สี่หนุ่มตะลุยโลกดนตรี : [Another God !? : Melodies ~♪]

    บทที่ 2 สองทวีป ตอนที่ 1 ออกเดินทาง

    “แม่ข้ากลับมาแล้ว” บรีชร้องเรียกแม่บุญธรรม

     

    “บรีชหรือลูก” หญิงวัยกลางคนที่ดูใจดีเดินออกมาจากบ้านหลังเล็กในหมู่บ้านกลางป่า ทั้งสองต่างพูดคุยถามทุกข์สุขของกันและกัน จนบรีชวนเข้าเรื่องความเป็นมาของตัวเองอีกครั้ง

     

    “แม่ที่ท่านเคยบอกข้าว่าท่านเก็บข้าได้จากทะเล มันเป็นมายังไง ช่วยเล่าอีกรอบจะได้ไหม” บรีชถามด้วยแววตาสงสัยและจริงจัง

     

    “ลูกจะกลับไปที่นั่นหรือ”

     

    “ข้าอยากรู้ความเป็นมาของตัวข้า อีกเรื่องข้าต้องไปทำธุระที่นั่น หากข้าทำธุระและได้รู้ความจริงแล้ว ข้าจะกลับมาหาท่านแน่นอน” บรีชรีบบอก

     

    “ลูกก็โตแล้วแม่ก็ไม่อยากผูกมัดเจ้า เท่าที่แม่จำได้ ช่วงนั้นแม่กับพี่ชายหรือลุงบิลของเจ้าได้เดินทางไปทวีปมายด์ ขากลับเรือลอยฟ้าที่พวกเราโดยสารเกิดปัญหา ทำให้ต้องแวะซ่อมระหว่างทางที่ชายหาดแห่งหนึ่ง ตอนนั้นข้าก็เจอเจ้าลอยมาเกยที่หาดพอดี ร่างเจ้าบาดเจ็บและอ่อนเพลีย หมู่บ้านที่อยู่ใกล้สุด ก็ห่างออกไปหลายสิบกิโล ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาอยู่ตรงนั้นได้ไง ท่านหมอประจำเรือได้ช่วยเจ้าไว้ แต่เพราะพวกเราต้องเดินทางกลับ ข้าเลยต้องเอาตัวเจ้ากลับมาด้วย พอเจ้าได้สติแต่ดูเหมือนความทรงจำของเจ้าจะหายไป พอข้ามาคิดดูแล้ว เจ้าน่าจะเป็นคนจากเมืองแถว ๆ นั้น” แม่เล่าเรื่องให้บรีชฟังอีกครั้งแต่รอบนี้เขาได้รู้อะไรมากกว่าเดิม

     

    “ถ้าเช่นนั้น ไม่แน่เมืองที่อยู่แถวที่ท่านเจอข้า อาจจะมีคนรู้จักข้า มันอยู่ที่ไหนของทวีปมายด์หรือครับ” บรีชรีบถาม

     

    “ทวีปเรากับมายต่างอยู่คนละซีกโลก มายด์ที่อยู่ตะวันตกเฉียงเหนือ มูนวัลที่อยู่ตะวันออกเฉียงใต้ เมืองที่เรือลอยฟ้าของพวกเราบินผ่านจะอยู่ แนวตะวันออกถึงใต้ของมายด์ เรื่องนี้แม่ไม่แน่ใจว่าพวกเราเจอเจ้าที่เขตเมืองไหน”

     

    “ถึงจะรู้แค่นี้ข้าก็พอใจแล้วครับ ข้าจะขออยู่กับท่านอีกระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยออกเดินทาง” บรีชบอกแม่บุญธรรม

     

    “อ้อ แม่ข้ามีน้องชายด้วยนะ”

     

    “น้องชาย?”

     

    “พอดีข้าเก็บได้”

     

    “เก็บได้!!!”

