ใช้เวลาอีกครึ่งวันิเค่อขับรถทรงฮัมวี่ มาถึงชานเมืองไข่มุกโลหิต เขาไม่ได้ส่งเด็กหญิงถึงบ้าน แต่ส่งถึงจุดที่มีรถรางจอดรับคน
การที่เด็กสาวสวมหน้ากากสิ่งนี้ไม่ได้ทำให้นางแปลกแยกกับสังคมหรือเป็ที่สนใจ
ในโลกใบนี้มีอาชีพนักล่า
เหล่านักล่าส่วนมากมักสวมหน้ากากตอนออกทำภารกิจ นอกจากนั้นทหารบางหน่วยก็สวมหน้ากากปกปิดตัวตน โลกที่มีสัตว์ร้าย ิญญาและความประหลาด วัฒนธรรมการใส่หน้ากากเดินเหินในเมืองถือว่าเป็เื่ปกติไปแล้ว
และคนที่สวมหน้ากากก็คล้ายบ่งบอกสิ่งหนึ่ง... อย่าได้ยุ่งกับข้า... ข้าอันตราย...
เมื่อจากกัน โดยที่ิเค่อไม่รู้ตัว เด็กสาวมองจ้องิเค่อขับรถฮัมวี่จากไปจนรถหายไปสุดสายตา
ิเค่อไม่รู้ตัวว่าเขากับเด็กสาวไม่ใช่พึ่งเคยพบกันครั้งแรก... แต่จริงๆ แล้วนั้น...
"เขาคือชายคนนั้นจริงๆ แม้เขาจะดูเปลี่ยนไปมาก แต่ข้าจำแผลเป็ที่ดวงตาข้างขวานั้นได้ แผลนั้นของชายคนนั้นเกิดจากการที่... เขาช่วยข้าไว้!" กงซุ่ยหลิงกำมีดสั้นในมือตัวเองแน่นแรง
"และเมื่อวานเขาก็ช่วยข้าอีกแล้ว..."
กงซุ่ยหลิงเอื้อมมือไปที่คอ ก่อนนางจะดึงสร้อยทองที่สวมไว้ใต้เสื้อออกมา
ปลายส้อยมีจี้หยกสลักภาพพุทธะ... โลกใบนี้มีความเชื่อด้านสาสนาแต่ไม่มีศาสนาพุทธ
พุทธะคือความเชื่อแรงกล้าที่สุดในชีวิตก่อนของิเค่อ ในชีวิตก่อนแม้จำหน้าพ่อแม่หรือแม้แต่ตัวตนของตัวเองไม่ได้ แต่ิเค่อจำได้ว่าที่บ้านของตนทุกวันจะต้องสวดมนตร์และกราบไหว้พระพุทธรูป เพราะเชื่อว่าจะโชคดีพุทธะจะคุ้มตนและครองครอบครัวให้อยู่เย็นเป็สุข
ิเค่อเมื่อฐานะดีจึงจ้างนักแกะสลักหยก แกะเป็รูปพระปางสมาธิ หยกนี้มอบให้ทุกคนในครอบครัว โดยหลังหยกจะมีชื่อของผู้หยก
ด้านหลังหยกที่กงซุ่ยหลิงมี
มันแกะสลักอักษรสองตัว คำนั้นคือ 'ิเค่อ'
กงซุ่ยหลิงยิ้มมองหยก
นางเดินไปจุดขึ้นรถราง
...
