เหลียนฮวานั่งอยู่หน้ากระจกใสในเรือนของตนเองมองดูรูปร่างหน้าตาของตนที่โตขึ้นเรื่อยๆ นางอายุได้สิบสามปีแล้ว ั้แ่จากกันคราวนั้นที่พบเจอกับเซียวซีเหยียนเวลาก็ล่วงเลยไปถึงสามปี ยามนี้เหลียนฮวาก็นึกไม่ออกแล้วเช่นกันว่าเซียวซีเหยียนจะเปลี่ยนไปถึงเพียงไหน แต่เทศกาลโคมไฟทุกปีเขาจะส่งจดหมายมาบอกคิดถึงนางมากให้นางรอเขาทั้งยังบอกว่ามาหานางแล้วแต่ไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้ เหลียนฮวาเก็บจดหมายของเขาไว้ที่กล่องเก็บสมบัติร่วมกับแหวนหยกที่มารดาเขาให้ไว้ การได้รับจดหมายของเขาก็เหมือนได้รับรู้ชีวิตของเพื่อนเก่าที่ไม่เจอกันนานแต่นานๆ ทีก็ติดต่อกันอยู่ เหลียนฮวาก็เคยสงสัยในปีที่สองที่เขาจากไปว่าเขามาพบนางจริงหรือในคืนเทศกาลโคมไฟนางยอมไม่หลับไม่นอนเพื่อรอเขาแต่ผลที่ได้ไม่เห็นเขามาเลย เหลียนฮวาได้แต่นั่งคิดอยู่ในเรือนของนางเช่นนี้ สามปีที่ผ่านมาเกิดเื่มากมายนางก็โตขึ้นมากความคิดของนางจากที่เคยผูกพันกับเซียวซีเหยียนในตอนสิบขวบก็เจือจางลง ถ้าให้เจอหน้าเขาตอนนี้ก็ไม่รู้เช่นกันว่านางจะทำตัวเช่นไรแล้ว
เซียวรุ่ยหวาได้ออกเรือนไปกับเผยหย่งซุนั้แ่ในปีนั้นที่เกิดเื่ของคนทั้งสองการแต่งงานจัดอย่างเรียบง่ายไม่อาจใหญ่โตได้เนื่องจากฝ่ายเ้าบ่าวไม่้าจัดงานเอิกเกริกมากมายเท่าใดนัก สามปีที่แต่งงานกันเซียวรุ่ยหวาแผลงฤทธิ์ใส่บ้านสกุลเผยไม่ได้หยุดได้หย่อน เนื่องจากหึงหวงฝ่ายชายมากเพราะฝ่ายชายก็เอาหญิงคณิกาเข้าจวนมาเป็อนุนางในปีที่สองของการแต่งงานกับนาง เซียวรุ่ยหวาหึงหวงจนก่อเื่ไปหลายคราแต่ก็ไม่อาจนำตัวหญิงคณิกานางนั้นออกไปจากจวนได้ ฝีมือทั้งคู่ก็สูสีกันใช้ได้ ยามเซียวรุ่ยหวาก่อเื่ก็จะกลับไปเล่าให้มารดานางรับรู้จนหลายปีมานี้สกุลเผยเหนื่อยหน่ายกับพฤติกรรมของนางโดยเฉพาะสามีของนางเอง
เซียวเซี่ยหลานก็ใกล้จะแต่งงานก็คู่หมั้นคู่หมายของตนเองแล้วยามนี้เขาอายุได้ยี่สิบแล้วที่ยังไม่แต่งงานเพราะฝ่ายหญิงนั้นไว้ทุกข์ให้กับมารดาของตนที่จากไปสามปีก่อน เขาจึงยังไม่มีครอบครัวเป็ของตนเองแต่ปีนี้คงไม่พ้นต้องแต่งงานเสียแล้ว
