“เจี๊ยก” “ฟ่อ” “โฮ่ง” “กรีซ” อยู่ๆ สัตว์อสูรทั้งสี่ตัวของอูหลินเฟิงก็ร้องออกพร้อมๆ กัน พร้อมกับที่สัตว์อสูรทั้งสี่พุ่งกลับไปหาอูหลินเฟิง ความรู้สึกอันตราย และ ผิดแปลกปรากฏขึ้นภายในสัญชาตญาณของทุกคนไม่ว่าจะเป็นจงหมิ่น เนี่ยซิน หรือ หลางจวิน
“โห! เป็นสัตว์อสูรที่สัญชาตญาณดีเสียจริง รับรู้ด้วยว่าเจ้านายของตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย” เสวี้ยเจ๋อกล่าวออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม คำกล่าวของเสวี้ยเจ๋อกลับกลายเป็นว่าทำให้จงหมิน เนี่ยซิน และ หลางจวินเคร่งเครียดแทน
‘มีบางอย่างแปลกๆ กลิ่นเลือดของศพพวกนี้มีกลิ่นเดียวกัน หรือว่า..’ หลางจวินที่อยู่ในร่างของครึ่งหมาป่า ในตอนนี้จมูกของเขาสามารถแยกแยะกลิ่นได้ดียิ่งนัก กลิ่นของคนที่ถูกสังหารไปก่อนหน้านี้คนทั้งหมดมีกลิ่นเดียวกัน เมื่อรับรู้ได้ถึงความแปลกประหลาดหลางจวินก็พยายามดมแยกแยะกลิ่น
“ฟึดฟัด ฟึดฟัด”
“มีอะไรงั้นเหรอ” จงหมิ่นถามเมื่อเห็นว่าอยู่ๆ หลางจวินก็พยายามดมอย่างรุนแรง
“แย่ละสิ!!” หลางจวินไม่ตอบแต่ว่า ผนึกลมปราณอสูรจันทราของตนเองลงไปในกรงเล็บ หันไปยังทิศทางที่ได้กลิ่นที่แตกต่างกันจำนวนมาก กลิ่นพวกนั้นกำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน
ปราณอสูรจันทรา กรงเล็บเสี้ยวจันทร์
หลางจวินฟาดฟันกรงเล็บของตนเองออกไปอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นเสี้ยวจันทร์สีเงินพุ่งตรงไปยังทิศทางเดียวกับที่สัตว์อสูรของอูหลินเฟิงกำลังวิ่งไป เสี้ยวจันทร์สีเงินมีความเร็วมากกว่าสัตว์อสูรทั้งสี่ เพียงไม่นานเสี้ยวจันทร์สีเงินทั้งหมดก็พุ่งผ่านสัตว์อสูรไป โจมตีไปยังพื้นดินที่ไม่ห่างจากอูหลินเฟิงมากนัก
ตูม!!! เสี้ยวจันทร์สีเงินโจมตีไปยังพื้นส่งผลให้เกิดฝุ่นควันจำนวนมากตลบอบอวล แต่ก็ได้มีร่างของคนกว่าหกคนปรากฏออกมาจากควันนั้น นั่นก็คือ เซวียนเยวี๋ยนฮ่าว เฟิงหยาง เสวี้ยกัง และคนจากแดนจันทราโลหิตอีกสามคน คนทั้งหมดต่างพุ่งหาอูหลินเฟิงอย่างรวดเร็ว
“ชิ พวกมันรู้ตัวเร็วจริงๆ” เซวียนเยวี๋ยนฮ่าวกล่าวออกมา ทันทีที่ถูกโจมตีการซ่อนตัวของพวกเขาก็ถูกทำลายลง
“ไม่ต้องห่วง รู้ตัวตอนนี้ พวกมันก็กลับมาช่วยอูหลินเฟิงไม่ทันแล้ว เสวี้ยปาน กงซุนฉิง สกัดกั้นสัตว์อสูรที่ตามมาซะ” เสวี้ยกังที่รับหน้าที่หัวหน้าของกลุ่มออกคำสั่งกับลูกน้องอีกสองคนของตนเอง
