ตุ๊กตาจากแดนหมีขาว

    ตอน 18.1 / 20 - ตุ๊กตานางฟ้า


    ตอน 18

    ตุ๊กตานางฟ้า

    (ส่วนตอนต้น)



    “น้ำ... น้ำ...” เสียงหลงจากเกริกไกรเรียกหาลูกสาว “น้ำลืมถุงมือตุ๊กตาน่ะ พ่อจะเอาขึ้นไปให้”


    “เดี๋ยวหนูลงไปเอาเองค่ะ” สุรีย์รัตน์ขานรับพ่อทันทีจากห้องนอนชั้นบน แต่เพียงผ่านชั่วอึดใจ มีเสียงจากเบื้องล่างรีบปฏิเสธ


    “ไม่ต้อง ไม่ต้อง พ่อกำลังขึ้นไปหาแล้ว” ชายเริ่มชราตอบพลางเดินขึ้นบันได ถือถุงใสบรรจุถุงมือลูกไม้สีขาวขนาดย่อส่วน 1/3 ในมือ “ให้พ่อเข้าห้องได้ไหม พ่ออยากเห็นตุ๊กตาของลูก”


    “ได้สิคะพ่อ มาเลย มาเลย” ฝ่ายลูกไม่ลังเลแม้แต่น้อย ชั่วพริบตาร่างชายแก่ผมหงอกก็มาอยู่หน้าประตูห้องลูกสาวที่แง้มเปิดรอรับ


    “พ่อมาแล้ว ให้เข้าได้แน่นะ” เกริกไกรเหมือนยังลังเล เพิ่งระลึกได้ว่าเวลานี้คือหนึ่งทุ่มครึ่งควรเป็นเวลาส่วนตัวของลูก


    “โอ๊ย พ่อ...” สุรีย์รัตน์อุทาน “เกรงใจอะไร นี่ห้องลูกสาวพ่อเอง อยู่กันมาในบ้านนี้นานเป็นสิบ ๆ ปีแล้วค่ะพ่อ ทำหนูเป็นคนแปลกหน้าไปได้”


    “เออ บ้านนี้มันกี่ปีแล้วนะ บ้าน 'สุขสรวงสวรรค์'...” พ่อเริ่มระลึกคำนวณตัวเลขช่วงปีนับแต่มีบ้านหลังนี้ พลางขยับเท้าเข้าใกล้หน้าห้องนอนลูกสาว เลื่อนมือเปิดบานประตูที่เคยแง้มให้อ้าออกจนเกือบสุด


    “ขี้เกียจนับอ่า มาช่วยแต่งตัวสาวน้อยกันดีกว่านะคะพ่อ” หญิงชุดนอนลายทางวัยสี่สิบเจ็ดรีบชักชวนพ่อให้เล่นตุ๊กตา


    “จะดีหรอลูก พ่อผู้ชายนะ” ชายแก่ผมหงอกเริ่มลังเลอีกรอบ ก่อนส่งถุงพลาสติกใสเรียบบรรจุถุงมือสีขาวลายลูกไม้ขนาด 1/3 ให้ลูกรัก


    “ผู้ชายก็เล่นด้ายค่า...” เสียงลูกสาวลากยาวพร้อมหัวเราะเบา ๆ “แปลกอะไรอ่าพ่อ หนุกดี เดี๋ยวนี้ผู้ชายวัยรุ่นก็เริ่มเล่นตุ๊กตากันแล้วนะพ่อ ส่วนพ่ออายุเท่าไหร่น่ะไม่สำคัญ หนูก็แก่เป็นป้าแล้ว จะห้าสิบแล้ว แก่กันไปตาม ๆ กัน ช่างมัน เล่นกันเถอะค่ะ”


    สุรีย์รัตน์พูดเพื่อให้พ่อสบายใจ “อายุหรือเพศมันไม่สำคัญว่าจะเล่นตุ๊กตาได้หรือไม่น่ะค่ะ ถ้าใจชอบซะอย่างมันไม่สำคัญเลย”


