ตอนที่ 22 ลมปราณระดับก่อกำเนิด
“เอาล่ะ พวกเราไม่ต้องมากความแล้ว ตอนนี้เวลาของเ้าเหลืออีกไม่เท่าไรก็ต้องออกเดินทาง
ตอนนี้ลมปราณของเ้าแข็งแกร่งขึ้นจากเดิมแล้ว วันนี้ข้าจะถ่ายทอดเพลงดาบให้เ้าอีกหนึ่งกระบวนท่า จำได้มากน้อยเพียงใดก็สุดแต่์ลิขิต”
ภายใต้ท้องฟ้าอันสดใส ตอนนี้อาจารย์หลี่ที่มู่จิ่นเหยียนเคารพรัก ยืนอยู่กลางลานด้วยท่าทางสงบนิ่ง ดวงตาของเขาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา กำลังจ้องมองมาทางมู่จิ่นเหยียน
หลังจากที่อาจารย์หลี่เห็นความคืบหน้าของพลังลมปราณที่เคลื่อนที่ภายในตัวของมู่จิ่นเหยียน เขาคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่ตนจะถ่ายทอดเพลงดาบขั้นสุดท้ายให้กับศิษย์คนเล็กคนนี้
มู่จิ่นเหยียนที่ยืนสบตาผู้เป็อาจารย์ กำลังตื่นเต้นและรอคอยกับการถ่ายทอดครั้งนี้อยู่ไม่น้อย ว่ากันว่าเพลงดาบนี้เป็เพลงดาบขั้นสูง ที่อาจารย์หลี่อุทิศตนคิดค้นขึ้นมา
ในขณะที่อาจารย์หลี่ยกดาบขึ้นมานั้น ตัวดาบต้องกับแสงจากดวงอาทิตย์ทอประกายแวววาว อากาศโดยรอบก็ราวกับกำลังส่งเสียงร่ำร้องทันทีที่อาจารย์หลี่เริ่มขยับดาบและเคลื่อนไหว
ทุกการเคลื่อนไหวของชายชราลื่นไหลและแม่นยำ ราวกับการร่ายรำของทวยเทพ งดงามแต่ก็ยังแฝงไปด้วยความแข็งแกร่ง
เพลงดาบที่อาจารย์หลี่แสดงให้มู่จิ่นเหยียนดูนั้น เป็เพลงดาบที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างพละกำลังและความรวดเร็ว ทุกการฟาดฟัน ทุกการโจมตี อีกทั้งท่าทางป้องกัน ยังก่อให้เกิดระลอกคลื่นอากาศ ก่อให้เกิดลมกระโชกพัดต้นไม้ใบหญ้า บริเวณนั้นสั่นไหวอย่างรุนแรง
มู่จิ่นเหยียนที่ยืนอยู่บริเวณนั้น เบิกตากว้างตกตะลึงกับอานุภาพของเพลงดาบชุดนี้ ทุกขณะที่เขาจับตาดูอาจารย์วาดเพลงดาบนั้น ราวกับทั้งตัวและจิติญญาของเขา ถูกอาจารย์หลี่ควบคุมเอาไว้
มู่จิ่นเหยียนจดจ่ออยู่กับทุกกระบวนท่า ทุ่มเทสติปัญญาจดจำทุกการเคลื่อนไหวของอาจารย์อย่างไม่คลาดสายตา นอกจากท่วงท่าที่งดงามและแข็งแกร่งแล้ว เขารับรู้ได้ถึงพลังที่อัดแน่นอยู่ในอากาศรอบตัว
อาจารย์หลี่ที่เห็นแววตาของมู่จิ่นเหยียนก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจในเพลงดาบที่ตนคิดค้นขึ้น
“จิ่นเหยียนจดจำเอาไว้ให้ดี”
เสียงของชายชราที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของมู่จิ่นเหยียน เสียงของเขาราวกับใบไม้ที่พลิ้วไหวตามสายลม
