จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 64 รายการราชานักกินรอบจริง 4 Re

            เช้าวันนี้ไป่ฉียังลงมารอที่ล็อบบี้ของโรงแรมเป็นคนแรก  คนที่เดินลงมาที่ล็อบบี้ในช่วงเช้าแบบนี้ต่อจากไป่ฉีคือ จูเหลียน  เมื่อเธอเห็นไป่ฉี  เธอก็เดินเข้ามาหาไป่ฉีทันที


            “ไง กินข้าวเช้ารึยัง  ถ้าไม่กินอะไรไว้บ้างเดี๋ยวจะกินได้น้อยนะ” จูเหลียนกล่าว


            “เรียบร้อยแล้วครับ  ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก  ยังเมื่อยกรามอยู่ไหมครับ” ไป่ฉีถาม


            “เฮ้อ ถ้าวันนี้เจอของที่ต้องเคี้ยวหนัก ๆ อีก  คงแย่แน่ ๆ” จูเหลียนทำหน้าเหนื่อยขึ้นมา  การแข่งขันเมื่อวานทำให้เธอเมื่อยกรามมาก  ขนาดเธอกินเนื้อเป็นประจำอยู่แล้วยังแทบจะไม่รอด  ไม่ต้องพูดถึงว่าคนอื่นจะเป็นยังไง


            “คุณจูเหลียนน่าจะชินกับการแข่งขันมากกว่าผมนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “รายการมันเปลี่ยนไปทุกปีนั่นแหละ  ความชินมันแค่ชินกับบรรยากาศการแข่งขันเท่านั้นแหละ  อย่าคิดว่าฉันไม่รู้แผนนายเมื่อวานนะ  รอบแรกนายเร่งกินเพื่อให้คนอื่นรีบกินตาม  มันจะทำให้พวกเขากินได้น้อยลงและอาจจะจุกจากการกินเร็วเกินไป  นอกจากนี้พวกเรายังถูกบีบให้ต้องกินมากขึ้นเพื่อไม่ให้รั้งท้าย  พอถึงการแข่งขันรอบที่ 2 นอกจากจะกินได้น้อยลงแล้ว  ยังเมื่อยกรามอีกด้วย  พอมาเจอปลาหมึกย่าง  ยิ่งทำให้อาการที่แข่งเมื่อเช้ายิ่งแย่ลงไปอีก  ที่ฉันพูดนี่ถูกไหม” จูเหลียนกล่าว


            “สุดยอดเลยครับ  แต่มันจะไม่มีประโยชน์นะครับ  ถ้าคุณจูเหลียนดูแผนของผมไม่ออกตั้งแต่แรกน่ะ” ไป่ฉีหัวเราะคิกคัก


            “งั้นการแข่งวันนี้ขอดูหน่อยก็แล้วกันว่านายจะเล่นเกมยังไง” จูเหลียนกล่าว  เธอรู้สึกว่าไป่ฉีทำให้รายการมีสีสันขึ้น


            ไม่นานนักต่านต้านกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นก็ลงมาพร้อมกับทีมงาน


            วันนี้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องนั่งรถตู้คันเดียวกัน  มีการสัมภาษณ์กันบนรถตู้  จากนั้นก็ปล่อยให้ผู้เข้าแข่งขันได้พูดคุยหรือพักผ่อน


            ไป่ฉีนั้นร่วมวงสนทนากับจูเหลียนเรื่องร้านอาหารที่เธอไปถ่ายรายการมา  เขาแค่ฟังแล้วพูดโต้ตอบบ้างบางครั้ง  เรื่องรสชาติอาหารเขาแทบจะไม่ออกความคิดเห็น  เพราะรู้กันอยู่ว่าเขากินแต่อาหารเม็ด  แค่ก ๆ  อาหารลมปราณเท่านั้น  เขาไม่ใส่ใจเรื่องรสชาติอยู่แล้ว


