หลังจากใช้เวลาฟื้นฟูสภาพจิตใจกันสักพัก พวกเขาก็เริ่มจะกลับมารู้สึกดีอีกครั้ง
"จะว่าไป... เมื่อกี้เธอเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างใช่ไหม?" ทอยถามเมื่อนึกถึงเื่ก่อนหน้านี้ได้
"อ๋อ...เื่นั้นน่ะ พอดีฉันจะถามพวกนายน่ะว่าเย็นนี้ว่างไหม?" เฟิร์นถาม
"ไอ้ว่างมันก็ว่างอยู่หรอก... แต่มีอะไรงั้นเหรอ?" ทอยตอบพร้อมถามไปด้วย
แต่เฟิร์นไม่สนใจ เธอเพียงแต่ชี้นิ้วไปที่ไนต์ "นายล่ะ ว่างหรือเปล่า?"
ไนต์คิดสักพักก่อนที่จะได้คำตอบ "อืม... ก็ว่างนะ"
"เยี่ยม! งั้นก็ไปกันเถอะ"
หลังเฟิร์นพูดจบ รถลีมูซีนสีดำที่มีขนาดค่อนข้างยาวได้มาจอดอยู่ต่อหน้าพวกเขา พอจอดสนิทก็ได้มีชายในชุดสูทสีดำเดินลงมา
"โอ้... มาได้ตรงเวลาดีแฮะ ทำได้ดีมาก" เฟิร์นกล่าวชื่นชม
"ครับ! คุณหนู" ชายชุดดำตอบรับ
"คุณหนู!?" ทั้งไนต์และทอยตกตะลึงพึงพลันพร้อมกัน
เฟิร์นหันไปมองทั้งสองด้วยความสงสัย "ใอะไรกัน? มันไม่ใช่เื่แปลกไม่ใช่เหรอ?"
"ไม่ใช่เื่นั้น..." ทอยตอบ "ฉันก็แค่แปลกใจที่คนอย่างเธอยอมถูกเรียกว่าคุณหนูต่างหาก"
"อืม ๆ " ไนต์พยักหน้า "นึกว่าจะเป็ผู้ใหญ่กว่านี้ซะอีก"
"หุบปาก!!" เฟิร์นเถียงกลับไปด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ "เื่นี้ไม่เกี่ยวกับพวกนายซะหน่อย"
เมื่อได้ยินคนกำลังล้อเลียนเ้านายของตัวเอง ชายในชุดดำก็ส่งสายตาข่มขู่มาหาทั้งสอง
สายตานั้นทำให้ทั้งสองถึงกับต้องเสียวสันหลัง ทั้งสองรีบยกมือไหว้ "ขอโทษครับ!" พร้อมกล่าวเสียงดังฟังชัด
แต่เฟิร์นไม่ได้รับรู้ถึงสายตานั่น เธอเอียงคอถามด้วยความสงสัย "เื่อะไรงั้นเหรอ?"
แต่ทั้งสองไม่ได้ตอบอะไร อาจเป็เพราะกลัวสายตานั่นจนไม่กล้าที่จะตอบ
เฟิร์นไม่ได้ใส่ใจ "เอาเถอะ ไปกันได้แล้ว"
ชายชุดดำเปิดประตูรถเพราะเป็หน้าที่ของตัวเอง
"ไปไหนเหรอ?" ทอยเงยหน้าขึ้นมาถาม
"ไปหาแม่ฉันน่ะ" เฟิร์นตอบ
"ทำไมต้องไปหาแม่เธอล่ะ?" คราวนี้ไนต์เป็คนถาม
"เอาเถอะน่า แม่ฉันอยากคุยกับพวกนายเฉย ๆ " เฟิร์นพยายามดันทั้งสองให้ขึ้นรถ
แต่ทอยยังพยายามขัดขืน "เดี๋ยวก่อนสิ กระเป๋าฉันยังไม่ได้เอามาเลย"
"เดี๋ยวค่อยมาเอาพรุ่งนี้"
"แต่พรุ่งนี้มันวันเสาร์นะ..."
