เมื่อรวมกับความจริงที่ว่าจดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นด้วยตัวอักษรของประเทศวอหนู
ในวินาทีนี้ต่อให้ลู่เซิ่งจะบื้อแค่ไหน เขาก็พอจะเดาเงื่อนงำบางอย่างออกแล้ว
“นึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยมู่เซิน นายกเทศมนตรีเมืองตงหลินคนนี้จะเป็นสายลับที่ประเทศวอหนูส่งมา เรื่องใหญ่แล้วสิ”
ลู่เซิ่งพึมพำกับตัวเองพลางขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อยๆ
แม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่าประเทศเสินเซี่ยในปัจจุบันนั้นมีคลื่นใต้น้ำซ่อนอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ
ทว่าเมืองตงหลินในประเทศเสินเซี่ยอย่างมากที่สุดก็เป็นแค่ตัวเมืองอำเภอเล็กๆ ระดับสี่เท่านั้น
แม้แต่เมืองเล็กๆขนาดนี้ ยังถูกแทรกซึมมาถึงขนาดนี้แล้ว
แล้วเมืองใหญ่ๆของประเทศเสินเซี่ยล่ะ เบื้องหลังจะเป็นอย่างไร?
ลู่เซิ่งไม่อาจจินตนาการได้และไม่กล้าที่จะจินตนาการเลย
ยิ่งไปกว่านั้นในตอนนี้ ต่อให้เขามีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาอยู่ในมือเขาก็ยังไม่กล้าแจ้งเรื่องนี้ต่อเบื้องบนอยู่ดี
เพราะอย่างไรเสียเซี่ยมู่เซินก็คือนายกเทศมนตรีเมืองตงหลิน ไม่เพียงแต่มีอำนาจล้นฟ้าแต่ยังหยั่งรากลึกในเมืองตงหลินมานานหลายปี ย่อมไม่ใช่คนที่จะจัดการได้ง่ายๆเหมือนภาพที่เห็นภายนอกแน่
ส่วนตัวเขาลู่เซิ่ง เป็นเพียงพาลาดินที่เพิ่งเปลี่ยนอาชีพมาหมาดๆ เลเวลก็ต่ำ พละกำลังก็ด้อยแถมเมื่อก่อนยังมีชื่อเสียงโด่งดังว่าเป็นพวกเรียนห่วย...
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ต่อให้เขาส่งเอกสารลับนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกรงว่านอกจากจะสร้างแรงกระเพื่อมอะไรไม่ได้มากแล้วยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตราย
เมื่อคิดได้ดังนี้จิตใจของลู่เซิ่งก็จมดิ่งลง
เขาปรายตาไปมองข้อมูลในเอกสารลับอีกครั้ง
ทันใดนั้นข้อมูลที่ถูกทำเครื่องหมายสีแดงไว้ที่ท้ายรายชื่อก็ดึงดูดความสนใจของลู่เซิ่งอย่างมาก
[ชื่อ: ลั่วเซวียนเซวียน]
[อาชีพระดับอัจฉริยะ: พรานแห่งแสง]
[ผลการรับสมัคร: ล้มเหลว และมีความเสี่ยงในการเปิดเผยตัวตน]
[การจัดการหลังจากนี้: เป้าหมายที่ต้องกำจัดก่อน]
[ระดับความเป็นภัย: สูงมาก]
...
“เอ๊ะ? กลายเป็นลั่วเซวียนเซวียนดาวโรงเรียนมัธยมตงหลินที่หนึ่งงั้นเหรอ?”
เมื่อเห็นข้อมูลนี้รูม่านตาของลู่เซิ่งก็หดแคบลงทันที
แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความรู้สึกดีๆให้กับยัยคนที่บังอาจเอาเขาไปเป็นเกราะกันกระสุนคนนี้สักเท่าไหร่นัก
ทว่าในฐานะที่เป็นลูกหลานเหยียนหวง[*]ลู่เซิ่งที่เกิดมาสองชาติย่อมมีความเกลียดชังพวกคนขายชาติวอหนูเหล่านี้เข้ากระดูกดำ
อีกทั้งลั่วเซวียนเซวียนยังเป็นผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะที่มีพลังรบแข็งแกร่งหากในอนาคตเธอสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างราบรื่น ย่อมจะมีบทบาทเป็นเสาหลักของชาติได้
“ช่างเถอะ เตือนเธอหน่อยก็แล้วกัน”
เมื่อคิดได้ดังนั้นแม้ในใจของลู่เซิ่งจะไม่อยากทำสักร้อยเท่าพันเท่าแต่เขาก็ยังเปิดแผงระบบเพื่อนที่เพิ่งจะเปิดใช้งานได้หลังจากเปลี่ยนอาชีพขึ้นมา
...
