ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่153 ลอบยิง

    ณ อพาร์ทเมนท์รายวันราคาถูก

    สิงห์ที่อยู่ในห้องสวมเสื้อตัวเดิมตั้งแต่วันออกจากคุก เรียกได้ว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็ไม่ได้เปลี่ยนชุดหรืออาบน้ำ นอกเสียจากต้องหลับนอนกับอีหนูที่หิ้วมาจากคาราโอเกะ

    ในห้องรายวันนอกจากข้าวกล่องที่ถูกกองไว้บนพื้น มีกลิ่นเน่าเหม็นและแมลงวัน ก็จะมีเพียงปืนลูกโม่หนึ่งกระบอกที่วางอยู่ตรงหน้า พร้อมกับกระสุนอีก 3 นัด

    อาศัยเส้นสายของตัวเองทำงานอยู่ที่นี่มานับสิบๆ ปี สิงห์รู้จักเส้นทางหนีทีไล่ รวมถึงจำพวกธุรกิจสีเทาดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะมีปืนผิดกฎหมายในครอบครอง

    หยิบปืนลูกโม่ขึ้นมา นั่งอยู่ตรงโต๊ะเครื่องแป้ง มองหน้าตัวเองในกระจก สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง โดยเฉพาะนัยน์ตาคู่นั้นห้อเลือด คล้ายกับถูกชกแล้วมีเลือดคลั่ง

    “ไอ้สันชัยมึงเจอกูแน่!”

    ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานแต่สิ่งที่ได้รับรู้มาก็ทำให้สิงห์มั่นใจว่าเป็นฝีมือใคร

    ดังนั้นจึงได้ร่างแผนการเกี่ยวกับการลอบสังหาร

    ไม่สิความจริงก็ไม่ใช่แผนการหรอก แค่เข้าไปยิงโต้งๆ โดยไม่มีแผนเท่านั้นเอง

    ความจริงอยากจะจ้างมือปืนสักคนสองคน อาศัยเงินสดที่ได้จากหลานออย แต่พอพวกเขารู้ว่าเป้าหมายหลักคือใคร เป็นต้องบอกว่าไม่ว่าง ให้คนอื่นมาทำแทนเถอะ

    ดังนั้นในฐานะพ่อคนหนึ่ง สิงห์มีแต่ต้องดำเนินการเอง

    “ไอ้พวกขี้ป๊อด กล้าเรียกตัวเองได้ไงว่าเป็นเสือ ดูกูนี่ ...คี่ฮี่ฮี่ฮี่! พรุ่งนี้แหละเดี๋ยวพวกมึงรออ่านข่าวได้เลย มึงเสร็จกูแน่!” สิงห์หัวเราะราวกับคนเสียสติ

    ไม่สิเขาเสียสติไปจริงๆ นั่นแหละ

    ไม่งั้นคงคิดเรื่องบ้าขึ้นมาไม่ได้

    ............

    เนื่องจากเจมส์มีเรียนจันทร์ถึงศุกร์ ว่างมาที่ไร่ก็แค่เสาร์อาทิตย์หรือช่วงบ่าย

    ครั้นจะมาตอนบ่ายของทุกวันก็ใช่เรื่อง

    ตอนนี้ราคาน้ำมันขึ้นสูงลิ่วบวกกับการซดที่ไม่บันยะบันยังของเครื่องยนต์ หลักๆ จึงเป็นการเดินทางเสาร์อาทิตย์

    ด้วยเหตุนั้น อันปันที่กำลังจะสอบเข้าวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าแง่งอน

    คราวแรกหล่อนคิดว่าคงอยู่ได้เพราะมีโมนิก้า

    แต่เอาเข้าจริงการที่ไม่มีเจมส์อยู่ด้วยมันโคตรน่าเบื่อ สุดท้ายจึงหอบกระเป๋ากลับบ้าน

    สันชัยมารับลูกสาวด้วยตัวเอง ส่วนคุณแม่ยังไม่อยากพบหน้า ไม่สิไม่อยากมาที่ไร่ต่างหาก ประเดี๋ยวจะอดใจไม่ไหวขอให้รับผิดชอบที่อันปันมานอนที่นี่