            “ทุกคนเตรียมตัวได้แล้ว  เราถึงสถานที่ถ่ายรายการแล้ว  เตรียมตัวกันให้พร้อม” พิธีกรลงจากรถไปทันทีที่รถจอด  ตามด้วยต่านต้าน  ไป่ฉี และจูเหลียนก็ลงจากรถตู้ไปตามลำดับ


            “ร้านขายทงคัตสึ เหรอ” ต่านต้านพูดขึ้นหลังจากเห็นว่ารถมาจอดที่หน้าร้านขายทงคัทสึ


            “วันนี้ก็หมูอีกแล้วเหรอ  แค่คิดก็เมื่อยกรามแล้ว” จูเหลียนบ่น


            “ผมว่าไม่น่าจะใช่อย่างที่คิดนะครับ  วันนี้ดูเหมือนเราจะโดนจับเข้าคอสสุขภาพเพื่อเป็นการชดเชยน่ะครับ” ไป่ฉีกล่าว  เพราะเขาได้กลิ่นของผักจำนวนมากลอยมาเข้าจมูกของเขา


            เมื่อทางทีมงานเตรียมสถานที่เรียบร้อยแล้ว  พิธีกรได้เดินมาหาพวกไป่ฉีและได้เริ่มดำเนินรายการโดยการแนะนำร้าน  พร้อมทั้งพาเดินเข้าไปภายในร้าน


            “ร้านนี้ขึ้นชื่อมากในเรื่องของการทำทงคัตสึที่แสนอร่อย  ดูสิครับ” พิธีกรถือจานที่มีทงคัตสึอยู่  เขาคีบชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน  เสียงฟันกัดเข้าไปยังแป้งที่หุ้มเนื้อหมูเอาไว้  เกิดเสียงกรอบ ตามด้วยเสียงกรุบ ๆ ขึ้นในปาก  ตรงรอยตัดของเนื้อหมู  น้ำหวานของเนื้อกำลังซึมออกมา  มันช่างดูน่าอร่อย


            “อยากกินกันมั๊ย  ถ้าอยากกินก็นั่งประจำที่กันเลยครับ” พิธีกรกล่าว


            เมื่อผู้เข้าแข่งขันนั่งประจำที่กันแล้ว  ทางร้านได้นำจานที่มีทงคัตสึมาวางลงตรงหน้าผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน   นอกจากนี้ยังมีจานใส่กะหล่ำปลีวางไว้ข้าง ๆ พร้อมกับน้ำสลัดและซอสสำหรับกินคู่กับกะหล่ำปลีวางเอาไว้ด้วย


            สายตาของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนจับจ้องไปที่ทงคัตสึตรงหน้า  ถึงพวกเขาจะกินสเต็กหมูไปเมื่อวาน  แต่ทงคัตสึร้อน ๆ วางไว้ตรงหน้า  ใครจะอดใจไหวจริงไหม


            “ทุกคนครับ  วันนี้ที่เราแข่งกินไม่ใช่ทงคัตสึนะครับ” พิธีกรพูดขึ้น  ทำให้ทุกคนละสายตาจากทงคัตสึมามองที่พิธีกร  มีเพียงไป่ฉีเท่านั้นที่รู้แล้วว่าโจทย์ของวันนี้คืออะไร  เขามองไปที่จานกะหล่ำปลีที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ จานทงคัตสึ


            “แล้วจะให้พวกเรากินอะไรกันล่ะ” ต่านต้านถามขึ้น  พิธีกรยิ้มขึ้น


            “เนื่องจากเมื่อวานพวกคุณกินเนื้อหมูกันไปเยอะ  แถมยังมีเนื้อหมึกอีก  ทั้งยังมีคอลเรสเตอรอลสูงอีก  ดังนั้นวันนี้เราจึงจัดการแข่งขันเพื่อสุขภาพขึ้น  คิดว่าพวกคุณคงเห็นจานกะหล่ำปลีข้าง ๆ จานทงคัตสึแล้วสินะครับ” พิธีกรกล่าว