“ทราบ/ขอรับ” ชายที่สวมเครื่องแบบของแดนจันทราโลหิตแต่สีต่างกัน คนหนึ่งสวมสีแดงคนหนึ่งสวมสีดำ กล่าวรับทราบคำสั่ง พุ่งตัวหันกลับไปสกัดกั้นสัตว์อสูรทั้งสี่ตัวที่พุ่งมาอย่างรวดเร็ว ทั้งสองต่างระเบิดลมปราณโลหิตและลมปราณมรณะเข้าปะทะกับสี่สัตว์อสูรของอูหลินเฟิงอย่างไม่เกรงกลัว แม้ว่าอสูรทั้งสี่จะเป็นสัตว์อสูรสายเลือดพิเศษก็ตาม
…
“เจ้าพวกนั้นมัน ได้ยังไง!! ไม่ใช่ว่าตายหมดแล้วหรอ” เนี่ยซินกล่าวออกมาด้วยความงงและตื่นตะลึง พร้อมกับช่องมองไปยังศพทั้งหมด
“คิดว่ามีแค่อูหลินเฟิงหรือไงที่สามารถสร้างร่างปลอมได้” เสวี้ยเจ๋อกล่าวพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม ในตอนนั้นเองศพทั้งหลายก็ค่อยๆ กลายเป็นกองโลหิตและซึมเข้าสู่พื้นดิน "ต้องขอบคุณที่พวกเจ้าทุ่มสุดกำลังเพื่อโจมตีข้า ในตอนนี้ไม่มีคนคอยปกป้องอูหลินเฟิง การจะลอบสังหารเขาย่อมง่ายดายยิ่งนัก"
“โธ่เอ้ย!!” จงหมิ่นที่รู้ตัวว่าหลงกลก็สบถออกมา คิดจะหันตัวกลับไปหาอูหลินเฟิงแต่ว่าเสวี้ยเจ๋อ ชิงลงมือไปก่อนแล้ว เสวี้ยเจ๋อกัดนิ้วของตนเอง เลือดที่สมควรมีสีแดงกลับเป็นสีดำออกมาจากแผล และหยดเลือดหนึ่งหยดลงสู่พื้น เลือดหยดนั้นซึมเข้าสู่พื้นอย่างรวดเร็ว
ปราณโลหิตมรณะ กรงโลหิตผนึกเทพ
เลือดสีดำจำนวนมากพุ่งขึ้นจากพื้นดิน จนกลายเป็นกรงขนาดยักษ์ กักขังจงหมิ่น หลางจวิน และ เนี่ยซินไว้ภายใน
หลางจวิน เนี่ยซิน และ จงหมิ่นต่างส่งการโจมตีไปยังกรงโลหิต แต่ว่าคลื่นพลังโจมตีที่แข็งแกร่งของทั้งสามคนเมื่อกระทบกับกรงโลหิต โลหิตเหล่านั้นกลับเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวจนการโจมตีของทั้งสามทะลุออกไป แต่เมื่อพวกเขาทั้งสามที่จะทะลวงออกไปด้วยร่างกาย กรงโลหิตกลับเป็นสถานะเป็นของแข็งและยังแข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้า กรงโลหิตไม่ยินยอมให้ผู้ใดออกไปได้โดยง่าย
"คิดว่าข้าจะให้พวกเจ้ากลับไปง่ายๆ หรือไง"เสวี้ยเจ๋อกล่าวพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม มองท่าทางลนลานของทั้งสามอย่างชอบใจ
"ถ้าเป็นแบบนั้นก็แค่สังหารผู้ใช้วิชาซะ"หลางจวินกล่าวพร้อมโคจรลมปราณไปที่กรงเล็บ เตรียมโจมตีไปยังเสวี้ยเจ๋อ
"ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู"เสวี้ยเจ๋อกล่าวอย่างท้าทาย แม้จะเผชิญหน้ากับสามคนที่แกร่งที่สุดของกองกำลังพันธมิตรแต่ใบหน้าของเสวี้ยเจ๋อก็ยังคงยิ้มได้อยู่ดี
ปราณโลหิตมรณะ โลหิตร้อยผันแปร
เสวี้ยเจ๋อเรียกเลือดออกมาเพียงหนึ่งหยดแต่เลือดหยดนั้นมีสีดำ ใช้เลือดเพียงหนึ่งหยด แต่เลือดหนึ่งหยดกลับขยายออก กลายเป็นสายโลหิตขนาดใหญ่โจมตีไปยังจงหมิ่น หลางจวิน และ เนี่ยซิน โลหิตพวกนั้นแม้จะเคลื่อนไหวในรูปแบบของเหลวแต่เมื่อปะทะทั้งสามกลับแข็งจนไม่อาจทำลายได้อย่างง่ายได้ กว่ากับว่าโลหิตพวกนั้นคือโลหะเหลวชนิดหนึ่ง
ลมปราณอสูรจันทรา กรงเล็บฉีกกระชาก
เพลงกระบี่ดอกสาลี่ กลีบดอกไม้ร่วงโรย
เพลงดาบไร้ลักษณ์ กระบวนท่าที่สอง ดาบเดียวสังหาร
ทั้งสามคนออกกระบวนท่าโจมตีสวนกลับเลือดจำนวนมากที่โจมตีเข้ามาจากทุกทิศทาง พลังปราณโลหิตที่แต่เดิมก็แข็งแกร่ง เมื่อประสานเข้ากับปราณมรณะ พลังของมันยิ่งน่าหวาดหวั่น การโจมตีของโลหิตมรณะมีทั้งรูปแบบที่เป็นกระสุนโลหิตของเหลวที่บีบอัดจนกลายเป็นกระสุนวารี และ ยังมีรูปแบบที่คล้ายกระบี่ทับทิมโลหิต โจมตีด้วยการโจมตีหลายรูปแบบที่แตกต่างกันทำให้คนทั้งสามรับมืออย่างยากลำบาก
เสวี้ยเจ๋อไม่ได้มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าทั้งสามคน แต่ความสามารถของปราณโลหิตมรณะมีความสามารถในการพลิกแพลงและกินพื้นที่ภายในกรงโลหิตเกือบทั้งหมด โจมตีเข้าหาทั้งสามคนจากทุกทิศทาง ยิ่งต่อสู้พลังการโจมตีของโลหิตมรณะยิ่งรุนแรงขึ้น ผิดกลับฝั่งของทั้งสามยิ่งต่อสู้ดูเหมือนพลังของทั้งสามค่อยๆ อ่อนแอลง
“เหมือนว่าพลังของเสวี้ยเจ๋อจะค่อยๆ มากขึ้นกว่าเดิม” จงหมิ่นกล่าว ยิ่งต่อสู้ลมปราณที่ต้องใช้ในการรับมือรับการโจมตี
“ไม่ใช่ พลังของเจ้านั้นมีเท่าเดิม ดูเหมือนว่ากรงโลหิตจะถูกสร้างให้มีคุณสมบัติเหมือนวิชาอาณาเขต สิ่งมีชีวิตที่มีโลหิตพลังในการต่อสู้จะค่อยๆ ถูกลดลงเรื่อยๆ เป็นพลังต่อสู้ของเราจะโดนทำให้ลดลง” เนี่ยซินกล่าวอธิบายสถานการณ์ มองไปยังกรงโลหิตของเสวี้ยเจ๋อ
"สมกับเป็นบุตรหลายของตระกูลเนี่ยที่เคยสู้กับราชวงศ์ราชันโลหิตมาก่อน รู้เรื่องวิชาโลหิตไม่น้อย แต่ว่าภายในกรงโลหิตนี้ต่อให้เป็นหลางจวินก็ไม่อาจเอาชนะข้า"เสวี้ยเจ๋อกล่าว มองไปยังหลางจวินอย่างท้าทายโดยที่ยังควบคุมโลหิตทำจำนวนโจมตีอย่างไม่หยุด
