บนรถม้าที่มีอาจูเป็นคนขับระหว่างที่คนทั้งสามเดินทางเข้าไปในตัวอำเภอตงอวิ๋น หยางเถาอวี้เอ่ยทัก“เมื่อคืนนี้พี่เหยาคงฝึกโคจรลมปราณได้อย่างไม่ติดขัดนะเจ้าคะ? ข้าสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณที่มีความเสถียรและมั่นคงในตัวท่านยินดีด้วยนะเจ้าคะ ท่านเข้าสู่ขั้นแรกกำเนิดได้สำเร็จแล้ว”
“ขอบคุณอวี้เอ๋อ ทั้งหมดนี้ก็เพราะได้เจ้าส่งเสริมข้าฝึกเดินลมปราณขั้นต้นตามเคล็ดวิชาธาตุไฟที่เจ้าถ่ายทอดให้จนเกือบรุ่งสางถึงประสบผลสำเร็จ”
“พี่เหยาสั่งสมพลังปราณธาตุอัคคีมาเป็นปีจึงสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ยินดีด้วยเจ้าค่ะอย่างนี้ประเดี๋ยวมื้อเที่ยงต้องไปฉลองกันที่เหลาเมฆาล่องในอำเภอกันเสียหน่อยแล้วนะเจ้าคะฉลองสองเด้งเลย ต้อนรับการกลับมาของท่านและต้อนรับผู้ฝึกปราณคนแรกของหมู่บ้านหนิว”
“ยินดีด้วยนะอาเหยา ถ้าท่านปู่และท่านพ่อของเจ้ายังอยู่พวกเขาต้องภูมิใจในตัวของเจ้ามากแน่ๆ”ยายจางเอ่ยด้วยความปลาบปลื้มใจพร้อมเอื้อมมือไปกอดจางเหยาไว้
“ข้าจะขยันฝึกให้มาก จะได้มีกำลังพอที่จะปกป้องท่านย่าขอรับ”
“นี่คือแหวนมิติที่ข้ามีอยู่เจ้าค่ะ ขอมอบให้ท่านไว้จะได้สะดวกกับการใช้ชีวิตหน่อย” หยางเถาอวี้ยื่นแหวนมิติให้จางเหยา“ท่านเพียงถ่ายทอดพลังปราณลงไปเวลาจะเรียกดึงหรือเก็บของ อย่าลืมทำพันธะสัญญากับมันก่อนนะเจ้าคะ”
“ของมูลค่าสูงขนาดนี้ข้าไม่กล้ารับหรอกอวี้เอ๋อ”
“มันไม่มีความจำเป็นสำหรับข้าเพราะข้ายังมีกำไลอีกวง ท่านรับไปเถอะ”หยางเถาอวี้อธิบายให้ฟัง จางเหยาจึงยินยอมรับไปพร้อมเดินลมปราณลงไปกรีดปลายนิ้วหยดเลือดลงไปแหวนเพื่อทำพันธะสัญญาแสดงความเป็นเจ้าของเขาส่งจิตเข้าไปสำรวจภายในแหวนมิติแล้วก็ต้องตกใจเป็นรอบที่สอง
“นี่.. ผะ ผลึกหยกส้ม แถมยังมีตั๋วเงินอีกตั้งห้าพันตำลึงทองเชียว..”เขาร้องเสียงหลง สองตาเหลือกโตแทบเท่าไข่ห่าน
“ผลึกหยกส้มเอาไว้บ่มเพาะพลังปราณ ส่วนตั๋วเงิน ต่อไปท่านต้องดูแลเรือกสวนไร่นาของบ้านเราต้องมีเงินติดตัวไว้ใช้จ่ายนะเจ้าคะ เดิมทีข้าอยากแบ่งให้ท่านยายเก็บไว้อยู่แล้วเพียงแต่คำนึงถึงความปลอดภัย ก็เลยยังไม่ได้มอบให้ท่านยายเสียทีแต่ว่าตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว และเวลานี้ก็มีกำลังที่จะปกป้องครอบครัวของเราได้ข้าจึงวางใจมอบให้ท่าน”
