่านแม่กล่าวความไม่ทันจบ เสียงใหม่ก็ได้พูดแทรกผ่านอากาศเย็นเฉียบราวกับลมหายใจแรกในฤดูหนาว
ไม่ได้ดังหรือเด็ดขาดอะไรเลยด้วยซ้ำ..
แต่เพียงแค่ได้ยิน ข้าก็รู้สึกเหมือนหัวใจจะหล่นวูบลงมาอยู่ตรงมือ
เสียงนั้นเป็นเสียงที่แค่ได้ยิน..
ก็ทำให้ข้ารู้ว่า..
ถ้าจะร้องไห้ออกมา.. ก็ร้องได้เลย ไม่มีใครว่า ไม่มีใครห้าม
พร้อมกับประตูที่อ้าออก
คนผู้มาใหม่คือบุรุษวัยกลางคน รูปร่างสูงโปร่งแต่ทรงอำนาจ
ดวงตาของเขาทอแววเฉียบขาดแต่เปี่ยมด้วยอุ่นไอ
เขาคือ อุสางิ คิริ หรือชื่อเดิม มินามิ คิริ
ผู้เป็นบิดาของข้า
ข้าจำได้เสมอว่าเมื่อเขาก้าวเข้ามาในห้อง..
ไม่ว่าอุณหภูมิจะเย็นยะเยือกแค่ไหน..
มันก็มักอุ่นขึ้นในใจของข้าอย่างประหลาด
ท่านพ่อมองไปรอบห้องครู่หนึ่ง สีหน้าของเขานิ่งอย่างคนที่ชินกับปราณเย็นเฉียบของข้าเสียเต็มประดา
แต่ข้าเห็นจากแววตาเขา.. เขารู้ว่ามันไม่ใช่ความเย็นธรรมดา
เขาไม่พูดอะไรสักคำ แค่เดินเข้ามาใกล้ ใช้มือใหญ่นั่นแตะแผ่นไหล่ข้าเบา ๆ อย่างที่เขามักทำเสมอเวลาไม่รู้จะพูดคำไหนให้ลูกสาวที่ดื้ออย่างข้าเข้าใจ
“ฮ่า..ฮ่า
ลูกสาวของพ่อนี่ทั้งเก่งทั้งสวยจริง ๆ
สิบแปดปีสัมผัสสรรพวิถีรึ
เก่งมาก..เก่งมาก”
มือของท่านพ่อที่วางนิ่งอยู่บนไหล่ข้าค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาโอบเอาไว้เต็มแรง
มันไม่แน่นเกินไป..
แต่ก็มั่นคงพอจะบอกว่า เขาอยู่ตรงนี้..
ข้าง ๆ ข้าเสมอ
ดวงท่านตาพ่อเหลือบมองท่านแม่ชั่ววูบหนึ่ง ก่อนริมฝีปากจะขยับเหมือนคนที่คิดอะไรซับซ้อนอยู่ในใจ
ข้ารู้ดี..
ท่านพ่อกำลังจะพาข้าหนี
“เจ้าคงไม่ได้คุยธุระกับลูกอยู่ใช่หรือไม่ ดี ๆ เช่นนั้นข้าขอพาลูกไปเดินเล่นในเมืองสักหน่อย
กว่าจะฝึกมาถึงระดับนี้ได้คงเพียรพยายามมากพอสมควร
ปะ..ลูกรัก..ไปเที่ยวกับพ่อหน่อย
ในเมืองน่าจะมีสายไหมที่ลูกชอบขายอยู่”
ท่านพ่อเอ่ยจบประโยคแล้วยกมือมาผลักแผ่นหลังข้าเบา ๆ อย่างกับรู้ว่าถ้ายืนนิ่งอยู่อีกวินาทีเดียว..
น้ำตามันจะหลุดออกมาเสียก่อน
เขาไม่เหลียวแลสายตาเฉียบคมของท่านแม่ที่จ้องมาดุจมีดสั้น
ไม่แม้แต่จะแสดงท่าทีสะทกสะท้านต่อริมฝีปากของนางที่กำลังจะขยับพูด
ข้ารู้เลยว่าท่านพ่อไม่ได้แค่พาข้าออกไปเดินเล่น..
เขากำลังฉุดข้าออกจากพายุที่พร้อมซัดใส่ได้ทุกเมื่อ
พ่อพาข้าเดินออกจากเรือนอย่างไม่พูดไม่จา จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่ดังตามมา เขาจึงชะงัก ก่อนหันไปเหลือบตามองเหล่าคนติดตามด้านหลังอย่างราบเรียบ
“ไม่ต้องตามพวกข้ามา.. ข้าอยากมีเวลาส่วนตัวกับลูกสาวของข้า”
ปกติเขาจะยิ้มอยู่เสมอ แม้ตอนสั่งงานก็ยังมีมุมปากกระตุกขึ้น
แต่ในนาทีนั้น..
ท่านพ่อของข้าดูเคร่งขรึมอย่างกับเป็นอีกคนไปแล้ว
ดวงตานิ่งสนิทจนคนมองต้องหลบ ไม่ใช่แค่คำพูดของเขาที่สั่ง..
แต่เป็นอำนาจในน้ำเสียงที่ทำให้ไม่มีใครกล้าก้าวตาม
“ตะ..แต่นายท่าน..”
