ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 59 ทะนงเกินหาตระกูลใดเปรียบ

            อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด

            (ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)

             

            หลังจากเนาปราณของกลุ่มคนสกุลตงลงจอดบนพื้นดิน..

            คนที่อยู่บนเนาปราณเหล่านั้นต่างทยอยกันลงมา แต่ว่าเนาปราณที่ควรจะจุคนได้ลำละครึ่งร้อย

            กลับกลายเป็นว่าในแต่ละลำ ต่างมีคนก้าวเดินลงมาเพียงแค่ลำละคน และแต่ละคนยังเป็นคนตระกูลตงเสียทุกคน

            รวม ๆ แล้วมีกันราวยี่สิบคนเห็นจะได้

            คนแรกเป็นบุรุษวัยสามสิบห้าปี ชุดที่มันใส่นั้นล้วนเป็นอาภรณ์สีครามที่มีตะเข็บเย็บเป็นสีทอง

            มันผู้นี้มีนามว่า ตง ตี้ผิง ผู้นำตระกูลตง

            ซ้ำ

            ยังเป็นผู้นำตระกูลห้าเสาหลักที่อายุน้อยที่สุด และนี่เป็นการออกงานอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของมัน

            ตัวคนจึงได้สวมชุดเต็มยศเช่นนี้ราวกับว่ามันกลัวคนอื่นนั้นไม่รู้ว่ามันนั้นคือคนที่มีตำแหน่งรองเพียงคนทั้งห้าในสภาห้าผู้เฒ่าเท่านั้น

             

            คนต่อมาคือตงชเวผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งหรือเรียกเข้าใจโดยง่ายว่าผู้อาวุโสผู้คุมกฎแห่งตระกูลตง

            ผู้มีอีกสถานะถึงคือเจ้าวังยุทธ์ปัญจมิตร

            ส่วนบุรุษอีกสี่คนที่เดินตามหลังตงชเวคือผู้อาวุโสลำดับที่สองถึงห้าของตระกูลตง ไล่จากซ้ายไปขวาคือ

            ตง ชือเต่า ผู้อาวุโสลำดับที่สองผู้รับผิดชอบการฝึกสอนลูกหลานในตระกูล หรือหลายคนในตระกูลเรียกหาว่าอาจารย์ใหญ่

            ตง เชียงตู้ ผู้อาวุโสลำดับที่สาม ทำหน้าที่แบ่งเบาภาระของผู้อาวุโสลำดับที่สองในการสั่งสอนวรยุทธ์รุ่นเยาว์ในตระกูล

            ตง ไช่จิง ผู้อาวุโสลำดับที่สี่ผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายในตระกูลและเบี้ยเลี้ยงรายปีของคนตระกูลตง

            ตง เพยหยู๋ ผู้อาวุโสลำดับที่ห้า มันผู้นี้มีศักดิ์สถานะเป็นเจ้าเมืองมังกรธารา แต่ว่าไม่ใช่ผู้นำตระกูลเหมือนคนตระกูลอื่นที่จะเป็นผู้นำตระกูลพร้อมพวงด้วยตำแหน่งเจ้าเมือง มันเป็นเพียงเจ้าเมืองเท่านั้น

             

            ส่วนคนที่เหลือนั้นก็คือรุ่นเยาว์..คลื่นลูกใหม่ของคนตระกูลตง

            แต่ที่หลายคนรู้จักนั้นมีสามคนคือ

            ตง หลี่เทียน ผู้ชนะศึกปัญจมิตรรุ่นมัธยุทธ์เมื่อสองปีก่อน

            ต่อมาคือ ตง กวนเทียน ผู้ชนะศึกเมื่อปีก่อน

            และคนสุดท้าย ตง เสวี่ยซาน อัจฉริยะแห่งตระกูลในรอบร้อยปี ผู้เป็นร่างสถิตของมังกรเจ้าบาดาลเหนือระดับสี่ดาว

            มันคนนี้ถือเป็นตัวเต็งในปีนี้

            โดยตงหลี่เทียนและตงกวนเทียนนั้น มันทั้งสองคือพี่น้องกัน โดยตงหลี่เทียนเป็นบุตรชายคนแรกของผู้เฒ่ามังกรคนปัจจุบันที่ถือกำเนิดจากภริยาเอกส่วนตงกวนเทียนคือลูกที่เกิดจากภริยารองของผู้เฒ่ามังกร

            ทำให้ในตอนนี้สองพี่น้องร่วมบิดามีสถานะสูงพอสมควรจากการเป็นบุตรชายของผู้เฒ่ามังกร

             

            “ตงเสวี่ยซาน..

