ธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง

    9 นครหลวง...

            ชายหนุ่มคนนั้นเริ่มหาเรื่อง ให้รับผิดชอบในสิ่งที่บอสมั่นใจว่าไม่ได้ทำ


            บอสรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่ถูกคุกคามเช่นนี้ เลยมองกลับไปยังชายหนุ่มผู้นั้นด้วยสายตาไม่พอใจ และแฝงกลิ่นอายสังหารแผ่ออกมาด้วยโดยที่บอสเองก็ไม่รู้ตัว (ผู้ที่ใช้อาคมระดับสูงได้จะมีรังสีสังหารได้โดยอัตโนมัติ)


            ชายหนุ่มผู้นั้นถูกกดดันจากสายตาและจิตสังหารของบอส จึงเกิดความกลัวถึงขั้นถอยหลังกลับอย่างไม่รู้ตัวไป 2-3 ก้าว ก่อนที่ผู้คุ้มกันทั้งสองจะรีบเข้ามาขวางระหว่างบอสและชายหนุ่มผู้นั้นไว้ พร้อมเตรียมจะชักดาบ แล้วมีหนึ่งในสองคนนั้นพูดขึ้นว่า


            “ไอ้หนุ่ม เอ็งคิดจะทำอะไรนายน้อยข้ารึ…”


            บอสไม่ตอบ แต่กลับจ้องเขม็งไปยังผู้ที่ถามนั้นแทนด้วยความลืมตัว สายตาที่เสียดแทงพร้อมความกดดันของจิตสังหาร ทำให้ผู้คุ้มกันคนนั้นถึงขั้นเหงื่อซึม 

    และก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปกันใหญ่ ลุงผู้ใหญ่ก็ได้เดินเข้ามา


            “ขอประทานอภัยด้วยเถิดนายท่าน มิมีอันใดต้องเป็นกังวลดอก ไอ้เด็กนี้ มันเพิ่งจักเคยเข้าเมืองเป็นคราแรก มันจึงดูตื่นเต้นแลลนลานไปเสียหน่อย ข้าขอประทานโทษแทนมันด้วยหนา..”


            “เจ้าเป็นผู้ใดกัน แล้วพวกเจ้ามาจากที่ใด? ถึงมิรู้ว่าท่านผู้นี้คือใคร ท่านเป็นถึงบุตรชายคนโตของท่านท้าวแสงขันเชียวหนา..” (ท้าวเป็นบรรดาศักดิ์ขุนนางเทียบเท่าชั้นหลวงของราชสำนักสยาม)


            ผู้คุ้มกันถามลุงผู้ใหญ่และพยายามแสดงอำนาจบาตรใหญ่เข้าข่ม


            “ข้าชื่อ มา ขอรับ เป็นจ่าบ้านหมู่บ้านโพนสา ข้านำคนเหล่านี้มาช่วยขนข้าวของมาค้าขายหน่ะขอรับ ต้องขอประทานอภัยคุณชายท่านนั้นด้วยจริงๆ พวกข้าหาได้มีเจตนาจักทำให้พวกท่านเสียอารมณ์ดอกขอรับ…”


            ลุงผู้ใหญ่ได้หันหน้ามาทางบอสแล้วพูดต่อว่า


            “ไซ เอ็งก็ไหว้ขอประทานอภัยคุณชายเสีย ท่านเป็นคนใหญ่คนโต คงมิเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรเอ็งดอกกระมัง เร็วเข้า…”


            “ได้ขอรับท่านลุง… ข้าไหว้ขอประทานอภัยอีกครั้งด้วยขอรับคุณชาย ข้าหาได้มีเจตนาล่วงเกินอันใดท่านไม่ หวังว่าท่านจักมิถือสาแลให้อภัยขอรับ…”


            ลุงผู้ใหญ่ดูเหมือนจะพูดตำหนิบอส แต่จริงแล้วกลับแฝงนัยเหน็บชายผู้นั้นแบบสุภาพและไม่ให้ชายหนุ่มผู้นั้นสามารถต่อความยาวได้อีก ซึ่งบอสก็รู้ทันจึงรับมุกและส่งต่อได้อย่างลื่นไหล