     

     

    -------------------

     

    อีกด้านหนึ่ง ในเมืองแห่งการเกษตรฮาเวส

     

    ชายหนุ่มสองคนกำลังกล่าวลาหญิงวัยกลางคน ตลอดเดือนที่ผ่านมาพวกเขาได้รับที่พัก ถูกช่วยแก้ปัญหารวมถึงความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย มันเลยไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะจากกับผู้มีพระคุณ

     

    “ป้ามากาเร็ตขอบคุณมากครับ” อ๊อสบอกป้า

     

    “ถ้าจะขอบคุณ ช่วยเอาทองจากคลังบ้านเมืองเธอมาให้ฉันดีกว่านะเจ้าชายบ้านไร่ หึหึ ออโต้ป้าฝากดูแลพี่ชายผู้ไม่เอาไหนด้วยนะ”

     

    “ได้เลยป้า ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างนะครับ” ผมกล่าว

     

    “หึหึ เอาจริงป้าต้องขอบคุณออโต้มากกว่า ที่มาเติมเต็มส่วนที่หายไปของหลานชายป้าคนนี้ โชคดีทั้งสองคนนะ”

     

    กว่าพวกเราจะได้ออกเดินทางก็สายตะวันโด่งแล้ว การเดินทางไปเมืองหลวงไม่ใช่ระยะทางใกล้ ๆ พวกเราต้องเดินทางด้วยเท้ากัน เพราะด้วยเงินทองที่มีจำกัดไม่รู้ว่าพวกเราจะเจอพี่เอิร์ธตอนไหน อะไรประหยัดได้ก็ต้องทำ ได้แต่มองเห็นคนขี่ม้าแซงหน้าไปหรือนั่งรถม้าส่วนทางมา

     

    “พวกเราน่าจะโบกรถคนพวกนี้นะพี่” ผมเสนอ

     

    “มันก็ใช่ว่าจะไม่ได้นะ แต่พวกเขาคงไม่สะดวกใจ ที่อยู่ ๆ จะมารับคนแปลกหน้าเดินทางไปด้วย มันต้องดูกันนาน ๆ ” อ๊อสบอกน้อง

     

    “อ้อ พอเข้าใจแล้ว”

     

    “แต่ถ้าออโต้ไปโบกคงได้ง่ายอยู่นะ ดูยังไงน้องพี่มันก็ดูเป็นผู้ดีตกยาก แถมหล่อ น่ารักอีก คงขายได้ ฮะ ๆ” อ๊อสได้ทีแซว

     

    “จะว่าไปผมก็ตากแดดโลกนี้มาตลอดเลยนะพี่ แต่ผิวมันไม่ยอมดำเอง แต่ถ้าเป็นโลกผม วันเดียวก็ดำแล้ว คงเพราะผมไม่ใช่คนบนโลกละมั่ง สงสัยต้องเก็บไว้ถามพี่เอิร์ธ จะว่าไปพี่ก็ขาวนะแต่ดำแดด เพราะผิวในร่มผ้าก็ขาวอยู่ ถ้าอยู่ดีกินดีเดี๋ยวก็ขาวเองละ ไม่ก็ได้โลชันสักหน่อยก็คงจะขาว” พวกเราก็หาอะไรเม้าไปเรื่อยระหว่างเดินทาง

     

    “พี่ ๆ ขบวนอะไร” ผมรีบถามหลังจากพวกเราเดินมาถึงทางแยก

     

    “ดูท่าน่าจะเป็น ขบวนสินค้านะ ลองโบกถามดูมะว่าเขารับคนงานอะไรแบบนี้ไหม” อ๊อสเสนอ

     

    “ลองดูไม่เสียหาย” จากนั้นผมก็วิ่งออกจากข้างทางไปโบกทันที ตามด้วยพี่อ๊อสเดินมายืนถือกระเป๋าเดินทางสองใบข้าง ๆ ผม

     

    “สวัสดีมีอะไรให้ช่วยพ่อหนุ่ม” ชายคนที่ดูเป็นหัวหน้าทักผม แต่ร่างสูงกว่าข้าง ๆดันตอบแทนให้