            “อย่าบอกนะว่า.....” จูเหลียนเองก็อึ้งจนพูดอะไรไม่ออกเช่นกัน


            “ใช่ครับ  วันนี้เราจะแข่งกินกะหล่ำปลีกันครับ  โดยทุกคนจะมีทงคัตสึคนละชิ้น  สามารถกินคู่กับกะหล่ำปลีได้  แต่เรามีให้แค่จานเดียวเท่านั้น  เพราะฉะนั้นบริหารจัดการกันดี ๆ นะครับ” พิธีกรกล่าว


            “นี่มันโหดร้ายมาก” ต่านต้านบ่น


            “คุณต่านต้าน  นี่ไม่ใช่เวลามาบ่นนะครับ  ทุกคนพร้อมไหมครับ” พิธีกรถามขึ้น


            "พร้อมแล้ว" ทุกคนตอบอย่างจำใจ


            “ถ้าเช่นนั้น  แข่งกินกะหล่ำปลี เป็นเวลา 45 นาที  เริ่มได้” พิธีกรเป่านกหวีดเป็นการเริ่มการแข่งขัน


            ทุกคนเริ่มขยับตะเกียบพร้อมกับราดซอสลงบนกะหล่ำปลี  แล้วยกจานขึ้นโกยเอากะหล่ำปลีเข้าปาก  ส่วนไป่ฉีนั้นใช้วิธีคีบแบบพอดีคำโดยไม่ใส่ซอสหรือน้ำสลัดเหมือนคนอื่น  เท่าที่ไป่ฉีรู้มาการกินซอสหรือน้ำสลัดจะทำให้หิวน้ำบ่อย  เมื่อกินน้ำบ่อย  ก็จะอิ่มเร็วขึ้น  ไป่ฉีมองผู้เข้าแข่งขันคนอื่นใส่ซอสกับน้ำสลัดลงไปในกะหล่ำปลีด้วยรอยยิ้ม  มีเพียงคนเดียวที่รู้สึกตัวคือจูเหลียน


            'ไป่ฉีมองมาที่พวกเราแล้วยิ้ม  มันหมายความว่ายังไงกัน  นี่พวกเราติดกับดักแผนที่เขาวางไว้งั้นเหรอ ก็ไม่นี่นา  ไป่ฉีแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย  การกินก็คีบกินพอดีคำ  ความต่างของจำนวนจานก็ยังพอ ๆ กัน  ยังไงระวังไว้หน่อยดีว่า' จูเหลียนคิดได้แบบนั้นจึงลดความเร็วในการกินให้ช้าลง  ทำให้ต่านต้านสังเกตเห็นความผิดปกติความเร็วในการกินของจูเหลียนที่ลดลงกะทันหัน  เขาจึงหันไปมองไป่ฉีทันที และก็พบว่าไป่ฉีกำลังกินไปมองผู้เข้าแข่งขันคนอื่นไปด้วย  ต่านต้านจึงคิดว่าไป่ฉีคงทำแผนของตัวเองสำเร็จแล้ว  แต่มันคืออะไรล่ะ


            “เจ้าบ้านี่น่ารำคาญชะมัด  กินได้ไม่สบายใจเลยแฮะ” ต่านต้านพึมพำเบา ๆ ออกมา


            การแข่งนั้นยังสูสีกันอยู่  นอกจากต่านต้านกับจูเหลียนแล้ว  อีก 2 คนที่แข่งยังคิดว่ามีโอกาสชนะ  เพราะในรอบนี้ความเร็วในการกินของต่านต้าน  จูเหลียน และไป่ฉี ไม่เร็วนัก  จำนวนจานที่กินก็ห่างกันไม่มากน่าจะพอตามทัน


            “อย่าลืมนะครับ  คนที่กินได้น้อยที่สุดในรอบนี้ 1 คนจะต้องตกรอบไป  ถึงตอนนี้จะยังดูสูสีกันอยู่ก็ตาม  ห้ามประมาทนะครับ” พิธีกรกล่าว