            เจ้าคงรู้ใช่หรือไม่ว่าเรื่องที่น้องชายของเจ้าได้ก่อเอาไว้มันเป็นเรื่องอัปยศสำหรับตระกูลตงมากถึงเพียงใด..”

            ตงหลี่เทียนที่อายุมากที่สุดในรุ่นเยาว์ของตระกูลกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมในขณะที่เดินตามหลังอาวุโสของตระกูลไป

             

            “หากเจ้าไม่สามารถกู้ศักดิ์ศรีของตระกูลมาได้..

            เจ้าคงรู้ใช่หรือไม่ว่าตงป๋ายซานมันจะลงเอยเช่นไร?”

            ตงกวนเทียนกล่าวเสริม

             

            “พวกท่านทั้งสองอย่าได้เป็นกังวล”

            ตงเสวี่ยซานกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจที่มีมากเกินจนกลายเป็นความหยิ่งยโส

            “เราเคยพบกับเจ้าคนแซ่หลิวมาแล้วครั้งหนึ่ง..

            มันผู้นั้นอ่อนแอจนน่าสังเวช

            ศึกในครั้งนี้..

            เราไม่เพียงจะเจริญตามรอยพวกท่านที่สร้างชื่อเสียงให้ตระกูล

            แต่สำหรับเจ้าคนแซ่หลิวแล้ว.. เราไม่เพียงจะเอาชนะมัน.. เราจะทำให้เจ้าแซ่หลิวคนนั้นอับอายเสียจนไม่กล้ามีชีวิตอยู่..

            เราจะใช้มันเป็นเครื่องย้ำเตือนคนผู้อื่นว่าอย่าได้ริอ่านลองดีกับคนตระกูลตง!”

            ในความคิดของตงเสวี่ยซาน..

            หลิวเจี้ยนก็ไม่ต่างกับสุนัขตัวหนึ่งที่มาบังอาจฉี่รดประตูบ้านตระกูลตง

            เจ้าคนหน้าหยกปากยาวคนนี้จะไม่ทำเพียงแค่ไล่ให้สุนัขตัวนี้ไปฉี่ที่อื่น

            แต่มันจะนำสุนัขแซ่หลิวตัวนั้นมาแขวนประจานไว้ที่หน้าบ้านตระกูลเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ให้สุนัขตัวอื่นกล้ามาเยี่ยวรดประตูบ้านตระกูลตงอีก

             

            “ดี..

            ขอให้เจ้าทำได้อย่างปากเจ้าว่า.. ตงเสวี่ยซาน”

            ตงกวนเทียนกล่าว

             

            “สร้างชื่อเสียงให้ตระกูลตงรึ?”

            เหมือนคำพูดของตงเสวี่ยซานจะทำให้ตงหลี่เทียนรู้สึกไม่ชอบใจบางอย่าง

            มันถึงกับหยุดเดินจนทำให้คนที่เดินตามหลังมันทั้งหมดต้องหยุดตามก่อนที่ตัวของตงหลี่เทียนจะหันกลับไปมองตงเสวี่ยซาน

            สายตาคนสุดเย้ยหยัน มองไปที่ตงเสวี่ยซานราวกับเด็กน้อยเพิ่งอย่านม

            “ตระกูลตงไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้คนที่เกิดจากเกล็ดเงินอย่างเจ้าสร้างชื่อเสียงให้ตระกูล..

            ขอเพียงเจ้ารักษาสิ่งที่มีอยู่..

            ไม่ทำให้เกล็ดทองอย่างพวกข้าเสื่อมเสียก็พอแล้ว..

