รุ่งเช้าวันต่อมาเทียนฉินได้หยิบชุดสีแดง ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายของนิกายเพลิงอัคคีขึ้นมาสวมใส่อีกครั้งหลังจากที่เก็บไว้ในแหวนมิติมานาน และเทียนฉินได้ใช้เวลาเพียงไม่นานนัก เขาก็เดินทางมาถึงหน้าอาคารหลังใหญ่ ซึ่งมีป้ายเขียนไว้ด้านหน้าว่าหอกิจกรรม
ภายในหอกิจกรรมยังเนืองแน่นไปด้วยเหล่าลูกศิษย์ของนิกาย ต่างคนต่างพากันมาเลือกหาภารกิจที่เหมาะสมกับตนเอง เทียนฉินเดินเข้าไปเพียงแค่กวาดสายตามองผ่านไปที่กระดานภารกิจนั้น โดยไม่ได้สนใจเรื่องการทำภารกิจสักเท่าไหร่นัก ก่อนจะตรงไปยังโต๊ะที่มีผู้อาวุโสคนหนึ่งนั่งอยู่ ซึ่งศิษย์ทุกคนที่มายังหอกิจกรรมนี้ต่างพากันเรียกเขาว่าอาวุโสเฉียน
"ผู้อาวุโส! ศิษย์ต้องการนำคะแนนมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งของบางอย่างภายในหอกิจกรรมขอรับ!"
เทียนฉินแสดงความเคารพต่ออาวุโสเฉียนที่นั่งอยู่อย่างนอบน้อม พร้อมกับยื่นป้ายหยกประจำตัวของเขาให้อาวุโสคนนี้ตรวจสอบอย่างรู้งาน
"หืม!"
"ศิษย์ของประมุขหยางทำไมถึงยังต้องมาแลกเปลี่ยนสิ่งของภายในหอกิจกรรมนี้อีกเล่า?"
อาวุโสเฉียนตรวจสอบป้ายหยกเสร็จก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย เพราะถึงแม้ว่าอาวุโสคนนี้จะจำเทียนฉินไม่ได้ เนื่องจากเวลาผ่านไปนานแล้ว อีกทั้งเทียนฉินก็ไม่ได้เข้ามาที่หอกิจกรรมนี้บ่อย แต่ภายในป้ายหยกประจำตัวของเขาก็มีข้อมูลต่างๆ รวมถึงเรื่องที่เขาเป็นลูกศิษย์ของหยางชิงเว่ยก็ถูกบันทึกลงไว้ในนั้นด้วย
"ศิษย์ไม่อยากรบกวนท่านอาจารย์มากนัก อีกอย่างหนึ่งศิษย์ยังพอมีคะแนนสะสมเหลืออยู่ จึงอยากมาลองเลือกดูก่อนว่าจะหาสิ่งของที่ตนเองต้องการได้รึเปล่า?"เทียนฉินยังคงตอบกลับไปอย่างนอบน้อม
"แล้วเจ้าต้องการจะนำคะแนนมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งใดกัน ข้าจะได้แนะนำให้เจ้าไม่ต้องเสียเวลาไปเดินเลือกเอง!"อาวุโสเฉียนเอ่ยถามออกมาด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง
"ศิษย์ต้องการหาวัสดุที่จะนำมาใช้ในการจารึกขอรับ!"เทียนฉินเอ่ยบอกสิ่งที่เขาต้องการตามตรง
"หืม! เจ้าศึกษาเรื่องการสร้างค่ายกลด้วยอย่างนั้นรึ?"
อาวุโสเฉียนเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจ เพราะการที่เป็นถึงลูกศิษย์ของประมุขนิกายได้นั้น ย่อมต้องมีพรสวรรค์ในการฝึกฝนเป็นเลิศอยู่แล้ว แต่การมีพรสวรรค์ไม่ได้หมายความว่าคนผู้นั้นจะสามารถเลือกเส้นทางการฝึกฝนได้หลายอย่าง
เป็นต้นว่าคนผู้หนึ่งมีพรสวรรค์ด้านเชิงยุทธ สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจในเคล็ดวิชาต่างๆได้รวดเร็ว ก็ไม่ควรจะไปฝึกฝนเรื่องการปรุงยาหรือว่าการหลอมสร้างแต่อย่างใด เพราะมันจะทำให้คนผู้นั้นเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้งยังทำให้การเลื่อนระดับพลังของตนเองล่าช้าลงไปอีกด้วย
"เอ่อ! ศิษย์เพียงแค่อยากลองศึกษาดู เพราะเห็นว่าการสร้างค่ายกลนั้นมันน่าสนใจดีเท่านั้นขอรับ!"
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของผู้อาวุโสตรงหน้า เทียนฉินก็พอคาดเดาอะไรบางอย่างได้ เนื่องจากเขาไม่ใช่ศิษย์ของแผนกหลอมสร้าง การเรียนรู้เรื่องค่ายกลด้วยตนเองนั้น ย่อมเป็นเรื่องตลกสำหรับคนที่ได้ยินอยู่แล้ว แต่นั่นมันสำหรับความคิดของคนอื่นไม่ใช่เขา เพราะเขามีเสี่ยวถงคอยช่วยจึงทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
แต่เพราะเรื่องที่ตัวเขามีเสี่ยวถงคอยช่วยอยู่นั้น ไม่สามารถบอกให้คนอื่นรับรู้ได้ หรือถึงบอกออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อเขาหรอก จึงได้แต่เอ่ยบอกไปเพียงแค่ว่าเขาอยากลองศึกษาการจารึกอักษรดูเพียงเท่านั้น เพื่อให้อาวุโสเฉียนที่อยู่ตรงหน้าเขาจะได้ไม่เข้าใจอะไรผิด จนมองดูเขาด้วยสายตาที่กังขาเช่นนี้
"หากเจ้าแค่อยากลองศึกษาดูเล่นๆข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่ตัวเจ้าเป็นถึงลูกศิษย์ของท่านประมุขหยาง ย่อมควรรู้อยู่แล้วว่าการฝึกฝนหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันนั้น จะทำให้อนาคตของเจ้าไม่อาจพัฒนาไปได้ไกลสักเท่าไหร่!"
"ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าเสียเวลาในการฝึกฝน จนทำให้ท่านประมุขผิดหวังในตัวเจ้าได้ก็เท่านั้นเอง!"
อาวุโสเฉียนได้ฟังคำตอบของเทียนฉินก็รู้สึกเบาใจได้บางส่วน แต่ก็ยังไม่วายกำชับให้เทียนฉินรับรู้ถึงผลได้ผลเสียของการเลือกฝึกฝนหลายๆอย่าง ว่ามันไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปเลยสักนิด
"ศิษย์จะจดจำคำสั่งสอนของผู้อาวุโสไว้ในใจ!"เทียนฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลโดยไม่ได้ชี้แจงอะไรอีก
"อืม! ถ้าอย่างนั้นเจ้าขึ้นไปที่ชั้นสามเถอะ ที่นั่นนอกจากชุดอุปกรณ์ต่างๆที่แผนกหลอมสร้างเป็นคนจัดทำขึ้นมาแล้ว ก็ยังมีวัสดุที่ใช้ในการจารึกอักษรที่เจ้าต้องการอยู่เช่นกัน!"
อาวุโสเฉียนเอ่ยบอกเทียนฉิน จากนั้นจึงนั่งลงจดบันทึกงานของเขาต่อไป ไม่ได้สอบถามอะไรเขาเพิ่มเติมอีก
"ขอบคุณผู้อาวุโสที่แนะนำ ศิษย์ขอตัวลา!"เทียนฉินกุมมือสองข้างเข้าหากันพร้อมกับก้มหัวทำความเคารพ จากนั้นจึงเดินขึ้นบันไดไปยังด้านบนทันที
อาวุโสเฉียนมองตามเทียนฉินที่ก้าวเดินขึ้นไปด้านบน ก็พลันแปรเปลี่ยนสีหน้ากลายเป็นตกตะลึงอย่างมาก
"เจ้าหนุ่มคนนี้มีพลังระดับใดกันแน่! ทำไมข้าถึงไม่อาจจะตรวจสอบได้กัน?"