    เกริกไกรได้แต่ทำหน้างงงวย ตอบลูกสาวไม่ถูก สายตาเลื่อนไปที่ตุ๊กตาหญิงสาวขนาด 1/3 สูงราวเกือบหกสิบเซนติเมตร แต่กลับอยู่ในท่านั่งบนโต๊ะเล็กที่สุรีย์รัตน์เพิ่งนำสารพัดเครื่องสำอางออกไปไว้ที่อื่น หมายว่าจะใช้โต๊ะนี้ตั้งตุ๊กตาตัวโปรดของลูกสาวแน่นอน


    “เมื่อกี๊ลูกบอก ลูกก็ป้าแล้ว...” พ่อรำพึงรำพันเบา ๆ “จริงสินะ พวกเรา พ่อลูก ผ่านวันเดือนปีมาไม่รู้เท่าไหร่แล้วเนอะ พวกเราแก่กันแล้วจริง ๆ”


    “โอ๊ย พ่อ ปลงสังขารหรอคะ...” สุรีย์รัตน์ขบขันชอบใจ “อะไรของพ่ออ่า อย่าไปคิดว่าตัวเราแก่สิคะพ่อ...”


    เกริกไกรได้แต่เกาหัวที่มีแต่ผมขาวหงอก ๆ เหมือนระลึกได้ว่าตนอายุเท่าไหร่แล้ว ใช่ ตอนนี้อายุปาเข้าไปจะเจ็ดสิบแล้ว หกสิบเก้าแล้วหรือนี่


    ไม่กี่อึดใจพ่อก็อุทาน “ยังใส่เสื้อตุ๊กตาไม่เสร็จเลยนี่”


    สายตาเลื่อนมองทางอื่น เหมือนว่าการต้องมาดูตุ๊กตาสาวน้อยที่ยังเปลือยท่อนบนเป็นเรื่องที่ผู้ชายไม่ควรทำ


    “อายอะไรคะพ่อ หลบหน้าหลบตาทำไม โอ๊ย...” สุรีย์รัตน์ขำออกมาไม่หยุด “น้องเป็นแค่ตุ๊กตานะพ่อ ไม่ใช่คนมีชีวิตซะหน่อย อายทำไม มาช่วยหนูใส่เสื้อให้น้องดีกว่านะคะ มา... มา...”


    ลูกสาวเริ่มท้าทายใจกล้าฝ่ายพ่อ ส่วนพ่อก็ละล่ำละลักจะพูดว่าไม่เอาดีกว่า แต่ก็เหมือนจะทัดทานแรงคะยั้นคะยอไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องยอมให้ฝ่ายลูกสาวชักชวนสำเร็จ


    เกริกไกรย่อตัวนั่งเก้าอี้ล้อเลื่อนข้าง ๆ ลูกสาว สายตาเริ่มสังเกตตัวตุ๊กตามีข้อต่อส่วนต่าง ๆ ตามข้อมือตามแขนคล้ายเบ้าลูกบอล ผิวพรรณเปล่งปลั่งสีครีมนวล ท่อนล่างใส่กางเกงจั๊มขายาวสีขาวขาพอง ๆ ราวกับว่ามันพองลมได้ หากเปรียบเป็นคนจริงละก็ กางเกงที่ใส่คงสวยงามดูขาพอง ๆ พลิ้ว ๆ ยามที่กำลังเดินแน่ ๆ


    สุรีย์รัตน์เริ่มนำเสื้อสีขาวแขนยาวที่เปรียบเป็นท่อนบนบรรจงใส่จากแขนซ้ายและขวาของตุ๊กตา พอจับเลื่อนเข้าหาช่วงตัวแล้วบอก “ลองกลัดกระดุมให้น้องนะพ่อ”


    เกริกไกรก็เริ่มทำอะไรไม่ถูกสิ ชีวิตนี้เกิดมาไม่เคยเล่นตุ๊กตา มาเล่นเอาตอนแก่ที่มือก็เริ่มสั่น ๆ แล้วด้วย