ในขณะเดียวกันณ ใจกลางเมืองตงหลิน ภายในลานกว้างที่เต็มไปด้วยวงเวทเคลื่อนย้าย
“เซวียนเซวียน ฉันอยากให้เธอทบทวนดูให้ดีอีกครั้งนะ”
หญิงวัยกลางคนผู้สง่างามคนหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าวิตกกังวลเธอเอ่ยเตือนลั่วเซวียนเซวียนที่อยู่ตรงหน้าซ้ำๆ ว่า“ถึงแม้เธอจะเป็นผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะและมีพลังรบแข็งแกร่งกว่าผู้ใช้อาชีพทั่วไปมากแต่เขตสงครามทรายโลหิตนั้นเป็นดินแดนพิพาทสี่มหาอำนาจที่นั่นเต็มไปด้วยผู้ใช้อาชีพจากประเทศศัตรูมากมาย หากประมาทเพียงนิดเดียวก็มีโอกาสที่จะจบชีวิตลงก่อนวัยอันควรได้เลยนะ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เธอราวกับกลัวว่าลั่วเซวียนเซวียนจะยังไม่เชื่อ จึงรีบกล่าวเสริมอีกว่า“อีกอย่าง ในเขตสงครามทรายโลหิตยังมีช่วงเลเวลกว้างมาก ตั้งแต่เลเวล50 ถึง 200 สามารถเข้าไปเก็บเลเวลได้อย่างอิสระตอนนี้เธอเพิ่งจะเลเวล 50 หากไปเจอผู้ใช้อาชีพประเทศศัตรูที่มีเลเวลสูงกว่าเธอมากๆภายใต้ข้อจำกัดของกฎ ต่อให้เธอจะมีพลังรบแข็งแกร่งแค่ไหนก็คงโจมตีไม่เป็นผล”
หญิงวัยกลางคนเอ่ยเตือนอีกครั้งว่า“เซวียนเซวียน ฟังฉันนะ เธอยังมีเส้นทางอีกยาวไกลในอนาคตฉันไม่อยากให้เธอไปเสี่ยงอันตรายในพื้นที่พิพาทเร็วขนาดนี้เลย...”
เธอยังพูดไม่ทันจบลั่วเซวียนเซวียนก็โบกมือตัดบท
“ผู้อำนวยการคะ หนูทราบค่ะว่าคุณหวังดีกับหนู แต่หนูตัดสินใจดีแล้วค่ะ”
ลั่วเซวียนเซวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“แม้เขตสงครามทรายโลหิตจะเต็มไปด้วยอันตรายแต่มอนสเตอร์ที่นั่นก็มีมากมาย และทรัพยากรก็มหาศาลซึ่งเป็นสิ่งที่แผนที่เก็บเลเวลอื่นๆ เทียบไม่ติดเลยค่ะ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เธอก็เงยหน้าขึ้นพร้อมพึมพำว่า “ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็จะถึงการสอบระดับชาติประจำปีของประเทศเสินเซี่ยเราแล้วหากหนูไม่สามารถเพิ่มเลเวลให้ถึง 200 ภายในเดือนเดียวนี้ได้หนูจะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับชาติ”
“หนูไม่อยากรอไปฟรีๆ อีกปีหรอกค่ะ”
สิ้นเสียงนั้นลั่วเซวียนเซวียนก็กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวต่อว่า “อีกอย่างในฐานะผู้ใช้อาชีพสายต่อสู้ หากไม่ผ่านบททดสอบแห่งเลือดและเปลวเพลิงชั่วชีวิตนี้ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ค่ะ”
“แต่... แต่ว่า...”