"งั้นหรือ"หลางจวินที่โดนดูดถูกกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมกับระเบิดพลังปราณอสูรจันทรา ใช้ความเร็วอันมหาศาลหลบหลีกทุกการโจมตีที่พุ่งเข้ามา พุ่งเป็นเส้นตรงเข้าหาเสวี้ยเจ๋อ
“หลางจวินอย่าพุ่งเข้าไป!! เจ้านั้นต้องวางแผนอะไรไว้แน่” จงหมิ่นที่เคยปะทะกับเสวี้ยเจ๋อ รีบตะโกนเตือนแต่ดูเหมือนว่าเสียงของเขาจะช้าเกินไป เสวี้ยเจ๋อราวกับว่ารอการโจมตีนี้อยู่แล้ว รวบรวมโลหิตจำนวนมากผนึกเข้าด้วยกันจนกลายเป็นโล่ทับทิมโลหิตสีดำ และ ยังประสานเข้ากับค่ายกลป้องกันของตัวเอง รวมพลังป้องกันให้สูงที่สุด
ตูม!! กรงเล็บของหลางจวินเข้าปะทะกับโล่โลหิตอย่างรุนแรง โล่ทับทิมเกิดรอยร้าวปรากฏขึ้นมามากมาย หลางจวินที่เห็นแบบนั้นก็ยิ่งออกแรงมากขึ้น รอยร้าวยิ่งค่อยๆกระจายไปทั่ว
“ยังคิดว่าจะสามารถรอดไปได้อีกงั้นหรือ” หลางจวินกล่าว อีกเพียงนิดเดียวเขาก็จะสามารถทำลายโล่ได้แล้ว เมื่อใดก็ตามที่เขาสามารถทำลายโล่ได้การสังหารเสวี้ยเจ๋อก็ง่ายดายยิ่งนัก
“ใช่ ข้ายังคิดว่าจะรอดออกไปได้ ต้องขอบคุณที่เจ้าพุ่งเข้ามาสุดแรง” เสวี้ยเจ๋อกล่าวพร้อมกับคว้าไปยังร่างของกงซุนเมิ่ง จากนั้นปลดพลังของโล่ที่ใช้ต้านพลังของหลางจวิน โล่ทับทิมจึงถูกแรงอันมหาศาลของหลางจวินส่งลอยออกไปอย่างรวดเร็ว เสวี้ยเจ๋ออาศัยแรงของหลางจวินที่โจมตีเข้ามาใช้แรงนั้นส่งร่างของตัวเองที่อยู่ติดกับโล่ให้กระเด็นจนร่างของเขาสามารถทะลุของมาจากนอกกรงโลหิตได้อย่างรวดเร็ว
“ไอ้เจ้าคนขี้ขลาด!!” หลางจวินที่รู้ตัวว่าตกหลุมพรางของอีกฝ่ายก็ตะโกนออกมาอย่างหัวเสีย
“ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเสียเวลากับพวกเจ้า...พวกเจ้าไม่ใช้เป้าหมายของข้าด้วยซ้ำ"เมื่อสามารถออกมาได้เสวี้ยเจ๋อก็มองไปยังร่างของทั้งสามคนที่ถูกขังไว้ภายในกรงโลหิต จากนั้นก็มองไปยังอาณาเขตยันต์ที่กำลังกักขังอสุรกายทั้งหมด และ มองไปยังอาณาเขตอักขระที่กักขังเทพศพโลหิต
“ต้องยอมรับจริงๆ ว่าอูหลินเฟิงวางแผนตลบหลังข้าได้ดียิ่งนัก แต่พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่า...ข้าจะเสียความสุขุมจากแผนการที่ผิดพลาด ในฐานะกุนซือ ภายในสงครามก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนการต่างๆ ให้เข้ากับสถานการณ์” เสวี้ยเจ๋อกล่าวพร้อมกับจ้องมองไปยังคนที่ถูกขัง
