ตัดกลับมาที่เฟยหรง เขายังคงสถานของผู้ถือครองบัลลังก์ราชันเช่นนั้นอยู่พักใหญ่ก่อนที่มังกุฏสายฟ้าและบัลลังก์จะหายไปเนื่องจากมันถูกผนึกไว้ในหอคอยเทพมังกรของเขาแล้ว และในเวลานี้เองที่เขาพึ่งจะตั้งสติได้กู่เทียนหลงที่อยุ่ในหอคอยชั้นแรกกล่าวเตือนในทันที "เจ้าหนูรีบหนีแล้วตอนนี้ ทุกคนกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ไม่เช่นนั้นเจ้าจะโดนสอบสวนเรื่องทะเลสาบอัสนี"
เฟยหรงได้ยินดังนั้นเขาก็หันไปมองดูรอบๆบัดนี้ทะเลสาบอัสนีเหลือไว้เพียงสายฟ้าสีขาวและฟ้าครามเท่านั้น ส่วนสายฟ้าอื่นๆนั้นหายไปหมด และผู้อาวุโสเหล่ยเฟิงเองก็หายไปด้วยเนื่องจากภารกิจของเขาได้เสร็จสิ้นแล้วดังนั้นเศษเสี้ยววิญญาณของเขาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ที่อีกต่อไปและกลับคืนสู่วัฏสงสาร
"แย่แล้วพวกมันบางคนมีจิตสังหาร ข้าอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว!"เฟยหรงกล่าวอย่างตื่นตระหนก เขารีบพุ่งทยานในทันทีตอนนี้จากการขัดเขลาร่างกายและด้วยสายฟ้าพลังปราณเขาขึ้นขึ้นมาถึงราชันขั้นที่สาม พลังวิญญานขึ้นมาถึงระดับทะเลวิญญานขั้นที่ห้า บวกกับทักษะการเคลื่อนที่ระดับสวรรค์อย่างท่าร่างมังกรเหินเวหามันไม่มีทางเลยที่ระดับจักรพรรดิหรือนักบุญขั้นต้นจะตามเขาทันแต่นั่นไม่ใช่สำหรับระดับนักบัญขั้นปลายและระดับประจักษ์แจ้งขั้นต้นอย่างจักรพรรดิเหล่ยและคนที่อยู่ในด่านที่สี่ด้วยความเร็วของพวกเขาแน่นอนว่าต้องตายเฟยหรงทันอย่างแน่นอน
"บัดซบมันหนีไปแล้วต้องจับมันให้ได้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นคงเป็นเพราะสมบัติที่ใจกลางทะเลสาบแน่ๆ"ระดับประจักษ์แจ้งคนหนึ่งกล่าวขึ้นแววตาเต็มไปด้วยความโลภมองไปยังเฟยหรงก่อนจะพุ่งตัวไปหาเฟยหรงอย่างรวดเร็วตามมาด้วยระดับประจักษ์แจ้งอีกสี่คนที่เหมือนจะเป็นพวกเดียวกัน ส่วนจักรพรรดิเหล่ยเมื่อเห็นดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจและหยุดการตามล่าเฟยหรงในทันทีเพราะแม้ว่าเขาจะตามไปได้ก็ไม่มีวันได้สมบัติที่ว่านั้นอยู่ดี ระดับประจักษ์แจ้งห้าคนไม่ใช่อะไรที่เขาจะรับมือได้ดังนั้นจึงได้แต่ปล่อยไปถึงอย่างไรทะเลสาบอัสนีก็ยังคงอยู่เช่นเดิม
"ท่านพ่อเหตุใดไม่ตามไปเจ้าคะ ชายคนนั้นอาจจะได้สมบัติจากทะเลสาบอัสนีไปก็ได้นะเจ้าคะ"เหล่ยอิงที่มาถึงยังใจกลางของทะเลสาบกล่าวขึ้นแต่สิ่งที่นางได้กลับเป็นสีหน้าเหนื่อยหน่ายของบิดา
"ตามไปแล้วจะทำอะไรได้ คนที่ตามไปนั้นอยู่ระดับประจักษ์แจ้งพ่อไม่มีความสามารถพอที่จะไปแย่งชิงกับเขาหรอกนะ ปล่อยไปเถอะแล้วลูกก็ไปฝึนฝนต่อซะ อีกสี่ปีกว่าเท่านั้นการคัดเลือกของหอกระบี่ดาวตกและนิกายหิมะสวรรค์จะเริ่มขึ้น หากเจ้าไม่อยากมาเป็นพบทางตันเช่นพ่อก็ควรจะฝึกฝนให้ดี เพราะทวีปเราได้สิทธิ์ในการส่งตัวแทนคัดเลือกเพียงแค่เจ็ดสิทธิ์เท่านนั้น"เหล่ยเทียนกล่าวออกมาแน่นอนเจ็ดสิทธิ์นี้ได้รับการคัดเลือกเอาไว้หมดทุกคนแล้วนั่นคือ เหล่ยอิงลูกสาวของเขา เหล่ยหมิงลูกชายของเขา เมิ่งฉีตระกูลเมิ่ง ฉินเฉินฉินเฉินของตระกูลฉิน จีเหยาหลินจากตระกูลจี หลันเฟยจากมารโลหิต และหยินเสี่ยวฉีจากเซียนเมฆา