     

    “สวัสดีครับ พวกผมจะเข้าเมืองหลวง ไม่ทราบว่าพวกท่านจะเดินทางไปทางนั้นไหม” ผมเลยได้แต่ยิ้มอย่างเดียว

     

    “พวกข้าจะไปเมืองหลวง พอดีเลยคนคุ้มกันพวกข้ายังขาดอยู่ ถ้าไม่อะไรมากพ่อหนุ่มข้าจะขอแรงคนใช้เจ้ามาช่วยงานข้าเป็นค่าเดินทางหน่อยคงไม่ว่ากันนะ” หัวหน้าขบวนสินค้าหันมาถามผม

     

    “ไม่มีปัญหาครับใช้ได้ตามสบายเลย นายคนนี้เก่งเรื่องใช้แรงอยู่แล้วครับ” ผมได้ทีขี่แพะไล่เล่นไปตามน้ำ ส่วนหน้าพี่ชายบ้าน้องก็เหวอเลยสิ

     

    “เอาละไปขึ้นรถม้าคันหลังสุดเลยพ่อหนุ่ม” ผมกับพี่อ๊อสก็เดินไปยังรถม้าคันที่ 5 ที่อยู่หลังสุด บนคันนี้ไม่ได้มีสินค้า แต่เป็นพวกของใช้และเต็นท์ไว้พักแรมสะส่วนใหญ่

     

    “สวัสดีน้องชาย ข้าเบิร์น” พี่ชายที่เป็นคนขับรถม้าแนะนำตัว

     

    “สวัสดีครับผมออโต้ครับส่วนคนนี้ชื่...” ผมยังไม่ทันจะได้แนะนำตัวพี่ชายเลย ก็โดนเจ้าของชื่อชิงขัดก่อน

     

    “ข้าอ๊อส” เขาไม่แนะนำเปล่า ยังเบียดตัวเข้ามาแทรกพวกผมไว้อีก แถมร่างยักษ์บังจนผมมองหน้าพี่เบิร์นไม่เห็น

     

    “ฮะๆ เจ้าไม่ต้องกลัวข้าจะทำอะไรเจ้านายเจ้าหรอก อ๊อสเอ๋ย” 

     

    พี่เบิร์นพูดออกมาด้วยความรู้ทันสิ่งที่พี่อ๊อสทำ แน่ละอาการหวงน้องชายจนออกนอกหน้านั้นคือความสามารถพิเศษของพี่ผม แถมการดูแลเอาใจใส่ผมอย่างดีนั้นยิ่งตอกย้ำถึงความเป็นเจ้านายลูกน้องในสายตาคนอื่น ๆ จะไม่ให้คนเข้าใจผิดว่าผมเป็นเจ้านายได้ไงลองคิดดู ชายหนุ่มหุ่นผอมพอมีกล้ามผิวขาวออร่าที่กลบโดยชุดชาวบ้านยังไม่มิด กับชาวหนุ่มแก่กว่าไม่กี่ปีร่างสูงใหญ่กำยำกล้ามเป็นมัด ๆ แบกกระเป๋าเดินทางสองใบโต ที่เอวคาดดาบสองมือด้ามใหญ่ เดินตามแถมคอยเทคแคร์อย่างดีแบบนี้ จะไม่ให้คนอื่นเข้าใจผิดได้ไง ฮะ ๆ หลายวันในการเดินทางพวกผมก็ได้รู้อะไรจากขบวนสินค้านี้มากมาย ทั้งการทำการค้า ความรู้ภูมิศาสตร์ ความรู้พื้นเมืองจากสถานที่พวกเขาเคยไป และอะไรต่ออะไรอีกมาก

     

    “ขอบคุณมากครับหัวหน้าจอร์น พี่เบิร์นและคนอื่น ๆ ด้วย ที่พวกผมเดินทางมาถึงเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย เป็นเพราะทุกคนจริง ๆ ” ผมกล่าวขอบคุณพวกเขา