“ข้าไม่รู้จะตอบแทนเจ้าอย่างไรดีแล้วอาเหยา” ผลึกหยกส้มมีค่าตั้งเท่าไหร่แค่ก้อนเดียวก็มีมูลค่าร้อยตำลึงทองแล้ว แต่ในแหวนมิติที่นางมอบให้เขาเห็นมันมีอยู่กองใหญ่ทีเดียว
“พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ อย่ากล่าวขอบคุณอีกเลยเจ้าค่ะ”หยางเถาอวี้สำทับคำเดิม
“จริงสิ ข้าอยากไปที่สำนักการที่ดินเพื่อแก้ไขชื่อเจ้าของที่ดินให้พี่เหยาเป็นเจ้าของร่วมกันเจ้าคะ”
“เอ๋ อวี้เอ๋อ เรื่องนี้ไม่จำเป็นกระมังที่ดินทั้งหมดล้วนมาจากทรัพย์สินของเจ้า” ยายจางเอ่ยขัดขึ้น
“ไม่ได้เจ้าค่ะ ท่านยาย เกิดต่อไปข้าต้องเดินทางไปไหนมาไหนแล้วมีเรื่องต้องติดต่อกับทางการจะไม่สะดวกนะเจ้าคะ”หยางเถาอวี้คิดไว้แล้ว ในเมื่อจางเหยากลับมานางย่อมหมดห่วงคงใกล้ถึงเวลาต้องออกเดินทางเพื่อไปตามหากุญแจหยกอีกสองชิ้นที่เหลือเสียที รอแค่ให้ทุกคนแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อยก่อน
“พูดแบบนี้เจ้าคิดจะจากยายไปแล้วหรือ” ยายจางเริ่มหน้าเสีย
หยางเถาอวี้เอื้อมมือไปกุมมือยายจางไว้นางชั่งใจอยู่ครู่จึงตัดสินใจเล่าความจริงให้ฟัง “ท่านยายเจ้าคะ ข้าต้องขอโทษเรื่องของข้าทั้งหมดที่เคยเล่าให้ท่านฟัง.. มันเป็นเรื่องโกหกที่ข้าแต่งขึ้นอันที่จริง... ข้าไม่ใช่คนบนโลกบำเพ็ญเซียน แต่มาจากดาวดวงอื่น...”นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนกระทั่งหลุดมายังโลกใบนี้ให้สองย่าหลานฟังอย่างคร่าวๆทั้งสองฟังจนอ้าปากหวอ
“เฮ้อ ค่อยโล่งอกหน่อยที่ได้ระบายความจริงออกมาให้พวกท่านได้รับรู้ข้าล่ะอัดอั้นตันใจมาน๊านนานแล้ว”
“ไม่อยากเชื่อเลยว่ายังมีโลกอื่นอยู่อีกจริงๆ” ยายจางอุทาน
“อันที่จริงเรื่องแบบนี้สำหรับโลกบำเพ็ญเซียนก็มิใช่เรื่องแปลกนักเพราะผู้ฝึกปราณทุกคนล้วนคาดหวังว่าสักวันหนึ่งตนจะสามารถบรรลุถึงความเป็นเซียนและออกเดินทางท่องไปยังโลกอื่นได้อีกทั้งท่านพ่อยังเคยเล่าให้ฟังว่าในอดีตกาลนานไกล มนุษย์ผู้สำเร็จเซียนสามารถเดินทางไปมาระหว่างดวงดาวได้แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังจากปากของใครคนหนึ่งโดยตรง ได้ยินอย่างนี้แล้วข้าก็อยากเห็นโลกอื่นบ้างจัง”
“ถ้าข้าหาทางกลับบ้านเจอจะพาพวกท่านไปเที่ยวดาวบ้านเกิดข้ามั่งนะเจ้าคะที่นั่นเป็นดินแดนที่งดงาม มีแสงสว่างเปล่งประกายระยิบระยับตลอดเวลา”