            “ก็ได้ ข้าเป็นผู้ใหญ่พอ วันนี้ข้าจักมิเอาความพวกเอ็ง รีบไปให้พ้นๆ หน้าข้าเสีย…”


            “ขอขอบน้ำใจคุณชายมากขอรับ เช่นนั้นพวกเราขอตัวนะขอรับ…”


            ชายหนุ่มผู้นั้นจำต้องปล่อยไป เพราะผู้คนบริเวณนั้นได้เริ่มมองพวกเขามากขึ้นแล้ว หากมีเรื่องขึ้นมาเดี๋ยวจะรู้ไปถึงหูผู้เป็นบิดา เรื่องจะยุ่งไปใหญ่ ในส่วนลุงผู้ใหญ่ก็รับลูกและรีบนำขบวนชาวบ้านพร้อมกับบอสเดินจากไปทันที


            ระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น เรื่องราวทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนชันเข่ากอดอกหลบอยู่ข้างบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ถัดไปจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10 เมตร คนผู้นี้อายุรุ่นราวคราวเดียวกับบอส หน้าตาหล่อเหลา แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ดูมีราคาเช่นเดียวกับชายหนุ่มผู้ที่มาหาเรื่องบอส แล้วอยู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาว่า


            “เหตุใดพี่ชายข้าถึงได้ยอมความง่ายเยี่ยงนี้หรือ นี่มิใช่นิสัยของพี่ชายข้าเลย ท่านคิดเห็นเยี่ยงไร? น้าพันอิน…” (พันเป็นบรรดาศักดิ์ขุนนางระดับเดียวกับของราชสำนักสยาม)


            ก่อนที่จะมีเงาของคนผู้หนึ่งเดินออกมา จึงเห็นว่าเป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ สูงคม ดูโดดเด่นยิ่งนัก พร้อมดาบในมือ แล้วพูดกับเด็กหนุ่มผู้นั้นว่า


            “ข้าคิดว่า เจ้าหนูนั้นมิธรรมดาเลย ผู้คุ้มกันคุณชายใหญ่ทั้งสองพอจักมีฝีมืออยู่บ้าง แต่เจ้าหนูนั้นกลับทำให้พวกเขาเหงื่อตกได้เช่นนี้ นับว่าน่าประหลาดนัก แลยุติได้เร็วเช่นนี้ นี่ก็เป็นการดี มิเช่นนั้นอาจเกิดเหตุวุ่นวายได้ขอรับ…”


            คนผู้นั้นวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ จากนั้นจึงเดินออกจากตรอกข้างบ้านเพื่อจะเดินมาบนถนนสายใหญ่ตรงจุดเกิดเหตุ เด็กหนุ่มผู้นั้นก็รีบเดินตามออกมา แล้วเดิมตามพันอินไปอย่างสบายใจ พร้อมกับคิดยิ้มเยาะ


            ‘ไอ้เจ้าบ้านนอกนั้น ดูแล้วมันช่างน่าสนใจ คอยดูๆ มันไปก่อนก็แล้วกัน น่าจักมีเรื่องสนุกให้ได้ดูอีกเป็นแน่…’


            ภาพตัดกลับมายังขบวนเกวียนชาวบ้านหมู่บ้านโพนสา ลุงผู้ใหญ่และลุงคำกำลังตำหนิบอสที่ไปเผลอยั่วยุลูกคนใหญ่คนโตเข้า เพราะกังวลว่ามันจะพาลทำให้คนทั้งหมู่บ้านเดือดร้อนเอาได้ ซึ้งบอสก็ได้แต่รับผิดและกล่าวขอโทษทุกคนไป แต่ในใจกลับคิดว่า 


            'เราผิดอะไรเนี่ยะ คนที่ผิดคือไอ้คนที่มันมาหาเรื่องไม่ใช่เหรอ เพราะเป็นลูกคนมีอำนาจสินะ…'