“ในเมื่อพวกเจ้าขังคนที่แข็งแกร่งที่สุดของข้า ข้าจะขังคนที่แข็งแกร่งที่สุดของเจ้า” เสวี้ยเจ๋อกล่าว จากนั้นหันไปหากงซุนเมิ่ง “ไปกันเถอะ กงซุนเมิ่ง ไม่อาจปล่อยให้เป้าหมายหนีไปได้”
“คิดจะหนีงั้นหรือ!! เจ้าคนขี้ขลาด” หลางจวินตะโกนออกมาจากภายในกรงโลหิต เมื่อเห็นว่าเสวี้ยเจ๋อกำลังหันหลังจากไปกำลังจะเดินทางไปเมื่อโดนหลางจวินตะโกนใส่ก็หยุดลงแล้วหันมากล่าวว่า
“หนี?? ข้าไม่มีความจำเป็นต้องสู้กับพวกเจ้า พวกเจ้าไม่ใช้เป้าหมายของข้า...และ คู่ต่อสู้ของพวกเจ้าไม่ใช่ข้า” จากนั้นเสวี้ยเจ๋อก็หันไปหากงซุนเมิ่ง “ปลดปล่อยมันออกมาซะ”
“ได้” กงซุนเมิ่งรับคำจากนั้นก็ได้ใช้พลังเวทที่เหลือไม่มากส่งไปยังโซ่ที่ผนึกโลงศพแล้วกล่าวว่า “ปลดผนึก”
“อ๋อ แล้วอีกอย่างหลังจากที่พวกเจ้าได้เจออูหลินเฟิงในโลกหลังความตาย ฝากบอกเจ้านั้นด้วยว่า ขอบคุณที่ทำให้คนในกองกำลังพันธมิตรของพวกเจ้ารอดมาได้จนถึงตอนนี้” เมื่อพูดจบเสวี้ยเจ๋อก็เดินจากไป ทันในนั้นเองโลงศพขนาดใหญ่ที่ยังอยู่ภายในกรงโลหิตพร้อมกับเนี่ยซิน หลางจวิน และ จงหมิ่น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง โซ่ที่มัดอยู่รอบๆ ก็หลุดออกจากโลงศพพร้อมกับฝาโลงที่ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง จากนั้นก็ได้มีร่างที่ดูคล้ายกับมนุษย์แต่มีผิวสีแสงสดและสูงเกือบสามเมตรค่อยๆลุกออกมาจากโลงศพ แรงกดดันอันมหาศาลถูกปล่อยออกมาจากร่างนั้น
“แรงกดดันลมปราณ บ้าอะไรกัน!! รุนแรงยิ่งกว่าของหลางจวินในร่างอสูรเต็มตัวเสียอีก” เนี่ยซินกล่าวออกมา พร้อมกับเหงื่อที่ไหลออกมาจากร่างกาย สัญชาตญาณของเขาบอกให้รีบหนีอย่างเร็วที่สุด
“ระดับปราณของมันคือจอมยุทธ์ระดับสูงเท่ากับพวกเราแท้ๆ แต่แรงกดดันสูงพอๆกับจักรพรรดิเลย” จงหมิ่นจ้องมองไปยังร่างอันโตอย่างไม่ว่างตา
“ไม่ว่าจะเป็นตัวอะไรข้าก็จะสังหารมันซะ” หลางจวินกล่าว
อาคมสถิตร่าง เทพอัสนี เอี้ยซัง
เมื่อไม่อาจหนีออกมาจากกรงโลหิตได้แม้ว่าร่างสีแดงอันใหญ่จะไม่ได้โจมตีมาแต่เนี่ยซินก็เหลือที่จะใช้พลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองออกมา ดาบที่ถืออยู่กลายเป็นหอกทั่วร่างของเนี่ยซินมีอัสนีระเบิดออกมาอย่างรุนแรง ร่างของเขาถูกห่อหุ้มไปด้วยอัสนีเจตจำนงแห่งหอกและอัสนีเปล่งประกายออกมาจากร่างของเนี่ยซิน