“ไอ้หยา มีแสงสว่างตลอดเวลาแล้วไม่ร้อน ไม่หลับไม่นอนกันยากแย่รึ”ยายจางอุทาน
“ฮ่าๆ ไม่ร้อนเลยเจ้าค่ะ ที่นั่นอากาศอบอุ่นสบายนอนหลับได้ตามปกติเจ้าค่ะ”อันที่จริงเมื่อดูดซับพลังแสงจนร่างเนื้อกลายเป็นคริสตอลหรือกายแสงก็แทบไม่มีความจำเป็นต้องนอนกันแล้วแต่นางขี้เกียจเล่าเยอะ
คุยกันมาถึงตรงนี้รถม้าก็เข้าสู่ตัวอำเภอพอดี “ถึงตัวอำเภอแล้วขอรับนายหญิง”อาจูร้องบอกคนที่นั่งอยู่ในรถม้า
“งั้นตรงไปที่สำนักการที่ดินก่อนเลยอาจู”ใช้เวลาอีกแค่ครึ่งเค่อรถม้าก็ไปที่หมายเมื่อทั้งสามคนลงจากรถม้าเป็นที่เรียบร้อยอาจูจึงนำรถไปจอดยังลานจอดรถม้าแต่ก่อนแยกกันหยางเถาอวี้ไม่ลืมที่จะกำชับสั่งความ
“พี่อาจูนำเงินนี่ไปหาอะไรทานระหว่างรอพวกเราก่อนนะเจ้าคะ เสร็จธุระแล้วข้าจะเรียกเจ้าค่ะ”กล่าวจบก็ส่งเงินถุงหนึ่งให้อาจูไว้หาซื้ออาหาร
ทั้งสามเดินเข้าไปในสำนักการที่ดินและแจ้งความจำนงแก่เจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องอยู่ด้านหน้าเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงเดินเข้าไปในห้องสำหรับติดต่อราชการห้องเดิมที่เคยมาทำเรื่องซื้อขายที่ดิน
“สวัสดีเจ้าค่ะใต้เท้าหวงเผยหมิง”ยายจางและหยางเถาอวี้เอ่ยทักทายพร้อมย่อกายลงคำนับหวงเผยหมิงทันทีที่เห็นเขานั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม
“สวัสดีขอรับ” จางเหยาโค้งกายลงคำนับหวงเผยหมิงตามย่าและน้อง
“สวัสดีทุกท่าน เชิญนั่งก่อน วันนี้มีเรื่องอะไรหรือ”หวงเผยหมิงทักทายตอบ
“วันนี้ข้าน้อยอยากมาขอทำเรื่องเพิ่มชื่อเจ้าของที่ดินให้เป็นเจ้าของร่วมเจ้าค่ะไม่ทราบว่าสามารถกระทำได้หรือไม่” หยางเถาอวี้แจ้งความจำนง
“อ้อ ย่อมทำได้ แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหนึ่งตำลึงเงิน”หวงเผยหมิงอธิบาย
“เรื่องนี้ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ”
“แล้วจะให้เพิ่มชื่อผู้ใดลงไป”
“เพิ่มชื่อจางเหยา พี่ชายท่านนี้คือจางเหยาหลานชายที่หายตัวไปปีเศษของท่านยายเจ้าค่ะ” หยางเถาอวี้ผายมือไปทางจางเหยาและเอ่ยเท้าความย่อๆถึงเหตุการณ์ที่จางเหยาตกหน้าผาและหาทางกลับมาบ้านได้สำเร็จโดยมิได้ลงรายละเอียด
“อ้อ งั้นข้าขอแสดงความยินดีกับจางฮูหยินที่ได้หลานชายกลับคืนมาดีใจกับเจ้าด้วยจางเหยาที่รอดพ้นอันตรายกลับมาได้” ตามที่พวกนางเล่ามาไม่ใช่เรื่องที่เป็นคดีความใต้เท้าหวงจึงรักษามารยาท ไม่ได้เอ่ยถามซอกแซกแม้มีจุดน่าสงสัยหลายอย่าง
