ไม่นานหลังจากนั้น หลิงซวีเต๋าจารย์ก็นำจ้าวลู่กลับมาถึงเขตสำนักซูซาน
จ้าวลู่เงยหน้ามอง ยอดเขาดาบเงินที่ทะยานสู่ฟ้าราวกับกระบี่์ ฟาดฟันเมฆามหาศาลลงสู่แผ่นดินท่ามกลางป่าไผ่เขียวชอุ่มและดอกไม้บานสะพรั่งนกน้อยร้องขับขานคล้ายสรวง์อยู่ไม่ไกล
“ช่างงามราวแดนเซียน...” นางอดเอ่ยชมไม่ได้
หลิงซวีนำจ้าวลู่มาตรงหน้าหลี่เสวียนเซียว
“เสวียนเซียว นับจากวันนี้ไป นางคือศิษย์น้องของเ้าเ้าไม่ใช่คนสุดท้องอีกแล้วนะ ดูแลนางให้ดี”
“ศิษย์ขอน้อมรับคำสั่ง”
“พาไปชมรอบสำนักเสีย ข้ายังมีเื่ต้องจัดการ”
ว่าจบก็หายตัวไปดื้อ ๆ ทิ้งไว้เพียงศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เพิ่งเจอกันหมาดๆ
“คารวะศิษย์พี่” จ้าวลู่เอ่ยพลางยิ้มบาง ใบหน้าแดงเรื่ออย่างเขินอาย
“นับแต่นี้เ้าคือศิษย์ซูซาน มีเื่ที่เ้าต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ”หลี่เสวียนเซียวเริ่มต้นอย่างเข้มงวด
“การฝึกฝนมิใช่เพียงการเพิ่มพลังเวท หากแต่เป็การฝึกฝนตนเองนั่นคือวิถีแห่ง ‘เต๋าไร้อารมณ์’ ของซูซานเรา”
“เต๋าไร้อารมณ์?” จ้าวลู่เลิกคิ้ว“หมายถึงตัดใจจากความรักกระนั้นหรือ ฟังดูโหดร้ายเสียจริง”
“ผิดแล้ว” หลี่เสวียนเซียวตอบ “เต๋าไร้อารมณ์ มิใช่ไร้รักหากแต่รักผู้คนเท่าเทียม มิยึดติดเฉพาะรักส่วนตน”
“ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์พี่ดูมีภูมิปัญญาเหลือเกิน”
“ขึ้นมาเถิด” เขาโบกมือเรียกกระบี่เหิน
จ้าวลู่ลังเลเล็กน้อย—นางยังบินเองไม่เป็และใจหนึ่งก็หวั่นว่าจะต้อง...เกาะเอวศิษย์พี่?
แต่แล้วกระบี่ใต้เท้าก็ขยายออกกว้างเป็สิบเมตรศิษย์พี่ไปยืนหัวกระบี่ นางอยู่ท้ายสุด
ระยะห่างไกลราวทะเลทรายกับฝั่งฟ้า
(⊙o⊙)… จ้าวลู่เงียบกริบ
“ซูซานมีเจ็ดยอดเขา...” หลี่เสวียนเซียวเริ่มแนะนำสำนักเสียงดังลั่นแต่ระยะมันไกลเกินไป!
“ศิษย์พี่...ข้าไม่ได้ยินเลย” จ้าวลู่ร้องบอก
ทันใดนั้นเสียงก็แว่วชัดในหู—หลี่เสวียนเซียวร่ายเวทย์เสียงถึงหูเรียบร้อย
จากนั้นเขาก็เริ่มเลคเชอร์แบบโบราณอย่างจริงจัง
“การฝึกฝนต้องตัดใจให้เด็ดเดี่ยวสมมุติว่ามีเซียนผู้ทรงพลังยอมเป็ศัตรูกับทั้งโลกเพื่อเ้าคนเดียว เ้าคิดอย่างไร?”
“ก็...ดูเหมือนจะซื่อสัตย์และรักข้ามาก...” จ้าวลู่ตอบอ้อมแอ้ม
“สมมุติเ้าเป็หญิงสามัญ ครอบครัวอบอุ่น วันแต่งงานกำลังจะมาถึง แต่กลับถูกคนรักคลั่งรักกวาดล้างทั้งเมืองเ้ารอดคนเดียว...คิดว่าอย่างไร?”