พอเฟิร์นผลักทั้งสองเข้าไปในรถสำเร็จ ชายชุดดำก็ปิดประตูรถตามทันที จากนั้นก็เดินไปนั่งที่นั่งคนขับ ต่อจากนั้นก็สตาร์ทรถแล้วขับออกไป
ใช้เวลาเพียงยี่สิบนาทีก็ถึงจุดหมาย
จุดหมายที่พวกเขามานั่นก็คือ ตึกกาญจนาโชติ ตึกที่ครอบครัวของเฟิร์นนั้นเป็เ้าของ มันเป็สีดำสูงเสียดฟ้า ตึกนี้ตั้งอยู่ตรงส่วนกลางของกรุงเทพฯ แถมตึกนี้ยังเป็ตึกที่มีขนาดสูงที่สุดในประเทศ ทำให้มองเห็นเมืองกรุงเทพฯได้อย่างทั่วถึง
"สูงชะมัดเลย" ไนต์อดที่จะชื่นชมไม่ได้
"ตอนมองไกล ๆ ว่าสูงแล้วนะ พอมาดูใกล้ ๆนี่มันสูงสุด ๆ ไปเลย" ทอยก็เช่นกัน
"เจ๋งใช่ไหมล่ะ" เฟิร์นลองพูดหยอดไป
"เธออยู่ที่นี่จริงเหรอ? " ไนต์ถาม
"ใช่แล้วล่ะ" เฟิร์นตอบ
"น่าอิจฉาจังแฮะ" ไนต์พึมพำ
เฟิร์นไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอเพียงเดินมุ่งไปที่ประตูหน้า
ภายนอกของเฟิร์นอาจดูนิ่งสงบ แต่ทว่าภายในจิตใจตอนนี้กำลังดีใจจนตัวแทบลอย เมื่อได้ยินคำพูดของทอยกับไนต์
เฟิร์นเดินมาถึงที่ประตูหน้าของตึก พอเซนเซอร์ของประตูอัตโนมัติพอตรวจได้ว่ามีคนอยู่ ประตูก็เปิดออกทันที
และในจังหวะที่ประตูเปิดออก เหล่าพ่อบ้านที่สวมชุดสูท เหล่าสาวใช้ที่สวมชุดเมด ที่ได้ตั้งแถวเป็แนวยาวทั้งสองข้างทาง ได้ก้มหัวลงแล้วพูด "ยินดีต้อนรับครับ/ค่ะ คุณหนู!" อย่างขยันขันแข็ง นอกจากเหล่าพ่อบ้านสาวใช้ ก็ยังมีเหล่าพนักงานบริษัทอีกด้วย
ภายในโถงทางเข้าถูกตกแต่งอย่างมีสไตล์ มีความเรียบหรูแบบตะวันตกแต่ก็มีความมินิมอลแฝงเอาไว้อยู่ ภายในตรงกลางของโถงมีเคาน์เตอร์รีเซฟชั่นตั้งอยู่ ทางซ้ายของเคาน์เตอร์เป็ทางเดินที่จะพาเข้าไปข้างใน
ทั้ง ๆ ที่ควรจะดีใจที่เหล่าพ่อบ้านแม่บ้านและพนักงานทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง แต่เธอกลับรู้สึกอายจนหน้าแดงขึ้นมา
"ไม่ต้องอายไปหรอกน่า..." ทอยพูดขึ้นขณะเดินตามหลังเฟิร์นมา
"งะ...งั้นเหรอ?" เฟิร์นหันกลับมา
แต่ที่จริงทอยไม่ได้พูดกับเฟิร์น เขาพูดกับสาวใช้ที่ดูเกร็งด้วยความประหม่าต่างหาก เขากุมมือของสาวใช้คนนั้นไว้ "ไม่ต้องอายไปหรอกนะครับ ใบหน้าของคุณน่ะสวยมากเลยนะครับ ผมคงเสียดายแย่เลย ถ้าคุณยังเอาแต่ประหม่าอยู่แบบนี้ ฉะนั้นคุณควรมั่นใจมากกว่านี้นะครับ... ว่าแต่ผมขอเบ-"
ทอยไม่ทันได้พูดจบ เฟิร์นได้หยิบถาดกลมสเตนเลสที่อยู่ในมือของสาวใช้หนึ่ง แล้วเขวี้ยงออกไปด้วยแรงทั้งหมด ถาดนั่นลอยเข้าเป้าไปที่ศีรษะของทอยพอดีจนทำให้เขาล้มลง
เฟิร์นเดินไปกระชากคอเสื้อทอยขึ้นมา พร้อมส่งรอยยิ้มแสนน่ากลัวให้กับเขา "ทำอะไรอยู่งั้นเหรอคะ?"