            จากนั้นทั้งหมดก็เดินมาถึงตลาดที่เป็นจุดซื้อขายข้าวของทั้งหมด ลุงผู้ใหญ่จึงได้จัดแจงแจ้งคนที่เหลือว่าต้องเอาอะไรไปส่งร้านไหนอย่างไรจนถี่ถ้วน แล้วทยอยขนของไปส่งทีละเจ้าจนครบทั้งหมด ซึ่งในเวลานี้ก็ใกล้จะค่ำแล้ว ทั้งหมดจึงต้องเตรียมหาที่หลับที่นอนในเมืองสำหรับพักแรมคืนนี้กัน


            ลุงผู้ใหญ่และพี่แก้ว (ลูกสาว) ได้แยกไปพักที่บ้านญาติในเมือง ส่วนที่เหลือนำโดยลุงคำ ทั้งหมดจะไปนอนที่วัดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตลาดนัก ลุงคำได้เข้าไปแจ้งหลวงพ่อเจ้าอาวาสไว้แล้วว่าจะขอมานอนค้างในเขตวัดซัก 1 คืน โดยทางวัดได้ยกเพิงให้ 1 หลังสำหรับชาวบ้านคณะนี้


            หลังจากพระอาทิตย์ลับของฟ้า แสงจากไต้ถูกจุดเป็นช่วงๆ สว่างไสวพอจะเห็นพื้นที่ได้โดยรอบ หลังทุกคนอาบน้ำเสร็จเสร็จ บ้างก็พักผ่อนด้วยความเหน็ดเหนื่อย บ้างก็ดื่มเหล้าเงียบๆ ไป ส่วนบอสนั้น กำลังคิดหาลู่ทางที่จะแยกจากทุกคนออกไปเดินดูเมืองรอบๆ เผื่อจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมบ้าง


            โชคดีที่มีชาวบ้าน 2 คน ที่เป็นผู้เข็นเกวียนมาด้วยกัน แจ้งแก่ลุงคำว่าอยากไปเดินเที่ยวเล่นในเมือง บอสได้ยินดังนั้นจึงรีบเดินไปหา แล้วแจ้งกับทั้ง 3 ว่าตนก็อยากออกไปเดินดูด้วย ด้วยสายตาที่เว้าวอนของบอส ทำให้ทุกคนยอมอย่างจนใจ ก่อนออกไปเที่ยวลุงคำเดินมากระซิบข้างๆ หูบอสว่า


            “ข้าไม่ห่วงเรื่องความปล่อยภัยของเอ็งเท่าไหร่ดอกนา ข้าพอรู้จักฝีมือเอ็งดี แต่ข้าจักขอเตือนเอ็งไว้ว่า อย่าได้ไปมีเรื่องกับผู้ใดเป็นอันขาด เข้าใจหนา…”


            “ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านลุง ข้าจักไม่ก่อเรื่องขอรับ…”


            บอสรับปากลุงคำด้วยร้อยยิ้มที่แป้นแล้น แล้วหันหลังวิ่งตามชาวบ้าน 2 คนที่เดินล่วงหน้าไปก่อน ลุงคำมองตามด้วยสายตาเอ็นดู พร้อมสายหัว 


            ‘ข้าหล่ะยอมใจมันเลยเชียว ไอ้เจ้าเด็กบ้านี่…’


            บอสเดินตามชาวบ้านทั้งสองอย่างใกล้ชิด เพราะถึงจะมีแสงคบไต้เป็นระยะๆ แต่ก็ยังกังวลว่าตนจะหลงอยู่ โดยชาวบ้านทั้ง 2 นี้ มีชื่อว่า พี่สีและพี่สัง อายุทั้งคู่ประมาณ 17-18 ปี ซึ่งทั้งคู่ยังไม่แต่งงานมีภรรยา จึงยังอยากเที่ยวเล่นสนุกเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปอยู่ ทั้งสองตั้งใจจะมาดูสาวงามในนครหลวง จึงมุ่งหน้าไปยังโซนตลาด


