ตอนที่ 3 ปัญหามาถึงที่ (2)
เรือนเล็กที่เดิมคึกคักเหลือเพียงมู่เหมียนกับป๋ายเอ้าเสวี่ยสองคน
มู่เหมียนมองทั้งหมดนี้ด้วยความรู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งฉากภาพที่ตัวเองวาดฝันจะปรากฏขึ้นจริงๆ
นางหันหน้าไปมองป๋ายเอ้าเสวี่ยอย่างตื่นเต้นแล้วเอ่ยขึ้น “ท่าน ท่าน ท่าน...ท่านเป็คุณหนูบ้านข้าจริงๆ หรือ”
ป๋ายเอ้าเสวี่ยมองมู่เหมียนที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าอะไรดีแล้วอดรู้สึกผิดไม่ได้ นางเอ่ยขึ้น “ตอนห้าขวบ ท่านแม่บอกพวกเราว่าเด็กผู้หญิงไม่ควรแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เดี๋ยวจะมีคนรักเอาใจใส่เราปรากฏตัวขึ้นเอง ใช่หรือไม่”
“ตอนหกขวบท่านแม่จากไป มู่เหมียนกอดข้าบอกว่ายังมีเ้าอยู่เคียงข้างข้า ใช่หรือไม่” ป๋ายเอ้าเสวี่ยมองมู่เหมียน ค่อยๆ เล่าความทรงจำในวัยเด็กด้วยเสียงราบเรียบ
มู่เหมียนที่อยู่อีกฝั่ง น้ำตาไหลพรากไปนานแล้ว นางเอ่ยขึ้น “คุณหนู ขออภัยเ้าค่ะ มู่เหมียนถึงกับสงสัยคุณหนู”
ป๋ายเอ้าเสวี่ยหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมา ยื่นให้มู่เหมียนแล้วเอ่ยขึ้น “ไม่เป็ไรมู่เหมียน บางทีอาจเป็ข้าที่อ่อนแอเกินไป เชื่อคำสอนท่านแม่มาโดยตลอด ไม่แย่ง ไม่ชิง ไม่คว้า”
“แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว ต่อให้ข้าไม่แย่ง ไม่ชิง ไม่คว้า ก็ยังมีคนที่อยากให้ข้าตายอยู่ดี ต่อให้ข้าจะว่านอนสอนง่ายขนาดไหน ท่านพ่อก็ยังไม่ชอบข้า ต่อให้ข้าจะเจียมเนื้อเจียมตนก็ยังมีคนคิดเหยียบข้าจมดิน ในเมื่อเป็แบบนี้ เช่นนั้นในภายหน้าของที่เป็ของข้าและไม่ใช่ของข้า ข้าก็จะแย่งมันมา ไม่สนวิธีการ ท่านพ่อไม่ชอบข้า เช่นนั้นข้าก็จะไม่คาดหวังอีก คนที่รังแกเ้าข้า ข้าก็จะคืนมันกลับเป็พันเท่า” พอบทสนทนาเปลี่ยนทิศทาง ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็มองไปทางมู่เหมียนแล้วเอ่ยอย่างหมายมั่น
มู่เหมียนได้ยินคำกล่าวของป๋ายเอ้าเสวี่ยก็อ้าปากน้อยๆ อย่างตกตะลึง มองคุณหนูที่นางไม่คุ้นเคยทว่ากลับเคารพเลื่อมใสมากกว่าเดิมผู้นี้
ส่วนป๋ายเอ้าเสวี่ยเองก็รู้ถึงความตกตะลึงของมู่เหมียน แต่ป๋ายเอ้าเสวี่ย้าให้มู่เหมียนตะลึง ทำแบบนี้นางถึงจะเชื่อว่าตนยังเป็ป๋ายเอ้าเสวี่ยคนก่อน เพียงแต่เพราะอยู่ระหว่างความเป็ความตายมาหนหนึ่ง จึงมองโลกทะลุปรุโปร่งมากขึ้นก็เท่านั้น
“แต่คุณหนู พวกเราลงมือกับสาวใช้ของคุณหนูรองกับสาวใช้ของซูอี๋เหนียงเช่นนี้ พวกนางจะต้องอาศัยโอกาสนี้มาเล่นงานพวกเราแน่” มู่เหมียนมองป๋ายเอ้าเสวี่ยอย่างกังวลใจพร้อมกับเอ่ยขึ้น
“เหอะ มาหาสิดี ข้าจะได้ไม่ต้องไปหาพวกนางเอง ตอนนี้พวกนางไม่อยากให้ข้าอยู่อย่างสงบ เช่นนั้นทุกคนก็ไม่ต้องอยู่อย่างสงบสุขแล้ว มารอบหนึ่งลงมือหนหนึ่ง มู่เหมียนหลังจากนี้เ้าไม่ต้องกลัวใคร ทุกอย่างมีข้าอยู่ ในชั่วชีวิตนี้ของป๋ายเอ้าเสวี่ยจะไม่ยอมให้ใครรังแกเ้าได้อีก” ป๋ายเอ้าเสวี่ยรู้ว่ามู่เหมียนเป็ห่วงตน ในอกก็ปรากฏไออุ่นไหลแล่นขึ้น
ส่วนป๋ายซู่เสวี่ยฝั่งนี้ พอเห็นว่าสาวใช้ตนถูกลงไม้ลงมือจนมีสภาพอนาถเช่นนี้ก็อดตวาดออกมาอย่างแค้นเคืองไม่ได้ “พวกเ้าว่าอะไรนะ หญิงชั้นต่ำนั่นตีลี่ว์อู๋จนมีสภาพเป็เช่นนี้รึ พวกเ้าคิดว่าข้าโง่หรือไง หญิงชั้นต่ำนั่น แม้แต่แมวก็ยังไม่กล้าจับ จะลงมือกับลี่ว์อู๋จนมีสภาพเป็แบบนี้ได้อย่างไร”
“คุณหนูรอง พวกข้าพูดเื่จริงนะเ้าคะ ไม่เชื่อท่านถามลี่ว์อู๋ก็ได้ ตอนนี้พวกเราต้องไปส่งเฟิ่นเหอที่เรือนฮูหยินรอง ต้องขอตัวก่อนแล้วเ้าค่ะ” พวกสาวใช้ที่ไม่ถูกป๋ายเอ้าเสวี่ยลงมือไม่กล้ารั้งอยู่กับป๋ายซู่เสวี่ยฝั่งนี้นาน ตอนนี้พวกนางรู้แล้วว่าป๋ายเอ้าเสวี่ยไม่ใช่คนที่พวกนางล่วงเกินได้ แต่ป๋ายซู่เสวี่ยก็ไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกัน
“พวกไม่ได้เื่” นางมองสาวใช้ที่รีบรุดจากไป ป๋ายซู่เสวี่ยตวาดต่อว่าขึ้น
เมื่อมองดูสภาพรวยรินของลี่ว์อู๋แล้ว ป๋ายซู่เสวี่ยก็โมโหยิ่งกว่าอะไรดี “คนข้างนอก เข้ามาเอาหญิงพิการลี่ว์อู๋นี่โยนออกไป จวนเสนาบดีข้าไม่้าเศษสวะ เห็นแล้วหงุดหงิดใจ ข้าอยากจะรู้นักว่านางชั้นต่ำนั่นมีปัญญากล้าลงมือกับข้าไหม” พูดแล้วนางก็พากลุ่มบ่าวรับใช้มุ่งไปยังเรือนเล็กของป๋ายเอ้าเสวี่ย