ภาพฉากที่คุ้นเคยอย่างการขนของเข้าหอพักเวียนกลับมาหาณรัชต์อีกครั้ง
ในตอนนี้เขากับพ่อและพนักงานรักษาความปลอดภัยที่พักกำลังช่วยกันยกรถมอเตอร์ไซค์สีแดงคันโตลงจากหลังกระบะ
แต่การขนของเข้าที่พักคราวนี้ไม่ใช่หอพักในมหาวิทยาลัยเหมือนอย่างในช่วงชีวิตที่แล้ว เป็นเพียงการขนของเข้าที่พักของเด็กที่เอนทรานซ์ไม่ติดมหาวิทยาลัยที่อยากจะเข้าเรียน และเด็กคนนี้ได้ขอครอบครัวเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองกรุงเพื่อตัดสินใจเรื่องการเรียนต่อด้วยตัวเอง
ในวันที่รู้การสอบเอนทรานซ์ณรัชต์ก็นอนคิดทั้งคืนถึงอนาคตที่เขาจะทำต่อไปเรื่องการศึกษา
ตอนแรกเขาติดว่าจะเลือกเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะคิดว่าเมื่อไม่ได้เรียนกับเพื่อนสนิทอย่างวิทย์งั้นก็เลือกไปเรียนกับเพื่อนสนิทอีกคนก็ได้
สุดท้ายณรัชต์ก็เลือกไปเรียนที่เดียวกับเพื่อนซี้อีกคนอย่างเต้ ที่มหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง ตลาดวิชาสำหรับเยาวชนผู้พลาดหวังจากการสอบเอนทรานซ์
ตอนแรกที่ตัดสินใจว่าไม่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอันดับสามที่สอบได้ ณรัชต์กังวลใจอยู่มากในการที่จะอธิบายในครอบครัวฟังว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น แต่เขาก็ตัดสินใจพูดกับผู้ปกครองถึงสิ่งที่เขาเลือก
แต่ผลตอบรับกลับเหนือความหมายเมื่อเห็นผู้ปกครองไม่มีการตำหนิหรือคัดค้านทางเลือกเขาเลย ณรัชต์ที่แปลกใจจึงแอบกระซิบถามมารดาในเช้าวันถัดไปตอนไปวัดถวายจังหัน(ภัตตาหารเช้า)ด้วยกัน คำตอบของแม่กลับคลายข้อสงสัยถึงสิ่งที่เขาเคยแปลกใจในอดีต
เมื่อชีวิตที่แล้วของณรัชต์สมัยเรียนตั้งแต่ประถมมัธยมจะมีกรอบเข้มงวดอยู่มากจนแทบไม่สามารถคิดหรือทำอะไรนอกเหนือจากที่ผู้ปกครองกำหนดได้ แต่หลังจากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยผู้ปกครองของเขาก็เปลี่ยนไป ไม่ตามจู้จี้ ตั้งคำถามหรือถามหาเหตุผลกับการกระทำของเขาเลย ให้อิสระในการใช้ชีวิตและตัดสินอย่างเต็มที่
แม่บอกว่าที่เป็นแบบนั้นเพราะพ่อกับแม่ของณรัชต์ตกลงกันว่าหลังจากลูกชายเรียนจบชั้นมัธยมปลายก็จะให้อิสระกับลูกอย่างเต็มที่ จะไม่ควบคุม บังคับ ให้ทำตามในสิ่งที่คาดหวังเหมือนที่ปู่เคยทำกับพ่อของเขา
แต่จะว่าไปแล้วการเลือกที่เรียนตามเพื่อนนี่มันดูเหมือนเด็กชอบกลแฮะ….แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงก็ดีกว่าเลือกที่เรียนเพราะอินตามละครหลังข่าวเหมือนช่วงชีวิตที่แล้วละน่า…
หลังจากยกรถมอเตอร์ไซค์คันโตลงมาจอดไว้ที่ลานจอดรถแล้วณรัชต์ก็ตรงไปที่เคาน์เตอร์พนักงานดูแลอะพาร์ตเมนต์ที่อยู่ใต้ตึกชั้นล่าง เขาโทรศัพท์ติดต่อไว้เรียบร้อยแล้วตอนนี้จึงเหลือเพียงทำสัญญาจ่ายค่ามัดจำและรับกุญแจห้องได้ในทันที