     

    “ไม่เป็นไร ถ้าน้องชายทดสอบเป็นนักดนตรีผ่านได้ พวกข้าก็ถือว่าโชคดีแล้วที่ได้พาพวกน้องชายมาถึงเมืองหลวง อ๊อสเจ้าก็ดูแลนายแกดี ๆ ละ จะได้เป็นใหญ่เป็นโตกับเขาสะที ข้าไปล่ะ” หัวหน้าขบวนสินค้า จอร์น บราว กล่าวลา

     

    “โชคดีครับหัวหน้า” พี่อ๊อสโค้งหัวให้ ส่วนผมโบกมือบ๊ายบาย

     

    “นี้สินะมหาวิหารคีตาแห่งเมืองหลวงฮิลล์แลนด์” ผมพูดพร้อมกับมองสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่โตสมเป็นวิหารแห่งเมืองหลวง

     

    “พวกเราเข้าไปกันเถอะ” พี่อ๊อสเสนอ พวกเราเดินเข้ามาในเขตวิหารไม่นานก็มาหยุดตรงส่วนกำแพงชั้นใน

     

    “พวกท่านต้องการติดต่อสิ่งใด” นักบวชที่ดูเป็นยามถามพวกเรา

     

    “พวกข้ามาจากเมืองฮาเวส ขอพบท่านเมวิสครับ” พี่อ๊อสบอกนักบวชคนเดิม

     

    “ขณะนี้ท่านเมวิสไม่อยู่ เดินทางไปเข้าเฝ้าพระราชา พวกท่านค่อยกลับมาติดต่อใหม่ โปรดแจ้งชื่อไว้”

     

    “ข้าอ๊อสโตบาล เมกามูนวัล รบกวนท่านเป็นธุระให้ด้วย มีอีกเรื่องข้าขอถามหน่อย น้องชายข้าคนนี้จะไปสมัครเป็นนักดนตรี ต้องไปทำเรื่องตรงไหน” หลังจากนักบวชจดชื่อพี่อ๊อสเสร็จก็บอกสถานที่สมัคร แต่ว่าจะเข้าทดสอบได้ต้องอีก 3 วัน เพราะเขาจะทดสอบทุกวันอาทิตย์

     

    “คิวที่ 234 มันเยอะไปไหนนิ” ผมบ่นกับตัวเองหลังเห็นหมายเลขรอเข้ารับการทดสอบ

     

    “ก็นักดนตรีนี่นะ ใคร ๆ ก็อยากเป็น กว่าจะได้ถือครองเครื่องดนตรีได้ มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ จริง ๆ พี่ก็ว่าจะเข้าทดสอบด้วยนะ แต่รอพบท่านเมวิสก่อน แต่ตอนนี้พวกเรารีบไปหาห้องเช่ากันดีกว่า เดี๋ยวมันจะมืดสะก่อน” พี่อ๊อสร่ายยาวก่อนจะกอดคอลากผมออกไป

     

    ห้องพักราคาไม่แพงและสะอาด พอมาตามคำแนะนำของหัวหน้าจอร์น เลยได้ที่พักตามที่ต้องการ พวกเราต้องประหยัดจนกว่าผมจะได้เป็นนักดนตรี

     

    ‘การเป็นนักดนตรีของทางวิหารคีตา เท่ากับว่าคุณจะได้รับการยอมรับจากทุกคนในโลกนี้ ไม่ว่าอะไรคุณก็จะได้พิเศษกว่าคนอื่น ๆ ถ้ายิ่งเข้าบรรจุเป็นนักบวชของวิหารหรือนักรบแห่งท่วงทำนองยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกคุณมีสิทธิ์เลือก’

     