กลับมาปัจจุบัน
ิเค่อออกจากภวังค์ความคิด เขายิ้มให้กงซุ่ยหลิง พร้อม... กวักมือเข้าหาตัว
"ไปกันได้แล้ว"
ห้าปีผ่านไปนับจากอดีตที่ได้พบเด็กหญิง... ตอนนี้สิ่งที่ควรสอนกงซุ่ยหลิง อะไรที่ควรสอนิเค่อก็ได้สอนไปหมดแล้ว ดังนั้นั้แ่ปีที่แล้ว การนัดพบกันของหนึ่งลุงหน้าแก่และแม่สาวสวมหน้ากาก จึงกลายเป็การนัดกันออกไปล่าสัตว์ร้ายที่ป่าลึก
กงซุ่ยหลิงวิ่งก้าว ทรวดทรงของนางงามนัก เต็มสาวอย่างสมบูรณ์แล้วในตอนนี้ เมื่ออยู่ในชุดนักล่ารัดรูป ก้นสะโพก และเนิ่นคู่งามช่างขับเน้น แม้ไม่เห็นใบหน้าก็รู้ได้ทันทีว่าทรวดทรงของนางเป็ของยอดสตรีที่หายาก
วิจิตรจนบุรุษมองแล้วเกิดภวังค์ความคิดมากมายได้
นางะโขึ้นรถฮัมวี่ไม่มีหลังคาของิเค่อ เมื่อก้นกระแทกเบาะอกคู่งามสั่นเด้งเบาๆ
ิเค่อไม่มีสายตาลามก ไม่จ้องมองอะไรนางเป็พิเศษ ทำหน้าที่ขับรถออกไปอย่างเดียว
"ลุงวันนี้ข้ารับภารกิจล่าเสือดำลายทองเป็สัตว์ร้ายระดับสอง ท่านแค่ดูก็พอนะ"
"นางหนูไม่ใช่ข้าบอกเ้าไปแล้วเหรอว่ายังไม่ถึงเวลา เ้าควรล่าแต่สัตว์ร้ายระดับหนึ่งไปก่อน อย่างน้อยๆ ก็ควรฝึกปรืออีกปีสองปีค่อยล่าสัตว์ร้ายในระดับสูงขึ้น รอรากฐานนักยุทธ์ระดับสองของเ้ามั่นคง จากนั้นค่อยฝึกฝนจริงกับสัตว์ร้ายระดับสอง, ปราณของนักยุทธ์ที่พึงทะลวงผ่าน โดยเฉพาะในระดับต่ำๆ ไม่ค่อยมั่นคงนัก กว่าจะมั่นคงจำต้องปรับตัวและกลั่นให้แ่าเสียปีหรือครึ่งปี, เพราะหากปราณในร่างไม่มั่นคง ในวินาทีวิกฤติเป็ตาย หากลมปราณเ้าขาดห้วงในการต่อสู้แม้เสี้ยวอึดใจ สิ่งที่รอเ้ามีแต่ความตาย แม้อาการลมปราณขาดห้วงมักจะส่งผลทำให้แค่เราเสียจังหวะเล็กน้อย, แต่ผู้มากประสบการณ์หรือแม้แต่สัตว์ร้าย กับจับสังเกตสิ่งนี้ง่ายนัก"
"ลุงข้าร้อนเงิน"
"ร้อนเงินก็มาขอข้าสิ"
"ไม่ ข้าจะไม่พึงพาใคร ข้าจะพึงแต่ตัวเอง"
"ยังโง่เหมือนเดิม เส้นทางนักยุทธ์ช้าหนึ่งก้าว ก็ช้าไปตลอดกาล แต่ช่างเถอะเื่นี้ข้าพูดกับเ้ามากไปแล้ว ส่วนเื่ล่าเสือดำลายทองนั้น... ช่างเถอะ... ล่าก็ล่า"
จบคำพูดกงซุ่ยหลิงยิ้มมีความสุขใต้หน้ากาก นางรู้ว่าลุงดีกับนางและตามใจนางมาก
...