            ไป่ฉียังคงกินด้วยความเร็วที่เร็วกว่าต่านต้านกับจูเหลียนนิดหน่อย  ตอนนี้เขานำอยู่ 3 จาน  เขามองไปที่ขวดน้ำของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน  ซึ่งทั้งต่านต้าน  จูเหลียนและอีก 2 คนนั้น  น้ำในขวดลดไปจนเกือบจะครึ่งหนึ่งแล้ว  นั่นทำให้ไป่ฉียิ้มออกมา


            “ไป่ฉีคุณมองพวกเขาแล้วยิ้มออกมา  มีอะไรรึเปล่าครับ” พิธีกรที่หันมาเห็นไป่ฉีมองไปยังคนอื่น ๆ แล้วยิ้มออกมา  เขามองว่าไป่ฉีมีแผนอะไรแน่ ๆ จึงได้ถามออกไป  ส่วนที่เหลือต่างก็มีอาการชะงักเล็กน้อย  พวกเขามองมาทางไป่ฉีเพียงครู่เดียว ก่อนที่จะหันไปกินต่อ  แต่หูก็ยังคอยฟังว่าไป่ฉีจะพูดอะไร


            “ทั้ง ๆ ที่กะหล่ำปลีก็มีน้ำเยอะอยู่แล้ว  แต่ละคนยังกินน้ำกันไปเกือบครึ่ง  มันเป็นเพราะอะไรกันน้า” ไป่ฉียิ้ม  แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ทีมงานถึงกับเสียวสันหลัง  พร้อมกับสายตาทุกคนมองไปยังขวดน้ำของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน  ขวดน้ำของไป่ฉียังคงมีน้ำเต็ม  ส่วนของคนอื่นนั้นลดไปเกือบครึ่งขวดแล้ว


            “ซอสพวกนั้นมันทำให้หิวน้ำน่ะครับ  ยิ่งราดเยอะเพื่อให้กินได้ไม่เบื่อมากเท่าไหร่  ก็ยิ่งหิวน้ำ  จนต้องกินน้ำเพิ่มขึ้นตามเท่านั้น  ผักกับน้ำรวมกันอยู่ในท้องคงอืดท้องน่าดูเลยนะครับว่าไหม” ไป่ฉีเปิดเผยสาเหตุที่ทำให้ตัวเองยิ้มออกมา


            “เล็งไว้แต่แรกเหรอเนี่ย  ไป่ฉี” พิธีกรถาม


            “ไม่นะครับ  ผมเห็นทำตัวเองกันเลยปล่อยให้ขุดหลุมฝังตัวเองกันน่ะครับ” ไป่ฉียิ้ม


            การแข่งขันจบลง  โดยในช่วง 5 นาทีสุดท้ายไป่ฉีเร่งจังหวะการกินขึ้นอีกนิดหน่อย  ทำให้ได้อันดับ 1  ทิ้งต่านต้านที่เป็นที่ 2 ไป 5 จาน  คนที่ได้อันดับสุดท้ายต้องตกรอบไป  ตอนนี้เหลือผู้เข้าแข่งขันอีก 4 คน  แต่บรรยากาศภายในรถตู้ระหว่างนั่งไปยังสถานที่แข่งขันต่อไปกลับดูตึงเครียดอย่างมาก  แม้พิธิกรจะพยายามใช้วิธีละลายพฤติกรรม และพูดเพื่อให้ผ่อนคลายลงบ้างก็ไม่ได้ช่วยให้สีหน้าของต่านต้านกับผู้เข้าแข่งขันอีกคนดีขึ้น  มีเพียงจูเหลียนที่ยังคงเฮฮาเหมือนเดิม  เธอยังหยอกล้อกับไป่ฉีตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


            ในการแข่งรอบที่ 2 ของวันนี้  เป็นการแข่งตัดสินเพื่อหา 3 คนสุดท้ายไปแข่งในรอบชิงชนะเลิศวันพรุ่งนี้  ซึ่งทางทีมงานได้พาผู้เข้าแข่งขันมาที่ร้านแกงกะหรี่  เมื่อผู้เข้าแข่งขันประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว  ทางพิธีกรได้เริ่มดำเนินรายการทันที