    ผมอ่านคำโฆษณาของทางวิหารที่บัตรคิว ก่อนจะทิ้งตัวนอนหงายบนเตียงข้างพี่ชายหุ่นล้ำ ที่อีกฝ่ายนอนท้าวแขนมองผมตาไม่ประพริบ ถึงมันจะชินแล้วก็เถอะ แต่ก็รู้สึกเหมือนโดนอ่านใจอยู่ตลอดเวลา พอผมจะพูดอีกฝ่ายก็ยิ้มสวนมากก่อนจนผมพูดอะไรไม่ออก ผมเลยตัดปัญหาชิงนอนก่อนดีกว่า

     

    --------------------

     

    ทางด้านวิหารคีตาของเมืองหลวง

     

    “เจ้าว่าอะไรนะ อ๊อสโตบาล เมกามูนวัล รึ” นักบวชวัยกลางคนที่ดูน่าเกรงขาม กล่าวถามหาความแน่ใจจากนักบวชลูกวัด

    “พาน้องมาสมัครนักดนตรี งั้นวันทดสอบเห็นทีข้าต้องเข้าไปตัดสินด้วยแล้ว” นักบวชคนนั้นกล่าวอีกครั้ง

     

    ---------------------

     

    สามวันถัดไปไวยิ่งกว่านิยาย ผมก็มาถึงสถานที่รับการทดสอบแล้ว ส่วนพี่อ๊อสขอตัวไปติดต่อขอเข้าพบท่านเมวิส และจะกลับมาให้ทันก่อนผมเข้าทดสอบ

     

    “ผมมาขอเข้าพบท่านเมวิสครับ ผม อ๊อสโตบาล เมกามูนวัล จากเมืองฮาเวส ครับ” อ๊อสบอกกับนักบวชหน้าประตูเข้าวิหารชั้นใน

     

    “ขณะนี้ท่านเมวิสได้ไปเป็นกรรมการตัดสินการคัดเลือกนักดนตรี ท่านควรกลับมาใหม่อีกครั้ง” อีกฝ่ายบอก จนอ๊อสต้องเดินกลับมาโถงที่คนมารอรับการทดสอบอีกครั้ง มันเพิ่งถึงคิวที่ 169 อีกนานกว่าจะถึงคิวของออโต้ จากสายตาอ๊อสนับผู้ที่รอเข้าทดสอบในลานหินอ่อน ไม่ต่ำกว่า 700 คน กว่าการทดสอบจะเสร็จคงมืดค่ำพอดี แถมพวกกองเชียร์คนมาสมัครก็มากเข้าไปอีก ทำให้โถงรับสมัครมากไปด้วยผู้คน

     

    ในที่สุดก็ถึงคิวผมแล้วคิวที่ 234 เป็นการรอคอยที่นานพอสมควร แต่ขั้นตอนทดสอบไม่มีอะไรมาก ผู้ทดสอบจะต้องไปยืนในวงเวทย์ที่ทางวิหารจัดไว้ยืนนิ่ง ๆ 3 นาที ถ้าผลึกเวทย์ที่ลอยอยู่เหนือหัวมันส่องแสงหมายความว่าเป็นผู้เหมาะสมต่อการเป็นนักดนตรี แต่ตลอดการสมัครยังไม่เห็นผลึกเลืองแสงเลยด้วยซ้ำ

     

    “คนต่อไป” นักบวชที่เป็นคนรันการสมัครเรียกคิวผม

     

    “ออโต้ จากเมืองฮาเวส ครับ”

     

    ผมบอกชื่อและเมืองตามธรรมเนียม จริง ๆ ผมก็ไม่รู้ว่ามันมีอะไรพวกนี้ แต่ตลอดคิวทั้งหมด 233 คนก่อนหน้า แนะนำตัวแนวนี้หมด ผมเลยได้แต่ทำตาม

    ผมยืนอยู่ไม่นานผลึกเวทย์ก็ส่องแสง เกิดเสียฮือฮาทั่วห้องโถง จนเหล่านักบวชต้องบอกให้อยู่ในความสงบ

     

    “ออโต้ เจ้าจงยืนมือออกมา” นักบวชอีกคนเดินมาบอกผม ผมก็ได้แต่ทำตาม ยืนมือออกไป เขาวางลูกแก้วอะไรบางอย่างในมือ มันส่องแสงไปมาหลายสีคล้ายสีรุ้ง