“ขอบพระคุณใต้เท้าเจ้าค่ะ/ขอรับ” สองย่าหลานคำนับขอบคุณ
หลังจากทักทายและซักไซ้กันจนรู้ความจึงดำเนินขั้นตอนตามกฎหมายจนแล้วเสร็จ
“เรียบร้อยแล้ว นี่คือเอกสารฉบับใหม่ อย่าลืมเก็บไว้ให้ดีเล่า”หวงเผยหมิงส่งมอบเอกสารชุดใหม่ให้หยางเถาอวี้พร้อมกับเอ่ยกำชับตามหน้าที่
“ขอบพระคุณอีกครั้งเจ้าค่ะใต้เท้าหวง พวกเรายังมีธุระอีกหลายอย่างต้องขอลาใต้เท้าก่อนนะเจ้าคะ” ทุกคนลุกขึ้นคำนับและเอ่ยอำลาหวงเผยหมิงอันที่จริงหยางเถาอวี้ก็อยากชวนใต้เท้าผู้นี้ไปร่วมรับประทานอาหารที่เหลาเมฆาล่องอยู่เหมือนกันแต่เนื่องจากมื้อเที่ยงนี้เป็นการฉลองให้กับจางเหยา ต้องการบรรยากาศครอบครัวดังนั้นจึงยั้งปากไว้
ใกล้เที่ยงแล้ว ทุกคนเห็นชอบที่จะไปเติมท้องให้อิ่มกันที่เหลาเมฆาล่องก่อนไปจับจ่ายข้าวของต่อ
“ยินดีต้อนรับขอรับนายท่านทั้งสาม”เสียงเสี่ยวเอ้อตะโกนต้อนรับแขกดังขึ้นทันทีที่ทั้งสามเดินเข้ามาในร้าน
“เราขึ้นไปนั่งกินข้าวกันที่ห้องส่วนตัวชั้นสองดีหรือไม่เจ้าคะ”หยางเถาอวี้เอ่ยถามความเห็น
“ข้าไม่ได้มาเดินตลาดเช่นนี้นานมากแล้ว เราหามุมส่วนตัวดีๆนั่งกินที่ชั้นหนึ่งนี่ก็พอ ดีไหม ข้าคิดถึงบรรยากาศคึกคักของชาวบ้านยิ่งนัก”จางเหยาเสนอ
“ตามใจพี่เหยาเลยเจ้าค่ะ” เมื่อตกลงกันได้จึงกวาดตามองหาตำแหน่งดีๆและได้โต๊ะมุมด้านในติดระเบียง บรรยากาศค่อนข้างเป็นส่วนตัวอีกทั้งด้านข้างยังได้ดูผู้คนที่เดินขวักไขว่กันไปมาบนถนนทั้งสามจึงชี้ชวนกันเดินไปนั่งที่นั่น
“ไม่ทราบนายท่านจะรับอะไรดีขอรับ”
“มื้อนี้เลี้ยงต้อนรับการกลับมาของพี่เหยาท่านอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมเจ้าคะ”
“อ่า เกรงใจนัก... ข้าอยากกินเป็ดตุ๋นน้ำแดง ซุปเยื่อไผ่กระดูกหมูปลานึ่งบ๊วย แกะย่างเหล้านารีแดง แล้วก็เอาผักสี่สหายน้ำแดงมาอีกจานละกัน”จางเหยาเกาแก้มเล็กน้อยพร้อมดวงตาเป็นประกาย เขาได้แต่เฝ้าฝันถึงอาหารสารพัดอย่างขณะรักษาชีวิตให้ผ่านพ้นไปในแต่ละวันระหว่างถูกธรรมชาติกักขังอยู่กลางหน้าผา
“โห พี่ชาย นี่ขนาดเกรงใจนะเจ้าคะ” หยางเถาอวี้หยอกพี่ชายนอกไส้นิดๆกะสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเองมากขึ้น