    “มือพ่อสั่นอะ มันเล็กด้วย ย่อส่วนพ่อจับไม่ถนัด” พ่อเริ่มบ่นท้อแท้


    “ลองกลัดกระดุมเม็ดนึงก็ยังดี ลองดู ลองดูค่ะ” ลูกสาวก็เหมือนเอาใจช่วยพ่อ ไม่เคยถือสาว่าตุ๊กตาเป็นของสงวนหวงแหนห้ามใครอื่นแตะต้องแม้แต่น้อย


    สักพักเกริกไกรก็บรรจงกลัดกระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อขาวสำเร็จ


    “เย้... พ่อเก่งจัง” ลูกสาวปากหวานชมเชย “บอกแล้ว พ่อทำได้”


    “มือพ่อไม่นิ่งอะ กลัวน้องช้ำ ที่เหลือน้ำจัดการเถอะนะ พ่อจะดูไม่ห่างแล้วกัน” เกริกไกรเริ่มยอมแพ้ รู้ดีว่าของละเอียดอ่อนพรรค์นี้ตนไม่ถนัดเอาเสียเลย


    “งั้นดูหนูเล่นแต่งตัวน้องก็ได้นะคะ” ลูกสาวก็ยังเชิญชวนให้พ่ออย่าเพิ่งหนีออกไปจากห้อง รบเร้าต่อให้ดูการแต่งตัวตุ๊กตาจนเสร็จ


    กระดุมทุกเม็ดบนเสื้อขาวท่อนบนกลัดหมดแล้ว สุรีย์รัตน์เปิดห่อถุงพลาสติกใส หยิบชุดกระโปรงยาวที่เรียกว่าเดรสออกมา เป็นผ้านุ่มปุกปุยสีขาวนวลคล้ายผ้าขนหนูแต่ไม่หนา สัมผัสเบาสบาย แขนเสื้อยาวพองและปลายแขนเป็นแบบจั๊ม


    “เดรสเหมือนพวกฝรั่งใส่กันเลย...” เกริกไกรอุทานเบา ๆ


    “ใช่ค่ะพ่อ...” ลูกสาวพยักหน้ามั่นใจ “หนูตั้งใจให้เป็นสาวฝรั่ง”


    “สาวฝรั่ง... ลูกสาวฝรั่งหรอ...” พ่ออุทานเบา ๆ อีกรอบ ในใจก็คล้ายสะดุดความรู้สึกหนึ่งที่เก็บซ่อนลึกล้ำมานาน ไม่ช้าจึงเห็นบนตัวตุ๊กตาที่ใส่ท่อนล่างและท่อนบนครบแล้ว ขาดแต่ส่วนเท้าที่ยังเปลือยอยู่ และส่วนหัวที่ยังโล้น ๆ ไม่มีผมไม่มีวิกสวม


    “ใส่ถุงเท้าก่อนดีไหม...” เกริกไกรคว้าถุงใสบรรจุถุงเท้าสีขาวลายลูกไม้ขนาด 1/3 ยื่นส่งให้ลูกสาว


    “พ่อจัดการเลย” สุรีย์รัตน์ไม่คิดลังเล ใจอยากให้พ่อมีส่วนช่วยแต่งตัวให้ตุ๊กตาตัวโปรดของตน


    เกริกไกรไม่กล้าปฏิเสธ ค่อยแกะห่อพลาสติกหยิบถุงเท้าลูกไม้ออกมา เป็นถุงเท้ายาวราวช่วงน่องบน มือหนึ่งค่อยเลื่อนส่วนจั๊มปลายกางเกงขายาวขึ้นเหนือน่อง จากนั้นบรรจงใส่ถุงเท้าลูกไม้ ใส่ข้างซ้ายแล้วมาใส่ข้างขวา


    เมื่อใส่เสร็จทั้งสองข้าง จึงเลื่อนปลายจั๊มกางเกงขายาวลงมาคลุมข้อเท้าดังเดิม ตอนนี้ท่อนล่างไม่เหลือส่วนใดที่เห็นผิวพรรณเนื้อตุ๊กตาแล้ว


    “เก่งจังเลยค่ะ พ่อน่ารักจริง ๆ” ลูกสาวปากเปราะชมพ่ออีกยก “น้ำบอกแล้ว พ่อทำได้ พ่อเลี้ยงลูกสาวเก่ง เรื่องแต่งตัวตุ๊กตายังไงก็ต้องเก่ง”


    “พ่อเลี้ยงลูกเก่งหรอ...” เกริกไกรเริ่มสับสน “พ่อเก่งหรอ...”