“วิชาดาบมิใช่เพียงแค่ทักษะกระบวนท่าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงจิติญญาของเ้าด้วย จำเอาไว้หากวันใดเ้าเข้าถึงจิตแห่งดาบเมื่อนั้นดาบก็ไร้ความหมาย ทุกสิ่งรอบตัวเ้าล้วนกลายเป็ดาบจำข้อนี้เอาไว้ให้มั่น”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่พยักหน้า ถึงแม้ความหมายในเชิงนามธรรมเช่นนี้เขาอาจจะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ยังพอคาดเดาได้
“เอาล่ะ ตาเ้าแล้ว”
มู่จิ่นเหยียนรับดาบมาวาดกระบวนท่าเฉกเช่นเดียวกับที่อาจารย์หลี่แสดงให้ดูเมื่อครู่ ถึงแม้อานุภาพจะยังไม่รุนแรงเท่าของอาจารย์หลี่
แต่การวาดเพลงดาบนี้ครั้งแรกก็ถือว่าทำได้ไม่เลว อาจารย์หลี่ที่คอยยืนอยู่ด้านข้าง ช่วยชี้แนะมู่จิ่นเหยียนจนตอนนี้ท่าทางที่วาดดาบออกมาคล้ายคลึงกับอาจารย์หลี่เจ็ดถึงแปดส่วน ทุกครั้งที่อาจารย์หลี่แก้ไขจุดบกพร่องของมู่จิ่นเหยียน ฝีมือของเขาก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
มู่จิ่นเหยียนก็รับรู้ได้ว่าทุกครั้งที่ตนวาดเพลงดาบนั้น ไม่เพียงแต่ลมปราณที่พลุ่งพล่าน จิติญญาของเขาก็เหมือนกับจะกล้าแกร่งขึ้น ราวกับเขากำลังพูดคุยสื่อสารอยู่กับธรรมชาติรอบตัว เสียงนกร้อง เสียงใบไม้ล้วนชัดเจนในความรู้สึกของเขา
เขาจึงเรียนรู้ที่จะประสานการเคลื่อนไหวของตนให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ดึงความแข็งแกร่งจากพื้นดินใต้ฝ่าเท้าและสายลมที่พัดผ่านร่างกายของเขา ก่อให้เกิดเป็พลังแห่งการโจมตีที่รุนแรง
“ฮะ ฮา ฮา ไอลูกศิษย์คนนี้ ยังมีเื่ใดที่เ้าทำไม่ได้อีก”
อาจารย์หลี่ที่เห็นความรุนแรงของเพลงดาบของมู่จิ่นเหยียนก็หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ ไม่เสียแรงที่เขาถ่ายทอดเพลงดาบนี้ให้กับลูกศิษย์ตัวน้อยตรงหน้า
ในบรรดาสามพี่น้อง มู่หนานศิษย์คนโตเขาถ่ายทอดเพลงหมัดมวยที่แข็งแกร่งอย่าจะหาผู้ใดต้านทาน ส่วนมู่ชิงซานเป็เพลงทวนที่ว่องไวหาผู้ใดเปรียบ ส่วนเพลงดาบเขาเลือกมอบมันให้กับมู่จิ่นเหยียน ซึ่งก็ไม่ผิดจากที่คิดไว้ มู่จิ่นเหยียนจับดาบก็เหมือนกับพยัคฆ์ที่ติดปีก หาผู้ใดต่อกรด้วยยาก
ยิ่งตอนนี้ลมปราณของเ้าตัวเข้าขั้นก่อนกำเนิดขั้นต้นแล้วเกรงว่าอนาคตฝีมือยังพัฒนาต่อไปได้อีกไกลแน่
“อาจารย์เหตุใดร่างกายของข้าถึงร้อนรุ่มเช่นนี้ สายตาก็เหมือนจะไวกว่าปกติ แม้แต่แมลงข้ายังมองชัด หูข้าก็ดีเกินไปจนข้าจะปวดหูอยู่แล้ว”
“เดี๋ยวเ้าก็จะคุ้นเคย เป็อาการของคนเพิ่งจะเลื่อนขั้น ตอนนี้ลมปราณของเ้าอยู่ขั้นก่อกำเนิดแล้ว จิ่นเหยียนเอ๋ยจิ่นเหยียน”