นางเงียบ...ภาพจินตนาการเล่นงานใจ
“นั่นมิใช่รัก แต่คือความบ้าเื!” หลี่เสวียนเซียวเน้นเสียง“เซียนตกหลุมรัก โลกมนุษย์ไร้สุข!”
เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงชวนฝัน นำพานางเข้าสู่ภาพในอุดมคติ—ชายรูปงามช่วยชีวิตนาง ยืนท่ามกลางแสงอรุณราวเทพบุตร...
ใช่แล้ว...จ้าวลู่คิดถึงหลี่เสวียนเซียวในวันนั้น
ทันใดนั้น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็รุนแรง
“แต่หากวันหนึ่ง ชายผู้นั้นกลายเป็จอมมาร มือเปื้อนเืเ้าจะทำอย่างไร?”
“ขะ...ข้าควร...” นางลังเล
“พูดตามใจจริงเถิด”
“ข้าควรฆ่าเขา!” นางตอบเสียงสั่นแต่หนักแน่น
“ผิด!”
“หา?”
“ผิดอีก! เ้าต้องหลอกเขากลับบ้าน บอกจะพาไปเจอครอบครัวแล้วซุ่มจับเขารวมพลังปราบปราม!”
จ้าวลู่: “.....ศิษย์พี่ ท่าน...จริงจังใช่ไหมนี่?”
“อย่าให้รักทำให้เ้าโง่ อย่าเชื่อว่าจอมมารจะรักเ้าเพียงคนเดียวและที่สำคัญ อย่าเป็คนสนับสนุนความชั่ว”
จ้าวลู่พยักหน้าช้า ๆรู้สึกว่าการสนทนาวันนี้อาจเปลี่ยนชีวิตนางทั้งชีวิต
“ดีมาก ตอนนี้...หลับตา แล้วจินตนาการต่อ...”
...
เวลาล่วงผ่านไปสองปี
จ้าวลู่บัดนี้กลายเป็ศิษย์ชั้นกลางของซูซานอย่างเต็มตัววิชาที่เรียนรู้ก็มีมากมาย แม้ยังไม่ถึงขั้นทะลวงชั้นเซียนแต่ก็นับว่าฝีมือเหนือกว่าคนทั่วไปนัก
ใน่ปีหลังเหล่าศิษย์พี่ในสำนักหลายคนเริ่มแสดงความเอ็นดูจ้าวลู่ออกนอกหน้า
คนหนึ่งส่งขนมหวานจากยอดเขา คนหนึ่งฝึกดาบให้โดยไม่ร้องขอคนหนึ่งลอบวางยันต์กันยุงให้ถึงหน้าประตูเรือน
หลี่เสวียนเซียวเริ่มรู้สึกว่า...สำนักซูซานเริ่มผิดเพี้ยนอีกครั้ง
วันหนึ่ง เขาเดินผ่านลานฝึกเห็นศิษย์รุ่นพี่คนหนึ่งยืนเขียนกลอนรักให้กับสาวน้อยในชุดชมพู เหงื่อไหลอาบแก้มพลางพูดว่า
“แม้ข้าต้องเป็ปีศาจ เพื่ออยู่เคียงเ้า ข้าก็ยินดี!”
หลี่เสวียนเซียว: (…จิตเต๋าเ้าคงบรรลุแล้วสินะ)
เขาเดินเลยไป เห็นอีกคนกำลังแกะสลักชื่อตนกับจ้าวลู่ลงบนต้นไผ่!
“เ้าเป็ใคร!?” หลี่เสวียนเซียวโพล่งขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ศิษย์ผู้นั้นสะดุ้งเฮือก รีบลบชื่อออกอย่างละล่ำละลัก
หลี่เสวียนเซียวเดินกลับเรือน ตบหน้าผากตนเองหนึ่งทีแล้วนั่งลงถอนใจยาว
“สำนักนี้...เพี้ยนกันหมดแล้วกระมัง”
เขาล้วงยันต์สั่งสอนออกมาหนึ่งใบ พลางพึมพำ
“ถึงเวลาต้องเปิดค่ายกลฝึกฝนแบบบังคับอารมณ์รักเสียที...”