            จำใส่กะลาหัวของเจ้าเอาไว้..

            เจ้ากิ้งก่า”

            กิ้งก่า คือคำสแลงของคนตระกูลตงที่เรียกคนที่เป็นเกล็ดเงินแต่มีความสามารถจนได้เปลี่ยนเลื่อนขั้นเป็นเกล็ดทอง

            หรือเอาง่าย ๆ

            มันเป็นคำดูถูกที่คนระดับเกล็ดทองใช้ดูหมิ่นเกล็ดทองที่เคยเป็นเกล็ดเงินมาก่อน

             

            ตงเสวี่ยซานจ้องหน้าประสานตามองไปที่ตงหลี่เทียนอย่างไม่สะทกสะท้าน

            “ใช่..

            เราคือกิ้งก่าที่เปลี่ยนสีได้..

            พวกท่านเองก็ระวังจะเป็นกิ้งก่าก็แล้วกัน..”

            น้ำเสียงตอนนี้ของเสวี่ยซานฟังแล้วดูกระดากหูยิ่งนัก

            “เปลี่ยนจากสีทองเป็นสีเงิน

            พวกท่านระวังเป็นกิ้งก่าจำพวกนั้นก็แล้วกัน..

            เพราะมันดูน่าสมเพชกว่าจากสีเงินเป็นสีทอง..”

            กล่าวจบตงเสวี่ยซานก็เดินใช้ไหล่ชนหัวไหล่ของตงหลี่เทียนจนอีกฝ่ายเซไปสองก้าวใหญ่

            ทำเอาคนที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับอึ้งไม่กล้ามองไปทางเบื้องหน้าอีก

            ตอนแรกตงเสวี่ยซานก็ยังพูดยังกล่าวโดยใช้น้ำเสียงที่ฟังดูเคารพนอบน้อมอยู่บ้าง ด้วยเห็นว่าคนทั้งสองเป็นลูกของผู้เฒ่ามังกร

            แต่ในเมื่ออีกฝ่ายจงใจดูหมิ่นตนเอง

            แล้วมันยังเหลือเหตุผลที่ตงเสวี่ยซานจะต้องแสร้งทำเป็นเคารพอีกฝ่ายอีกหรือ

            .

            .

            ที่เรือนรับรองทางตะวันตกเฉียงเหนือภายในพื้นที่จัดงานประลอง..

            ที่แห่งนี้คือเรือนพิเศษสำหรับคนตระกูลอุสางิโดยเฉพาะ

             

            ก๊อก..ก๊อก..!

            เสียงเคาะประตูบานหนึ่งมาพร้อมกับเสียงของหญิงสตรีวัยใกล้ชรานางหนึ่งเอ่ยขึ้นมา

            “ซากิ..”

            สิ้นเสียงนั้นประตูจึงอ้าเปิดออกพร้อมด้วยร่างของสตรีเจ้าของเสียงที่เดินเข้าไปในห้อง

            สตรีนางนี้นั้นมีนามว่า อุสางิ ยูกิ

            ผู้นำตระกูลอุสางิรุ่นปัจจุบัน

            อุสางิยูกินั้น แม้นางในตอนนี้จะอยู่ในวัยเลขสี่กลาง ๆ แล้ว

            แต่ใบหน้าของนางยังอ่อนเยาว์สะสวยคล้ายเด็กสาวอายุ 25 - 26 อยู่เลย

             

            “ท่านแม่..”

            เสียงของคนที่อยู่ในห้องเอ่ยตอบกลับไป ซึ่งเสียงนั่นก็คืออุสางิซากิ ว่าที่ผู้นำตระกูลอุส่างิรุ่นต่อไป

             

            ตอนนี้อุสางิซากิกำลังนั่งปรับแต่งลมปราณอยู่ เพราะนางเพิ่งฝึกสำเร็จมาถึงระดับสรรพวิถีขั้นต้นเมื่อสองวันก่อน จึงทำให้ตัวนางยังไม่คุ้นชินกับพลังใหม่ของนางที่ได้ถูกเสริมเติมเข้ามาจึงทำให้ภายในห้องนอนส่วนตัวของนางในตอนนี้มีอากาศติดลบจนหนาวสั่น