หลังจากเซ็นสัญญาเช่าห้องเสร็จณรัชต์กับพ่อช่วยกันยกของใช้ที่หนักๆขึ้นบันได ส่วนแม่กับพี่สาวก็ถือของเล็กๆ น้อยๆตามขึ้นมาด้วย ซึ่งของที่ขนมาก็มีไม่มากตามแบบฉบับของผู้ชายทั่วไปที่มีของติดตัวกันไม่มาก
ด้วยความที่ในชีวิตที่แล้วณรัชต์เคยผ่านมหันตภัยน้ำท่วมใหญ่มาเขาจึงเลือกจะพักอยู่ชั้นสามที่สามารถขึ้นลงสะดวกได้ด้วยบันไดโดยไม่ต้องใช้ลิฟต์ เพราะประสบการณ์เมื่ออาศัยอยู่ห้องพักชั้นสูงแล้วลิฟต์ใช้งานไม่ได้นั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
หลังจัดห้องพักเสร็จในเวลาไม่นานครอบครัวณรัชต์ก็ลงมารับประทานอาหารมื้อเย็นด้วยกันที่ร้านอาหารข้างที่พัก
เสร็จจากการรับประทานอาหารณรัชต์ก็บอกลาครอบครัวเตรียมใช้ชีวิตใหม่คนเดียวในเมืองกรุง
แต่แม่ของเขาเหมือนยังไม่วางใจ ตระเวนไปฝากฝังผู้เช่าคนใหม่กับพนักงานเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ แม่บ้าน พนักงานรักษาความปลอดภัย แม่ค้าร้านของชำกับร้านยาและร้านซักอบรีดใต้ตึก กระทั่งไปจุดธูปพร้อมพวงมาลัยฝากฝังกับเจ้าที่ที่ศาลพระภูมิของตึกอะพาร์ตเมนต์แห่งนี้
เรียกว่ามาวันแรก ร้านค้าต่างๆใต้อาคารและพนักงานต่างก็รู้จักณรัชต์กันถ้วนหน้าหมดแล้ว
ซึ่งถ้าเป็นช่วงชีวิตที่แล้วจำได้ว่าตอนแม่ของเขาเริ่มจะไปคุยฝากฝังกับผู้ดูแลหอพักก็ถูกณรัชต์ผู้เป็นลูกชายเคี่ยวเข็ญเร่งให้กลับไปทันทีเพราะรู้สึกอายตามประสาวัยรุ่น แต่ตอนนี้ณรัชต์เข้าใจถึงความรักและความห่วงใยของมารดาดีจึงปล่อยให้อีกฝ่ายทำไปได้ทุกอย่างเพื่อความสบายใจ
ก่อนจะขึ้นรถกลับแม่ของณรัชต์ยังเปิดกระเป๋าหยิบธนบัตรเงินสดที่มีเหลืออยู่ในกระเป๋าทั้งหมดส่งให้ลูกชาย ด้วยกลัวว่าลูกชายจะไม่มีเงินพอใช้ทั้งที่ให้รายเดือนไปตั้งแต่ก่อนมาแล้ว และเหมือนจะยังไม่วางใจ ยังสะกิดสามีเอากระเป๋าสตางค์ของอีกฝ่ายมาเปิดพร้อมกับกวาดธนบัตรที่เหลืออยู่ในซองธนบัตรทั้งหมดออกมาก่อนส่งให้ลูกชาย
ถ้าไม่ถูกสามีทักท้วงเกรงว่ากระทั่งค่าน้ำมันรถในขากลับภรรยาก็คงไม่เหลือไว้ ประเคนเงินติดตัวที่เหลือให้ลูกชายไปหมด เพราะกลัวลูกคนเล็กจะอดๆอยากๆมีเงินไม่พอใช้เมื่ออยู่ห่างไกลมารดา
นันทรัตน์ได้แต่กลอกตาอย่างเหนื่อยหน่ายกับมารดา ก่อนจะต้อนอีกฝ่ายที่ร่ำลาลูกชายไม่รู้จักจบสิ้นขึ้นรถ แล้วเดินไปสั่งความน้องชายบ้าง
“ให้เรียบร้อยนะตอนฉันมา”นันทรัตน์กำชับน้องชาย เพราะหญิงสาวยังต้องกลับมาเมืองกรุงอีกครั้งเพื่อฝึกงานหลังจากสอบวิชาสุดท้ายในภาคฤดูร้อน
หนึ่งในเป้าหมายของการเข้าเมืองกรุงของณรัชต์คือบริษัท TS พาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โจทก์เก่าที่เคยทำเขาพลาดท่าเสียหายเรื่องการลงทุนเมื่อช่วงชีวิตที่แล้ว และเพื่อต้องการข้อมูลเพิ่มเต็มณรัชต์จึง‘แนะนำ’พี่สาวให้สมัครฝึกงานที่บริษัทแห่งนี้ ซึ่งนันทรัตน์ก็รับปากตามคำแนะนำ เพียงแต่ตั้งข้อแม้ว่าน้องชายผู้แนะนำต้องรับผิดชอบ ‘อำนวยความสะดวก’ให้พี่สาวอย่างเต็มที่ตามเงื่อนไขที่เสนอไป เพราะทำให้อีกฝ่ายต้องลำบากลำบนมาฝึกงานไกลถึงเมืองหลวง