    “เก่งสิคะพ่อ เลี้ยงหนูจนเติบโต เรียนจบทำงานเป็นดีเจ จนเป็นป้าแล้วเนี่ยะ พ่อตัวคนเดียวเลี้ยงลูกสาวได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่เก่งได้ไงคะ”


    “คิดถึงแม่ภาเนอะ...” พ่อเริ่มรำพึงรำพันความหลัง


    “หนูก็คิดถึงค่ะ จากกันไปนานมาก สามสิบกว่าปีแล้วที่ไม่มีแม่...” สีหน้าสุรีย์รัตน์บ่งบอกถึงความเศร้าเล็กน้อย


    “พ่อยังอยู่ ไม่เหงานะ” เกริกไกรเริ่มพูดปลอบใจ


    “ไม่เหงาค่ะพ่อ หนูชินแล้ว หนูยังมีพ่อ และก็แฟนหนูด้วย” สุรีย์รัตน์ตอบให้พ่อสบายใจ “หนูไม่เศร้าหรอกค่ะ อย่าห่วงเลย”


    สุรีย์รัตน์หยิบชุดกระโปรงแขนยาวจั๊มสีขาวนวล ๆ เตรียมจะสวมใส่คลุมร่างตุ๊กตา


    “ชุดสวยนะคะพ่อ” ลูกสาวชักชวนให้ดูชุดกระโปรงตัวใหญ่


    “ใช่ สวยมาก ตัวใหญ่คลุมทั้งแขนทั้งเท้าหมดเลย ชุดยาวคลุมเท้าเลยหรอนี่” ชายชราจดจ้องชุดกระโปรงใหญ่ช่างสะดุดตาไม่ยอมกะพริบ


    “ใช่ค่ะ ยาวมาก สวย... หนูชอบ ดูคล้ายชุดนอน แต่ก็เหมือนชุดอยู่บ้านได้นะคะ ชุดราตรีหรือชุดคุณหนูแบบเรียบร้อยสุด ๆ ก็ยังได้” ลูกสาวเอ่ยชมชุดกระโปรงไม่หยุด “กว่าจะหาที่ตรงใจหนูได้ หาเป็นเดือน ๆ เลยค่ะ”


    “แล้วตุ๊กตา ลูกได้มายังไงหรอ” พ่อเริ่มสงสัย ลูกสาวที่ห่างหายจากการเล่นตุ๊กตาเป็นสิบ ๆ ปีเพราะอายุล่วงเลยสู่วัยกลางคนแล้ว ด้วยหน้าที่การงานและอะไรหลายอย่าง ของเล่นหรืองานอดิเรกย่อมห่างหายไปจากชีวิตเป็นธรรมดา


    แต่นี่อยู่ดี ๆ ลูกสาวกลับอยากเล่นตุ๊กตาเหมือนย้อนวัยเด็กวัยสาวที่เคยชอบเล่น


    “หนูให้เพื่อนฝากซื้อจากเกาหลีใต้มาให้ค่ะ” สุรีย์รัตน์เริ่มบรรยายที่มาที่ไป “ตุ๊กตาตัวนี้ผลิตจากเกาหลีใต้ ทำจากเรซินที่เขาหล่อจากเบ้าแม่พิมพ์จนแห้งสนิท หนูไปเยี่ยมบ้านเพื่อนมีทั้งตุ๊กตาแบบว่าผู้หญิงสวย ๆ เด็กหญิงน้อย ๆ น่ารักก็มี หนุ่ม ๆ เท่ ๆ แบบบอยแบนด์เกาหลีก็ยังมี เพื่อนหนูเล่นตั้งครอบครัวพ่อแม่ลูกกันเลย หนูเห็นแล้วชอบ ก็เลยให้เพื่อนช่วยแนะนำ หนูก็ค่อย ๆ เลือกดู อยากมีน้องสวย ๆ ไว้ประดับห้องนอนสักตัว แล้วก็ตกลงใจเลือกน้องคนนี้ หน้าตาละมุน น่ารักอ่อนโยน หนูชอบมาก ๆ สั่งทางเกาหลีใต้แต่งหน้ามาเลย เลือกน้องที่ยังวัยรุ่นสิบห้าสิบหกกำลังสวย”