“ฮ่าๆๆ ข้าไม่อยากขัดศรัทธาเจ้าภาพหนะ” จางเหยาก็ไม่น้อยหน้า พยายามสร้างความสนิทสนมระหว่างครอบครัวให้มากขึ้นเช่นกัน
“ท่านย่าเล่าขอรับ อยากทานอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ขอรับ”
“เท่าที่เจ้าสั่งมาก็เพียงพอแล้ว ย่ากลัวอาหารเหลาจะอร่อยสู้ฝีมือน้องสาวเจ้าไม่ได้มากกว่า”ยายจางป้องมือกระซิบข้างหูหลานชายด้วยกลัวจะถูกคนในร้านเขม่นกับคำล้อเล่นของตนหยางเถาอวี้ได้ยินก็อยากจะพูดเหลือเกินว่านางทำอาหารจีนพวกนี้ไม่เป็นหรอก ไม่เคยหัดทำเสียที เคยแต่ดูวิธีทำตามคลิปในยูทูปนางชอบคลิปทำอาหาร รู้สึกประทับใจทุกครั้งที่ได้เห็นหรือฝึก พืชผักธรรมดาเนื้อสัตว์ธรรมดา เหตุใดจึงปรุงออกมาเป็นอาหารเลิศรสได้มากมายผู้คิดค้นช่างเก่งยิ่งนัก
“ถึงเพียงนั้นเชียวหรือขอรับ มิน่าท่านย่าถึงดูมีน้ำมีนวลขึ้นไม่น้อยเลยหากเทียบกับแต่ก่อนทำให้ข้าสบายใจขึ้นเยอะเลยขอรับ” จางเหยาเอ่ยจากใจจริง ก่อนที่เขาจะหายตัวไป หากกล่าวว่าทั้งสองตกอยู่ในสภาพอดสองมื้อกินหนึ่งมื้อก็ไม่เกินจริง
“เจ้าจะว่าย่าอ้วนขึ้นใช่หรือไม่” ยายจางแสร้งทำหน้างอจนหลานชายต้องหาวิธีง้อ
ระหว่างที่คุยเล่นกันอยู่อาหารค่อยๆ ถูกทยอยนำมาวางจนเต็มโต๊ะเสียงคุยเล่นจึงเงียบลงเพราะทุกคนเริ่มขยับมือทานมื้อเที่ยงกันอย่างเอร็ดอร่อยแทนอาหารบนโต๊ะทยอยหมดลงพร้อมกระเพาะที่ถูกเติมเต็มอาหารที่ปรุงอย่างโบราณก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ถึงแม้จะค่อนข้างจืดแต่รชชาติของวัตถุดิบที่ถูกดึงออกมาโดยพ่อครัวของเหลาอาหารอันดับหนึ่งในอำเภอก็สมราคายิ่งนัก
ขณะเรียกเสี่ยวเอ้อมาเก็บเงิน ที่นอกหน้าต่างระเบียงด้านข้างพลันมีเสียงตะโกนโหวกเหวกเรียกนางดังขึ้นพร้อมกับร่างของเถ้าแก่เมิ่งที่กำลังเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาหาในร้าน
“สวัสดีฮูหยินจางกับคุณหนูหยาง ดีจริงๆ ที่ได้พบท่านที่นี่”ทักทายเสร็จก็รีบลากเก้าอี้มานั่งลงที่โต๊ะด้านหนึ่งอย่างไม่รอให้ใครเชิญพร้อมเทชาถ้วยหนึ่งมาซดแก้กระหาย
“สวัสดีเจ้าค่ะเถ้าแก่เมิ่ง กระหืดกระหอบมาอย่างนี้มีเรื่องอันใดหรือเปล่าเจ้าคะ”ท่าทางของเถ้าแก่เมิ่งพลอยทำให้พวกนางสงสัยว่าจะมีเหตุด่วนอันใด
“ก็จะอะไรซะอีกเล่า ข่า ตะไคร้ กับมะกรูดที่เจ้ามาส่งเมื่อคราวก่อนหมดลงแล้วน่ะสินี่ข้ากำลังคิดจะไปหาเจ้าที่บ้านพอดีเชียว โชคดีที่ได้มาเจอเจ้าเสียก่อน”