    ด้วยความที่ถูกเอาอกเอาใจตั้งแต่ยังเด็ก สันชัยต้องตามใจลูกสาวแม้ว่าตัวเองจะไม่ชอบเข้าร้านจำพวกคาเฟ่ก็ตาม

    ระหว่างนั่งอยู่ในร้าน หนึ่งในบอดี้การ์ดสวมสูทราคาถูกกระซิบบอก

    “ท่านครับ มีรถแปลกๆ ตามเราออกมาตั้งแต่ไร่คุณเจมส์ จนถึงตอนนี้ก็ยังตามไม่ห่าง และจากการตรวจสอบของผม คนที่ขับรถจี้ตูดไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นนายสิงห์ครับ”

    “สิงห์...หมอนั่นน่ะเหรอ หึหึ ก็แค่พวกขี้แพ้ไร้ประโยชน์ มันคงโกรธที่ผมสนับสนุนเจมส์ละมั้ง ปล่อยมันไปเถอะคนแบบนี้ไม่สมควรนำตัวไปสุงสิงด้วย” สันชัยปัดมือ ราวกับเรื่องเล็กน้อยไม่มีค่าต้องใส่ใจ

    บอดี้การ์ดวัยกลางคนพยักหน้า กลับไปยืนประจำตำแหน่ง

    อันปันที่มีใบหน้าแง่งอน ส่งเสียงลอดไรฟันอย่างไม่ค่อยพอใจ “น่ารำคาญชะมัด จะหาเวลากินของอร่อยๆ ก็ไม่ได้ต้องมีพวกนี้ตามติดตลอด เฮ้อ...”

    “ฮ่าฮ่า ลูกจะพูดอย่างนั้นได้ยังไง พวกเขาทำหน้าที่คุ้มกันพ่อนะ อีกอย่างอยู่ที่ไร่คุณเจมส์เองก็มีบอดี้การ์ดคุ้มกันไม่ใช่เหรอ แถมที่นั่นยังมีกันเยอะมากกว่าหนึ่งโหล ไม่อึดอัดบ้างหรือไง”

    สันชัยไม่รู้ว่าเจมส์ไปเอากลุ่มคนน่ากลัวแบบนั้นมาแต่ไหน

    ทุกคนเรียกได้ว่าถูกฝึกอบรมมาอย่างดี สีหน้าแววตา การย่างก้าวแต่ละก้าวไม่สามารถทำได้วันสองวัน

    นี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้สันชัยมองเจมส์สูงขึ้นไปกว่าเดิม นอกจากรวยแล้วยังมากพร้อมด้วยอิทธิพล

    “พี่เจมส์...บอดี้การ์ดพวกนั้นไม่แก่เหมือนกับของพ่อนะคะ อีกอย่างคือพวกเขาหุ่นดี สวมสูทแบรนด์อาร์มานี่ ไม่ใช่สูทแบบคนของพ่อ หนูนึกว่าพวกขายตรงแน่ะ”

    ได้ฟังลูกสาวพูดสันชัยอยากจะร้องไห้

    ถามคนทั้งโลกมีใครบ้างซื้อของแบรนด์เนมให้ลูกน้อง

    คงมีแต่มีไม่เยอะและต้องเป็นคนที่เงินเหลือจริงๆ และคนคนนั้นไม่ใช่สันชัย

    สองพ่อลูกทานเค้กไปดื่มกาแฟไป กินเวลาราว 40 นาที

    เดินออกมาจากร้านไม่กี่ก้าว เสียงปืนได้ดังขึ้น

    ทุกคนพากันวิ่งแตกตื่น สันชัยซึ่งเป็นเป้าหมายล้มลงบนพื้น ในสภาพไหล่ถูกยิง

    อันปันกรีดร้องระคนถูกยิงเสียเอง หล่อนรีบเข้าไปหาพ่อ ในขณะเดียวกันบอดี้การ์ดสามคนก็ตอบโต้กลับไป

    พวกเขาราวกับโล่มนุษย์ ปกป้องเจ้านาย ทุกคนคือทหารเก่าที่ปลดประจำการ ต่อให้เป็นหมาแก่ก็ยังเจ๋งพอตัว