            “รอบนี้เป็นการแข่งขันเพื่อหา 3 คน ไปแข่งในรอบชิงชนะเลิศวันพรุ่งนี้  ดังนั้นเราอยากจะเสริมกฎพิเศษขึ้นมานิดหน่อยเพื่อให้การแข่งขันมีสีสันมากขึ้น  ด้านหน้าของทุกคนมีแผ่นป้ายอยู่ 9 แผ่น  โดยจะมีเลข 1-9 ซึ่งเป็นตัวบอกถึงระดับความเผ็ดของแกงกะหรี่  ก่อนแข่งทุกคนต้องเลือกมาก่อนคนละ 1 แผ่นป้าย  เมื่อกินหมดแล้ว  ทุกคนจะต้องเลือก 1 แผ่นป้ายตอนที่ขอเพิ่ม  ดังนั้นการกินเร็วไม่ได้หมายความว่าจะสบายเสมอไป  หากเปิดเจอความเผ็ดที่ 9 รับรองว่าต้องกินน้ำเยอะแน่ ๆ  ขอให้ทุกคนวางแผนรับมือความเสี่ยงกันด้วย  หลังจากเลขทั้งหมดถูกเปิดแล้ว  กระดานจะรีเซ็ตใหม่ และตัวเลขจะถูกสุ่มตำแหน่งใหม่  เพราะฉะนั้นขอให้สนุกกับความเผ็ดร้อนกันนะครับ  แต่เราก็มีคัตสึให้เลือกทั้งกุ้ง หมู ปลา ไก่ สามารถเลือกได้ตามใจชอบเลย” พิธีกรอธิบาย


            “โฮ่ แบบนี้ใครบางคนที่กินเร็วก็อาจจะเจอรางวัลใหญ่เข้าเต็ม ๆ เลยสินะ” จูเหลียนกล่าว ในขณะที่มองไปยังไป่ฉีอย่างเจ้าเล่ห์


            “ถ้าเจอแบบนี้ก็แย่เหมือนกันนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            หลังจากนั้นไป่ฉี  ต่านต้าน จูเหลียน กับผู้เข้าแข่งขันอีก 1 คนก็เลือกแผ่นป้ายคนละ 1 แผ่น  โดยไป่ฉีนั้นมีวิธีพิเศษในการตรวจสอบตัวเลขทั้งหมดว่าอยู่ตำแหน่งไหนบ้าง  เรื่องนี้จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาแม้แต่น้อย


            “เมื่อทุกคนเลือกแล้ว  เรามาดูกันเลยดีกว่า  ไป่ฉี ได้เลขอะไร” พิธีกรกล่าวขึ้น


            “เลข 1 สำเร็จ” ไป่ฉีแกล้งทำเป็นดีใจ  เขารู้ว่าในการเลือกครั้งแรกนี้  มีคนโชคร้าย 1 คนแล้ว


            “ต่อไปจูเหลียน ได้เลข 3 ถือว่าน้อยล่ะนะ” พิธีกรกล่าว


            “ต่อไปต่านต้าน  ได้เลข 9 ไม่น่าเชื่อว่าดวงคุณวันนี้จะไม่ดีเลย”


            สำหรับผู้เข้าแข่งขันอีกคนหนึ่ง  ได้เลข 7 ซึ่งถือว่าดวงไม่ค่อยดีจริง ๆ  ใช้เวลาไม่นาน  ข้าวแกงกะหรี่ที่จัดตามระดับความเผ็ดของแต่ละคนก็ถูกนำมาวางลงตรงหน้า  ต่านต้านมีสีหน้าแย่ที่สุด  เขาต้องเจอระดับความเผ็ดสูงสุดตั้งแต่เริ่มต้น

    ________________________________

    อ่านกันไปยาว ๆ เลยครับ ^^

            “ทุกอย่างพร้อมแล้ว  แข่งกินคัตสึคาเร 45 นาที โดยสุ่มระดับความเผ็ด  เริ่มได้” พิธีกรเป่านกหวีดเป็นสัญญาณเริ่มการแข่งขัน

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน