หางตาของทุกคนกระตุกใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ
ซูฮ่าวคนนี้กำลังช่วยชีวิตคนอยู่จริงหรือ?
ถ้าหากว่าใช่แล้วทำไมเขาจะต้องไปยั่วโมโหคนที่กำลังจะกระโดดตึกแบบนั้นล่ะ?
ซูฮ่าวไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยถ้าเติ้งตงอยากตาย เขาตายไปตั้งนานแล้ว
คนที่อยากตายจริงๆไม่มีเวลาลังเลมากขนาดนี้หรอก เหมือนกับคนที่กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย เขาไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นมาพูดโน้มน้าวใจเขาหรอก
ในใจของเติ้งตงไม่อยากตายแต่เขาก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่อย่างเจ็บปวด ตอนนี้ช่วยเขาไปก็ไม่มีประโยชน์แล้วการช่วยเหลือเขานั้นต้องช่วยในตอนที่เขามีใจอยากจะมีชีวิตอยู่จริงๆ แบบนั้นถึงควรจะช่วย
อย่างน้อยหากในอนาคตเจอเรื่องราวคล้ายกันแบบนี้อีกเขาก็จะกัดฟันต่อสู้ ไม่คิดฆ่าตัวตายแบบในวันนี้อีก
“มีสิทธิ์อะไรมายุ่งว่าฉันจะตายหรือไม่ตายฉันต้องผ่านอะไรมาบ้างคุณยังไม่รู้เลย แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนฉัน?” คำพูดของซูฮ่าวทำลายศักดิ์ศรีของเติ้งตงอย่างยิ่ง เขาหน้าแดงก่ำแล้วตะโกนขึ้นมาอย่างโมโห
“สิทธิ์?” ซูฮ่าวกระชากคอเสื้อของอีกฝ่าย แล้วพูดขึ้นมาเสียงเย็นว่า “ฉันไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเรื่องของคุณอยู่แล้วแต่ฉันเกลียดพฤติกรรมที่โง่เง่าอย่างคุณมาก สำหรับคุณแล้วการตายของคุณอาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่คุณไม่รู้เลยว่าคนที่อยู่นั้นก็จะต้องแบกรับความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียคุณไป”
“พ่อคุณสูญเสียลูกชายภรรยาคุณสูญเสียสามี น้องชายและน้องสาวสูญเสียพี่ชาย ความเจ็บปวดของทั้งสี่คนเกิดขึ้นเพราะความตายของคุณคนเดียวและมันจะติดตามเป็นเงาตามตัวของพวกเขาไปตลอดชีวิต”
“คุณแค่กระโดดตึกไม่กี่นาทีแต่ทำให้พวกเขาเจ็บปวดไปทั้งชีวิต คือสิ่งที่คุณเรียกว่าการแก้ปัญหาแบบนั้นหรือ?”
ทันทีที่สิ้นเสียงดวงตาของเติ้งตงก็แดงก่ำ เขาอ้าปากขึ้น แต่เหมือนมีหนามทิ่มแทงที่ลำคอเขาพูดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
ซูฮ่าวเหลือบสายตามองเขาแล้วพูดต่อว่า “คุณแค่เป็นโรคลูคีเมีย ใช่ว่าจะรักษาไม่ได้สักหน่อยคุณมีความกล้าที่จะกระโดดตึกลงมาแล้วทำไมถึงไม่มีความกล้าที่จะต่อสู้กับเม็ดเลือดขาวล่ะ?”
“ถ้าความตายสามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกอย่างอย่างนั้นทุกคนก็จะสามารถใช้ชีวิตอย่างกำเริบเสิบสานได้อย่างนั้นหรือ?”
เติ้งตงยังคงเงียบอยู่ดวงตาแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
คำพูดของซูฮ่าวกระแทกใจเขามาก
ภรรยาและพ่อของเขาที่อยู่ด้านล่างก็ร้องไห้พวกเขาพนมมือขอพรไม่หยุดโดยอธิษฐานว่าขอให้ผู้ชายที่อยู่บนตึกสามารถเกลี้ยกล่อมเติ้งตงของพวกเขาได้สำเร็จ
“ความลังเลของคุณบอกฉันว่าคุณกลัวตาย เพราะว่าหลังจากตายไปแล้ว คุณก็ไม่สามารถรับผิดชอบและทำตามสัญญาได้อีก”
“แต่แววตาของคุณกลับบอกว่าคุณกลัวที่จะมีชีวิตอยู่ เพราะว่าคุณไม่มีเงินต่อให้อยู่ต่อไปก็เท่ากับว่าได้ตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง ตอนที่คุณกำลังทุกข์ทรมานทางกายยังต้องทุกข์ทรมานใจด้วย”
ขณะที่พูดซูฮ่าวก็มองลงไปด้านล่าง แล้วชี้ไปยังคนแก่คนหนึ่งและผู้หญิงอีกคน “คุณดูพ่อกับภรรยาของคุณสิ ทั้งสองคนนั้นหวังว่าคุณจะมีชีวิตต่อไปต่อให้พวกเขาจะต้องสูญเสียทุกอย่าง พวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยมือคุณ แต่คุณกลับเป็นฝ่ายที่จะยอมแพ้เองแบบนี้มันน่าขำมากไม่ใช่หรือ?”
เติ้งตงไม่ได้หันกลับไปมองเพราะเขารู้ว่าสีหน้าของพ่อกับภรรยาในตอนนี้เป็นอย่างไรและรู้ว่าเขาทำให้ทั้งสองคนเป็นห่วงมากแค่ไหน
ในตอนนั้นน้ำตาของเขาก็ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
“พี่ชายขอร้องล่ะหยุดพูดได้แล้ว ฉันไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว ถ้ามันยังมีความหวังจริงๆแล้วฉันจะกระโดดตึกทำไมล่ะ”
ซูฮ่าวจ้องหน้าเขาแล้วพูดขึ้นว่า “หวังว่าคุณจะไม่ยอมปล่อยมือจากคนที่ห่วงคุณเหมือนกับความมืดมิดที่ปกคลุมประเทศอยู่ หากเหล่าผู้อาวุโสยอมแพ้แล้วประเทศของพวกเราจะแข็งแกร่งดั่งทุกวันนี้ได้อย่างไร?”
“หมดเวลาแล้วหากคุณอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าอย่างนั้นคุณก็เดินลงบันไดไปเอง แต่ถ้าคุณอยากตายคุณก็กระโดดลงไปเลย”
“วางใจเถอะหลังจากที่คุณตายไปแล้วฉันจะช่วยดูแลภรรยาและพ่อของคุณเป็นอย่างดีทำให้คุณได้จากไปอย่างสงบ”
คนที่อยู่ด้านล่างได้ยินดังนั้นก็เริ่มอยู่ไม่สุขจนแทบจะกระอักเลือดออกมา
ไอ้เจ้าหมอนี่ตั้งใจมาขัดขวางคนหรือว่ามาช่วยให้คนกระโดดตึกลงไปกันแน่?
พ่อและภรรยาของเติ้งตงตกใจกับคำพูดเมื่อครู่นี้ของซูฮ่าวจนใบหน้าซีดขาวพวกเขากลัวว่าเติ้งตงจะกระโดดลงมาตามคำพูดของซูฮ่าวจริงๆ
พวกตำรวจก็เหงื่อแตกมากยิ่งขึ้นรีบขนย้ายคนออกจากบริเวณที่เติ้งตงจะกระโดดลงมาทันที เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังกังวลเรื่องความมั่นคงทางอารมณ์ของอีกฝ่าย
ซูฮ่าวเหลือบสายตามองลงมาด้านล่างใบหน้าไร้คลื่นอารมณ์ “บอกฉันมา และบอกทุกคนด้วยว่าคุณเลือกแบบไหน?”
“ขอโทษนะฉันไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว แต่ว่าฉันอยาก… ”
“พลั่ก!”
เติ้งตงยังพูดไม่จบซูฮ่าวก็เหยียดขาข้างหนึ่งออกมาแล้วเตะลงไปที่สีข้างของเติ้งตงอย่างแรง
พลังอันรุนแรงทำให้ตัวของเขานั้นลอยกระเด็นออกไปเขาถลาตัวลงสู่ด้านล่างอย่างไร้เรี่ยวแรง
ทันใดนั้นซูฮ่าวก็กระโดดแล้วพุ่งตัวติดตามเติ้งตงลงไป
ทุกคนที่อยู่ด้านล่างหน้าเปลี่ยนสีไปทันที
เดิมทีเขาคิดว่าซูฮ่าวจะมาช่วยชีวิตแต่คิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะบ้าขนาดนี้
เขาเลือกที่จะตายพร้อมกับเติ้งตงแบบนั้นหรือ?
พวกตำรวจมือไม้พันกันทิศทางที่ซูฮ่าวเตะเติ้งตงตกลงมาก็ไม่ใช่ทิศทางที่พวกเขาวางเบาะลมกู้ชีพเอาไว้หากเติ้งตงตกลงมาจากชั้นหกแบบนี้ เขาต้องตายแน่นอน
“ไม่!” พ่อและภรรยาของเติ้งตงที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ตกใจจนตัวแข็งทื่อ พวกเขาแทบจะหายใจไม่ออก
ซูฮ่าวและเติ้งตงตกลงมาเป็นแนวดิ่ง
เสียงของเขานั้นยังแผ่วปลาย
“เติ้งตงคุณยังมีเวลาอีกสามวินาทีก่อนจะตกลงพื้น ตอนนี้คุณจะเลือกอยู่หรือว่าตายแต่นี่คือโอกาสสุดท้ายของคุณแล้ว”
“หนึ่ง…”
“สอง…”
“สะ… ”
“อยู่…ฉันอยาก… มีชีวิตอยู่!” เติ้งตงที่ตกลงมาอย่างรวดเร็วถูกลมพัดทำให้เสียงของเขากึกก้องใบหน้าที่บิดเบี้ยวแฝงไปด้วยความตื่นตระหนก แต่ก็ยืนหยัดมากขึ้น
ในเสี้ยววินาทีที่กำลังจะกระแทกพื้นเขามองเห็นใบหน้าที่สิ้นหวังของภรรยาและพ่อ และคำพูดของซูฮ่าวที่บอกว่าหากเขาตายไปแบบนี้ ทั้งสองคนนั้นจะต้องทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต
ตายครอบครัวทุกข์ทรมาน
มีชีวิตอยู่ครอบครัวก็ทุกข์ทรมาน
แต่อย่างน้อยการมีชีวิตอยู่ของเขาก็สามารถทำให้ครอบครัวยืนหยัดต่อไปได้
เมื่อเห็นว่าเติ้งตงตัดสินใจแล้วซูฮ่าวก็เผยรอยยิ้มที่พึงพอใจออกมา “เติ้งตงบางทีการปกป้องสิ่งที่ตัดสินใจไปในครั้งแรกมันอาจจะทรมาน แต่ในขณะเดียวกันการล้มเลิกสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้วมันทรมานยิ่งกว่า”
“ในเมื่อการมีอยู่และยอมแพ้ล้วนทรมานทั้งนั้นทำไมถึงไม่เลือกที่จะปกป้องมันทั้งที่ทรมานล่ะ?”
ในขณะที่เขาพูดเขาก็คว้ามือของเติ้งตงเอาไว้ และยืมพลังกลางอากาศ ทำตัวให้เหมือนนก ก่อนจะร่อนลงพื้นอย่างแผ่วเบา
ทุกพื้นที่ตกอยู่ในความเงียบ
ทุกคนมองภาพเหตุการณ์นี้ด้วยสายตาว่างเปล่าแล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างอดไม่ได้ พวกเขาไม่อยากจะเชื่อกับภาพเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเลย
ฝัน?
ภาพมายา?
พวกตำรวจที่อยู่ด้านข้างก็เบิกตากว้างอ้าปากค้างและยื่นนิ่งอยู่ที่เดิม
กระโดดลงมาจากชั้นหกแต่กลับร่อนลงมาอย่างปลอดภัยเนี่ยนะ?
ผู้ชายคนนี้เป็นเทพเซียนหรือเปล่า?
“ใช้ชีวิตให้ดีโลกใบนี้กว้างใหญ่ พาครอบครัวออกไปท่องเที่ยว” ซูฮ่าวหยิบเช็คใบหนึ่งออกมาจากด้านในเสื้อจากนั้นเขาก็เขียนตัวเลขลงไป ก่อนจะยัดไปในกระเป๋าเสื้อของเติ้งตง
ทันใดนั้นเงาร่างของเขาก็วูบไหวความเร็วดุจสายฟ้า เพียงครู่เดียวเขาก็หายไปจากที่เดิมแล้ว
เหมือนกับเทพเซียนแค่สะบัดแขนเสื้อครั้งเดียว ก็พัดพาเอาเมฆหมอกออกไปแล้ว
“เขา…เขาเป็นมนุษย์จริงหรือ?” เมื่อหันมองตามทิศทางที่ซูฮ่าวหายไปก่อนจะใช้เวลาสักพักกว่าที่ทุกคนจะดึงสติกลับคืนมาได้ใบหน้ามีเพียงความตกใจอย่างเดียวเท่านั้น
พ่อและภรรยาของเติ้งตงถูกซูฮ่าวทำให้ขวัญหายอย่างมากแต่ในตอนนี้ความสนใจของพวกเขาทั้งหมดมุ่งอยู่ที่เติ้งตง ตอนที่พวกเขาเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นอะไรพวกเขาก็กอดเติ้งตงแน่นน้ำตาไหลพราก
“พ่อภรรยา ฉันผิดไปแล้ว ขอโทษนะครับ ฉันจะต้องหนักแน่นให้ได้มากกว่านี้ฉันไม่อยากจะสูญเสียพวกคุณไป” น้ำตาของเติ้งตงก็ไหลนองหน้าเช่นเดียวกันเขาร้องไห้ไปด้วยพูดขอโทษไปด้วย
ขณะที่กำลังเห็นครอบครัวกอดกันคนอื่นๆ ก็สบสายตามองหน้ากัน ใบหน้าเผยรอยยิ้มอันมีความสุข
หลังจากกอดกันเป็นเวลานานแล้วเหมือนว่าคนเป็นพ่อจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงเช็ดน้ำตาแล้วถามเติ้งตงว่า “เมื่อกี้นี้ผู้ชายคนนั้นเอาอะไรยัดใส่กระเป๋าเสื้อของลูกหรือ?”
เติ้งตงชะงักไปเล็กน้อยแล้วยื่นมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ เขาหยิบสิ่งที่คล้ายกระดาษออกมา
“เหมือนว่าจะเป็น…เช็ค?”
เขานิ่งค้างเบิกตากว้าง หลังจากนับตัวเลขอย่างรอบคอบแล้ว เขาก็ต้องตกตะลึงไปในทันที
“หนึ่งล้าน…”
“นี่…นี่คือสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นมอบให้หรือ?”
“น่า…น่าจะใช่… ” เติ้งตงรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ เขาจึงยอมรับไปอย่างจำนน
ชายคนหนึ่งที่ทำงานธนาคารเดินเข้ามาดูแล้วพูดอย่างอิจฉาว่า “พ่อหนุ่มนี่คือเช็คแบบไม่ระบุชื่อหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเช็คเปล่าบนเช็คไม่ได้เขียนชื่อนามสกุลของผู้รับ เขียนแต่คนที่จ่ายเงินดังนั้นตอนที่ถอนเงินออกมาจึงไม่จำเป็นต้องเซ็นชื่อที่ด้านหลังและสามารถไปธนาคารถอนเงินออกมาได้โดยตรง”
“เขารวยมากจริงๆนะเนี่ย คาดไม่ถึงว่าเขาจะให้เงินหนึ่งล้านกับคุณเหมือนว่าสวรรค์ยังไม่อยากให้คุณตาย เอาเงินก้อนนี้แล้วไปรักษาตัวให้ดีเถอะ ฮ่าๆ !”
เมื่อเขาพูดประโยคนั้นจบ เติ้งตง พ่อ และภรรยาของเขาก็มองหน้ากัน น้ำตาไหลออกมาอีกครั้งแต่ในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเศร้า แต่เป็นเพียงความยินดีและตื่นเต้น
“ดีจังเลยดีจังเลยนะ ผู้มีพระคุณ เขาเป็นผู้มีพระคุณอย่างแท้จริง!”
