เช้าวันนี้ไป่ฉียังลงมารอที่ล็อบบี้ของโรงแรมเป็นคนแรก คนที่เดินลงมาที่ล็อบบี้ในช่วงเช้าแบบนี้ต่อจากไป่ฉีคือ จูเหลียน เมื่อเธอเห็นไป่ฉี เธอก็เดินเข้ามาหาไป่ฉีทันที
“ไง กินข้าวเช้ารึยัง ถ้าไม่กินอะไรไว้บ้างเดี๋ยวจะกินได้น้อยนะ” จูเหลียนกล่าว
“เรียบร้อยแล้วครับ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก ยังเมื่อยกรามอยู่ไหมครับ” ไป่ฉีถาม
“เฮ้อ ถ้าวันนี้เจอของที่ต้องเคี้ยวหนัก ๆ อีก คงแย่แน่ ๆ” จูเหลียนทำหน้าเหนื่อยขึ้นมา การแข่งขันเมื่อวานทำให้เธอเมื่อยกรามมาก ขนาดเธอกินเนื้อเป็นประจำอยู่แล้วยังแทบจะไม่รอด ไม่ต้องพูดถึงว่าคนอื่นจะเป็นยังไง
“คุณจูเหลียนน่าจะชินกับการแข่งขันมากกว่าผมนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“รายการมันเปลี่ยนไปทุกปีนั่นแหละ ความชินมันแค่ชินกับบรรยากาศการแข่งขันเท่านั้นแหละ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้แผนนายเมื่อวานนะ รอบแรกนายเร่งกินเพื่อให้คนอื่นรีบกินตาม มันจะทำให้พวกเขากินได้น้อยลงและอาจจะจุกจากการกินเร็วเกินไป นอกจากนี้พวกเรายังถูกบีบให้ต้องกินมากขึ้นเพื่อไม่ให้รั้งท้าย พอถึงการแข่งขันรอบที่ 2 นอกจากจะกินได้น้อยลงแล้ว ยังเมื่อยกรามอีกด้วย พอมาเจอปลาหมึกย่าง ยิ่งทำให้อาการที่แข่งเมื่อเช้ายิ่งแย่ลงไปอีก ที่ฉันพูดนี่ถูกไหม” จูเหลียนกล่าว
“สุดยอดเลยครับ แต่มันจะไม่มีประโยชน์นะครับ ถ้าคุณจูเหลียนดูแผนของผมไม่ออกตั้งแต่แรกน่ะ” ไป่ฉีหัวเราะคิกคัก
“งั้นการแข่งวันนี้ขอดูหน่อยก็แล้วกันว่านายจะเล่นเกมยังไง” จูเหลียนกล่าว เธอรู้สึกว่าไป่ฉีทำให้รายการมีสีสันขึ้น
ไม่นานนักต่านต้านกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นก็ลงมาพร้อมกับทีมงาน
วันนี้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องนั่งรถตู้คันเดียวกัน มีการสัมภาษณ์กันบนรถตู้ จากนั้นก็ปล่อยให้ผู้เข้าแข่งขันได้พูดคุยหรือพักผ่อน
ไป่ฉีนั้นร่วมวงสนทนากับจูเหลียนเรื่องร้านอาหารที่เธอไปถ่ายรายการมา เขาแค่ฟังแล้วพูดโต้ตอบบ้างบางครั้ง เรื่องรสชาติอาหารเขาแทบจะไม่ออกความคิดเห็น เพราะรู้กันอยู่ว่าเขากินแต่อาหารเม็ด แค่ก ๆ อาหารลมปราณเท่านั้น เขาไม่ใส่ใจเรื่องรสชาติอยู่แล้ว