ปราณอสูรจันทรา ร่างอสูรหมาป่า
หลางจวินแม้จะพูดว่าจะชนะออกอย่างมั่นใจแต่ว่าสัญชาตญาณของเขาก็บอกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอันตรายอย่างมหาศาล ร่างหมาป่าระเบิดลมปราณสีเงินออกมาอย่างรุนแรง
ดาบเพลิงวารี ดาบทลายกฎเกณฑ์
จงหมิ่นสร้างดาบสีม่วงประสานเข้ากับดาบไร้ลักษณ์ ในครั้งนี้เจตจำนงแห่งดาบถูกผนึกลงไปยังดาบสีม่วง แต่ละคนใช้พลังแต่แข็งแกร่งที่สุดออกตัวเองออกมา ราวกับว่าอสุรกายยักษ์ตรงหน้าคือสิ่งที่ไม่อาจประมาทได้ เพียงพริบตาร่างของทั้งสามก็ไปอยู่รอบๆตัวของยักษ์ที่เพิ่งจะลุกออกมาจากโลงศพ ดาบของจงหมิ่นตวัดเข้าไปยังคอสะบั้นจนคอของอสุรกายขาดออกจากกัน หอกอัสนีและกรงเล็บสีเงินโจมตีไปยังหัวใจของอสุรกายจากทั้งข้างหน้าและข้างหลังของอสุรกาย
“สำเร็จ” เนี่ยซินกล่าว
แต่ว่าเพียงคำพูดของเนี่ยซินที่จบลง หัวที่ขาดของไปก็มีเส้นเลือดจำนวนมากเชื่อมหัวและตัวเข้าหากัน หัวใจที่โดนทะลวงก็ถูกรักษาอย่างรวดเร็ว ความเร็วการฟื้นฟูเหนือยิ่งกว่าอสุรกายไร้ผิวและร่างเทพอสูรอมตะของกู่ซือเอิน
“อะไรกัน!! ความเร็วในการฟื้นฟูแบบนี้ เร็วเกินไปแล้ว” หลางจวินที่เห็นแบบความเร็วของการฟื้นฟูก็กล่าวออกมาอย่างตกตะลึง
“ร่างกายของยักษ์ตัวนี้มีบางอย่างแปลก” จงหมิ่นกล่าว
"ลองโจมตีอีกครั้ง""เนี่ยซินกล่าว จากนั้นคนทั้งสามก็คิดจะลงมือโจมตีอีกครั้งแต่ว่า ร่างของยักษ์สีแดงก็ระเบิดพลังออกมาอย่างรุนแรง อาศัยแค่แรงระเบิดของลมปราณก็สามารถทำให้ชายทั้งสามที่แข็งแกร่งที่สุดของกองกำลังพันธมิตรถอยออกไปได้
“กระแสลมปราณอะไรกัน!!” จงหมิ่นกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ทั้งๆ ที่ลมปราณที่เขาสัมผัสได้จากร่างของยักษ์แดงคือลมปราณของชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นสูงเทียบเท่ากับเขาทั้งสามคน แต่ว่าความหนาแน่นกลับเหนือกว่าทั้งสามคน
“แดนจันทราโลหิตสร้างตัวบ้าอะไรขึ้นมากันแน่” เนี่ยกล่าว พร้อมกับจ้องมองไปยังร่างของยักษ์แดง ที่ตอนนี้กำลังจ้องมาทั้งยังสามคน ขนทั่วร่างของทั้งสามคนลุกชันขึ้นมาเมื่อโดนสายตาของอสุรกายยักษ์จ้องมอง ภายในจิตใจสัญชาตญาณของทั้งสามบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หนี
..
..
จบตอน