“ครับผ้ม” ณรัชต์ตะเบ๊ะให้พี่สาวด้วยรอยยิ้ม
ช่วงหลังมานี้แม้พี่สาวเขายังคงทำตัวเหมือนเดิม แต่ณรัชต์รู้ว่าเธออ่อนข้อให้กับเขามากกว่าเดิมแล้ว แค่ดูได้จากมื้ออาหารต่างๆที่พี่สาวขารับหน้าที่เป็นคนทำ ซึ่งช่วงหลังมานี้กับข้าวส่วนใหญ่เริ่มมีของโปรดของเขาเข้ามาในเมนูบ้างแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนต้องรอให้แม่ทำเท่านั้นณรัชต์ถึงได้กินของที่ชอบ
ครั้งนี้เขาจึงพร้อมอำนวยความสะดวกในช่วงฝึกงานของพี่สาวอย่างเต็มที่
หลังจากยืนมองส่งรถครอบครัวกลับไปแล้วก็กลับขึ้นห้อง
ห้องพักของณรัชต์เป็นห้องพักแบบสตูดิโอทั่วไปที่ไม่มีผนังแบ่งกั้นพื้นที่ มุมหนึ่งด้านในวางเตียงนอน ปลายเตียงมีตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเครื่องแป้ง อีกมุมนั่งเล่นมีโซฟาเบดรูปตัวแอลกับโต๊ะเข้าชุด มีชั้นวางโทรทัศน์ตั้งอยู่ไม่ห่างระหว่างปลายเตียงกับชุดโซฟา ตรงประตูทางเข้าด้านหนึ่งเป็นห้องน้ำที่ตรงข้ามเป็นมุมครัวเล็กๆ กับตู้เย็น ถัดมามีโต๊ะขนาดเล็กกับเก้าอี้เอกประสงค์อีกชุดหนึ่งที่เป็นได้ทั้งโต๊ะทำงานกับโต๊ะอาหาร
เป็นห้องสตูดิโอขนาดกลางที่พื้นที่กว้างขวางทำให้ไม่ดูอึดอัด
ณรัชต์เลือกพักที่นี่เพราะช่วงชีวิตที่แล้วมีช่วงหนึ่งที่เขาเรียนปริญญาโทเพิ่มเติมเมื่อคราวทำงานในเมืองกรุงฯ ตอนนั้นมีงานกลุ่มอย่างหนึ่งที่เขากับเพื่อนร่วมคลาสซึ่งพักที่นี่ได้ทำงานร่วมกัน จึงทำให้ได้มีโอกาสมาที่อะพาร์ตเมนต์แห่งนี้ พอต้องหาพักสำหรับเข้ามาเรียนในเมืองกรุงฯเขาจึงนึกถึงที่นี่ในทันที เพราะเป็นที่พักที่ดี กว้างขวางสะดวกสบาย อยู่ในพื้นที่ใกล้สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า และสถาบันอุดมศึกษาที่เขาคิดจะสมัครเข้าเรียน แม้จะแพงไปสักหน่อยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีทั่วไปแต่ก็ไม่มาก
วันต่อมาณรัชต์ก็ไปห้างค้าปลีกใกล้ที่พักเพื่อซื้อของใช้ในบ้านต่างๆ สำหรับที่พักแห่งใหม่ของเขา พร้อมกับสำรวจอาณาบริเวณของที่อยู่อาศัยใหม่ที่เขาอาจจะต้องอยู่ไปอย่างน้อยสี่ปี
*****
เช้าวันหลังจากจากซื้อของเข้าห้องพักณรัชต์ก็ตื่นแต่เช้าเพื่อไปสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย พราะยังไม่ได้ซื้อชุดนักศึกษาเขาจึงไปแต่งตัวไปสมัครเรียนด้วยชุดเสื้อผ้านักเรียนมอปลาย
ขณะถือเอกสารสำหรับการสมัครเรียนเดินเข้ามหาวิทยาลัยก็มองเห็นความคึกคักต่างๆในวันสุดท้ายของการรับสมัครนักศึกษาใหม่
กับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ณรัชต์ไม่ถือว่าเป็นหน้าใหม่ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาตัดสินใจมาเรียนกับเต้ เพราะเขาเคยเข้ามาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้หลายครั้งแล้วเมื่อช่วงชีวิตที่แล้ว ครั้งแรกคือสมัยสอบเตรียมทหารช่วง ม.4 ครั้งต่อมาคือเมื่อตอนเขามาสมัครเรียนต่อปริญญาโท
เรื่องนี้ต้องเท้าความถึงตำแหน่งงานสุดท้ายในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา ผู้จัดการฝ่ายผลิตและซ่อมบำรุง อันเป็นการควบงานในสองตำแหน่งคือ ผู้จัดการฝ่ายผลิตและผู้จัดการฝ่ายซ่อมบำรุง
ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีณรัชต์เป็นเพียงผู้จัดการฝ่ายซ่อมบำรุงของบริษัทขนาดกลางที่มีโครงสร้างการบริหารไม่ซับซ้อนแห่งนี้เท่านั้น ต่อมาจู่ๆกรรมการผู้จัดการที่ควบตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตเกิดลาออกไปตั้งบริษัทเองพร้อมกับหอบลูกค้าจำนวนหนึ่งติดมือไปด้วย พลอยทำให้ตำแหน่งบริหารงานของบริษัทต้องว่างถึงสองตำแหน่งสำคัญ ทำให้เจ้านายสูงสุดเจ้าของบริษัทที่เคยวางมือแล้วตั้งให้ลูกน้องคนใกล้ชิดเป็นกรรมการผู้จัดการแล้วตัวเองขยับไปเป็นประธานกรรมการ ต้องกลับลงมาทำงานบริหารเป็นกรรมการผู้จัดการอีกครั้ง
ต่อมาเจ้านายคนนี้ของณรัชต์ก็ผลักดันเขาเข้ามารักษาการตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตชั่วคราวอีกหนึ่งตำแหน่ง (ทำให้เขาต้องรับผิดชอบงานทั้งสองฝ่ายแต่เงินเดือนไม่ขึ้นแต่อย่างใด) ในส่วนฝ่ายผลิตนั้นวุ่นวายเรื่องคนมาก ณรัชต์จึงโยนงานให้รองผู้จัดการฝ่ายนี้ดูแลเป็นส่วนใหญ่ส่วนตัวเองไปเน้นดูฝ่ายซ่อมบำรุงเป็นหลักเหมือนเดิม
แต่ผ่านไปเป็นปีเจ้านายกลับไม่คิดหาคนมาทำงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตคนใหม่ แถมยังให้เขาไปสมัครเรียนต่อปริญญาโทบริหารเพิ่มเติมอีก ณรัชต์จึงจำต้องสละเวลาวันหยุดอันมีค่าไปสมัครเรียนต่อปริญญาโทในสาขายอดฮิตด้านการบริหาร
เรียนไปได้สักพักณรัชต์ก็โบกมือลา เพราะแทนที่วันหยุดจะได้พักมีเวลาทำอย่างอื่นเหมือนในอดีต อย่างการเข้าวัด ทำบุญ ปฏิบัติธรรม แต่หลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งอาทิตย์กลับต้องมานั่งเรียนตั้งแต่เช้ายันค่ำจนถึงดึกอีก
เขารู้ว่าเจ้านายกำลังจะผลักดันเขาขึ้นมาแทนในตำแหน่งบริหารเพื่อที่ตัวเองจะกลับไปนั่งสบายเป็นประธานบอร์ดเหมือนเดิม และคงไม่ได้เห็นว่าเขาเก่งกาจอะไรหรอก เพียงแต่เห็นเป็นลูกน้องที่ว่าง่ายก้มหน้าก้มตาทำงานไม่หือไม่อือเท่านั้นแหละ แต่ณรัตน์รู้จักตัวเองดี ให้เขาคุมพนักงานลูกน้องสักสิบยี่สิบคนนั้นพอได้ แต่จะให้ไปบริหารคนหลายร้อยหลายพันคนหรือบริหารองค์กรนั้นเขาไม่ถนัดเลยและยอมรับว่าไม่มีความสามารถมากพอ
และสุดท้ายแล้วในตอนนั้นเขาอาจจะแค่อยากใช้ชีวิตไปวันๆอย่างโดดเดี่ยวรอคอยวันสุดท้ายของชีวิตเพียงแค่นั้นกระมัง..