            เนื่องด้วยตัวของสตรีหญิงตาน้ำแข็งคนนี้ยังไม่อาจควบคุมพลังธาตุได้ดั่งใจ

             

            คนเป็นแม่ที่ไม่ได้พบลูกสาวมาค่อนปีเมื่อได้เห็นพัฒนาการที่ก้าวไกลของลูกสาว

            ดวงตาที่เฉื่อยชาของนางพลันมองไปรอบห้องด้วยความยินดี

            “ลูกคงเพียรฝึกมาตลอด..

            แม่เห็นแบบนี้ก็รู้สึกโล่งใจ..

            ตระกูลอุสางิของเราภายภาคหน้าย่อมดีกว่าแต่ก่อน”

             

            มือที่เคยทำพุทธาของอุสางิพลันเปลี่ยนท่า

            ขาที่เคยนั่งขัดตะหมาดพลันเหยียดออกก่อนตัวของหญิงสาวจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ของนางอย่างแช่มช้า

            “ขอบพระคุณท่านแม่ที่กล่าวชม..

            ลูกเพียงทำให้เต็มที่ในส่วนของลูกเท่านั้นเอง”

             

            “เป็นอย่างไรบ้างลูกรัก..

            เที่ยวเล่นที่เมืองนพบุรีเบื่อหรือยัง? พร้อมที่จะกลับบ้านเราหลังจากจบศึกพร้อมแม่หรือไม่?”

            ในทันที..

            คนเป็นแม่พลันพูดเข้าเรื่อง

            การที่ลูกสาวเพียงคนเดียวนางของย้ายไปอยู่ต่างเมืองต่างภูมิภาคแบบนี้ นางรู้สึกไม่ค่อยชอบใจนัก

            ตัวของผู้นำตระกูลอุสางิอยากที่จะให้ลูกสาวของนางกลับไปที่เมืองศศะจันทราเพื่อที่ตัวของอุสางิยูกิจะได้สอนสั่งเกี่ยวกับการเมืองการปกครองและคอยแนะนำเคล็ดลับในการฝึกด้วยตนเองมากกว่า

             

            “ยังไม่ใช่ตอนนี้ท่านแม่..

            ลูกอยากที่จะลองสมัครสอบเข้าสำนักสาขาหลักดูก่อน..”

            อุสางิซากิตอบด้วยรอยยิ้ม

             

            คิ้วคู่บางของคนเป็นแม่พลันย่นลง

            “เป็นศิษย์สำนักนั้นได้ประโยชน์อันใด? หรือว่าเป็นเพราะเจ้าหม่าเฟยคนนั้นเจ้าถึงได้พยายามที่จะเสือกตัวเข้าไปหามัน?

            ถูกมันปฏิเสธขนาดนั้นยังขายขี้หน้าไม่พออีกรึ?”

            ตัวของอุสางิยูกินั้นไม่พอใจอย่างมากที่ลูกสาวของนางนั้นหลงใหลในตัวของหม่าเฟยถึงเพียงนี้โดยไม่คำนึงถึงสถานะของตนเองว่านางนั้นเป็นถึงว่าที่ผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป

             

            ในส่วนที่เหลือของตอนนี้ จะเป็นการบรรยายผ่านปากของอุสางิซากิ

             

            ถูกคนอื่นพูดแทงใจดำใส่ ข้ายังมีแรงจะยกคางขึ้นประจันหน้าด่ากลับไปได้ทุกคำ

            แต่พอเป็นพอเป็นท่านแม่..

            คนที่ข้าเคยเงยหน้ารอฟังเสมอ..

            มันกลับเหมือนคมมีดกรีดซ้ำตรงที่ข้ารู้แก่ใจดีอยู่แล้ว

            ว่าเขา..

            ปฏิเสธข้า..

             

            ข้าเงียบ..