ในที่สุดตอนนี้เติ้งตงก็ได้สติกลับคืนมาน้ำตาแห่งความปีติก็ไหลลงมา ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน
เขาคิดไม่ถึงจริงๆว่า ความหวังจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้เอง
หากวันนี้เขากระโดดลงมาจริงๆต่อให้มีความหวัง แต่เขาก็พลาดมันไปแล้ว
“พี่ชายขอบคุณมากนะครับ!” เติ้งตงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วคุกเข่าลงกับพื้นก่อนจะคำนับสามครั้งด้วยความซาบซึ้งอย่างยิ่ง
วันนี้ซูฮ่าวไม่เพียงแต่จะบอกความหมายในการใช้ชีวิตให้เขาแต่ยังมอบความกล้าหาญในการใช้ชีวิตให้อีกด้วย
หากพูดขอบคุณสักหมื่นครั้งก็ยังไม่สามารถแสดงความขอบคุณได้หมดหลังจากนี้เขาจะจดจำซูฮ่าวตลอดไป
ในตรอกที่อยู่ไม่ไกลกันนั้นซูฮ่าวที่เห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็พยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม แล้วเดินจากไป
เหตุผลที่เขาช่วยเติ้งตงเพราะเขาเห็นตัวเองในชาติที่แล้วผ่านร่างของเติ้งตง
ชาติที่แล้วเขายอมแพ้ทุกสิ่งทุกอย่างคิดว่าถ้าทำแบบนั้นจะช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานได้
แต่สุดท้ายเขาก็พบว่าในขณะที่ยอมแพ้กับบางอย่างไปแล้ว มันทรมานกว่าตอนที่ยังไม่ยอมแพ้เสียอีก
โลกใบนี้ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดมีคนบางคนจะรักคุณตลอดไป ชีวิตของคนเรามีความผูกพัน และความผูกพันนี้ทำให้ผู้คนศรัทธาต่อการใช้ชีวิต
บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่เขาบอกกับเติ้งตง
แต่ซูฮ่าวไม่รู้เลยว่าไป๋เหวินหลิงกำลังยืนอยู่ตรงต้นไม้ด้านหลังของกลุ่มคนเหล่านั้นอีกทั้งเธอยังได้เห็นทุกอย่างอย่างชัดเจน
อาคารแห่งนี้อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลประชาชนเพราะเรื่องหยกดอกท้อจึงทำให้เธอคิดว่าที่ซูฮ่าวข่มขืนไป๋เจี๋ยเป็นเรื่องเข้าใจผิด
เธอกลับไปที่ห้องผู้ป่วยพิเศษในโรงพยาบาลอีกครั้งและถามไป๋เจี๋ยเกี่ยวกับเรื่องที่ซูฮ่าวล่วงละเมิดเธอ
แต่ไป๋เจี๋ยก็ยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าคนที่ข่มขืนเธอนั้นคือซูฮ่าวแน่นอนและเธอยังคิดว่าไป๋เหวินหลิงไม่เชื่อ จนทำให้เธอรู้สึกเสียใจมาก
เพื่อไม่ให้เป็นการกระตุ้นไป๋เจี๋ยมากเกินไปเธอจึงเดินออกมาจากห้องผู้ป่วย แต่ภายในสมองก็ยังครุ่นคิดเรื่องของซูฮ่าว
เธอเดินไปเดินมาก็บังเอิญมาเจอกับคนที่กำลังจะกระโดดตึก
ตอนที่เธอเงยหน้าขึ้นไปเธอก็มองเห็นซูฮ่าวแล้ว และยังเห็นทุกการกระทำของเขาอย่างชัดเจน
จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่สามารถสงบใจลงได้
คนที่ข่มขืนคนอื่นจะโง่มาเปิดเผยฐานะของตนเองต่อหน้าสาธารณชนแบบนี้หรือซ้ำยังช่วยชีวิตคน อีกทั้งยังมอบเงินค่ารักษาให้กับเติ้งตงหนึ่งล้าน?
ซูฮ่าวยังคงเป็นคนดีอยู่เสมอและความดีเหล่านี้ทำให้เธอเริ่มไม่มั่นใจกับคำกล่าวหาของไป๋เจี่ย
“บางทีซูฮ่าวอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงๆ ”
ไป๋เหวินหลิงหันมองตามทิศทางที่ซูฮ่าวจากไปแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
เธอหมุนตัวกลับไปที่ลานจอดรถของโรงพยาบาลโดยไม่ลังเลก่อนจะเรียกรถแท็กซี่ไปที่สถานีตำรวจตงเฉิง
เธอต้องการรู้ความจริงความจริงเท่านั้น!