ณรัชต์มาถึงสถานที่รับสมัครนักศึกษาใหม่ก็จรงไปจ่ายเงินซื้อใบสมัครแล้วนำเอกสารใบสมัครไปกรอกในพื้นที่จัดไว้ พร้อมกับเรียงเอกสารตามที่ในใบสมัครแจ้งเพื่อยื่นหลังกรอกข้อมูลเสร็จ
กรอกรายละเอียดต่างๆ ในใบสมัครจนใกล้เสร็จก็มีนักเรียนอีกคนที่คงจะมาสมัครเรียนเหมือนกันนั่งเก้าอี้ข้างๆ
ณรัชต์เงยหน้ามองก็เห็นหนุ่มน้อยร่างสันทัดหน้าตาซื่อๆเพื่อนร่วมโต๊ะ อีกฝ่ายกรอกเอกสารใบสมัครไปได้สักพักก็เงยหน้าขึ้นมาถามณรัชต์ที่นั่งข้างๆถึงข้อสงสัยในใบสมัคร
ณรัชต์ก็ช่วยอธิบายถึงรายละเอียดและวิธีในการเขียนตอบคำถามในใบสมัครพร้อมกับรับคำขอบคุณที่ช่วยเหลืออยู่ซ้ำๆ หลายครั้ง
ยิ่งเมื่อคู่สนทนาเห็นใบสมัครของณรัชต์ที่เขียนที่อยู่ในใบสมัครจึงรู้ว่าคนทั้งคู่มาจากจังหวัดเดียวกัน ยิ่งดีใจเหมือนบังเอิญได้พบญาติต่างจังหวัดในเมืองกรุง
“เราชื่อ สมหมาย เรียกหมายก็ได้ บ้านเราอยู่…” บอกชื่ออำเภอหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน
ณรัชต์จึงได้เพื่อนใหม่ในมหาวิทยาลัยคนแรกตั้งแต่ยังไม่ทันได้สมัครเรียน
หลังจากกรอกใบสมัครเสร็จ ณรัชต์กับสมหมายเพื่อนใหม่ นำใบสมัครไปยื่นและทำตามขั้นตอนต่างๆ ในการสมัคร ทยอยส่งเอกสารการสมัคร จ่ายเงิน ลงทะเบียนเรียน ถ่ายรูปติดบัตรนักศึกษาตามโต๊ะต่างๆ ในเวลาไม่ถึงชั่วโมงก็เป็นอันสมัครเรียนเสร็จเรียบร้อย
ณรัชต์เดินออกจากหอประชุมที่เป็นอาคารรับสมัครออกมาพร้อมกับเพื่อนใหม่อย่างสมหมาย เส้นทางตรงทางออกจากอาคารรับสมัครนักศึกษาใหม่มีการตั้งโต๊ะต่างๆของรุ่นพี่เพื่อชี้ชวนนักศึกษาน้องใหม่เข้าร่วมกลุ่ม
ณรัชต์ไม่ค่อยสนใจเรื่องกิจกรรมพวกนี้นัก เพราะช่วงชีวิตที่แล้วสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเขาก็โดดรับน้องไม่ได้ร่วมกิจกรรมแต่ก็สามารถเรียนจบมาได้ ดังนั้นเขาจึงกะจะชวนสมหมายเดินผ่านกลุ่มรุ่นพี่ที่กำลังชี้ชวนนักศึกษาหน้าใหม่ไปโดยไม่ต้องสนใจ
แต่เพราะใส่ชุดนักเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง ณรัชต์จึงถูกรุ่นพี่ในจังหวัดของเขาสังเกตเห็นได้ง่าย จึงต่างพากันเข้ามาเชิญชวนรุ่นน้องโรงเรียนเข้าร่วมกลุ่มเดียวกัน
แต่ยังไม่ทันได้ตอบรับหรือปฏิเสธณรัชต์ก็ถูกรุ่นพี่ต้อนหน้าตอนหลังให้เดินตามไปส่วนสมหมายที่เดินมาด้วยกันกับเขาก็ถูกต้อนตามไปด้วยพร้อมกับนักศึกษาสมัครใหม่หมาดๆอีกสามคนที่ออกมาจากอาคารไล่ๆกัน
เดินตามรุ่นพี่มาจนถึงใต้ร่มไม้ข้างอาคารที่มีกลุ่มคนนั่งอยู่ที่พื้นอยู่กลุ่มใหญ่ซึ่งณรัตช์เดาว่าคงเป็นรุ่นน้องหน้าใหม่เหมือนตัวเขา ส่วนคนยืนอยู่รายรอบล้อมกลุ่มรุ่นน้องก็คงจะเป็นรุ่นพี่กลุ่มที่ต้อนพวกเขามา
ณรัชต์ถูกดันไปยืนเรียงหน้าอยู่ด้านหน้ากลุ่มรุ่นน้องที่กำลังนั่งอยู่บนพื้น เขากวาดสายตาเพียงแวบเดียวก็เห็นเต้….เพื่อนสนิทนั่งหัวโด่อยู่ในแถวกลางกลุ่มรุ่นน้อง