            เพราะไม่รู้จะเอาเหตุผลข้อใดเอ่ยเถียง

            ดวงตาข้าเริ่มร้อน.. น้ำใส ๆ มันจวนเจียนจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ

            แต่ข้าจะไม่ร้อง..

            ข้าจะไม่เสียน้ำตาให้ใครเห็นอีก

            โดยเฉพาะต่อหน้าท่านแม่

             

            “ข้าตัดสินใจผิดจริง ๆ ที่หมั่นหมายเจ้ากับมันเอาไว้..

            ดูเหมือนพบหม่าเหวินในครานี้..”

            ท่านแม่กะพริบตาช้า ๆ เหมือนกำลังกลืนคำพูดอะไรบางอย่างลงคอ..

            มือของนางยกขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่แตะต้องสิ่งใด..

            ริมฝีปากขยับเร็วขึ้น น้ำเสียงของนางสั่นน้อย ๆ อย่างคนพยายามระงับอารมณ์ไม่ให้ขาดผึ

            ดวงตาคู่นั้นจ้องมาที่ข้าราวกับต้องการให้ข้ายอมรับตามแต่โดยดี

            “..ข้าคงต้องคุยเรื่องยกเลิกการหมะ--!”

             

             

            “ซากิลูกพ่อ..”

             

            ท่านแม่กล่าวความไม่ทันจบ เสียงใหม่ก็ได้พูดแทรกผ่านอากาศเย็นเฉียบราวกับลมหายใจแรกในฤดูหนาว

            ไม่ได้ดังหรือเด็ดขาดอะไรเลยด้วยซ้ำ..

            แต่เพียงแค่ได้ยิน ข้าก็รู้สึกเหมือนหัวใจจะหล่นวูบลงมาอยู่ตรงมือ

            เสียงนั้นเป็นเสียงที่แค่ได้ยิน..

            ก็ทำให้ข้ารู้ว่า..

            ถ้าจะร้องไห้ออกมา.. ก็ร้องได้เลย ไม่มีใครว่า ไม่มีใครห้าม

            พร้อมกับประตูที่อ้าออก

            คนผู้มาใหม่คือบุรุษวัยกลางคน รูปร่างสูงโปร่งแต่ทรงอำนาจ

            ดวงตาของเขาทอแววเฉียบขาดแต่เปี่ยมด้วยอุ่นไอ

            เขาคือ อุสางิ คิริ หรือชื่อเดิม มินามิ คิริ

            ผู้เป็นบิดาของข้า

             

            ข้าจำได้เสมอว่าเมื่อเขาก้าวเข้ามาในห้อง..

            ไม่ว่าอุณหภูมิจะเย็นยะเยือกแค่ไหน..

            มันก็มักอุ่นขึ้นในใจของข้าอย่างประหลาด

             

            ท่านพ่อมองไปรอบห้องครู่หนึ่ง สีหน้าของเขานิ่งอย่างคนที่ชินกับปราณเย็นเฉียบของข้าเสียเต็มประดา

            แต่ข้าเห็นจากแววตาเขา.. เขารู้ว่ามันไม่ใช่ความเย็นธรรมดา

            เขาไม่พูดอะไรสักคำ แค่เดินเข้ามาใกล้ ใช้มือใหญ่นั่นแตะแผ่นไหล่ข้าเบา ๆ อย่างที่เขามักทำเสมอเวลาไม่รู้จะพูดคำไหนให้ลูกสาวที่ดื้ออย่างข้าเข้าใจ

            “ฮ่า..ฮ่า

            ลูกสาวของพ่อนี่ทั้งเก่งทั้งสวยจริง ๆ

            สิบแปดปีสัมผัสสรรพวิถีรึ

            เก่งมาก..เก่งมาก”

            มือของท่านพ่อที่วางนิ่งอยู่บนไหล่ข้าค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาโอบเอาไว้เต็มแรง

            มันไม่แน่นเกินไป..

            แต่ก็มั่นคงพอจะบอกว่า เขาอยู่ตรงนี้..

            ข้าง ๆ ข้าเสมอ

            ดวงท่านตาพ่อเหลือบมองท่านแม่ชั่ววูบหนึ่ง ก่อนริมฝีปากจะขยับเหมือนคนที่คิดอะไรซับซ้อนอยู่ในใจ

            ข้ารู้ดี..