เมื่อจอดรถฮัมวี่ทางขึ้นูเา กลุ่มคนมองมาทางิเค่อและกงซุ่ยหลิง สายตาสบประสาน ิเค่อยิ้มจางๆ ให้นักล่ากลุ่มนั้น
การล่า ณ พื้นที่เดียวกันไม่แปลก... หากแต่... ในหมู่นักล่าก็มีวัฒนธรรมบางอย่าง การล่าสัตว์ร้ายในป่าลึกบางครั้งเข้าไปแล้วไม่รู้ว่ากี่วันจะออกมาได้ ดังนั้นก่อนจะเข้าไปต้องเตรียมเสบียงให้พร้อม
กระเป๋าที่ใส่อาหารขาเข้าป่ามักเต็มแน่น
เพียงแต่พริบตา เพียงการมองสั้นๆ ิเค่อเห็นสำภาระของคนกลุ่มนี้ที่ทำท่าเข้าป่า กระเป๋าส่วนใหญ่ไม่เต็มใบ นอกจากนั้นยังเลอะคราบโคลน แสดงว่าพวกเขาเข้าป่าแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งเมื่อไม่นาน
ิเค่อแสร้งทำเป็ไม่สนใจ แต่สายตาิเค่อแอบเหร่ไปท้ายรถกระบะฮ้มวี่ท้ายตัดสองคันของคนเ่าั้ เขานับจำนวนสัมภาระที่มองเห็นในใจ
'คนกลุ่มนี้มีทั้งหมดแค่หกคน สัมภาระที่มองเห็นได้ผ่านกระบะท้ายมีถึง 12 ใบ, วางอยู่ที่พื้นหน้าขาของพวกเขามีอีก 6, หากไม่คำนวนสัมภาระที่มองไม่เห็นอีกที่หลังกระบะ อย่างไรกระเป๋าก็มากเกินความจำเป็ ที่คนพวกนี้จะถือได้ คนพวกนี้ดูท่า... ไม่ได้เข้าป่ามาเพื่อล่าสัตว์แน่ แต่น่าจะมาเพื่อ... ล่าคน'
ิเค่อตบหลังนางเด็กสาว เมื่อเดินเข้าป่าไปลึกสักหน่อยเขาพูดอะไรบางอย่างกับนาง มันทำหญิงสาวจ้องมองิเค่อตาแข็งไปครู่สั้น ก่อนปรากฏแววตาเด็ดเดี่ยวบางอย่าง
...
ค่ำคืน สิ่งที่ไม่น่าเกิดก็เกิดขึ้น
ป่าเขาวุ่นว่าย เืชโลมไปทั่วแมกไม้ใบหญ้า
"อย่า อย่า อย่าฆ่าข้า อ๊าาาาาาาาาาาา"
ฉวบ!
ร่างกงซุ่ยหลิงพุ่งเร็ว มีดสั้นปาดไปที่คอโจรชั่วในพริบตา ร่างของนักล่าสิ้นกำลังเข่าทรุดตกลงพื้น ก่อนศพล้มคว้าหน้า
กงซุ่ยหลิงหมุนควงมีดสั้นรอบหนึ่ง ก่อนจับมั่นคงในมือ เอาหลังมีดส่วนไร้คมวางลงข้อพับแขน จากนั้นหนีบแขนและดึงมีดรีดเืที่ติดใบมีดทิ้งไป
"ฆ่าคนก็ไม่ได้ยากอะไร" เสียงกงซุ่ยหลิงพูดขึ้น
มุมไกลิเค่อเดินออกจากพงหญ้า หากมองสำรวจบริเวณนี้ดีๆ จะพบว่า เหนือใบหญ้านั้นมีลวดที่แทบมองไม่เห็น แต่ที่ตอนนี้ทำให้มองเห็นมันชัดขึ้นก็เพราะมีหยดเืติดอยู่
"ก็ต้องไม่เหนื่อยสิ คนวางแผนและวางกับดักฆ่าพวกมันคือข้า เ้าเอาแต่เก็บตก นางหนูจำได้ไหมที่เคยสอนเอาไว้... หลังฆ่าศัตรูแล้วต้องทำอย่างไรต่อ"
"อื้ม" กงซุ่ยหลิงพยักหน้า ก่อนเดินไปที่ศพ นางเหวี่ยงมีด ตัดคอ ตัดแขนศพ ทำแบบนี้กับศพแรกก็ไปศพที่สอง สาม และ...
"พวกเ้ามันอำมหิตเกินไป ถึงตายข้าก็..."
ฟิว!