“โธ่ถัง เรื่องแค่นี้เองข้าก็หลงตกอกตกใจนึกว่ามีเรื่องร้ายแรงอันใด”ยายจางแอบส่งค้อนให้ทีหนึ่งก่อนจะบ่นกะปอดกะแปดออกมา
“ฮ่าๆๆ เรื่องเล็กที่ไหน เงินๆ ทองๆ ทั้งนั้น แต่ข้ามันก็เป็นพวกบ้าจี้กำลังร้อนใจอยากได้วัตถุดิบมาทำยาขายเพิ่มพอดีเห็นพวกท่านตั้งท่าจะลุกออกจากเหลานี่ก็เลยเผลอตกใจเอะอะเสียงดังไปหน่อย ว่าแต่พวกท่านพอจะมีเวลาแวะไปที่ร้านข้าหน่อยหรือไม่จะได้ไปคุยเรื่องค้าขายกันต่อ” เรื่องบางอย่างคุยที่ร้านย่อมสะดวกกว่า
“อ้อ ที่แท้ก็เรื่องนี้เองพวกเราไม่มีธุระรีบด่วนอันใดนอกจากหาซื้อสิ่งของจำเป็น แวะร้านท่านก่อนได้ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ” หยางเถาอวี้หันไปมองยายจางกับจางเหยาเป็นเชิงขอความคิดเห็นครั้นทุกคนพยักหน้าให้จึงหันไปตอบตกลงกับเถ้าแก่เมิ่ง
“ดีเชียว งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ” ว่าแล้วจึงรีบลุกนำออกจากเหลาเมฆาล่องไปร้านเถ้าแก่เมิ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดนี้นัก ห่างออกไปแค่ถนนเส้นเดียว ระหว่างทางยายจางกับหยางเถาอวี้ถือโอกาสแนะนำจางเหยาให้เถ้าแก่เมิ่งได้รู้จักทุกคนทักทายทำความรู้จักกันไปเดินกันไป ไม่นานนักก็ถึงร้านขายยาและสมุนไพรของเถ้าแก่เมิ่ง
เมื่อทุกคนนั่งลงในห้องรับแขกเรียบร้อย สาวใช้นางหนึ่งยกน้ำชาและขนมหวานเข้ามารับแขกอย่างรู้หน้าที่
เถ้าแก่เมิ่งเริ่มเอ่ยปากทันทีตามประสาคนขี้ใจร้อน “นี่ข้าจะบอกให้ข้าทดลองส่งน้ำมันตะไคร้ ยาแก้บิดกับยาอีกสามตัวที่เจ้าให้สูตรเพิ่มไปขายที่อำเภอตงไห่ปรากฏว่าขายออกหมดอย่างรวดเร็วผิดคาด ตะไคร้ ข่า กับมะกรูดเลยหมดเกลี้ยงไม่ทราบว่าเจ้าจะเอามาส่งให้ข้าเพิ่มได้เมื่อไหร่”
“เรื่องนี้เถ้าแก่เมิ่งไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้านำติดตัวมาด้วยพอดี”หยางเถาอวี้พูดเสร็จก็กวาดมือออกไปรอบหนึ่ง ตะไคร้ ข่ากับมะกรูดที่มีทั้งส่วนของรากใบและผลก็ปรากฏออกมากองบนพื้นเป็นมัดๆ จำนวนอย่างละหลายสิบชั่ง หลังจากที่เปิดตัวเรื่องอาจารย์ลึกลับนางก็เอากำไลหินห้วงมิติออกมาใส่ติดตัวไว้ตลอดทำให้เวลาเก็บของหรือเอาอะไรออกมาจากมิติส่วนตัวไม่เป็นที่ผิดสังเกต
เถ้าแก่เมิ่งเห็นจำนวนวัตถุดิบก็พอใจเขาหันไปสั่งคนงานให้เข้ามานำของไปชั่ง ได้น้ำหนักมาก็คิดเงินพร้อมกับนำส่วนแบ่งรายได้งวดนี้ออกมาส่งมอบให้