ณรัชต์ไม่ได้บอกเพื่อนสนิทว่าเขาจะสมัครเรียนที่เดียวกันกับอีกฝ่ายจึงได้รับสายตาที่ตกตะลึงแกมงุนงงของเพื่อนสนิทที่มองสบตามา
“น้องใหม่แนะนำตัวเองให้เพื่อนๆ พี่รู้จักหน่อยครับ เริ่มจากคนแรกชุดนักเรียนนั่นเลย”กลุ่มที่ถูกต้อนมากลุ่มรับน้องจังหวัดมีณรัชต์กับสมหมายสองคนที่ใส่ชุดนักเรียนส่วนอีกสองคนใส่ชุดนักศึกษา
“สวัสดีครับ ณรัชต์ครับ ชื่อเล่นชื่อ นะ คณะนิติฯ ครับ”
หลังจากทยอยแนะนำตัวกันเสร็จรุ่นน้องกลุ่มล่าสุดก็ถูกต้อนในไปนั่งในแถวร่วมกับกลุ่มรุ่นน้องคนอื่นๆ
ณรัชต์ตรงไปนั่งในแถวใกล้ๆเต้ ก่อนทักทายเพื่อนสนิทที่นั่งมองอย่างุนงงที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมแนะนำสมหมายเพื่อนใหม่ที่นั่งอยู่ด้านหลังให้เต้รู้จัก พอหายแปลกใจเต้ก็ยื่นมือออกมาตบมือไฮไฟว์ทักทายกับณรัชต์ด้วยความดีใจ และต่อมาก็ยังแนะนำเพื่อนในแถวที่นั่งข้างหลังที่รู้จักกันเมื่อวันสมัครเรียนวันแรกให้ณรัชต์รู้จัก
ทักทายกันเสร็จณรัชต์ก็สอบถามเพื่อนสนิทว่าทำไมกลุ่มนักศึกษาใหม่ที่นั่งอยู่กลางวงหลายคนเหล่านี้ทำไมแทบทั้งหมดถึงไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนหรือชุดนักศึกษาแบบกลุ่มพวกเขา
“ที่นั่งอยู่นี่สมัครเรียนตั้งแต่วันก่อนหน้านี้แล้วเว้ย วันนี้รุ่นพี่เลยนัดมาชุมนุมปฐมนิเทศรับน้องซุ้มจังหวัดพร้อมกับพวกคนมาสมัครวันสุดท้ายแบบพวกแกไง”เต้อธิบาย
หลังจากกลุ่มณรัชต์เข้ามานั่งแล้วรุ่นพี่ยังปล่อยให้รุ่นน้องนักศีกษาใหม่ทักทายทำความรู้จักกับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ไปพลางรอรุ่นน้องคนอื่นๆที่ยังมาไม่หมด
เต้อธิบายให้ณรัชต์ผู้เป็นหน้าใหม่เข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบกลุ่มในมหาวิทยาลัยนี้
ในมหาวิทยาลัยเก่าของณรัชต์ก็มีแต่ระบบรับน้องคณะ กับรุ่นพี่สายรหัส แต่มหาวิทยาลัยเปิดที่มีนักศึกษามากมายนี้แตกต่างกัน เพราะมีการตั้งกลุ่มต่างๆขึ้นมามากมายสำหรับนักศึกษาที่มาเข้าเรียนจากจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ โดยกลุ่มกิจกรรมนี้เรียกว่า ซุ้ม แล้วแต่ว่าจะก่อตั้งจากสมาชิกอะไร มีทั้งซุ้มจังหวัด ซุ้มอำเภอ หรือซุ้มอื่นๆแล้วแต่นักศึกษาจะตั้งกลุ่มทำกิจกรรมสืบต่อกันไป อย่างที่ณรัชต์ถูกต้อนมาจนได้เจอเต้ในวันนี้ก็เป็นซุ้มชมรมจังหวัดของพวกเขา
แต่กลุ่มกิจกรรมพวกนี้ก็ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าสมาชิกจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามชื่อ เช่นซุ้มนี้เป็นซุ้มจังหวัดบ้านเกิดณรัชต์ แต่ก็มีคนจากจังหวัดอื่นๆเข้ามาร่วมได้ เช่นเพื่อนใหม่ของเต้ชื่อนายที่นั่งอยู่ด้านหลังก็เป็นคนกรุงเทพแต่ถูกเต้ลากมาเข้าซุ้มด้วย คงประมาณเหมือนกลุ่มเพื่อน-รุ่นพี่รุ่น้อง กลุ่มกิจกรรมชมรมประมาณนั้น