มู่จิ่นเหยียนรู้ดีว่าในยุทธภพที่ผู้คนนับถือผู้ที่แข็งแกร่งเป็หลัก มีผู้ที่ฝึกฝนลมปราณอยู่ไม่น้อย ในบรรดาคนพวกนี้มีการจัดลำดับพลังลมปราณเอาไว้อยู่เช่นกัน
ว่ากันว่าเริ่มขึ้นที่ขั้นก่อกำเนิด ขั้นรวมลมปราณ ขั้นปราชญ์ ขั้นไร้ลักษณ์ ขั้น์ มากกว่านั้นก็จะเป็ระดับเซียนของมนุษย์แล้ว ไม่ว่าจะเป็เซียนดาบ เซียนกระบี่ เซียนทวน
ลำดับพลังลมปราณแต่ละขั้นก็แบ่งเป็ระดับต้น กลาง สูง ดังนั้นคนที่จะฝึกฝนลมปราณ จนถึงขั้น์นั้นก็มีเพียงหยิบมือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเซียนต่างๆ ั้แ่เกิดมามู่จิ่นเหยียนก็ยังไม่เคยเห็นเซียนเลยสักครั้ง
“แสงจันทร์สาดส่องข้างหน้าเตียง
เรียบเรียงเคียงถามเห็นน้ำค้างแข็ง
เงยหน้ามองแสงพระจันทร์สาดส่อง
เหงาหงอยค้อมหัวลง ก้มหน้า คิดถึงบ้าน”
มู่จิ่นเหยียนที่ได้ยินเสียงจากชายชราบ่นพึมพำอยู่คนเดียว อาจารย์หลี่ที่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ที่ยามนี้เป็ยามกลางวันแต่กลับกล่าวถึงดวงจันทร์ ยังแปลกประหลาดในความคิดของมู่จิ่นเหยียนโดยแท้
อีกทั้งตอนนี้ยังไม่เข้าฤดูหนาว แล้วเหตุใดอาจารย์ถึงกล่าวถึงเื่น้ำค้างแข็งบนพื้นได้เล่า มู่จิ่นเหยียนมิได้เก็บเื่พวกนี้มาคิดใส่ใจมากนัก
“อาจารย์เพลงดาบนี้มีชื่อว่าอะไร ข้ายังไม่ได้ยินชื่อของมันเลย”
“ไร้นาม”
“เพลงดาบไร้นาม ชื่อแปลกดีแท้”
“อันที่จริงข้ามิได้ตั้งชื่อเพลงดาบนี้ด้วยซ้ำ แต่ใช้คำว่าไร้นาม กลับเป็นามที่มีความหมายแปลกประหลาดพอสมควร ข้าชอบชื่อนี้”
“อืม ไร้นาม ไร้รูป ไร้เสียง สงบนิ่ง”
มู่จิ่นเหยียนยืนสนทนาอยู่กับอาจารย์หลี่ได้ไม่นานสายตาก็เหลือบไปเห็นหานผู่วิ่งมา เกรงว่าคงจะถึงเวลามื้อกลางวันของจวนสกุลมู่แล้วเป็แน่
“คุณชาย ท่านแม่ทัพให้มาเชิญท่านไปที่โถงกลางวันขอรับ”
“อืมข้ารู้แล้ว องค์หญิงเล่า”
“องค์หญิงเสด็จไปแล้วเหลือเพียงท่านเท่านั้น”
“เดี๋ยวข้าตามไป”
มู่จิ่นเหยียนรับคำของหานผู่ ก่อนจะหันมาหาอาจารย์ของตน
“ท่านไม่ไปร่วมโต๊ะกับพวกเราหรือ”
“ข้ากินที่เรือนของข้าสบายใจกว่า คนเยอะมากความ อีกอย่างวันนี้เป็วันครอบครัวของพวกเ้า ไม่ต้องสนใจข้า ไปเถอะ”
“งั้นข้าไปก่อน ไว้ข้าว่างแล้วจะแวะมาหาท่านใหม่”
“อืมๆ ไปเถอะ”
มู่จิ่นเหยียนล่ำลาอาจารย์ของตน เขารู้ดีว่าอาจารย์หลี่มิชอบสุงสิงกับคนหมู่มาก แต่รั้งรออยู่ที่จวนสกุลมู่ เกรงว่าจะเป็เพราะเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อมู่จิ่นเหยียนมาถึงที่โถงกลาง ซึ่งตอนนี้ผู้คนในจวนต่างนั่งล้อมโต๊ะอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว รวมไปถึงจินอวิ๋นเซียนก็ด้วย