เซียวไห่หยางก็แต่งงานกับคุณหนูเว่ยกู้เจี๋ยของจวนเว่ยเพราะดันไปพลาดท่าอย่างไรก็ไม่ทราบโดนเว่ยกู้เจี๋ยจับเข้าให้ก่อนแต่งงานเสียอีก ดวงซวยเป็อย่างมาก ยามนั้นเื่เกิดนอกจวนจึงไม่มีทางทำอันใดได้มากมาย ถึงเว่ยกู้เจี๋ยจะเป็ลูกอนุแต่นางวางแผนมาดีเช่นนี้สุดท้ายไม่พ้นสุภาพบุรุษอย่างเซียวไห่หยางต้องรับผิดชอบตบแต่งงานกับเว่ยกู้เจี๋ย ยามนี้เซียวไห่หยางก็อายุสิบแปดปีเสียแล้ว มารดาเขาก็ชิงชังเว่ยกู้เจี๋ยยิ่ง ลูกสะใภ้ร้ายกาจเช่นนี้นางรับไม่ได้ เว่ยกู้เจี๋ยก็ไม่น้อยหน้าเสแสร้งบ้างไม่เสแสร้งบ้างใส่มารดาเขาจนบ้านร้อนลุกเป็ไฟ ยามนี้บ้านรองก็แยกบ้านออกไปอยู่ข้างนอกแล้ว เหลียนฮวาก็ไม่รู้ความเป็ไปมากมายของบ้านรองอีก
เซียวลู่ผิงนั้นดียิ่งยามนี้อายุสิบเจ็ดปีได้ปลูกต้นรักกับ ตันมี่เอ๋อทั้งยังจับไว้เสียอยู่หมัดรีบขอหมั้นหมายฝ่ายหญิงด้วยหัวใจรักเต็มร้อยยามนี้ก็เหลือรอวันแต่งงานเท่านั้นแต่กำหนดการก็ล่าช้าไปด้วยเหตุผลต่างๆ สุดท้ายกำหนดแต่งงานคือหลังจากเซียวเซี่ยหลาน
เซียวอี้ผิงยามนี้อายุก็สิบสี่ปีแล้วขวนขวายพยายามจะแต่งเข้าบ้านตระกูลเว่ยให้ได้แต่จนแล้วจนรอดเว่ยอวิ๋นข่ายก็ไม่มีทีท่าสนใจนางสักทีทั้งยังหลบเลี่ยงนางเสมอ เหมือนกลัวว่านางจะใช้วิธีเช่นหญิงสิ้นคิดจับเขาจะทำอย่างไรได้ เซียวอี้ผิงเห็นเขาเป็ต้องเข้ามาออดอ้อนจนบางครั้งก็เกินงามไปมาก เขาไม่อยากให้ชื่อเสียงของทั้งเขาและนางเสื่อมเสียอย่างไร
มู่ม่านฮวาก็เหมือนจะเจอชายที่ทำให้นางหลงรักอีกครั้งเสียแล้ว ส่งจดหมายมาหานางบ้างนานๆ ทีส่วนใหญ่ก็เล่าเื่ส่วนตัวชีวิตแอบรักของนางอีกครั้งทั้งยังไม่ยอมแต่งงานเพราะชายผู้นั้นเสียด้วยและชวนเหลียนฮวาไปเที่ยวทางใต้บ่อยๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวยามนี้ก็้าแสดงตนว่าเป็ผู้สูงส่งใฝ่ทางธรรมให้คนภายในและภายนอกจวนได้เห็นว่านางนั้นปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น มักชวนเหลียนฮวาไปวัดด้วยบ่อยๆ แต่จนแล้วจนรอดนานๆ ครั้งนางถึงจะตามไปด้วย แต่นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความเมตตาที่ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวมีให้เหลียนฮวาท่วมท้นกว่าหลานสาวคนใดแล้ว แม้ความจริงเพียง้าสร้างภาพลักษณ์ด้านคุณธรรมเท่านั้นเอง
"คุณหนูเ้าคะ วันนี้ท่านต้องไปร่วมงานที่จวนตระกูลเยี่ยนะเ้าคะ รีบแต่งตัวเถอะเ้าค่ะ"