"พอดีว่าเห็นสาวใช้คนนั้นประหม่าเฉย ๆ น่ะ ก็เลยเข้าไปคุยเพื่อให้เธอสบายใจขึ้นน่ะ" ทอยตอบคำถามนั่นไป
แต่เฟิร์นไม่ได้้าคำตอบนั้น "เห~ ใจดีจังเลยนะ" ตอนนี้เธอมองทอยด้วยสายตาที่แสนเยือกเย็น
"ขอโทษ ๆ เมื่อกี้ฉันก็พูดกับเธอเหมือนกันแหละ" ทอยพยายามแก้ตัวอย่างสุดชีวิต
"งั้นเหรอ?" เฟิร์นยังคงส่งสายตาแบบเดิมอยู่
"จริง ๆ นะ เธอไม่ต้องอายหรอก ที่ฉันพูดไปตอนนั้นก็เพราะว่า ฉันติดภาพพวกที่ถูกเรียกว่าคุณหนูจะต้องเป็พวกเอาแต่ใจน่ะ แต่เธอไม่ได้เป็คนเอาแต่ใจนี่จริงไหม? เพราะงั้นก็ไม่ต้องอายไปหรอก"
"ใช่ ๆ ไม่ต้องอายไปหรอก" ไนต์เสริม
เมื่อได้ยินแบบนั้น ทอยก็หันไปมองหน้าไนต์ "นายนี่ตามน้ำเก่งชะมัดเลย"
"แฮะ ๆ " ไนต์ยิ้มเยาะ
เฟิร์นปล่อยทอยลงกับพื้น "งั้นก็แล้วไป" แล้วเดินไปที่ทางเดินข้างเคาน์เตอร์
ทอยรีบลุกขึ้นแล้วเดินตามเฟิร์นไปกับไนต์ โดยมีพ่อบ้านคนหนึ่งเดินตามมาด้วย พวกเขาเดินตามทางเดินจนพบกับโถงทางเดิน ทั้งสองข้างทางมีลิฟต์ตั้งอยู่ข้างละห้าตัว ตรงกลางของทางเดินมีลิฟต์อยู่หนึ่งตัวอยู่ ด้านข้างของลิฟต์ตัวนั้นเป็บันไดที่จะเดินขึ้นไปชั้นสอง ซึ่งชั้นสองก็ยังคงมีลิฟต์ตั้งอยู่
เฟิร์นเดินมาที่ลิฟต์ตัวตรงกลาง พ่อบ้านที่เดินตามหลังมาก็ได้หยิบคีย์การ์ดขึ้นมาสแกนเพื่อเปิดประตูลิฟต์ เมื่อประตูเปิดเฟิร์นก็เดินเข้าไป ทั้งสามคนก็เดินตามไป
"ว่าแต่เราต้องไปที่ชั้นไหนงั้นเหรอ?" ทอยถาม
"หนึ่งร้อย" เฟิร์นตอบห้วน ๆ อาจยังคงหงุดหงิดอยู่
"หนึ่งร้อย!?" พอรู้ว่าต้องไปชั้นไหน ทอยก็เกิดสั่นกลัวขึ้นมา
"เป็อะไรไปน่ะ?" เฟิร์นอดสงสัยไม่ได้เมื่อเห็นทอยเป็แบบนั้น
"พอดีเขากลัวความสูงน่ะ" ไนต์ตอบคำถามให้แทนทอย
"งั้นเหรอ" แต่เฟิร์นไม่ได้สนใจ
"ว่าแต่.... ทำไมลิฟต์ตัวนี้ถึงมีแค่ชั้นเก้าสิบห้าถึงชั้นหนึ่งร้อยล่ะ?" ไนต์ถามตอนที่เขาเหลือบตามองไปที่ปุ่มลิฟต์
"อ๋อ... ก็เพราะนี้เป็ลิฟต์ส่วนตัวน่ะ ั้แ่ชั้นที่เก้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยมันเป็ชั้นสำหรับอยู่อาศัยน่ะนะ ส่วนชั้นที่เหลือก็จะเป็ของบริษัทต่าง ๆ ไป" เฟิร์นตอบ
ตึกแห่งนี้นอกจากจะเป็ที่อยู่อาศัยของเฟิร์นแล้ว มันยังเป็สำนักงานใหญ่ของบริษัทต่าง ๆ ที่อยู่ในเครือของตระกูลกาญจนาโชติ
"งั้นลิฟต์ตัวอื่นก็จะเป็ลิฟต์สำหรับพนักงานทั่วไปใช่ไหม?" ไนต์ยังคงถามต่อ
"ถูกต้อง ลิฟต์ตัวอื่นจะพาไปส่งได้มากสุดแค่ชั้นที่เก้าสิบสี่"
"ว่าแต่ทำไมเราต้องไปชั้นที่หนึ่งร้อยล่ะ? ให้แม่เธอมาคุยกันข้างล่างไม่ดีกว่าเหรอ?" ทอยถาม