     

    “จงนึกถึงเครื่องดนตรีที่เจ้าต้องการ” นักบวชกล่าว ผมเลยนึกถุงขลุ่ยแบบที่พี่เอิร์ธเป็น ทันไดนั้นมันก็ขยายกลายเป็นของเหลวและเปลี่ยนรูปไปจนจับตัวแข็งอีกครั้งก่อนจะกลายเป็นขลุ่ยคล้ายแบบเดียวกับของพี่เอิร์ธ หากแต่มีพลอยประดับแค่ 3 เม็ด ไม่ครบ 7 เม็ด แบบที่นึกภาพถึง ผมยังไม่ทันได้ทำอะไรมากหลังจากได้ขลุ่ยเลาใหม่มา เสียงฮือฮาของผู้คนก็ดังอีกครั้งแถมดังกว่าเดิม

     

    “ประเสริฐแท้ สวรรค์ได้ส่งคนมีฝีมือมาอีกครั้ง ขอบคุณเหล่าเทพทั้ง 7” นักบวช หลายคนกล่าวพร้อมกัน

     

    ผมดีใจที่ผ่านการคัดเลือก เลยพยายามมองหาพี่ชาย พี่อ๊อสที่ยิ้มแสดงความดีใจมาเหมือนกันส่งมาทางผมพอดี

     

    “ท่านออโต้เชิญทางนี้” พระลูกวัดคนหนึ่งกล่าวกับผมด้วยสรรพนามที่ต่างออกไป ผมขอให้พี่อ๊อสตามเข้าไปด้วยโดยบอกว่าเป็นพี่ชาย พวกเราได้รับการดูแลอย่างดีในห้องรับรองห้องหนึ่ง

     

    “พวกท่านโปรดรอ ผู้คัดเลือกท่านอื่น ๆ อาหารและเครื่องดื่มโปรดบริการตัวเอง” นักบวชกล่าวพร้อมผายมือให้รู้ถึงจุดพักผ่อนของห้อง ก่อนเขาจะเดินกลับไปยังบริเวณการคัดเลือก

     

    “ยินดีด้วยออโต้” พี่อ๊อสกอดผมพร้อมกับยกตัวผมจนลอย แถมโดนหอมที่หน้าผากเต็ม ๆ นั้นเพราะในห้องมีแค่พวกเราพี่ชายเลยกล้าแสดงความรักอย่างเคย

     

    “ขอบคุณครับ” ผมก็ได้แต่ขอบคุณ

     

    พวกเราก็รอจนผ่านไปอีกหลายชั่วโมง ก็มีคนผ่านการทดสอบเพิ่มอีกคน เป็นพี่สาวอายุน่าจะพอ ๆ กับพี่อ๊อส พร้อมกับน้องชายของเธออีกคนที่ติดตามมาด้วย และดูเหมือนว่าวันนี้ผู้ผ่านคัดเลือกจะมีเพียง 2 คนเท่านั้น

     

    “สวัสดีเหล่าผู้ถูกเลือก ข้าเมวิสยินดีที่รู้จัก~♪ ” ผมกับพี่อ๊อสหันหน้ามายิ้มให้กันทันที

     

    “ข้าไม่มีอะไรจะบรรยายให้มากความ พวกท่านรับหนังสือคู่มือไปศึกษากันเอาเอง แต่ถึงอย่างนั้นพวกท่านต้องรอรับเข็มกลัดนักดนตรีแห่งคีตาเสียก่อน ถึงจะถือว่าผ่านการทดสอบอย่างแท้จริง” ท่านเมวิสกล่าวสรุป พร้อมกับเดินมาติดเข็มกลัดให้พวกผมกับพี่สาวอีกคน ก่อนที่ท่านเมวิสจะเดินออกจากห้อง พี่อ๊อสก็รีบแนะนำตัวทันที

     