อาวุโสเฉียนอุทานออกมาอย่างตื่นตระหนก เพราะตัวเขาเองมีก็มีพลังถึงระดับก่อกำเนิดขั้นกลางแล้ว แต่กลับไม่อาจจะใช้จิตวิญญาณของตนสัมผัสถึงระดับพลังของเทียนฉินได้ หากไม่ได้มีสมบัติบางอย่างช่วยในการปกปิดระดับพลังแล้วละก็ นั่นย่อมต้องหมายความว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะมีระดับพลังสูงกว่าเขาหรืออย่างไรกัน
"ดูท่าแล้วลูกศิษย์ของท่านประมุขหยางคนนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว!"อาวุโสเฉียนถอนหายใจออกมาพร้อมกับมองดูแผ่นหลังของเทียนฉินที่ค่อยๆหายลับไป ด้วยความรู้สึกหลากหลายอารมณ์
ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจเทียนฉินก็เดินขึ้นมาถึงยังชั้นที่สาม จากนั้นจึงได้เข้าไปสอบถามกับอาวุโสที่คอยดูแลอยู่ที่ชั้นนี้ ถึงเรื่องวัสดุที่เขาต้องการนั้นจัดวางไว้อยู่ตรงไหน เพราะบนชั้นสามนี้ถึงแม้จะไม่กว้างขวางเหมือนกับขั้นแรก แต่ก็มีชั้นไม้ไว้วางสิ่งของอยู่แน่นไปหมด หากให้เขาเลือกดูทีละชั้นแล้วคงต้องเสียเวลาอย่างมากแน่
เมื่อได้คำตอบที่แน่ชัดเทียนฉินจึงเดินมาตามชั้นวางที่อาวุโสคนนั้นบอก เขาก็พบว่าบนชั้นวางของตรงหน้านั้น เป็นชั้นไม้ขนาดปานกลางแบ่งเป็นชั้นๆได้สี่ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีวัสดุที่ใช้ในการจารึกอักษรวางอยู่เต็มไปหมด จนทำให้เทียนฉินเผยรอยยิ้มขึ้นมาที่มุมปากอย่างดีใจ
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป เทียนฉินจึงได้เดินออกมาจากหอกิจกรรมด้วยความสุข การมาหอกิจกรรมในครั้งนี้นับได้ว่าเขามาไม่เสียเที่ยวเลยสักนิด เนื่องจากมีหลงยู่หมิงคอยแนะนำเรื่องการเลือกวัสดุ เขาจึงได้แลกเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ในการจารึกออกมาเป็นจำนวนมาก และวัสดุเหล่านั้นล้วนเป็นโลหะที่ผ่านการหลอมสร้างมาแล้วทั้งนั้น จึงมีความทนทานและสามารถบีบอัดจิตวิญญาณลงไปเป็นจำนวนมากได้อย่างแน่นอน
หลังจากออกมาจากหอกิจกรรมแล้ว เทียนฉินตั้งใจว่าจะแวะไปหาศิษย์พี่ทั้งสองคนเสียหน่อย หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาเป็นเวลานาน จึงได้เดินมาตามทางเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงยังสนามประลอง เขาจึงลองแผ่กระแสจิตออกไปตรวจสอบโดยรอบอย่างเงียบๆ ไม่นานนักเขาก็พบกับคนที่รู้จักจึงเดินเข้าไปทักทายอย่างเป็นกันเอง
"ข้าอยากจะพนันกันท่านสักหน่อยไม่ทร
าบว่าศิษย์พี่เฉาสนใจหรือไม่?"
"หึ! นี่เจ้า..."
จบตอนที่ 163