            ท่านพ่อกำลังจะพาข้าหนี

            “เจ้าคงไม่ได้คุยธุระกับลูกอยู่ใช่หรือไม่ ดี ๆ เช่นนั้นข้าขอพาลูกไปเดินเล่นในเมืองสักหน่อย

            กว่าจะฝึกมาถึงระดับนี้ได้คงเพียรพยายามมากพอสมควร

            ปะ..ลูกรัก..ไปเที่ยวกับพ่อหน่อย

            ในเมืองน่าจะมีสายไหมที่ลูกชอบขายอยู่”

            ท่านพ่อเอ่ยจบประโยคแล้วยกมือมาผลักแผ่นหลังข้าเบา ๆ อย่างกับรู้ว่าถ้ายืนนิ่งอยู่อีกวินาทีเดียว..

            น้ำตามันจะหลุดออกมาเสียก่อน

            เขาไม่เหลียวแลสายตาเฉียบคมของท่านแม่ที่จ้องมาดุจมีดสั้น

            ไม่แม้แต่จะแสดงท่าทีสะทกสะท้านต่อริมฝีปากของนางที่กำลังจะขยับพูด

            ข้ารู้เลยว่าท่านพ่อไม่ได้แค่พาข้าออกไปเดินเล่น..

            เขากำลังฉุดข้าออกจากพายุที่พร้อมซัดใส่ได้ทุกเมื่อ

             

            พ่อพาข้าเดินออกจากเรือนอย่างไม่พูดไม่จา จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่ดังตามมา เขาจึงชะงัก ก่อนหันไปเหลือบตามองเหล่าคนติดตามด้านหลังอย่างราบเรียบ

            “ไม่ต้องตามพวกข้ามา.. ข้าอยากมีเวลาส่วนตัวกับลูกสาวของข้า”

            ปกติเขาจะยิ้มอยู่เสมอ แม้ตอนสั่งงานก็ยังมีมุมปากกระตุกขึ้น

            แต่ในนาทีนั้น..

            ท่านพ่อของข้าดูเคร่งขรึมอย่างกับเป็นอีกคนไปแล้ว

            ดวงตานิ่งสนิทจนคนมองต้องหลบ ไม่ใช่แค่คำพูดของเขาที่สั่ง..

            แต่เป็นอำนาจในน้ำเสียงที่ทำให้ไม่มีใครกล้าก้าวตาม

             

            “ตะ..แต่นายท่าน..”

             

            “นี่คือคำสั่ง!”

            ท่านพ่อสวนคำออกไปเสียงดังฟังชัด ไม่แม้แต่จะปล่อยให้นามิได้เอ่ยข้อโต้แย้งให้จบ

            น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบจนข้ารู้สึกเหมือนลมปราณของตัวเองยังเย็นน้อยไปถนัดใจ

             

            นามิถึงกับสะดุ้ง..! หุบปากฉับราวกับลิ้นแข็งไปทันที

            แล้วก็ไม่มีใครกล้าก้าวตามมาอีกแม้แต่ครึ่งก้าว

            ข้ารู้..

            เวลาท่านพ่อจริงจัง..

            ก็ไม่มีใครต้านทานได้..

            ไม่เว้นแม้แต่ท่านแม่ของข้า

             

            เดินมาได้ครู่ใหญ่ ในที่สุดข้าก็ได้อยู่กับพ่อตามลำพังสักที..

            และทันทีที่ไม่มีใครเห็น..

            น้ำใส ๆ ที่พยายามกลั้นมานานก็ไหลลงมาเอง

             

            ท่านพ่อชะงักฝีเท้า..

            ก่อนจะย่อตัวลงมาให้ระดับสายตาเท่ากันกับข้า

            นิ้วโป้งของเขาอุ่นเสมอ.. และตอนนี้มันกำลังเช็ดหยดน้ำตาที่เผลอปล่อยให้ไหลออกไปอย่างแผ่วเบา

            “ดูสิองค์หญิงน้อยของพ่อ.. ตอนร้องไห้ยังสวยเลย..”