“ทุกคนเตรียมตัวได้แล้ว เราถึงสถานที่ถ่ายรายการแล้ว เตรียมตัวกันให้พร้อม” พิธีกรลงจากรถไปทันทีที่รถจอด ตามด้วยต่านต้าน ไป่ฉี และจูเหลียนก็ลงจากรถตู้ไปตามลำดับ
“ร้านขายทงคัตสึ เหรอ” ต่านต้านพูดขึ้นหลังจากเห็นว่ารถมาจอดที่หน้าร้านขายทงคัทสึ
“วันนี้ก็หมูอีกแล้วเหรอ แค่คิดก็เมื่อยกรามแล้ว” จูเหลียนบ่น
“ผมว่าไม่น่าจะใช่อย่างที่คิดนะครับ วันนี้ดูเหมือนเราจะโดนจับเข้าคอสสุขภาพเพื่อเป็นการชดเชยน่ะครับ” ไป่ฉีกล่าว เพราะเขาได้กลิ่นของผักจำนวนมากลอยมาเข้าจมูกของเขา
เมื่อทางทีมงานเตรียมสถานที่เรียบร้อยแล้ว พิธีกรได้เดินมาหาพวกไป่ฉีและได้เริ่มดำเนินรายการโดยการแนะนำร้าน พร้อมทั้งพาเดินเข้าไปภายในร้าน
“ร้านนี้ขึ้นชื่อมากในเรื่องของการทำทงคัตสึที่แสนอร่อย ดูสิครับ” พิธีกรถือจานที่มีทงคัตสึอยู่ เขาคีบชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน เสียงฟันกัดเข้าไปยังแป้งที่หุ้มเนื้อหมูเอาไว้ เกิดเสียงกรอบ ตามด้วยเสียงกรุบ ๆ ขึ้นในปาก ตรงรอยตัดของเนื้อหมู น้ำหวานของเนื้อกำลังซึมออกมา มันช่างดูน่าอร่อย
“อยากกินกันมั๊ย ถ้าอยากกินก็นั่งประจำที่กันเลยครับ” พิธีกรกล่าว
เมื่อผู้เข้าแข่งขันนั่งประจำที่กันแล้ว ทางร้านได้นำจานที่มีทงคัตสึมาวางลงตรงหน้าผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน นอกจากนี้ยังมีจานใส่กะหล่ำปลีวางไว้ข้าง ๆ พร้อมกับน้ำสลัดและซอสสำหรับกินคู่กับกะหล่ำปลีวางเอาไว้ด้วย
สายตาของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนจับจ้องไปที่ทงคัตสึตรงหน้า ถึงพวกเขาจะกินสเต็กหมูไปเมื่อวาน แต่ทงคัตสึร้อน ๆ วางไว้ตรงหน้า ใครจะอดใจไหวจริงไหม
“ทุกคนครับ วันนี้ที่เราแข่งกินไม่ใช่ทงคัตสึนะครับ” พิธีกรพูดขึ้น ทำให้ทุกคนละสายตาจากทงคัตสึมามองที่พิธีกร มีเพียงไป่ฉีเท่านั้นที่รู้แล้วว่าโจทย์ของวันนี้คืออะไร เขามองไปที่จานกะหล่ำปลีที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ จานทงคัตสึ
“แล้วจะให้พวกเรากินอะไรกันล่ะ” ต่านต้านถามขึ้น พิธีกรยิ้มขึ้น
“เนื่องจากเมื่อวานพวกคุณกินเนื้อหมูกันไปเยอะ แถมยังมีเนื้อหมึกอีก ทั้งยังมีคอลเรสเตอรอลสูงอีก ดังนั้นวันนี้เราจึงจัดการแข่งขันเพื่อสุขภาพขึ้น คิดว่าพวกคุณคงเห็นจานกะหล่ำปลีข้าง ๆ จานทงคัตสึแล้วสินะครับ” พิธีกรกล่าว