เขาจึงไม่รอช้ารีบไปนั่งข้านางทันที พร้อมทั้งกล่าววาจาขออภัยผู้หลัก ผู้ใหญ่ทุกคน
“ท่านย่า ท่านแม่ ขออภัยที่ทำให้พวกท่านต้องรอ”
“มิได้รอนานอะไร พวกย่าเพิ่งนั่งลงเ้าก็เข้ามาพอดี”
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ็นดูมู่จิ่นเหยียนเพียงใด ดูจากน้ำเสียงที่กล่าวออกมาก็พอรับรู้ได้ ในเมื่อนางมิได้กล่าวว่ามู่จิ่นเหยียนที่มาช้า มีหรือที่คนอื่นจะกล้าว่าต่อจากนี้
“เอาล่ะ เลยเวลาสักพักแล้ว ลงมือกินข้าวกันเถิด”
มู่ฮูหยินเชิญชวนให้ทุกคนในบ้านลงมือรับประทานอาหารมื้อนี้ อาหารบนโต๊ะเป็แบบที่ชาวเมืองทั่วไปสามารถหาซื้อได้
สกุลมู่เป็ครอบครัวทหาร มักจะไม่ค่อยฟุ่มเฟือยกับอาหารมากเท่าใดหนัก เพราะว่าพวกเขารู้ดีว่า ยามอยู่ในกองทัพนั้นลำบากเพียงใด
ดังนั้นยามอยู่ที่จวนก็มักจะเลือกรับประทานอาหารแบบง่าย ที่ไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมายเท่าใดนัก ยกเว้นกรณีที่ต้องต้อนรับแขกคนสำคัญ อย่างเช่นวันนี้เป็ต้น
“อาหารถูกปากหรือไม่เพคะ”
อวี้ฮูหยินเอ่ยถามในฐานะที่เป็คนจัดเตรียมอาหารมื้อนี้ หลังจากที่เขาได้จดหมายน้อยจากมู่จิ่นเหยียน เขียนมาบอกว่าองค์หญิงชอบหรือไม่ชอบสิ่งใด
นางก็บอกให้พ่อครัวจัดเตรียมอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็ของคาว ของหวานล้วนถูกเตรียมไว้เป็อย่างดี
“ข้าชอบมากเ้าค่ะ รสชาติดีมากด้วย”
“ขอบพระทัยเพคะ หากชอบก็เสวยเยอะๆ นะ”
จินอวิ๋นเซียนรู้สึกว่าอาหารตรงหน้าคุ้นตาอยู่ไม่น้อย จึงหันไปกระซิบถามคนที่นั่งอยู่ข้างๆ
“บ้านเ้ากินอาหารแบบเดียวกับที่จินอวี้โหลวอย่างนั้นหรือ”
“ฮะ ฮา ฮา จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไร ข้าเห็นว่าท่านชอบอาหารที่จินอวี้โหลว ก็เลยเล่าให้พี่สะใภ้ฟัง”
จินอวิ๋นเซียนได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึง ตนไม่คิดว่าการมาจวนสกุลมู่คราวนี้จะทำให้ผู้อื่นต้องวุ่นวาย แม้กระทั่งเื่อาหารการกิน
“เซียนเอ๋อร์ขออภัยพี่สะใภ้ มิรู้ว่าท่านต้องลำบากตระเตรียมของพวกนี้”
“มิลำบากเลยเพคะ องค์หญิงทรงเกรงใจ คุณชายสามเกรงว่าท่านจะไม่คุ้นชินเลยบอกเล่าว่าท่านเคยเสวยสิ่งใดมาบ้างก็เท่านั้นเอง”
“ขอบพระคุณพี่สะใภ้ แล้วก็ต่อไปท่านพูดกับข้าปกติแบบจิ่น…เอ่อ คุณชายสามก็ได้เ้าค่ะ”