    “ท่านเมวิสครับ ผมอ๊อสโตบาล เมกามูนวัล จากเมืองฮาเวสครับ” เมวิสเลิกคิ้วทันทีก่อนจะ หันมายิ้มแล้วบอกว่า

     

    “ท่านอ๊อสโตบาล เชิญตามข้ามา”

     

    “ท่านเมวิส ผมขอพาน้องชายผมไปด้วยได้หรือไม่” พี่อ๊อสเอามือมาตบบ่นไหล่ผม พร้อมกันนั้นที่ท่านเมวิสหันมามองก่อนจะยิ้มแล้วไม่ได้พูดอะไร พวกเราจึงเดินตามท่านไป

     

     

    --------------------

     

    ณ ทวีปมูนวัล ในหมู่บ้านกลางป่าเล็กๆ

     

    “แม่ ข้าคงต้องไปหาท่านลุงบิล ให้ช่วยเรื่องข้ามทวีป” บรีชบอกถึงความต้องการ

     

    “ตอนนี้บิลน่าจะยังอยู่ในเมืองหลวง ถ้าไงเจอลุงแล้วแม่ฝากความคิดถึงด้วยนะ”

     

    “ได้เลยครับ”

     

    “แล้วเด็กคนนี้บรีชจะพาเดินทางไปด้วยจริงหรือลูก เขายังเล็กอยู่เลยนะ” แม่บรีชมองไปมาระหว่างทั้งสองคน

     

    “สบายมากครับ” บรีชตอบ

     

    “ถ้าลูกพูดแบบนั้นแม่คงก็ต้องว่าตาม” พร้อมกับถอนหายใจยาว ๆ ส่วนเอิร์ธนั้นได้แต่ยิ้ม

     

    ข้าวของสัมภาระต่าง ๆ ถูกยัดใส่เป้เดินทางกับเงินจำนวนหนึ่งที่เหลือจากเงินสะสม บรีชแบ่งให้แม่ไว้ 8 ใน 10 ส่วน ตัวเองใช้ที่เหลือเพราะว่าด้วยแรงกายของเขาคงจะหาเงินได้ไม่ยาก เด็กหนุ่มโบกมือลาผู้มีพระคุณที่เป็นดังมารดาของเขาในปัจจุบัน การเดินทางครั้งนี้ทั้งตื่นเต้นและหน้าใจหาย พอเขาหันหลังกลับไปมองบ้านหลังเล็กก็ถูกเนินทางเดินบดบังไปหมดแล้ว นี้เป็นครั้งแรกที่ต่องเดินทางไกล ในช่วงเวลาที่เขาอาศัยบ้านหลังนั้นพักพิง มันทำให้น้ำตาของเด็กหนุ่มไหลออกมา

     

    “พี่ชายโตแล้วก็อย่าร้องไห้ไปเลย” เสียงเล็ก ๆ ฟังดูออดอ้อนจากเด็กน้อยหน้าตาสดใสพูดกับเขา ด้วยลอยยิ้มนั้นจิตใจของเขากลับมาเติมเต็มอีกครั้งพร้อมที่จะเดินทางต่อ

     

    “ให้อุ้มไหมเอิร์ธน้อย” บรีชถามเด็กที่ยืนอยู่ข้างกาย

     

    “มันจะลำบากไปเปล่า ให้ข้าแปลงเป็นมีดคาดเอวดูจะสะดวกกว่า” เอิร์ธบอกถึงความเหมาะสม

     

    “จริงด้วยข้าก็ลืมไปเลย ฮะ ๆ” บรีชเอามือลูปหัวน้องชายที่เป็นดังยารักษาบาดแผลในจิตใจของเขา การเดินทางสู่เมืองหลวงมาไกรแห่งมูนวัล ในฐานะนักรบแห่งท่วงทำนองและนักดนตรี นั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด...

    คล้ายกับเรื่องสี่หนุ่มตะลุยโลกดนตรี : [Another God !? : Melodies ~♪] ที่คุณอ่าน