“อย่าบอกนะว่า.....” จูเหลียนเองก็อึ้งจนพูดอะไรไม่ออกเช่นกัน
“ใช่ครับ วันนี้เราจะแข่งกินกะหล่ำปลีกันครับ โดยทุกคนจะมีทงคัตสึคนละชิ้น สามารถกินคู่กับกะหล่ำปลีได้ แต่เรามีให้แค่จานเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นบริหารจัดการกันดี ๆ นะครับ” พิธีกรกล่าว
“นี่มันโหดร้ายมาก” ต่านต้านบ่น
“คุณต่านต้าน นี่ไม่ใช่เวลามาบ่นนะครับ ทุกคนพร้อมไหมครับ” พิธีกรถามขึ้น
"พร้อมแล้ว" ทุกคนตอบอย่างจำใจ
“ถ้าเช่นนั้น แข่งกินกะหล่ำปลี เป็นเวลา 45 นาที เริ่มได้” พิธีกรเป่านกหวีดเป็นการเริ่มการแข่งขัน
ทุกคนเริ่มขยับตะเกียบพร้อมกับราดซอสลงบนกะหล่ำปลี แล้วยกจานขึ้นโกยเอากะหล่ำปลีเข้าปาก ส่วนไป่ฉีนั้นใช้วิธีคีบแบบพอดีคำโดยไม่ใส่ซอสหรือน้ำสลัดเหมือนคนอื่น เท่าที่ไป่ฉีรู้มาการกินซอสหรือน้ำสลัดจะทำให้หิวน้ำบ่อย เมื่อกินน้ำบ่อย ก็จะอิ่มเร็วขึ้น ไป่ฉีมองผู้เข้าแข่งขันคนอื่นใส่ซอสกับน้ำสลัดลงไปในกะหล่ำปลีด้วยรอยยิ้ม มีเพียงคนเดียวที่รู้สึกตัวคือจูเหลียน
'ไป่ฉีมองมาที่พวกเราแล้วยิ้ม มันหมายความว่ายังไงกัน นี่พวกเราติดกับดักแผนที่เขาวางไว้งั้นเหรอ ก็ไม่นี่นา ไป่ฉีแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย การกินก็คีบกินพอดีคำ ความต่างของจำนวนจานก็ยังพอ ๆ กัน ยังไงระวังไว้หน่อยดีว่า' จูเหลียนคิดได้แบบนั้นจึงลดความเร็วในการกินให้ช้าลง ทำให้ต่านต้านสังเกตเห็นความผิดปกติความเร็วในการกินของจูเหลียนที่ลดลงกะทันหัน เขาจึงหันไปมองไป่ฉีทันที และก็พบว่าไป่ฉีกำลังกินไปมองผู้เข้าแข่งขันคนอื่นไปด้วย ต่านต้านจึงคิดว่าไป่ฉีคงทำแผนของตัวเองสำเร็จแล้ว แต่มันคืออะไรล่ะ
“เจ้าบ้านี่น่ารำคาญชะมัด กินได้ไม่สบายใจเลยแฮะ” ต่านต้านพึมพำเบา ๆ ออกมา
การแข่งนั้นยังสูสีกันอยู่ นอกจากต่านต้านกับจูเหลียนแล้ว อีก 2 คนที่แข่งยังคิดว่ามีโอกาสชนะ เพราะในรอบนี้ความเร็วในการกินของต่านต้าน จูเหลียน และไป่ฉี ไม่เร็วนัก จำนวนจานที่กินก็ห่างกันไม่มากน่าจะพอตามทัน
“อย่าลืมนะครับ คนที่กินได้น้อยที่สุดในรอบนี้ 1 คนจะต้องตกรอบไป ถึงตอนนี้จะยังดูสูสีกันอยู่ก็ตาม ห้ามประมาทนะครับ” พิธีกรกล่าว
ไป่ฉียังคงกินด้วยความเร็วที่เร็วกว่าต่านต้านกับจูเหลียนนิดหน่อย ตอนนี้เขานำอยู่ 3 จาน เขามองไปที่ขวดน้ำของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ซึ่งทั้งต่านต้าน จูเหลียนและอีก 2 คนนั้น น้ำในขวดลดไปจนเกือบจะครึ่งหนึ่งแล้ว นั่นทำให้ไป่ฉียิ้มออกมา
“ไป่ฉีคุณมองพวกเขาแล้วยิ้มออกมา มีอะไรรึเปล่าครับ” พิธีกรที่หันมาเห็นไป่ฉีมองไปยังคนอื่น ๆ แล้วยิ้มออกมา เขามองว่าไป่ฉีมีแผนอะไรแน่ ๆ จึงได้ถามออกไป ส่วนที่เหลือต่างก็มีอาการชะงักเล็กน้อย พวกเขามองมาทางไป่ฉีเพียงครู่เดียว ก่อนที่จะหันไปกินต่อ แต่หูก็ยังคอยฟังว่าไป่ฉีจะพูดอะไร
“ทั้ง ๆ ที่กะหล่ำปลีก็มีน้ำเยอะอยู่แล้ว แต่ละคนยังกินน้ำกันไปเกือบครึ่ง มันเป็นเพราะอะไรกันน้า” ไป่ฉียิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ทีมงานถึงกับเสียวสันหลัง พร้อมกับสายตาทุกคนมองไปยังขวดน้ำของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ขวดน้ำของไป่ฉียังคงมีน้ำเต็ม ส่วนของคนอื่นนั้นลดไปเกือบครึ่งขวดแล้ว
“ซอสพวกนั้นมันทำให้หิวน้ำน่ะครับ ยิ่งราดเยอะเพื่อให้กินได้ไม่เบื่อมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหิวน้ำ จนต้องกินน้ำเพิ่มขึ้นตามเท่านั้น ผักกับน้ำรวมกันอยู่ในท้องคงอืดท้องน่าดูเลยนะครับว่าไหม” ไป่ฉีเปิดเผยสาเหตุที่ทำให้ตัวเองยิ้มออกมา
“เล็งไว้แต่แรกเหรอเนี่ย ไป่ฉี” พิธีกรถาม
“ไม่นะครับ ผมเห็นทำตัวเองกันเลยปล่อยให้ขุดหลุมฝังตัวเองกันน่ะครับ” ไป่ฉียิ้ม
การแข่งขันจบลง โดยในช่วง 5 นาทีสุดท้ายไป่ฉีเร่งจังหวะการกินขึ้นอีกนิดหน่อย ทำให้ได้อันดับ 1 ทิ้งต่านต้านที่เป็นที่ 2 ไป 5 จาน คนที่ได้อันดับสุดท้ายต้องตกรอบไป ตอนนี้เหลือผู้เข้าแข่งขันอีก 4 คน แต่บรรยากาศภายในรถตู้ระหว่างนั่งไปยังสถานที่แข่งขันต่อไปกลับดูตึงเครียดอย่างมาก แม้พิธิกรจะพยายามใช้วิธีละลายพฤติกรรม และพูดเพื่อให้ผ่อนคลายลงบ้างก็ไม่ได้ช่วยให้สีหน้าของต่านต้านกับผู้เข้าแข่งขันอีกคนดีขึ้น มีเพียงจูเหลียนที่ยังคงเฮฮาเหมือนเดิม เธอยังหยอกล้อกับไป่ฉีตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในการแข่งรอบที่ 2 ของวันนี้ เป็นการแข่งตัดสินเพื่อหา 3 คนสุดท้ายไปแข่งในรอบชิงชนะเลิศวันพรุ่งนี้ ซึ่งทางทีมงานได้พาผู้เข้าแข่งขันมาที่ร้านแกงกะหรี่ เมื่อผู้เข้าแข่งขันประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว ทางพิธีกรได้เริ่มดำเนินรายการทันที