ซู่เย่กล่าวเตือนคุณหนูของตนอีกครั้งเพราะเห็นนางเหม่อลอยอยู่หน้ากระจกไปพักใหญ่แล้ว ซู่หนิงรีบนำชุดสีเหลืองอ่อนนวลมาให้นางใส่ทันที
เหลียนฮวาก็ขยับตัวไปมาให้พวกนางแต่งกายนางได้สะดวกยิ่งขึ้น ซู่เย่และซู่หนิงอดชื่นชมใบหน้างามของคุณหนูของตนไม่ได้ยิ่งโตก็ยิ่งงดงามหมดจดหากถึง่ปักปิ่นเมื่อใดคุณหนูคงงามสะพรั่งกว่านี้เป็แน่แท้
"คุณหนูอายุเพียงสิบสามก็งามถึงเพียงนี้แล้วนะเ้าคะ"
"จริงด้วยเ้าค่ะ กิริยามารยาทก็งดงามหมดจดยิ่ง ข้ากับซู่เย่ได้รับใช้คุณหนูเช่นนี้ก็สบายตาสบายใจไปด้วย"
หลังจากที่อยู่กับเหลียนฮวามาหลายปีสาวใช้ทั้งสองได้เรียนรู้จากนายของตนเองวาจาหวานเช่นนี้ก็เลียนแบบเหลียนฮวานั่นแหละหนา นายเป็เช่นใดบ่าวก็เป็เช่นนั้น
"ข้ามีสาวใช้งดงามเช่นนี้ก็พลันทำให้ข้าเบิกบานใจไปด้วยเช่นกัน"
สามนายบ่าวหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานอารมณ์ยิ่ง คล้ายพูดคุยกันเช่นนี้เป็เื่ปกติ แต่เรือนอื่นไม่มีสาวใช้ใดพูดล้อเล่นกับนายของตนอย่างเป็ธรรมชาติเช่นนี้เป็แน่
"เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว วันนี้ให้ซู่เย่ติดตามข้าไป ซู่หนิงเ้าดูแลเรือนให้ดีเล่า"
"เ้าค่ะคุณหนู"
นายบ่าวสองคนออกจากเรือนตนไปก็ไปรออยู่หน้าจวน เห็นฮูหยินใหญ่ ฮูหยินสาม เซียวเซี่ยหลาน เซียวลู่ผิงและเซียวอี้ผิง กำลังเดินมาเช่นกัน วันนี้นายท่านโหวต้องว่าราชการไม่อาจเจียดเวลาไปด้วยกันได้ ส่วนนายท่านสามมีอาการป่วยไม่สะดวกต้องรักษาตัวในจวน ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่คิดจะออกไปร่วมงานแบบนี้อีกแล้วั้แ่มุ่งหน้าสู่ทางธรรมต้องแสดงให้ทั่วทั้งเมืองเห็นถึงความมีคุณธรรมยิ่งของนาง วันนี้มีสองรถม้าให้นั่ง เหลียนฮวาขึ้นไปนั่งกับฮูหยินใหญ่ ส่วนสองแม่ลูกบ้านสามก็นั่งด้วยกัน สาวใช้ก็เดินตามรถม้า ส่วนคุณชายทั้งสองก็ขี่ม้าตาม
"ท่านน้าเ้าคะ วันนี้เป็ที่ตระกูลเยี่ยจัดงานเลี้ยงคบรอบวันเกิดให้ฮูหยินผู้เฒ่าเยี่ยเช่นนี้ คงมีอาหารอร่อยๆ มาให้ข้าได้ทานมากมายเป็แน่เ้าค่ะ"
"เ้าอายุตั้งสิบสามแล้ว ยังห่วงเื่กินอีก รักษากิริยาเสียบ้างเข้าใจหรือไม่"
"ข้าโตเพียงเท่านี้เองนะเ้าคะท่านน้าถึงข้าจะดูสูงขึ้นแต่ก็ต้องกินให้มากจะได้สูงขึ้นไปอีกนะเ้าคะ"
"พูดสิ่งใดก็ไม่พ้นเื่กินทั้งนั้น เ้าสำรวมได้แล้วใกล้จะถึงจวนตระกูลเยี่ยแล้ว ร่ำเรียนมารยาทจนแตกฉานแล้วก็นำออกมาใช้ให้น้าเห็นเสียบ้าง"
ฮูหยินใหญ่ถึงแม้จะดุหลานสาวแต่ก็ไม่อาจทำเสียงแข็งใส่นางได้ มีเพียงคำดุแต่น้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งแล้วเหลียนฮวาก็ยิ่งได้ใจ ยิ้มหวานส่งไปให้น้าหญิงของตนเองทั้งยังเข้าไปนั่งเกาะแขนนางเพื่อออดอ้อนด้วย
ฮูหยินใหญ่เห็นเช่นนี้ก็ทำได้เพียงตบหลังมือหลานตนเองเบาๆ ไม่อาจจะกล่าวสิ่งใดให้เสียบรรยากาศเช่นนี้ได้อีก ไยหลานสาวคนนี้ของนางขี้อ้อนถึงเพียงนี้กัน ช่างทำให้ฮูหยินใหญ่สุขใจเป็ที่สุด
เหลียนฮวาเดินตามหลังฮูหยินและพี่ชาย ยามนี้นางเดินเคียงข้างกับเซียวอี้ผิง ด้านหลังเป็สาวใช้ที่จวนเซียวนำมาด้วย
"วันนี้ข้าหวังว่าเ้าคงไม่มาขวางหูขวางตาข้าให้เสียอารมณ์นะ โดยเฉพาะอย่าได้มาเล่นหูเล่นตากับคุณชายเว่ยอีก "
"พี่หญิงรองเสียอารมณ์แล้วมันเกี่ยวอันใดกับข้ากัน ข้าไม่ได้มีพฤติกรรมเช่นท่านหรอกหนา"
เหลียนฮวาเห็นเซียวอี้ผิงคิดจะยื่นเท้าออกมาขัดขาตนนางมีหรือจะหลงกลตัวร้ายเช่นนี้ เหลียนฮวาก้าวข้ามแล้วยังเหยียบซ้ำเต็มแรงทันที
"โอ๊ย"
"พี่หญิงรองท่านเป็อันใดไปหรือเ้าคะ สะดุดใช่หรือไม่"
เหลียนฮวารีบกล่าวแสดงความห่วงใย แต่ไม่ได้เข้าไปช่วยพยุงอันใดแต่รอให้สาวใช้ของนางช่วยแทน ทั้งยังส่งสายตาใสซื่อกลับไปให้เซียวอี้ผิงอีกครา
"พี่หญิงรองไม่เป็ไรแล้วนะเ้าคะ รีบเดินเถอะเ้าค่ะ คนอื่นมองท่านใหญ่แล้ว"
เหลียนฮวากล่าวยิ้มๆ ก็เดินตามคนในจวนไป เซียวอี้ผิงยามนี้ในดวงตาแทบจะลุกเป็ไฟอยู่แล้วกล้ามากลั่นแกล้งข้าให้อับอายต่อหน้าผู้คนตั้งมากมายเช่นนี้ ข้าไม่ปล่อยเ้าไว้แน่ เหลียนฮวา ใจนางร้อนรุ่มด้วยความแค้นใจที่ทำอันใดเหลียนฮวาไม่เคยได้เลยหลายปีมานี้นางทำสิ่งใด เหลียนฮวารู้ทันนางทุกเื่เหมือนเดาใจนางออกเสียหมด ความแค้นฝังใจก็ค่อยๆ ก่อตัวเพิ่มขึ้นมาจนไม่หยุดยั้งได้อีก อยากเอาคืนนางให้สาสมใจเสียที ยิ่งได้เห็นสายตาที่เว่ยอวิ๋นข่ายมองเหลียนฮวาแตกต่างจากมองผู้อื่นนั้นอีก นางที่กำลังเข้าสู่่ออกเรือนอายุสิบสี่ปีเช่นนี้จะดูไม่ออกได้อย่างไรว่าเว่ยอวิ๋นข่ายสนใจเหลียนฮวาเข้าแล้ว ไม่รู้ั้แ่เมื่อใดกัน นางจึงเพียรพยายามให้เว่ยอวิ๋นข่ายเปลี่ยนความสนใจมาที่นางแทนแต่จนแล้วจนรอดก็ทำให้เว่ยอวิ๋นข่ายตีตัวออกห่างจากนางเสียได้ วันนี้เซียวอี้ผิงจึงจะใช้วิธีอย่างพี่หญิงใหญ่บ้างกับเว่ยอวิ๋นข่าย อย่างไรก็สำเร็จมาโดยตลอดมิใช่หรือ นางก็ต้องลงแรงด้วยตนเองเท่านั้น สายตาคล้ายคนกำลังหลงผิดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเซียวอี้ผิงทันที
เหลียนฮวาเดินไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเยี่ยตามคนอื่นๆ ในจวนเมื่อทักทายกันเสร็จแล้วก็แยกย้ายกัน ยุคนี้เปิดกว้างกว่าบางยุค งานที่จัดในเรือนมีการแยกโต๊ะกันระหว่างชายหญิงคนละฝั่งแต่ไม่ถึงขั้นต้องปิดกั้นไม่เห็นหน้าตากัน บริเวณรอบนอกก็มีการจัดสถานที่ให้ผู้คนเดินชมโดยรอบได้ มีการแสดงของคณะแสดงละครต่างๆ มาให้ชม ทุกอย่างดูสนุกสนานและมีชีวิตชีวา บ่งบอกถึงความมั่งคั่งของสกุลเยี่ยในยามนี้ยิ่ง ตระกูลขุนพลเช่นนี้ก็มั่งคั่งเป็ธรรมดากระมัง แต่เหตุใดสกุลเยี่ยรู้สึกคุ้นๆจังเลย
ยังไม่ทันคิดอันใดมาก ตันชุนลี่ก็รีบเดินมาทักทายเหลียนฮวาทันที ทั้งยังพาเด็กสาวอายุเท่ากันตามมาด้วย
"เหลียนฮวาระยะนี้ไม่ได้นัดเ้าออกมาเลย ข้าคิดถึงเ้าเสียจริงเชียว"
"ข้าว่าเ้าคร้านจะออกไปไหนเสียมากกว่าอากาศ่นี้ก็ร้อนถึงเพียงนี้"
"เ้ารู้ทันข้าไปเสียหมดจริงเชียว"
เหลียนฮวาส่ายหัวให้กับ ตันชุนลี่ทันที นางเปิดเผยถึงเพียงนี้จะไม่ให้เหลียนฮวาดูออกได้อย่างไร
"เหลียนฮวา ข้ารู้ว่าเ้าสงสัยใช่หรือไม่ว่านี่คือใคร"
"เหลียนฮวามองตามมือของตันชุนลี่ที่ชี้ไปยังเด็กสาวด้านข้าง"
"เ้าอยากแนะนำให้ข้ารู้จักก็รีบเสีย เดี๋ยวผู้อื่นแนะนำนางให้ข้ารู้จักก่อนเ้าแล้วจะไม่ทันการเสียเล่า ฮาฮ่าฮ่า"
"เ้าเนี่ย ข้าบอกก็ได้ นี่คือสหายของข้าไปอยู่ทางใต้เสียนานเป็คุณหนูจวนเยี่ยนี่แหละ ชื่อเยี่ยเจียวหลิง ส่วนนี่คือสหายสนิทของข้าั้แ่เ้าจากไปชื่อเหลียนฮวา อยู่ตระกูลเซียว พวกเ้าทั้งสองเป็สหายสนิทของข้าต้องรู้จักกันไว้"
เยี่ยเจียวหลิงทักทายเหลียนฮวาตามการแนะนำของตันชุนลี่ทันที แต่เหลียนฮวาเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในห้วงความคิดของตน เยี่ยเจียวหลิงนี่มันชื่อนางเอกในนิยายนี่ ไยเป็เพื่อนกับ ตันชุนลี่เสียได้ ช่างดียิ่งรีบผูกสัมพันธ์แล้วก็ส่งเสริมนางให้สมหวังกับพระเอกของเื่จะได้ทำภารกิจลุล่วงเสียที
"ยินดีที่ได้รู้จักนะ คุณหนูเหลียนฮวา"
"ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน คุณหนูเจียวหลิง"
"พวกเ้ากำลังกล่าวอันใดกัน ไยห่างเหินถึงเพียงนี้เป็สหายสนิทของข้าแล้วไม่ต้องกล่าวคำว่าคุณหนูก็ได้ นิสัยพวกเ้าก็คล้ายๆ ข้า เรียกขานชื่อกันเลยเถอะ ฟังแล้วไม่รื่นหูสักนิด"
"นิสัยเ้าน่ะโผ่งผางถึงเพียงนั้นจะให้ข้าไปเหมือนเ้าได้อย่างไร เจียวหลิงก็ดูออกจะเรียบร้อยขนาดนี้ไม่มีความเหมือนเ้าสักนิด"
"ฮิฮิ เหลียนฮวากล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก"
เยี่ยเจียวหลิงรีบกล่าวสนับสนุนเหลียนฮวาทันทีเพราะนางก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ส่วนตันชุนลี่ยามนี้ก็ตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ หากนางบอกว่านิสัยของทั้งสามเหมือนกันก็ต้องเหมือนสิ ถ้าต่างกันก็คงไม่คบกันเป็สหายหรอก
"ถ้านิสัยไม่เหมือนกันก็คงไม่ได้คบเป็สหายกันมิใช่หรือ"
"ก็อาจจะจริงของเ้า"
"ใช่ไหมล่ะ เหลียนฮวา เอางี้ พวกเ้าตามข้าไปนั่งคุยกันที่โต๊ะริมน้ำตรงนั้นดีหรือไม่"
กล่าวจบก็จับมือของสหายทั้งสองของตนไปยังที่โต๊ะริมน้ำนั้นทันที สาวใช้ของทั้งสามก็ตามมาไม่ใกล้ไม่ไกล
"บรรยากาศจวนตระกูลเยี่ยดีมากเลย ข้อชอบที่นี่ยิ่งนัก"
"ใช่ไหมล่ะ ่นี้เจียวหลิงกลับมาเมืองหลวงข้ามาจวนนี้บ่อยๆ ข้าจึงไม่ได้ไปหาเ้าอย่างไรเล่า แม้อากาศจะร้อนมากก็เถอะ"
"แล้วเจียวหลิงอยู่เมืองหลวงถาวรเลยหรือไม่"
"ข้าหรือ ข้ากลับมาครั้งนี้เพื่อมาร่วมงานวันเกิดครบรอบหกสิบปีของท่านย่า ผ่านพ้นเดือนนี้ก็ต้องตามท่านพ่อท่านแม่กลับลงใต้แล้ว"
"ระหว่างทางเ้าได้พบเจอใครระหว่างทางหรือไม่ ผู้คนมากมายแต่ละท้องถิ่นช่างน่าสนใจนักเชียว"
"เจอผู้คนมากมายเลยทีเดียวเชียว"
เยี่ยเจียวหลิงฟังคำของเหลียนฮวาก็นึกว่านางอยากรู้เื่ราวระหว่างทางเกี่ยวกับการพบเจอผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ แต่ยามนี้นางกลับนึกไปถึงบุรุษผู้นั้นที่นางบังเอิญไปช่วยเขาระหว่างทาง บุรุษน่าสงสารคนนั้นคล้ายเหมือนวิ่งหนีตายจากสักที่ นางช่วยเขาไว้คราวนั้นก็ยังรักษาตัวอยู่ ยามนี้ก็คอยไปเยี่ยมเขาเรื่อยๆ รู้สึกเป็ห่วงเขายิ่งนัก