    “วัยรุ่น... สิบห้า สิบหก หรอ...” พ่อเริ่มอุทานเบา ๆ อีกรอบ ราวกับจะสะดุดความรู้สึกถึงห้วงแห่งความทรงจำบางอย่าง


    “อะไรหรอคะพ่อ...” สุรีย์รัตน์เริ่มสงสัย พลางสังเกตสีหน้าพ่อเริ่มผิดแปลก


    “ไม่มีอะไร... ใส่เดรสต่อเถอะ อยากเห็นตอนใส่เสร็จจะสวยขนาดไหนนะ” เกริกไกรรีบกลบเกลื่อนความรู้สึก รบเร้าให้ลูกสาวจัดแจงใส่ชุดกระโปรงเพื่อรอยลโฉมความสวยเต็มขั้น


    สุรีย์รัตน์ไม่รอช้า ยกอุ้มตุ๊กตาแล้วสวมชุดกระโปรงไล่จากส่วนขาขึ้นมา เมื่อเลื่อนชุดจนถึงกลางลำตัว จึงค่อยสวมช่วงแขนของชุดเข้ากับแขนซ้ายและแขนขวาของตุ๊กตา


    จังหวะที่ชุดกระโปรงยาวสวมบนตัวตุ๊กตาเสร็จ ชายชราอุทานทันที


    “ชุดสวยจริง ยังกับนางฟ้าเลย...”


    “สวยเนอะ...” ลูกสาวชี้ชวนให้พ่อสนับสนุนความสวยที่ตนบรรจงสรรค์สร้าง “ตอนพ่อยังไม่ขึ้นมา หนูใส่ลูกตาให้น้องก่อนเลย มาตอนแรกน้องไม่มีตา หนูซื้อตาแยกต่างหาก เลือกสีตาสีคราม สวยไหมคะ”


    ลูกสาวชี้ไปที่ส่วนดวงตาของตุ๊กตา เกริกไกรก็จดจ้องมองตามพลางอุทานเบา ๆ “สวยเหมือนฝรั่งเลย...”


    “แต่งชุดเสร็จแล้วค่ะ งามมากเลยเนอะพ่อเนอะ” ลูกสาวยังชมฝีมือตนเองไม่หยุดก่อนจะวางร่างนางฟ้าในท่านั่งดุจเดิม


    “พ่อชอบนะ งดงามอย่างกับนางฟ้าจริง ๆ ขนาดยังไม่สวมวิกเลย” เกริกไกรช่วยสนับสนุนดุจกำลังใจให้ลูกสาว สายตายังจดจ้องตุ๊กตาที่แปลงเป็นหญิงสาวอ่อนโยนดุจผ้าพับ


    แล้วจะยิ่งดูเรียบร้อยงดงามอีกเพียงใดเมื่อสวมวิกให้ตุ๊กตาตัวนี้เป็นลำดับสุดท้าย


    “จับมือน้องสิคะ” สุรีย์รัตน์ชักชวนให้พ่อเล่นตุ๊กตาต่อ “เลื่อนมือน้องทั้งสองข้างให้วางบนตักตรงกลาง จะยิ่งเรียบร้อยเลย”


    ไม่กี่อึดใจพ่อก็ทำตามที่ลูกสาวแนะนำ


    “เสร็จแล้ว เป็นไงบ้าง...” เกริกไกรถามลูกสาวต่อ


    “น่ารักมาก โอย...” ลูกสาวอุทานยกใหญ่ “สวยอะ สวยมาก”