หลังจากอธิบายเสร็จเต้ก็เริ่มถามคำถามที่คาใจว่าเพื่อนซี้ผู้มีคะแนนสอบใช้ได้และยังเคยเอนทรานซ์ติดในรอบแรกมาสมัครเรียนที่นี่ได้ยังไง
ณรัชต์ร่ายยาวพูดถึงอัตราจำนวนคนสอบเอนทรานซ์ที่สามแสนกว่าคน ในขณะที่จำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยรัฐมีเพียงหนึ่งแสนกว่าที่เท่านั้น (ในขณะที่ช่วงเวลาที่เขาจากมา มีที่นั่งมีราวสี่แสน ในขณะที่คนประสงค์จะเรียนต่อเพียงสามแสน หมายความว่ามีที่นั่งเยอะกว่าคนเรียนเสียอีก) ซึ่งหมายความว่าคนที่สอบเอนทรานซ์ติดนั้นมีเพียงราวหนึ่งในสามเท่านั้น
บวกกับหลังต้มยำกุ้งที่มีหลายอาชีพจบไปแล้วตกงานเป็นจำนวนมาก แต่คณะลำดับหนึ่งกับลำดับสองที่ณรัชต์เลือกกลับเป็นอาชีพที่เฟื่องฟูอยู่ได้แม้ประสบวิกฤติต้มยำกุ้ง เพราะหลังวิกฤติต่างมีคดีฟ้องร้องกันมากมาย สำนักงานทนายความหลายแห่งแทบจะรับงานไม่หวาดไม่ไหว โดยเฉพาะการฟ้องร้องในคดีแพ่ง แม้สุดท้ายลูกความได้เพียงกระดาษหนึ่งใบโดยไม่ได้เงินคืนมาจากลูกหนี้ก็ตามแต่ที่ปรึกษากฎหมายและทนายความยังได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ในช่วงเวลานี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คะแนนในคณะที่ณรัชต์เลือกในปีนี้สูงขึ้นอย่างมากจนเขาสอบไม่ได้
“ตอบสั้นๆว่าเอนฯไม่ติดก็ได้ จะกลัวเสียฟอร์มทำไมวะ” เต้พูดสรุปดักคอเพื่อนซี้ที่ร่ายยาวมา
“เอนฯติดเว้ย แค่ได้อันดับสามเลยไม่เอา” ชายหนุ่มผู้มีนิสัยไม่ยอมเสียหน้าพยายามอธิบายแก้ต่าง
หลังจากพูดคุยเล่นกันกับเพื่อนสนิทและเพื่อนใหม่ไม่นาน เสียงเรียกจากรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็พูดถึงรุ่นน้องที่นัดไว้กลุ่มสุดท้ายที่กำลังเดินเข้ามาให้แนะนำตัวเอง
เต้สะกิดณรัชต์ให้ดูกลุ่มสุดท้ายที่กำลังแนะนำตัว “อย่างแจ่ม 9 คะแนนว่ะ ไม่สิ 9.5”
สมัยขึ้นมอปลายใหม่ๆตอนได้เรียนกับเพื่อนผู้หญิงครั้งแรก เต้กับณรัชต์คู่เพื่อนซี้วัยรุ่นผู้มีความสนใจในเพศตรงข้ามมักมีรหัสและส่งสัญญาณเรียกกันอยู่เสมอเมื่อได้พบเจอสาวสวยพร้อมมีการให้คะแนนเพื่อเช็กว่าเพื่อนซี้มีความเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์หรือไม่
ณรัชต์หันไปมองตามการสะกิดของเพื่อน การได้ 9.5 คะแนนจากเต็ม 10 นั้นสูงมาก เพราะตอนเจอส้มครั้งแรกเต้ยังให้เพียงแค่ 9 คะแนนเท่านั้น
ณรัชต์กวาดสายตามองคนที่ได้ 9.5 คะแนนจากเต้ หญิงสาวหน้าขาวผ่อง ผิวเนียน ใส่เสื้อคาร์ดิแกนแขนยาวปลดกระดุมซึ่งทับเสื้อยืดตัวสั้นอยู่ด้านใน ส่งผลทำให้เวลาหญิงสาวยกมือยกไม้ชายเสื้อยืดตัวเล็กจะลอยขึ้นสูงจนเห็นเอวบางขาวผ่องกับสะดือเล็กๆที่มีจิวรูปดาวห้อยอยู่อย่างน่ารัก
เขาเดาว่า 0.5 คะแนนที่เพิ่มขึ้นมาหลังจากตอนแรกที่ให้ 9 คะแนนของเพื่อนสนิท คงมาจากเอวบางๆและตุ้งติ้งเล็กๆที่สะดือนั่นล่ะ