    เมื่อรู้ตัวว่ายิงโดนเป้าหมายสิงห์ก็ไม่โง่พอที่จะอยู่ต่อ เขาต้องการวิ่งไปที่รถของตัวเองแต่ต้องชนกับชายร่างสูงที่อยู่ในชุดเรียบง่ายกางเกงขาสั้น

    ยังไม่ทันได้เงยหน้ามองว่าเป็นใคร ร่างของเขาถูกชนจนกระเด็น ไม่รู้ว่ากระดูกหักไปกี่ซี่แต่สภาพคงย่ำแย่ กระเด็นไปตกตรงถังขยะ

    เป็นเจมส์และทอยที่เข้ามาช่วย เนื่องจากอันปันลืมของไว้เขาก็ให้ทอยขับรถตาม ไม่คิดเลยว่าหลังจากขับมาถึงจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้

    ก้มลงดูบาดแผลฉกรรจ์ตรงไหล่ซีกซ้าย ทอยนำมือมากดบาดแผลสันชัย รอรถฉุกเฉินมาถึง

    ส่วนอันปันเข้าไปซบอกเจมส์ ไม่แย่งอากาศหายใจของผู้บาดเจ็บ

    “ไม่เป็นไรนะ” เจมส์โอบเธอที่กำลังตัวสั่น

    ...

    สันชัยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โชคดีที่ยิงไม่โดนจุดสำคัญ ผ่ากระสุนออกและทำแผล พักฟื้นให้น้ำเกลือสักวันสองวันก็กลับบ้านได้ บวกกับฐานะของอีกฝ่ายมีเหรอที่ทีมแพทย์จะทำงานขาดตกบกพร่องเหมือนตาสีตาสา

    ได้ฟังเรื่องราวจากปากบอดี้การ์ดวัยกลางคน เจมส์เริ่มเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

    ทางตำรวจได้เข้ามาสอบปากคำตามปกติ สำหรับทอยที่เพิ่งจัดการสันชัยไปจนกระดูกหักทั้งร่าง กลายเป็นคนพิการแน่นอนต้องมีการสอบสวนว่าคุณทำเกินกว่าเหตุ แต่พอรู้ว่าใครหนุนหลังพวกเขาจึงแค่บอกว่าคุณทำได้ดีมาก

    กระเช้าจำนวนมากถูกนำมาเยี่ยมผู้ป่วย ระหว่างนั้นอันปันและแม่ของเธอเฝ้าสันชัยไม่ห่าง

    เจมส์ไม่อยากอยู่รบกวนเวลาครอบครัว บวกกับเรื่องราวทั้งหมดถูกจัดการแล้วเขาจึงไม่มีเหตุผลต้องอยู่

    อีกอย่างไม่รู้เพราะเหตุการณ์นี้หรือเปล่า เวลาที่แม่หล่อนมองหน้าเขาเริ่มต่างไปจากเดิม เหมือนว่าไม่มีกำแพงขวางกั้นแบบเมื่อก่อน

    .......

    เชียงใหม่ บ้านสองชั้นทรงโมเดิร์น

    ออยที่อยู่ในชุดไปรเวทสีขาวกำลังคุยกับใครบางคน ด้านข้างเป็นผู้หญิงวัย 90 ปีมีสุขภาพดีนั่งอยู่กับหลานๆ

    คุยได้ไม่กี่ประโยคหล่อนวางสายลง หันกลับมาหาคุณยายที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเด็กด้วยนัยน์ตาเปียกชื้น

    “ยายคะ...ตอนนี้ลุงสิงห์เสียแล้วค่ะ”

    “...” หญิงวัยชราที่อยู่ในสภาพผมเผ้าขาวกรุ นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นนานแสนนาน

    ไม่ได้สนใจลูกหลานตัวเล็กๆ คล้ายกับตกอยู่ในภวังค์

    เนิ่นนานจึงได้ถอนหายใจ

    นัยน์ตาคู่นั้นที่โรยรามีความไม่ยินยอมอยู่หลายส่วน

    “ส่งคนของผัวหลานไปตรวจสอบ สำหรับคนที่มันทำกับโอมและสิงห์ พวกมันจะต้องชดใช้!”