จินอวิ๋นเซียนรู้ดีว่าต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าทุกคนจะเรียกมู่จิ่นเหยียนว่าคุณชายสาม จึงเปลี่ยนคำเรียกของตนเช่นกัน อีกทั้งยังอนุญาตให้คนสกุลมู่พูดคุยกับนางแบบสามัญชนทั่วไป
“เ้าค่ะ”
“ดูท่าทางพวกท่านสองคนจะเข้าขากันดีนะ”
มู่จิ่นเหยียนที่เห็นฮูหยินของตนพูดคุยดูสนุกสนานกันกับพี่สะใภ้ก็อดหยอกล้อไม่ได้
“หากองค์หญิงอยากรู้เื่ของคุณชายสาม มาหาข้าได้ทุกเมื่อเ้าค่ะ ข้ารู้ความลับของเขาเยอะทีเดียว”
“นี่ท่าน”
“ท่านอาสะใภ้มาหาเสี่ยวเป่าก็ได้ เสี่ยวเป่าก็รู้เยอะ เื่ที่ท่านแม่รู้เสี่ยวเป่าเป็คนบอกนางเอง”
“ฮะ ฮา ฮา”
คำพูดของเสี่ยวเป่าเรียกเสียงหัวเราะบนโต๊ะอาหารเป็อย่างดี จินอวิ๋นเซียนมิได้ััการรับประทานอาหารแบบครอบครัวมานานมากแล้ว ั้แ่เสด็จย่าต ก็จะเหลือเพียงนางและจินตงหยางฮ่องเต้เท่านั้นที่มักจะร่วมโต๊ะเสวยกัน
แต่การมาจวนสกุลมู่กลับทำให้จินอวิ๋นเซียนรู้สึกอิ่มเอมกับบรรยากาศของครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง มีท่านย่าที่เมตตา มีแม่สามีที่ใจดี อีกทั้งพี่สามีและพี่สะใภ้ยังเป็กันเอง ไหนจะหลานชายตัวน้อย
จินอวิ๋นเซียนหวังว่าชีวิตของนางต่อจากนี้คงมีความสุขแบบสามัญชนทั่วไป ถึงแม้จะหาวิธีถอนคำสาปไม่พบ แต่อย่างน้อยชีวิตที่เหลืออยู่ให้นางได้พบกับ่เวลาดีๆ ก็เพียงพอแล้ว
เวลาบนโต๊ะอาหารผ่านพ้นไปอย่างมีความสุข มู่จิ่นเหยียนอยู่ด้านข้างคอยตักอาหารใส่จานของจินอวิ๋นเซียนไม่ได้พัก อีกด้านก็คอยพูดคุยอยู่กับท่านย่าและท่านแม่ของตน
จนกระทั่งทุกคนรับประทานของหวานจนอิ่ม ฮูหยินผู้เฒ่าก็หยิบห่อผ้าออกมาจากอก ด้านในซ่อนขนมมงคลเอาไว้สองชิ้น
เพียงแต่ขนมทั้งสองชิ้นนั้นกลับทำให้สีหน้าและท่าทางของทุกคนบนโต๊ะอาหารเปลี่ยนไปทันที
“ท่านแม่นี่คือสิ่งใดหรือเ้าคะ”
มู่ฮูหยินเป็ฝ่ายเอ่ยถาม นางไม่อยากให้เื่ที่นางกลัวต้องเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารตอนนี้
อีกด้านสายตาของมู่ฮูหยินก็หันไปสบสายตากับบ่าวาุโที่ดูแลฮูหยินผู้เฒ่า
“ซานเอ๋อร์แต่งงานทั้งทีจะไม่มีขนมมงคลได้อย่างไร วันก่อนข้าให้คนแอบออกไปซื้อ แล้วก็เก็บเอาไว้ให้ซานเอ๋อร์กับหลานสะใภ้ ขนมเ้านี้อร่อยนะ เ้าชอบกินตอนเด็กๆ”
ทุกคนในห้องนั้นต่างมองไปที่มู่จิ่นเหยียนเป็สายตาเดียวกัน เพราะพวกเขารู้ดีว่าขนมนี้เป็ขนมที่คุณชายรอง มู่ชิงซานชอบสมัยยังเป็เด็ก แต่สำหรับคุณชายสามมู่จิ่นเหยียน หากกินเข้าไปก็คงไม่ต่างอะไรกับการกินยาพิษดีๆ นั้นเอง