“สวัสดีค่ะ ชื่อ ญารดา ชื่อเล่น หยา คณะบริหารค่ะ” เมื่อมีสาวสวยเข้ามา เสียงเชียร์ประกอบกับเสียงตบมือของรุ่นพี่รุ่นน้องจำนวนมากจึงดังขึ้นในทันทีตั้งแต่ก่อนเริ่มแนะนำตัวจนณรัชต์ไม่ได้ยินด้วยซ้ำว่าหญิงสาวพูดอะไร
ณรัชต์เงยหน้าจากตุ้งติ้งเล็กๆที่ดึงดูดสายตาเงยหน้าขึ้นมองหน้าเพื่อนนักศึกษาใหม่ที่กำลังยืนแนะนำตัวอยู่ด้านหน้า สบตากันอีกฝ่ายก็เลิกคิ้วมองมาอย่างแปลกใจ
ณรัชต์ชะงักลืมตัวลุกขึ้นยืนอย่างงงวยพร้อมกับออกปากสอบถามอย่างรู้สึกคาใจตั้งแต่พริบตาที่ได้สบตากัน
“เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าครับ” ทำไมเขาถึงรู้สึกคุ้นๆจังแฮะ
“น่าจะยังไม่เคยเจอกันนะคะ…” ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มพร้อมแววตาขี้เล่น
หลังจบคำตอบณรัชต์ผู้จู่ๆก็ลุกขึ้นถามน้องใหม่ที่กำลังแนะนำตัวก็โดนทั้งน้องใหม่และรุ่นพี่ที่อยู่รอบๆโห่แซวขึ้นมาทันทีอย่างกระหึ่มพร้อมเพรียงกันอย่างเห็นเป็นเรื่องตลก
“โอ้โห มุกโคตรคลาสสิค”
ณรัชต์ได้แต่เกาคางอย่างเขินๆแล้วรีบนั่งลงเมื่อนึกได้ว่าการกระทำตัวเองมันดูน่าอายจริงๆ แถมคำถามก็เป็นประโยคมุกเก่าแก่ของผู้ชายไว้ทักหญิงสาวที่สนใจอีกด้วย
แม้จะนั่งลงแล้วณรัชต์ก็ยังคงถูกแซวจากเพื่อนใหม่ที่นั่งอยู่รอบๆตัว
“เจอกันในฝันหรือเปล่าวะเพื่อน”เสียงเพื่อนใหม่ที่นั่งใกล้ทักแซวกับคำถามของณรัชต์
“นางในฝันเหรอน้อง” เสียงรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ร่วมวงแซวไปด้วย
หลังจากนั้นรุ่นน้องกลุ่มสุดท้ายที่แนะนำตัวเสร็จก็ทยอยเดินเข้ามาในแถวที่เพื่อนๆนั่งอยู่
หญิงสาวต้นเหตุที่ทำให้ณรัชต์ต้องอับอายผู้คนเดินเข้ามาในแถวผ่านเขาเพื่อไปนั่งต่อแถวที่ด้านหลัง แต่ก่อนจะเดินผ่านไปก็ได้พูดกระซิบเปรยเบาๆพอให้ณรัชต์ที่นั่งอยู่ข้างทางที่เดินผ่านได้ยิน
“หวัดดีหมูอ้วน ได้เจอตัวจริงสักทีนะ” พูดเสร็จก็เดินไปนั่งด้านหลังกับเพื่อนกลุ่มสุดท้าย
เพื่อนสนิทของณรัชต์หูผึ่งขึ้นทันทีที่ได้ยินประโยคทักทายก่อนจะรีบชะโงกหน้าจากแถวด้านข้างยื่นหน้ามากระซิบถามกับเพื่อนซี้ทันที
“รู้จักกันด้วยเร๊อะไอ้นะ ซุ่มอีกแล้วนี่หว่า ใครอะ สวย เซ็กซี่ ขี้เล่น เอ๊ะ!! นี่มันสเปคแกเลยนี่หว่าไอ้นะ” เต้นึกทบทวนถึงสเปคเพื่อนในอดีตโดยมีส้มเป็นต้นแบบ
ณรัชต์ทำหน้าไม่ถูกไม่รู้จะตอบคำถามเต้อย่างไร
เมื่อถูกหญิงสาวทักด้วยชื่อเล่นที่มีเพียงพี่สาวเขาเท่านั้นที่เรียก ณรัชต์ก็จำได้ในทันทีเพราะแม้จะมีเพียงพี่สาวของเขาคนเดียวที่เคยเรียกด้วยชื่อนี้ แต่เขาก็เคยเล่าปรับทุกข์ถึงชื่อเล่นวัยเด็กที่เคยถูกพี่สาวเรียกขานอย่างกึ่งล้อเลียนให้หญิงสาวคนหนึ่งฟังทางจดหมาย
หญิงสาวผู้เขียนจดหมายติดต่อหากันตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.1 จนถึง ม.6 เป็นระยะเวลายาวนาน 6 ปี นับได้กว่าร้อยฉบับ
ซึ่งก็คือ เพนเฟรนด์ หรือเพื่อนทางจดหมายของเขานั่นเอง
ณรัชต์ไม่คิดว่าโลกจะกลมขนาดนี้
*****