    เกริกไกรพยักหน้าสนับสนุน


    “งั้นพ่อเลือกวิกเลยค่ะ จะให้หนูใส่วิกอันไหนก่อนดี” สุรีย์รัตน์ยื่นวิกผมสองอันที่แกะจากห่อพลาสติกและตาข่ายครอบแล้ว วิกน้ำตาลทั้งสองสีไม่เข้มไม่อ่อน ทว่าอันหนึ่งดูผมยาวราวสองฟุต อีกอันยาวเพียงครึ่งฟุต


    “อันยาวก่อนไหม” พ่อเลือกตอบลองใจลูกสาว


    “อันยาวก่อนก็ได้ เดี๋ยวหนูใส่ให้ดูนะคะ” มือลูกสาวเริ่มบรรจงใส่วิกผมยาวสองฟุตบนหัวตุ๊กตาไร้ลังเล


    “แล้วทรงผมเหมือนกันไหม” พ่อเริ่มสงสัยถึงความแตกต่างของวิกที่อาจมีมากกว่าความยาวเส้นผม


    “เหมือนกันค่ะพ่อ หน้าม้าทรงเดียวกัน” ลูกสาวตอบมั่นใจ “มีวิกแบบไม่มีหน้าม้าแต่หนูไม่ชอบ ก็เลยเลือกแต่อันที่มีหน้าม้า ตอนใส่จะได้ดูละมุนอ่อนเยาว์น่ารักขึ้นด้วย อืม... พ่อจะลองใส่ดูไหมคะ”


    เกริกไกรไม่กล้าแตะต้องวิกแม้ปลายนิ้ว รู้ดีว่าตนมือสั่นกลัวทำเส้นไหมเส้นผมยุ่งเหยิง แต่ลูกสาวก็เกลี้ยกล่อมให้พ่อช่วยใส่วิกอยู่เรื่อย


    “กลัววิกยุ่งเสียทรง ลูกจัดการเถอะ” พ่อยอมขัดใจลูกสักครั้งหนึ่ง


    “งั้นหนูให้พ่อหวีผมน้องแทนแล้วกันนะคะ” ลูกสาวยื่นหวีไม้ขนาดเหมาะมือส่งให้พ่อ หวีแลดูใหม่ไม่เหมือนที่คนใช้กัน


    “นี่คงเป็นหวีสำหรับใช้หวีวิกตุ๊กตาโดยเฉพาะสินะ”


    “ใช่ค่ะ” เจ้าของตุ๊กตาตอบหนักแน่น “เดี๋ยวใส่วิกเสร็จ พ่อก็จะรู้เองนะคะ”


    สุรีย์รัตน์เปรยปริศนาให้พ่อฉงน พ่อก็ได้แต่ปั้นหน้างวยงง ผ่านไม่กี่อึดใจ วิกก็ถูกจัดแจงสวมกระชับบนหัวตุ๊กตา “เอาละ... เสร็จแล้ว เย้...”


    “พ่อหวีที่ปลายผมแล้วกันนะ” มือขวายังจับหวี มือซ้ายเริ่มลูบไล้ปลายผมวิกที่ยาวเหยียดจรดปลายขาตุ๊กตา “ยาวจริง เหมือนราพันเซลเลย”


    “เหมือนเนอะ เหมือนราพันเซล น่ารักดีอะค่ะ” ลูกสาวแย้มยิ้มไปชมฝีมือแต่งสวยให้ตุ๊กตาตนเองไปพลาง


    ชั่วขณะเดียวกัน ทั้งสองได้ยินเสียงเท้าจากเบื้องล่างเดินบันไดขึ้นมาถึงหน้าห้องนอน บ่งบอกว่ามีคนอีกคนกำลังเดินเข้ามา


    “ทำอะไรกันอ่า อ้าว... เล่นตุ๊กตาเป็นเด็กเลย” เจ้าของเสียงอุทานไม่เคยพบเคยเจอคนเล่นตุ๊กตา


    “เล่นตุ๊กตาแล้วไง ไม่เห็นแปลกเลย...” สุรีย์รัตน์รีบสวนทันควัน


    “โอ๊ย!อายุป่านนี้แล้วยังจะเล่นอยู่อีกหรอ...” คีรีไม่ลดราวาศอกย้อนยอกตอบกลับ


    “ปากเสียนะเธอ ไปเลย ชิ้ว ๆ ไม่รักตุ๊กตาก็ไปเล่นเกมทางโน้นเลย คนเขากำลังอินความสวยของน้องกัน เนอะ พ่อเนอะ...”