หญิงวัยกลางคนเห็นดังนั้นก็อยากจะกล่อมต่อแต่ลั่วเซวียนเซวียนกลับพูดเน้นย้ำว่า “พอเถอะค่ะผู้อำนวยการตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา คุณทั้งช่วยชี้แนะการเก็บเลเวล ทั้งมอบอุปกรณ์ให้ช่วยหนูมามากพอแล้ว หลังจากนี้ ให้หนูได้ใช้กำลังของตัวเองในการเลเวลอัปเถอะค่ะ”
“เอ่อ... ก็ได้”
เมื่อเห็นว่าลั่วเซวียนเซวียนตัดสินใจแน่วแน่แล้วแม้ในใจของหญิงวัยกลางคนจะเต็มไปด้วยความกังวล แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มขมขื่นและพยักหน้าอย่างจำยอม
เธอชื่อหลี่รุ่ยเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนมัธยมตงหลินที่หนึ่งและในขณะเดียวกันเธอก็เป็นอาจารย์ผู้ชี้แนะคนแรกของลั่วเซวียนเซวียนด้วย
ในตอนนั้นเองหลี่รุ่ยก็เตือนลั่วเซวียนเซวียนด้วยสีหน้าจริงจังอีกครั้งว่า“ถ้าอย่างนั้นเธอต้องระวังตัวให้มากนะเพราะประเทศเสินเซี่ยของเราในตอนนี้ เกือบทุกด้านถูกล้อมรอบไปด้วยประเทศศัตรูหากผู้ใช้อาชีพจากประเทศศัตรูเหล่านั้นพบร่องรอยของเธอพวกเขาอาจจะลงมือกับเธอโดยไม่ถามเหตุผลเลยก็ได้”
“เพราะฉะนั้น เมื่อไปถึงเขตสงครามทรายโลหิตแล้วเธอต้องหาผู้ใช้อาชีพจากประเทศเดียวกันเพื่อฟอร์มทีมเก็บเลเวลด้วยกันให้ได้มากที่สุดห้ามแยกตัวไปทำอะไรคนเดียวเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
“เข้าใจค่ะ”
ลั่วเซวียนเซวียนได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้าอย่างหนักแน่น
และในตอนนั้นเอง
[ติ๊ง!]
[ลู่เซิ่งส่งคำขอเป็นเพื่อนถึงคุณ]
[ยอมรับ] / [ปฏิเสธ]
ทันใดนั้นบนแผงระบบเพื่อนของลั่วเซวียนเซวียนก็มีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้น
“เอ๊ะ? ลู่เซิ่งงั้นเหรอ?”
เมื่อมองดูข้อมูลบนแผงระบบลั่วเซวียนเซวียนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ทว่าหลังจากนั้นเธอก็ได้สติกลับมาพร้อมกับความดีใจลึกๆ ในใจ
“เหอะ!เจ้าคนเฮงซวยคนนั้นถึงกับเป็นฝ่ายส่งคำขอเป็นเพื่อนกับฉันก่อนเลยเหรอ”
“ดูท่าเขาคงจะต้านทานเสน่ห์ของคุณหนูคนนี้ไม่ไหวแล้วล่ะสิ”
ลั่วเซวียนเซวียนยิ่งคิดก็ยิ่งได้ใจเธอคิดว่าลู่เซิ่งตั้งใจจะเป็นฝ่ายมาขอโทษเธอก่อน
เพราะเรื่องแบบนี้เธอเคยเจอมาบ่อยครั้ง
พวกผู้ชายบางคนเบื้องหลังล่ะชอบเธอใจจะขาด แต่ต่อหน้ากลับแสร้งทำเป็นหยิ่งยโสเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเธอด้วยวิธีแบบนี้
ทว่าน่าเสียดายที่เธอไม่ได้หลงกลมุกนี้เลยสักนิด
ลั่วเซวียนเซวียนกดปุ่มปฏิเสธคำขอเป็นเพื่อนของลู่เซิ่งไปโดยไม่ลังเล
“เหอะ! นี่คือผลของการที่กล้ามาขัดใจคุณหนูอย่างฉัน!”
เชิงอรรถ
[*]ลูกหลานเหยียนหวง (炎黄子孙) มาจากชื่อของกษัตริย์ในตำนานจีน2 พระองค์ คือ พระเจ้าเหยียน (炎)และพระเจ้าหวง (黄) ชาวจีนเชื่อว่ากษัตริย์ทั้งสองเป็นบรรพบุรุษร่วมกันของชนชาติจีนคำนี้จึงไม่ได้หมายถึงแค่เชื้อชาติแต่หมายถึงรากเหง้าและความภาคภูมิใจในความเป็นจีน