            ระหว่างที่บอสเดินตาม ก็พยายามมองดูนั้นดูนี่ไปตลอด ผู้คนในเมืองหลวงนี้ ส่วนใหญ่จะใส่เสื้อผ้าอาภรณ์กัน และก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้เลยว่าคนไหนเป็นผู้ดีหรือชาวบ้านทั่วไป ซึ่งแตกต่างจากบ้านโนนสาที่ตนอยู่ค่อนข้างมาก 


            โซนตลาดในตอนกลางคืนแตกต่างจากตอนกลางวันพอสมควร แสงไฟจากคบใต้และตะเกียงส่องสว่างเป็นระเบียบอย่างสวยงาม แล้วก็มาถึงจุดหมายปลายทางของพี่ทั้งสอง โรงน้ำชาที่ประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีแดง ทั้งสองดูตื่นเต้นมาก ก่อนจะเดินเข้าไปพี่สีหันมาบอกกับบอสว่า


            “ไซ เอ็งไปเดินเล่นที่อื่นรอพวกข้าซักครู่ใหญ่หนา แลสักก่อนยามสองเอ็งค่อยกลับมาหาพวกข้าที่หน้าประตูนี้…”


            “ขอรับ ท่านพี่ทั้งสองก็ระวังด้วยหนาขอรับ ข้าขอตัว…”


            ต่างฝากต่างอยากผละออกจากกันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องมากความ เมื่อพี่ทั้งสองเปิดประเด็นมา บอสจึงรับลูกอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็เดินไปตามตลาด และไปจนสุดทาง บ้านผู้คนเริ่มเปลี่ยนจากบ้านเล็กๆ ธรรมดา กลายเป็นบ้านที่ใหญ่ขึ้น มีรั้วรอบขอบชิด อยู่กันห่างๆ ไม่ได้เบียดเสียดเหมือนแถวตลาด


            บอสเดินมาเรื่อยๆ จนถึงแนวกำแพงสีขาว ซึ่งมีทหารยามถือคบไต้และสะพายดาบยืนอยู่จุดละ 2 คน ภาพสถานที่เหล่านี้มันคุ้นตาเขามาก เหมือนจะคล้ายที่เขาเคยเห็นในฝันและภวังค์ของตนมาก่อนที่จะย้อนเวลามา แต่ถึงบอสอยากจะเดินเข้าไปดูต่อเพียงใด เขาก็ไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะชาวบ้านธรรมดาไม่มีสิทธิ์เข้าไปในเขตพระราชฐาน (ที่อยู่ของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง)


            จึงทำได้เพียงเดินเลียบไปตามถนนรอบๆ กำแพงนั้น จนถึงจุดที่ค่อนข้างเปลี่ยวลับตาผู้คน บอสพลันเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินมาแต่ไกล คล้ายจะใส่ผ้าโพกหัวและผ้าคาดจมูกเพื่อปิดบังใบหน้า เขาจึงรีบหลบไปยังพุ่มไม้ข้างทาง เพื่อดูสถานการณ์


            'เฮ้ย นี่มันอะไรกัน คนพวกนี้เป็นใคร ทำไมถึงทำตัวลับๆ ล่อๆ แบบนี้ คงจะเป็นคนไม่ดีสินะ…'


    ---------------------------------------


    อธิบายขยายความเพิ่มเติม

    * บรรดาศักดิ์ของขุนนางราชอาณาจักรล้านช้าง เทียบกับ ราชสำนักสยาม (อโยธยา จนถึง รัตนโกสินทร์)
              1) เจ้าพระยา เทียบชั้น เจ้าพระยา
              2) พระยา เทียบชั้น พระยา
              3) เพีย เทียบชั้น พระ
              4) ท้าว เทียบชั้น หลวง
              5) แสน เทียบชั้น ขุน
              6) หมื่น เทียบชั้น หมื่น
              7) พัน เทียบชั้น พัน

    ---------------------------------------


    คล้ายกับเรื่องธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง ที่คุณอ่าน