    เกริกไกรขบขันเบา ๆ รู้ว่าลูกสาวลูกเขยหยิกกัดกันแบบนี้เป็นปกติวิสัยจนชินชา จะว่าไปลูกเขยเองก็ชอบเล่นเกม คนไม่เข้าใจไม่หลงใหลก็คงนึกว่าเล่นเกมเหมือนเด็ก แล้วก็มักจะมีคำพูดเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าตนไม่ใช่เด็กนะ อย่างเกมเขาก็มีแข่งอีสปอร์ตกัน ขนาดกีฬาซีเกมส์ยังมีอีสปอร์ตเลย


    คนหนึ่งเล่นตุ๊กตาสวย ๆ งาม ๆ คนหนึ่งเล่นแต่เกม ก็ถูกของมันอยู่แล้ว ผู้ชายเล่นอย่างไหน ผู้หญิงเล่นอย่างไหน เว้นแต่เกริกไกรนี่แหละที่มาหลงใหลตุ๊กตาคล้อยตามลูกสาว ซึ่งก็น่าแปลกอยู่บ้าง แต่ในสายตาลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนกลับยินดียิ่ง ไม่เห็นจะแปลกอะไร ดีเสียอีกได้ชื่นชมความสวยความงามด้วยกัน


    คีรีไม่ชอบตุ๊กตาสักเท่าไหร่ ร่างใหญ่วัยกลางคนเดินจากหน้าห้องนอนลูกสาว หันไปเปิดเครื่องพีซีบนโต๊ะหรู นั่งเก้าอี้นวมใหญ่โตอย่างสไตล์เกมเมอร์มือโปร แลดูฟุลอ็อปชันทันสมัยมาก แล้วยังมีเครื่องเกมพกพาจากญี่ปุ่นที่เจ้าของชื่นชอบหนักหนา ตอนที่คีรีกลับมาจากทำงาน ถ้าพีซีไม่ได้ถูกเปิดก็จะมีเสียงโฉ่งฉ่างจากเครื่องเกมพกพาแทนตลอด


    ประตูห้องนอนลูกสาวยังเปิดอ้า เสียงเกมพีซีเฟี้ยวฟ้าวดังแว่วจากอีกมุมห้องฟากตรงข้าม ห้องดังกล่าวคีรีใช้เพื่อความบันเทิงแท้จริง อุดมไปด้วยเครื่องเล่นเกม เครื่องเสียงโฮมเทียเตอร์ ทีวีแบนจอใหญ่ และโซฟานวมนั่งสบาย ผิดกับห้องนอนลูกสาว ห้องนอนหญิงแต่งแนวเรียบ ๆ ที่สุรีย์รัตน์ใช้หลับนอนตั้งแต่วัยรุ่นจนวัยจะเรียกว่าป้า หากแต่ ห้องนอนห้องนี้มันก็ยังอาบแฝงความหลังตั้งแต่เจ้าของห้องยังอยู่วัยเรียนมหาวิทยาลัย


    สองพ่อลูกต่างบรรจงหวีผมตุ๊กตาที่ยาวเหยียดเหมือนราพันเซล


    “เมื่อกี๊ลูกบอกอะไรนะ เดี๋ยวพ่อก็รู้ตอนใส่วิกเสร็จ หมายถึงอะไรหรอ” เกริกไกรเริ่มย้อนทวนคำพูดลูกสาวที่เคยเปรยไร้ต้นไร้ปลาย


    “พ่อน่าจะรู้นะคะ อย่าปิดบังหนูสิ...” ลูกสาวไม่ยอมเฉลย คล้ายอยากให้พ่อพูดออกมาเอง​



    -ยังไม่จบตอน-