    “เข้าใจแล้วค่ะ แต่งานนี้ยากหน่อยนะคะ เพราะฝ่ายนั้นเองก็...”

    “ฉันไม่สน ในเมื่อลูกและหลานฉันตาย มันก็ต้องตายเหมือนกัน!”

    ออยพยักหน้า ไม่กล่าวมากความหล่อนเดินเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้ยายหลานเล่นกันไป

    .......

    เจมส์เริ่มสอบเตรียมขึ้นปีสาม เช่นเดียวกับครั้งก่อนเขาใช้แว่นตาเปลี่ยนวิญญาณ

    ด้วยความที่มีถุงมือ จริงอยู่ที่ไม่จำเป็นต้องเรียนแล้วก็ได้ เพราะธุรกิจมีให้เลือกทำเยอะแยะมากมายแต่เจมส์ก็ยังมุ่งมั่นเรียนต่อไป อยากทำตามฝันตัวเองที่ตั้งใจไว้แต่แรก

    สอบเสร็จไม่คิดแช่อยู่พัทยา ขึ้นเรือ'AMERIA'ไปเกากลีใต้เพื่อพบกับใครคนหนึ่ง

    เนื่องจาก'เมจิกเชี่ยน'เป็นเรือลำใหญ่ บวกกับเป็นบ้านมากกว่าจะนำไปเดินทางไกล การใช้เรือเล็กสำหรับไปอีกประเทศจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

    ส่วนเฮลิคอปเตอร์ต้องยุ่งยากเอกสารเดินทาง มันไม่มีโหมดล่องหนแถมยังกินเชื้อเพลิง อาศัยเพียง'คำลวง'คงไม่สามารถตบตาได้ เรือจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

    .....

    ขึ้นฝั่งที่ท่าเรืออินชอน ไทเกอร์รับหน้าที่ขายอาหารทะเลฝั่งเกาหลีมายืนรับถึงที่

    ในสภาพสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้ากางเกงยีนส์ขายาว รองเท้าผ้าใบสีขาว ใส่หมวกลิ้นหมา เจมส์บรรจงย่างกรายเหยียบลงบนผืนแผ่นดินแดนกิมจิเป็นอีกครั้ง ในขณะที่เรือยอร์ชกำลังดำลึกลงไปในทะเล

    “ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีนะ” เจมส์ทักทายหุ่นแบนเนอร์ที่อยู่ในชุดกันลมสีดำ

    “สบายดีครับเจ้านาย” ไทเกอร์บอกพร้อมหัวเราะ

    ระหว่างนั้นพวกเขาเดินไปคุยไปแล้วขึ้นรถที่ถูกจัดเตรียมไว้

    audi q5 2.0t คันสีเงินจอดเรียบริมฝั่งเริ่มขับแล่นออกไปจากท่า

    ทีแรกทอยอยากจะขอขับ แต่เพราะไทเกอร์เชี่ยวชาญเส้นทางในเกาหลีมากกว่าจึงบอกว่านายนั่งดูอยู่เฉยๆ ก็พอ

    “ก็ได้ คราวนี้ผมจะยอมนายก่อน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมบันทึกข้อมูลเส้นทางเสร็จ ผมจะเป็นคนขับเอง ฮึ่ม!” ทอยกอดอกมาดมั่น สายตากวาดถนนเส้นแล้วเส้นเล่า กำลังบันทึกลงฐานข้อมูล

    “หึหึ อยากแย่งหน้าที่ผมเหรอทอย แต่เสียใจด้วย ฝีมือการขับรถของนายมันห่วย ถ้าหากอยากขับให้เจ้านายขึ้น นายต้องเก่งกว่านี้นะ” ไทเกอร์มองเหยียดทีหนึ่ง

    ในฐานะหุ่นแบนเนอร์มีเหรอที่พวกเขาจะไม่รู้ไส้รู้พุงกันเอง

    เจมไม่ได้สนใจหุ่นยนต์ที่กำลังคุยโม้ หยิบโทรศัพท์ออกมา ส่วนอีกมือมีอมยิ้ม นำเข้าปากแล้วกดไปยังหมายเลขหนึ่ง

    คล้ายกับเรื่องถุงมือฟ้าประทาน ที่คุณอ่าน