หยางเถาอวี้รับเงินมาพร้อมกับคิดในใจ อีกหน่อยคงต้องหาใช้บริการร้านรับฝากเงินเสียหน่อยแล้วจะได้สะดวกเวลาเดินทางออกไปจากหมู่บ้านหนิวให้เถ้าแก่เมิ่งกับเถ้าแก่หลี่เมี่ยนฝากเงินเข้าบัญชีที่ร้านรับฝากเงินแทนทั้งนางและจางเหยาสามารถเบิกใช้ได้ ก็จะเป็นการสะดวกด้วยกันทุกฝ่ายคิดได้ดังนั้นจึงเอ่ยถาม “เถ้าแก่เจ้าคะที่อำเภอตงอวิ๋นนี่มีร้านรับฝากเงินหรือไม่เจ้าคะ”
“มีสิ อยู่ถัดไปอีกสองถนนนี่เอง ชื่อร้านวั่นไฉ” เถ้าแก่บอก
“ร้านนี้มีสาขาตามเมืองต่างๆ หรือไม่เจ้าคะ”
“ร้านวั่นไฉเป็นร้านรับฝากเงินที่ใหญ่ที่สุดในทวีปชิงหลงของเราแล้วอีกทั้งยังมีการเปิดสาขาที่ทวีปอื่นอีกด้วยนะ”
“เช่นนั้นก็ดีเลย ข้ากำลังคิดว่าจะไปเปิดบัญชีกับร้านรับฝากเงินต่อไปเมื่อครบกำหนดรับส่วนแบ่ง ท่านสามารถไปฝากเงินเข้าบัญชีของข้าได้ที่ร้านเลย”หยางเถาอวี้ไม่ได้อธิบายความต้องการทั้งหมดออกไป
“ไม่มีปัญหา อย่างนั้นก็สะดวกดีเหมือนกัน ว่าแต่หากเจ้ามีสูตรยาใหม่ๆอย่าลืมเอามาให้ข้าอีกนะ”
“ได้เจ้าค่ะ แต่ช่วงนี้ท่านอาจารย์เก็บตัวเข้าด่าน คงต้องรออีกสักระยะนะเจ้าคะ”หยางเถาอวี้หาข้ออ้างผัดผ่อนไปก่อน นางยังไม่มีโครงการเพิ่มเติมและเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจึงขอตัวลา
ออกจากร้านสมุนไพรของเถ้าแก่เมิ่งมา ยายจางอดถามขึ้นด้วยความสงสัยไม่ได้“อวี้เอ๋อจะไปเปิดบัญชีที่ร้านวั่นไฉทำไมกัน เจ้าเองก็มีที่เก็บส่วนตัวที่ปลอดภัย”อยู่ข้างนอกนางไม่กล้าเอ่ยคำว่ามิติส่วนตัว เกรงผู้คนจะได้ยินเข้า
“ข้านึกถึงอนาคตน่ะเจ้าค่ะข้าต้องการเปิดบัญชีที่ทั้งข้าและพวกท่านสามารถเบิกถอนเงินได้อีกหน่อยยามที่ข้าออกเดินทางเราจะได้ใช้ร้านรับฝากแห่งนี้ร่วมกันได้อย่างสะดวกนะเจ้าคะเผื่อข้าต้องใช้เงินก็จะได้ถอนจากสาขาอื่น หรือเผื่อข้ามีรายได้มากก็จะได้ฝากเงินเข้ามาให้พวกท่านได้ใช้จ่ายเพิ่มเติมนะเจ้าคะ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง หลานยายยังคงรอบคอบยิ่งนัก งั้นข้าจะนำทางเองข้ารู้จักร้านวั่นไฉนั่น” ยายจางเอ่ยพร้อมแอบทอดถอนใจฟังหลานสาวนอกไส้พูดอย่างนี้แล้วก็อดใจหายมิได้ รู้สึกห่อเหี่ยวใจชอบกล ราวกับตอกย้ำว่าเวลาแห่งการแยกจากใกล้เข้ามาถึงทุกที
------------
https://fooddiary.bentoweb.com/th/blog/9070/5-Lamb-Menu-Ideas