            น้ำเสียงที่เคยเอาไว้หยอกข้าตอนเล็ก ๆ กลับมาอีกครั้ง

            มันอาจจะดูขี้เล่น..

            แต่ข้าได้ยินชัดเลยว่าในทุกคำที่ท่านพ่อพูด..

            มันเต็มไปด้วยความห่วงใยจนใจสุดจะอบอุ่น

             

            “ลูกไม่เข้าใจ..

            เหตุใดท่านแม่ถึงเอาแต่คัดค้านเรื่องของลูกกับพี่เฟย...”

            คำพูดมันหลุดออกไปเอง โดยไม่ต้องผ่านการกลั่นกรอง

            ข้ารู้ว่ามันฟังดูเหมือนบ่นเหมือนอ้อน แต่ในเวลานั้นข้าไม่สนอะไรอีกแล้ว

            มันอึดอัดเกินจะเก็บไว้เงียบ ๆ ในใจ

            เสียงของข้าแผ่วเบาเหมือนคนหมดแรง แม้จะพยายามข่มอารมณ์ไว้แค่ไหน น้ำเสียงก็ยังสั่นสะท้อนความเสียใจที่ไม่อาจปิดบังได้

             

            “แม่เขาก็เป็นห่วงลูกนั้นเท่านั้นแล..

            ลูกรู้หรือไม่..

            ในตอนที่แม่ของลูกรู้เรื่องที่เจ้าลูกเขยพูดกับลูกในวันสอบเข้าสำนัก..

            แม่เขาแทบจะนั่งเนาปราณตามไปถลกหนังของไอ้เจ้าลูกเขยเสียวันนั้นเลย

            แต่ดีนะ..

            พ่อแอบขโมยศิลาเต็มจันทร์ (เชื้อเพลิงของเนาปราณ) ออกมาได้ก่อน”

            ท่านพ่อหยุดมือที่เช็ดน้ำตาข้า ก่อนปลายนิ้วจะเปลี่ยนทิศขึ้นมาเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าของข้าเบา ๆ

            เหมือนเมื่อก่อนตอนข้าแกล้งทำเป็นป่วยเพราะไม่อยากไปเรียนวิชาการปกครอง

            พ่อยังเหมือนเดิมเสมอ..

            ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่ลูบหัวอย่างนั้นก็พอให้รู้สึกว่า ข้ายังมีที่ให้พิงอยู่

            “ไม่ต้องห่วงนะองค์หญิงน้อยของพ่อ..

            เรื่องแม่ของลูก.. พ่อจะคุยให้เอง

            ลูกก็รู้.. ว่าแม่ฟังที่พ่ออยู่แล้ว

            เชื่อพ่อสิ..”

            กล่าวถึงตรงนี้ ท่านพ่อก็ได้ดึงข้าเข้าไปกอด

            “ส่วนเรื่องของเจ้าลูกเขย..

            ลูกไม่ต้องกลัว..

            อะไรที่ลูกอยากได้..

            พ่อคนนี้จะนำมามอบให้แก่เจ้าเอง..”

             

            คำพูดของท่านพ่อก็ยังเป็นแบบเดิมเสมอ..

            ง่ายดาย ราบรื่น และมั่นใจราวกับไม่มีอะไรในโลกที่พ่อจะให้ข้าไม่ได้

            ข้าไม่ได้คิดหรอกว่าตัวเองอ่อนแอ..

            แต่บางที..

            มันก็ง่ายเกินไป ที่จะเคยชินกับการมีใครบางคนปัดปัญหาให้แทน

            ตั้งแต่เด็ก..

            ข้าก็แค่ยื่นมือ..

            ท่านพ่อก็จะหาทุกสิ่งที่ข้าต้องการมากองไว้ตรงหน้า

            เช่นสัญญาหมั่นหมายระหว่างข้ากับพี่เฟย..

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน

    จอมหมัดราชันย์

    จอมหมัดราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    123K 157
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    นิยาย แฟนตาซี
    571K 2468
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    144K 224
    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185