"ก็ปกติแม่มักจะทำงานอยู่ตลอด แม่เขาไม่ว่างที่จะลงมาหรอก" เฟิร์นตอบ
พ่อบ้านคนนั้นพอเห็นว่าบทสนทนาจบลง ก็ได้กดปุ่มของลิฟต์ไปที่ชั้นหนึ่งร้อย
"อ๋อใช่... จับราวเอาไว้แน่น ๆ ล่ะ" เฟิร์นเตือนทั้งสอง
หลังพูดจบ ลิฟต์ก็ได้พุ่งดีดตัวขึ้นไปด้วยความเร็วสูง สำหรับผู้ที่ใช้บ่อยก็จะไม่รู้สึกอะไร ต่างจากทั้งสองที่แทบจะประคองร่างให้ยืนอยู่แทบไม่ไหว
ลิฟต์ตัวนั้นใช้เวลาไม่ถึงนาทีในการดีดตัวขึ้นมาจากชั้นที่หนึ่งสู่ชั้นที่หนึ่งร้อย พอลิฟต์หยุดลงทั้งสองก็รู้สึกโล่งอกเป็อย่างมาก
"ลิฟต์นี้มันอะไรกัน? มันใช้พลังอัลทาน่า[1]หรือยังไงกัน" ทอยพึมพำขึ้นขณะคิดถึงลิฟต์ตัวนี้
"ก็นะ ครั้งแรกก็จะเสียว ๆ หน่อยนั่นแหละ" เฟิร์นพูดหยอกทั้งสอง
หลังลิฟต์หยุดลง ประตูของลิฟต์ก็เปิดออก เผยให้เห็นภาพของชั้นชั้นนี้ มันเป็ชั้นที่ถูกตกแต่งให้เรียบง่ายที่สุด ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่มีอะไรน่าดึงดูดใจ สิ่งที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคงเป็ทิวทัศน์ภายนอกที่เป็ภาพบรรยากาศของเมือง ด้วยความที่มันเป็ชั้นที่หนึ่งร้อยและบวกกับขนาดกระจกที่ใหญ่โต ทำให้มองเห็นเมืองได้อย่างทั่วถึง
"ชั้นนี้น่ะเป็ที่ทำงานของแม่ อย่าสนไปแตะอะไรเข้าล่ะ" เฟิร์นเตือนทั้งสองอีกครั้ง
สาเหตุที่ต้องตกแต่งให้เรียบง่ายที่สุดเป็เพราะชั้นนี้เป็ที่ทำงาน ฉะนั้นมันจึงต้องไม่มีอะไรมาดึงดูดความสนใจให้เสียสมาธิ สิ่งของที่มีอยู่ในชั้นนี้จึงมีแต่ของเกี่ยวกับงานเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็จอขนาดใหญ่ที่ฉายภาพหุ้นต่าง ๆ เครื่องถ่ายเอกสาร กองเอกสารที่วางไว้อยู่ ตรงกลางของชั้นจะเป็ที่ทำงาน ทางด้านซ้ายมีห้องน้ำตั้งอยู่เล็ก ๆ ส่วนทางด้านขวาจะเป็ห้องไว้สำหรับพักผ่อนและรับแขก
ณ ที่ตรงกลางของชั้นได้มีโต๊ะหนึ่งตัวตั้งอยู่ และได้มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่นั่นก็คือแม่ของเฟิร์น พร้อมกับมีสาวใช้ยืนถือเอกสารอยู่ข้าง ๆ
"อ้าว....เฟิร์น... กลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ?" ผู้หญิงคนนั้นสังเกตเห็นเฟิร์นได้จึงพูดออกมา
ผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นมาจากโต๊ะ แล้วค่อย ๆ เดินมาหาเฟิร์น นั่นทำให้มองเห็นหน้าของผู้หญิงคนนั้นมากขึ้น