ปัก... มีดสั้นปักเข้าที่หลังศีรษะของบุรุษที่แกล้งตาย เมื่อเขารู้ว่ากงซุ่ยหลิงลงมือตรวจศพ เขาก็รู้ว่าการแกล้งตายของตัวเองใช้ไม่ได้ เขาใช้จังหวะที่คิดว่ากงซุ่ยหลิงประมาท อย่างน้อยก็อาจจะสร้างผลกระทบให้นางได้บ้าง
ิเค่อลงมือ ชายคนนี้ไม่มีหวังที่จะทำสำเร็จ
ในฐานะชายที่เป็ทหารชำนาญศึก เื่แกล้งตายเขาเห็นมามาก
"เป็แบบที่ลุงพูดจริงๆ นักยุทธ์แต่ละคนยิ่งแก่ ยิ่งเคี่ยวยาก ไม่น่าเชื่อข้าบาดคอเขาไปแล้ว แต่เขากลับไม่ตายทั้งยังพูดได้อีก" น้ำเสียงกงซุ่ยหลิงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
"มีเคล็ดวิชาหลายสำนักที่ฝึกแล้วสามารถควบคุมการไหลเวียนของโลหิตได้ นักยุทธ์ที่มากประสบการณ์สามารถเก็บลมหายใจ และแกล้งตายได้หลายชั่วยาม นี่เป็เล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ ของเหล่าโจรกระจอกที่ใช้เอาตัวรอด"
"ลุงทำไมเรียกพวกเขาว่าโจรกระจอก ทักษะแบบนี้ไม่ใช่ดูน่าทึ่งหลอกเหรอ"
"มันจะน่าทึ่งอะไรกัน หากน่าทึ่งจริงๆ พวกเขาควรไปบ่มเพาะเคล็ดวิชาที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องมานั่งแกล้งตายไร้สาระแบบนี้ต่างหาก เคล็ดวิชายุทธ์มีหมื่นแขนง คนนิสัยเช่นไรก็ฝึกเคล็ดวิชาแบบนั้น เมื่อครั้งต่อสู้กัน 4 ใน 6 คนฝึกก้าวไร้เสียง, 3 ใน 6 คนใช้อาวุธอาบยาพิษ, นอกจากนั้นผู้ที่ดูเป็หัวหน้ายังมีกลิ่นดอกเสน่ห์ติดตัว ซึ่งเป็ดอกไม้พิษทำร้ายสตรี คนพวกนี้ไม่มีอะไรดีเลยจริงๆ น่าจะเป็คนของเมืองห่างไกลที่อื่นและมา ณ เขตอำเภอเมืองมุกโลหิตของเรา จึงกล้าฆ่าคนปล้นทรัพย์แบบไม่กลัวฟ้าดินแบบนี้"
ระหว่างพูดิเค่อค้นศพทีละคนไปด้วย
กงซุ่ยหลิงก็ทำตาม
นี่คือการฝึกหญิงสาว...
ั้แ่ที่ิเค่อรู้จักนาง เขาก็รู้ว่านางอาจจะมีความแค้นยิ่งใหญ่ ดังนั้นการให้นางได้ััการฆ่าคน และเืของโจรชั่วจะเป็ประโยชน์กับนาง
การปล้นศพ หาร่องรอยตัวตนก็เป็อีกทักษะที่ิเค่อต้องสอนนาง แต่โอกาสฆ่าคนค้นศพมีไม่มากนัก เมืองมุกโลหิตไม่ได้มีคนชั่วมากนัก อดีตมีไม่น้อย แต่ั้แ่ิเค่อมาอยู่ที่นี่ ตัวปัญหาใหญ่ๆ เขาจัดการไปหมดแล้ว
จะหาโจรชั่วจริงๆ ก็คงต้องเป็เมืองอื่นๆ ที่เ้าเมืองอ่อนแอข้องเกี่ยวกับผลประโยชน์
"ลุงศพนี่แปลกๆ" เสียงเรียกของกงซุ่ยหลิงดัง
ดูเหมือนการสอนนางตรวจศพจะไม่เสียเปล่า หญิงสาวดูเหมือนจะค้นได้อะไร