เหลียนฮวาถามเยี่ยเจียวหลิงออกไปอย่างนั้นเพื่อดูปฏิกิริยาของนาง อยากรู้ว่านางได้พบเจอพระเอกของนิยายเื่นี้ นามว่าต้าตงแล้วหรือยังจากการสังเกตของนางครั้งนี้รู้ได้ทันทีว่านางน่าจะพบกับต้าตงตามเนื้อเื่ในนิยายแล้ว ตอนนี้คงเริ่มมีใจให้กันอยู่แล้ว เซียวซีเหยียนคงเ็ปใจน่าดูกระมังถึงอย่างไรนางก็ต้องเลือกส่งเสริมพระเอกเพื่อช่วยเขาให้สุขสมหวังตามคำอธิษฐานของเหล่าสาวกนิยาย ย่ำรัก ร้อยใจ ขอโทษด้วยเซียวซีเหยียนถึงเขาจะเป็พระรองแต่หน้าที่นี้ของนางก็ต้องทำก่อน
เหลียนฮวาส่งยิ้มให้เยี่ยเจียวหลิงทันทีที่เห็นท่าทีครุ่นคิดคล้ายเหม่อลอยหลังจากคำถามของนาง
"เจียวหลิงเ้าอยู่ทางใต้พบเจอนายทหารคนใดชื่อเซียวซีเหยียนหรือไม่"
"เ้ารู้จักพี่เซียวด้วยหรือ เขาเป็รองแม่ทัพซ้ายของท่านพ่อข้าเอง"
"เขาเป็พี่สี่ของเหลียนฮวาน่ะ เป็พี่ชายของนาง"
ตันชุนลี่รีบตอบคำถามของเยี่ยเจียวหลิงทันทีเพราะนางก็รู้เื่ของพี่สี่เซียวซีเหยียนจากเหลียนฮวานั่นแหละ เหลียนฮวาไม่ได้ปิดบังอันใดเกี่ยวกับเซียวซีเหยียนให้ตันชุนลี่ต้องสงสัยมากมาย เื่นี้ไม่ได้ส่งผลอันใดต่อนางมากและตันชุนลี่ก็ถือว่าเป็สหายสนิทคนหนึ่งของเหลียนฮวา เมื่อมีคำว่าสหายสนิททั้งคู่ก็พร้อมเล่าเื่บางเื่ให้กันและกันรับรู้อยู่แล้ว
"เป็เช่นนั้นหรือ เขาเป็คนที่เ็ามากเลย ทุกวันนี้ข้าพูดกับเขานับครั้งได้ ชื่อเสียงในการสู้รบทางน้ำของเขานั้นโเี้มากพวกโจรทางทะเลเมื่อได้ยินชื่อเขาก็เป็ต้องผวาทันที น่ากลัวมาก"
เยี่ยเจียวหลิงกล่าวถึงเซียวซีเหยียนเช่นนี้ให้เหลียนฮวาฟังคล้ายว่านางจะมีภาพจำที่ไม่ดีเท่าไหร่กับเซียวซีเหยียน เหลียนฮวาเห็นท่าทีของนางก็รู้สึกว่าไยเซียวซีเหยียนไม่รู้จักมองเยี่ยเจียวหลิงเป็น้องสาวคนหนึ่งเช่นนางบ้างไยอยู่ต่อหน้านางเอกถึงทำตัวเช่นนี้กัน ไม่อ่อนโยนเช่นอยู่ต่อหน้านาง ไม่รู้จักแสดงความใส่ใจให้หญิงที่ตนชอบเช่นนี้
"พี่สี่น่ะความจริงภายนอกเ็า แต่ภายในเขาแสนดีมากเลยนะ เจียวหลิง เ้าอย่าพึ่งตัดสินพี่สี่ข้าเร็วเพียงนั้นเชียว"
เยี่ยเจียวหลิงฟังคำเหลียนฮวาจบก็ทำท่าชักดาบขึ้นมาปาดคอตนเองให้สหายทั้งสองดู เหลียนฮวาและตันชุนลี่เห็นเช่นนั้นก็ขำคิกคักไปด้วย ยามนี้ทั้งสามคุยกันจนเหมือนคล้ายว่าสนิทสนมกันมาหลายปีแล้วไม่มีความห่างเหินใดต่อกันอีก พฤติกรรมเกรงอกเกรงใจก่อนหน้าหายไปสิ้น มีแต่เด็กสาวที่เล่าเื่เฮฮากันไม่หยุด ตลกอะไรปานนั้นกัน คนที่พบเห็นเป็ต้องมองตามเสียงใสของพวกนางทันที