เธอเป็คนที่มีผมสีแดงเหมือนดั่งเฟิร์น แต่มีเฉดสีที่เข้มกว่า อาจเป็เพราะเธอทำงานที่บ้าน เธอจึงปล่อยผมลงมาโดยที่ไม่ได้จัดอะไร ั์ตาของเธอนั่นเป็สีแดง แต่กลับกันกับสีของผม ั์ตาของเธอมีสีแดงที่สดใสกว่าเฟิร์น เธอมีใบหน้าที่น่าหลงใหลในแบบของผู้ใหญ่ เธอนั้นมีอายุในระดับนึงแล้ว แต่ใบหน้าของเธอก็ยังคงเยาว์วัยไม่เปลี่ยนแปลง หากใครที่ไม่รู้จักเธอมาก่อน อาจจะคิดว่าเธอเป็พี่สาวของเฟิร์นด้วยซ้ำ ในตอนนี้เธอใส่เสื้อยืดสีขาวและกางเกงขายาวสีดำ ถึงจะเป็ชุดที่ดูธรรมดา แต่ด้วยทรวดทรงองเอวของเธอ ทำให้ยังคงมีสง่าอยู่ถึงแม้จะเป็ชุดที่เรียบง่ายแค่ไหน
'ฝ้าย นันทิกานต์ กาญจนาโชติ เธอคือผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย จากการหลายบริษัทใหญ่มาไว้ในเครือกาญจนาโชติ บริษัทที่เธอนั้นหลากหลายครอบคลุมแทบจะทุกประเภท จึงไม่แปลกที่เธอจะเป็ผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศ ชักจะน่าสนใจแล้วสิ คนที่มีอิทธิพลมากขนาดนี้จะเป็คนยังไงกันนะ?'
ทอยคิดขึ้นขณะมองดูฝ้ายที่กำลังเดินมาหาเฟิร์น
แต่แล้วภาพฝันของทอยที่คิดว่าฝ้ายนั้นจะต้องเป็คนสุขุมลุ่มลึกก็ได้พังทลายลง เพราะภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า
"เฟิร์น!!" ฝ้ายโผเข้าไปกอดเฟิร์น แก้มของฝ้ายและของเฟิร์นถูกันไปมาระหว่างกอด "แม่น่ะคิดถึงลูกมากเลยรู้ไหม? ่เวลาที่ไม่มีลูกอยู่มันทำให้แม่เหงามากเลย"
พอเห็นว่ามันเป็่เวลาครอบครัว ทอยก็เลยเบือนหน้าหนีมองไปทางอื่น เขาลองมองรอบชั้นนี้ดู
ถึงจะมีแต่ของที่เกี่ยวกับการทำงานเต็มไปหมด แต่ก็ยังคงมีบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับการทำงานไปเสียทีเดียว นั่นก็คือรูปภาพครอบครัวที่เป็ดั่งแรงบันดาลใจแขวนติดอยู่ทั่ว
สิ่งที่แปลกสำหรับรูปภาพครอบครัวเ่าั้ ก็คือในรูปจะมีแต่ฝ้ายกับเฟิร์นแต่ไม่มีคนเป็พ่ออยู่ในรูปเลย แต่มันก็ยังมีอยู่หนึ่งรูปที่เป็ภาพครอบครัวสามคนพ่อ แม่ ลูก แต่รูปภาพนั้นก็กลับยับเยินจะมองไม่ชัด และกรอบรูปยังแตกละเอียดอีก ยิ่งทำให้มองรูปไม่ชัดเข้าไปใหญ่
'นั่นสินะ... เฟิร์นคงเกลียดพ่อตัวเองมากเลย รู้สึกว่าที่โรงเรียนเธอจะไม่เคยเอ่ยถึงพ่อตัวเองเลยสักครั้ง ฉะนั้นเราควรระวังการพูดเื่นี้กับเธอไว้ดีกว่า' ทอยคิดขณะมองดูรูปภาพรูปนั้น
ฝ้ายพึ่งสังเกตเห็นของการมีอยู่ของทั้งสอง จึงเลิกกอดเฟิร์น แล้วหันมามองทั้งสอง"ว่าแต่สองคนนั้นเป็ใครกันล่ะเนี่ย?"
"ก็คนที่แม่บอกอยากให้มาคุยด้วยไงคะ" เฟิร์นตอบฝ้ายไป
"เอ? แต่เท่าที่แม่จำได้มีแค่ทอยคนเดียวไม่ใช่เหรอ? แล้วอีกคนเป็ใครกันล่ะ?"