“รอบนี้เป็นการแข่งขันเพื่อหา 3 คน ไปแข่งในรอบชิงชนะเลิศวันพรุ่งนี้ ดังนั้นเราอยากจะเสริมกฎพิเศษขึ้นมานิดหน่อยเพื่อให้การแข่งขันมีสีสันมากขึ้น ด้านหน้าของทุกคนมีแผ่นป้ายอยู่ 9 แผ่น โดยจะมีเลข 1-9 ซึ่งเป็นตัวบอกถึงระดับความเผ็ดของแกงกะหรี่ ก่อนแข่งทุกคนต้องเลือกมาก่อนคนละ 1 แผ่นป้าย เมื่อกินหมดแล้ว ทุกคนจะต้องเลือก 1 แผ่นป้ายตอนที่ขอเพิ่ม ดังนั้นการกินเร็วไม่ได้หมายความว่าจะสบายเสมอไป หากเปิดเจอความเผ็ดที่ 9 รับรองว่าต้องกินน้ำเยอะแน่ ๆ ขอให้ทุกคนวางแผนรับมือความเสี่ยงกันด้วย หลังจากเลขทั้งหมดถูกเปิดแล้ว กระดานจะรีเซ็ตใหม่ และตัวเลขจะถูกสุ่มตำแหน่งใหม่ เพราะฉะนั้นขอให้สนุกกับความเผ็ดร้อนกันนะครับ แต่เราก็มีคัตสึให้เลือกทั้งกุ้ง หมู ปลา ไก่ สามารถเลือกได้ตามใจชอบเลย” พิธีกรอธิบาย
“โฮ่ แบบนี้ใครบางคนที่กินเร็วก็อาจจะเจอรางวัลใหญ่เข้าเต็ม ๆ เลยสินะ” จูเหลียนกล่าว ในขณะที่มองไปยังไป่ฉีอย่างเจ้าเล่ห์
“ถ้าเจอแบบนี้ก็แย่เหมือนกันนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
หลังจากนั้นไป่ฉี ต่านต้าน จูเหลียน กับผู้เข้าแข่งขันอีก 1 คนก็เลือกแผ่นป้ายคนละ 1 แผ่น โดยไป่ฉีนั้นมีวิธีพิเศษในการตรวจสอบตัวเลขทั้งหมดว่าอยู่ตำแหน่งไหนบ้าง เรื่องนี้จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาแม้แต่น้อย
“เมื่อทุกคนเลือกแล้ว เรามาดูกันเลยดีกว่า ไป่ฉี ได้เลขอะไร” พิธีกรกล่าวขึ้น
“เลข 1 สำเร็จ” ไป่ฉีแกล้งทำเป็นดีใจ เขารู้ว่าในการเลือกครั้งแรกนี้ มีคนโชคร้าย 1 คนแล้ว
“ต่อไปจูเหลียน ได้เลข 3 ถือว่าน้อยล่ะนะ” พิธีกรกล่าว
“ต่อไปต่านต้าน ได้เลข 9 ไม่น่าเชื่อว่าดวงคุณวันนี้จะไม่ดีเลย”
สำหรับผู้เข้าแข่งขันอีกคนหนึ่ง ได้เลข 7 ซึ่งถือว่าดวงไม่ค่อยดีจริง ๆ ใช้เวลาไม่นาน ข้าวแกงกะหรี่ที่จัดตามระดับความเผ็ดของแต่ละคนก็ถูกนำมาวางลงตรงหน้า ต่านต้านมีสีหน้าแย่ที่สุด เขาต้องเจอระดับความเผ็ดสูงสุดตั้งแต่เริ่มต้น
________________________________
อ่านกันไปยาว ๆ เลยครับ ^^
“ทุกอย่างพร้อมแล้ว แข่งกินคัตสึคาเร 45 นาที โดยสุ่มระดับความเผ็ด เริ่มได้” พิธีกรเป่านกหวีดเป็นสัญญาณเริ่มการแข่งขัน