“นี่คือคำสั่ง!”
ท่านพ่อสวนคำออกไปเสียงดังฟังชัด ไม่แม้แต่จะปล่อยให้นามิได้เอ่ยข้อโต้แย้งให้จบ
น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบจนข้ารู้สึกเหมือนลมปราณของตัวเองยังเย็นน้อยไปถนัดใจ
นามิถึงกับสะดุ้ง..! หุบปากฉับราวกับลิ้นแข็งไปทันที
แล้วก็ไม่มีใครกล้าก้าวตามมาอีกแม้แต่ครึ่งก้าว
ข้ารู้..
เวลาท่านพ่อจริงจัง..
ก็ไม่มีใครต้านทานได้..
ไม่เว้นแม้แต่ท่านแม่ของข้า
เดินมาได้ครู่ใหญ่ ในที่สุดข้าก็ได้อยู่กับพ่อตามลำพังสักที..
และทันทีที่ไม่มีใครเห็น..
น้ำใส ๆ ที่พยายามกลั้นมานานก็ไหลลงมาเอง
ท่านพ่อชะงักฝีเท้า..
ก่อนจะย่อตัวลงมาให้ระดับสายตาเท่ากันกับข้า
นิ้วโป้งของเขาอุ่นเสมอ.. และตอนนี้มันกำลังเช็ดหยดน้ำตาที่เผลอปล่อยให้ไหลออกไปอย่างแผ่วเบา
“ดูสิองค์หญิงน้อยของพ่อ.. ตอนร้องไห้ยังสวยเลย..”
น้ำเสียงที่เคยเอาไว้หยอกข้าตอนเล็ก ๆ กลับมาอีกครั้ง
มันอาจจะดูขี้เล่น..
แต่ข้าได้ยินชัดเลยว่าในทุกคำที่ท่านพ่อพูด..
มันเต็มไปด้วยความห่วงใยจนใจสุดจะอบอุ่น
“ลูกไม่เข้าใจ..
เหตุใดท่านแม่ถึงเอาแต่คัดค้านเรื่องของลูกกับพี่เฟย...”
คำพูดมันหลุดออกไปเอง โดยไม่ต้องผ่านการกลั่นกรอง
ข้ารู้ว่ามันฟังดูเหมือนบ่นเหมือนอ้อน แต่ในเวลานั้นข้าไม่สนอะไรอีกแล้ว
มันอึดอัดเกินจะเก็บไว้เงียบ ๆ ในใจ
เสียงของข้าแผ่วเบาเหมือนคนหมดแรง แม้จะพยายามข่มอารมณ์ไว้แค่ไหน น้ำเสียงก็ยังสั่นสะท้อนความเสียใจที่ไม่อาจปิดบังได้
“แม่เขาก็เป็นห่วงลูกนั้นเท่านั้นแล..
ลูกรู้หรือไม่..
ในตอนที่แม่ของลูกรู้เรื่องที่เจ้าลูกเขยพูดกับลูกในวันสอบเข้าสำนัก..
แม่เขาแทบจะนั่งเนาปราณตามไปถลกหนังของไอ้เจ้าลูกเขยเสียวันนั้นเลย
แต่ดีนะ..
พ่อแอบขโมยศิลาเต็มจันทร์ (เชื้อเพลิงของเนาปราณ) ออกมาได้ก่อน”
ท่านพ่อหยุดมือที่เช็ดน้ำตาข้า ก่อนปลายนิ้วจะเปลี่ยนทิศขึ้นมาเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าของข้าเบา ๆ
เหมือนเมื่อก่อนตอนข้าแกล้งทำเป็นป่วยเพราะไม่อยากไปเรียนวิชาการปกครอง
พ่อยังเหมือนเดิมเสมอ..
ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่ลูบหัวอย่างนั้นก็พอให้รู้สึกว่า ข้ายังมีที่ให้พิงอยู่
“ไม่ต้องห่วงนะองค์หญิงน้อยของพ่อ..
เรื่องแม่ของลูก.. พ่อจะคุยให้เอง
ลูกก็รู้.. ว่าแม่ฟังที่พ่ออยู่แล้ว
เชื่อพ่อสิ..”
กล่าวถึงตรงนี้ ท่านพ่อก็ได้ดึงข้าเข้าไปกอด
“ส่วนเรื่องของเจ้าลูกเขย..
ลูกไม่ต้องกลัว..
อะไรที่ลูกอยากได้..
พ่อคนนี้จะนำมามอบให้แก่เจ้าเอง..”
คำพูดของท่านพ่อก็ยังเป็นแบบเดิมเสมอ..
ง่ายดาย ราบรื่น และมั่นใจราวกับไม่มีอะไรในโลกที่พ่อจะให้ข้าไม่ได้
ข้าไม่ได้คิดหรอกว่าตัวเองอ่อนแอ..
แต่บางที..
มันก็ง่ายเกินไป ที่จะเคยชินกับการมีใครบางคนปัดปัญหาให้แทน
ตั้งแต่เด็ก..
ข้าก็แค่ยื่นมือ..
ท่านพ่อก็จะหาทุกสิ่งที่ข้าต้องการมากองไว้ตรงหน้า
เช่นสัญญาหมั่นหมายระหว่างข้ากับพี่เฟย..