"เอ๊!? นี่รู้จักผมด้วยเหรอครับ?" ทอยใที่ฝ้ายนั้นรู้จักตน
"อืม... รู้จักสิ ก็เฟิร์นเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเธอตั้งเยอะเลยนะ" ฝ้ายตอบทอยไป
"แฮะ ๆ รู้สึกเขินขึ้นมาเลยนะเนี่ย" ทอยยิ้ม พร้อมเอามือขวาเกาที่ศีรษะของตัวเอง
"ส่วนอีกคนหนูพึ่งชวนเขามาวันนี้ เขาน่ะมีพลังที่น่าสนใจมากเลยล่ะ" เฟิร์นตอบคำถามก่อนหน้านี้ของฝ้าย
"เห? งั้นเหรอ?" ฝ้ายมองไปที่ไนต์ "เธอมีชื่อว่าอะไรงั้นเหรอ?"
"อ่ะ!? ผมเหรอครับ?" ไนต์ประหม่าอย่างเห็นได้ชัด "ผมมีชื่อว่าไนต์ ชยางกูร เมธาพงศ์ ครับ! ยินดีที่ได้รู้จักครับ" พูดเสร็จเขาก็รีบยกมือไหว้ทันที
"ชื่อไนต์สินะ... อะแฮ่ม!" ฝ้ายกระแอมขึ้นเพื่อให้ไนต์เงยหน้าขึ้นมา "ที่ฉันเรียกพวกเธอมาก็เพราะเื่การเป็นักสืบนี่แหละ แน่นอนว่าแม่น่ะให้การสนับสนุนเฟิร์นเต็มที่ การที่ลูกของตัวเองจะทำอะไรสักอย่างจะไม่สนับสนุนได้ยังไงกัน และแถมยังใช้พลังที่ตัวเองมีไปทำประโยชน์อีก ยิ่งทำให้นั้นซาบซึ้งใจเป็อย่างมาก แต่ว่า! การก่อตั้งสำนักงานขึ้นมามันมีนักสืบอยู่แค่คนเดียวไม่ได้ ฉะนั้นฉันจึงอยากตรวจสอบพวกเธอทั้งสอง เพื่อจะะดูว่าพวกเธอคู่ควรกับเฟิร์นหรือเปล่า"
"อ๋อ...เื่นั้นเองสินะครับ" ทั้งไนต์และทอยพูดพร้อมกัน
"เอาล่ะ! เริ่มจากไนต์ก่อนเลยแล้วกัน" ฝ้ายพูดกับไนต์ "ไนต์เดินออกมาข้างหน้าหน่อยสิ"
"คะ...ครับ!" ไนต์เดินออกมาข้างหน้าตามที่ฝ้ายสั่ง เขานั้นยังคงประหม่าอยู่
"เดี๋ยวเดียวก็จบแล้วล่ะ" เฟิร์นพูดเพื่อให้ไนต์ใจเย็นลง
ฝ้ายเดินไปมองรอบ ๆ ตัวของไนต์ ด้วยความที่กำลังถูกมองอยู่อย่างนั้น มันยิ่งทำให้ไนต์ประหม่ามากกว่าเดิม
"เอาล่ะ! ผ่าน" พอมองรอบ ๆ เสร็จแล้วฝ้ายก็พูด
"สะ...เสร็จแล้วเหรอครับ?" ในทีแรกไนต์นึกว่าจะต้องทำอะไรมากกว่านี้ พอเห็นว่ามันจบลงโดยง่ายก็เลยทำให้เขาแปลกใจ
"ใช่ เสร็จแล้วล่ะ" ฝ้ายตอบเพื่อเป็การยืนยัน
"ทำได้ดีมากไนต์" เฟิร์นยกนิ้วโป้งให้กับไนต์
"แต่ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ" ไนต์พูด
พอเห็นว่าเป็แบบนั้น ก็ยิ่งทำให้ทอยมั่นใจมากขึ้น "ต่อไป ก็ผมสินะครับ"
ขณะที่ทอยกำลังจะก้าวเท้าออกไปข้างหน้า เขาก็ถูกฝ้ายหยุดเอาไว้
"เดี๋ยว! หยุดอยู่ตรงนั้นเลย" ฝ้ายแบมือออกและยื่นออกไป "เธอน่ะ...ไม่ผ่าน"
"เอ๊!?????" ทั้งสามคน ทอย ไนต์ เฟิร์น เปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน "ทะ...ทำไมกันครับ?/คะ?"
เชิงอรรถ
^ อัลทาน่า (Altana) คือ แหล่งพลังงานที่ถูกใช้ในเื่ กินทามะ (Gintama)