แต่ถึงแม้ว่าจะได้สิทธิ์ในการคัดเลือกจากทวีปก็ตามแต่ก็จ้องไปต่อสุ้เเย่งชิงตำแหน่งกันอีกครั้งที่ทวีประดับสูง และเมื่อถึงเวลานั้นมันจะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะได้เข้าร่วมสำนักต่างๆของทวีประดับสูงอย่างแท้จริง
"เข้าใจแล้วเจ้าคะ ข้าจะไปฝึกเดี๋ยวนี้"เหล่ยอิงกล่าวก่อนที่นางจะเดินกลับไป แน่นอนว่านางเองก็สนใจสมบัติไม่น้อยแต่สิทธิ์ในการเข้าร่วมกับสำนักระดับสูงอย่างนิกายหิมะสวรรค์และหอกระบี่ดาวตกนั้นสำคัญกว่าโดยเฉพาะหอกระบี่ดาวตกคนที่หลงไหลในกระบี่อย่างนางจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด
ตัดกลับมาที่เฟยหรงตอนนี้เขาแทบจะหนีไม่ทันอยู่แล้วเนื่องจากความเร็วของระดับประจักษ์แจ้งนั้นเร็วจนกินไปในเวลาเพียงไม่นานพวกมันก็ได้มาดักหน้าของเขาเอาไว้จนเฟยหรงต้องหยุดชะงักลงในทันที
"เจ้าหนู มอบสมบัติที่ได้จากทะเลสาบมาให้พวกข้าเสียดีๆไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก!"ชายชุดคลุมแดงกล่าวขึ้นใบหน้าเต็มไปด้วยความโลภอย่างสุดขีด มันไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดหากบอกว่าไม่มีสมบัติใด เพราะแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากใจกลางทะเลสาบในตอนที่เฟยหรงสยบบัลลังก์ได้นั้นมันไม่ใช่อะไรที่เด็กตัวน้อยๆระดับราชันจะทำได้แม้แต่มันที่เป็นระดับประจักา์แจ้งยังไม่สามารถที่จะทำได้เลยด้วยซ้ำ
"เหอะ พวกตาแก่หน้าไม่อายกลับจะมาข่มขู่เด็กเห็นทีขุมกำลังที่คุ้มกะลาหัวของพวกเจ้าคงเลี้ยงแต่พวกขลาดเขลาเอาไว้สินะ"เฟยหรงกล่าวอย่างเย้ยหยันในตอนนี้บุคลิกของเขาค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆพร้อมกับพลังวิญญานที่สูงขึ้นๆมาทีละขั้นๆพร้อมกับสัญลักษณ์เปลวเพลิงที่ระหว่างคิ้วของเขาที่มันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองเป็นที่เรียบร้อยพร้อมแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกไปอย่างเป็นอนันท์จนทำให้เหล่าประจักษ์แจ้งทั้งห้าคนถึงและถอยหลังโดยสัญชาติญาณ
"เจ้าหนูอาจารย์จะช่วยเจ้าแค่ตอนนี้เท่านั้น ต่อไปหากไม่ถึงชีวิตอาจารย์ผู้นี้จะไม่ช่วยเจ้าเด็ดขาดจำไว้"ปากของเฟยหรงพึมพำออกมา จนทำให้เหล่าประจักษ์แจ้งทั้งห้าได้แต่งุนงงทันใดนั้นเฟยหรงก็ลอยตัวขึ้นไปท่ามกลางนภากาศเปลวเพลิงสีทองและเปลวเพลิงอัสนีสีม่วงได้ปรากฏออกมาจากมือของเฟยหรง แผ่อำนาจทำลายล้างอย่างมหาศาล
"ไม่ดีแล้ว!!"เหล่าระดับประจักษ์แจ้งทั้งห้าอุทานออกมาพร้อมกันอย่างตื่นตระหนก เฟยหรงที่เห็นพลันยกยิ้มก่อนที่แปรเปลี่ยนเปลวเพลิงอัสนีเป็นคันศรและเปลี่ยนเพลิงทองตำผลาญภพเป็นลูกศรห้าลูกก่อนที่เขาจะค่อยๆง้างมันและยิงออกไปอย่างรวดเร็ว
"รองรับศรเพลิงศักดิ์สิทธิ์ข้าหน่อยเป็นไง"เฟยหรงยกยิ้มเย็นลูกศรห้าลูกตามติดเหล่าประจักษ์แจ้งทั้งห้าไปติดๆไม่ว่าจะหลบอย่างไรก็หลบไม่พ้น ก่อนที่มันจะตัดสินใจรวบรวมพลังทั้งหมดและร่วมมือกันป้องกันพลังของลูกศรทั้งห้าดอกนี้
"ตูม!!"
เสียงระเบิดดังกึกก้องเปลวเพลิงสีทองเผาไหม้ได้แม้แต่ทะเลสาบอัสนีที่อยู่เบื้องหน้าในเวลานี้ช่ายหนุ่มง้างคันศรอีกคราแล้วยิงศรขึ้นฟ้าก่อนที่จะกลายเป็นศรเพลิงนับพันระดมใส่พวกมันอยางไม่หยุดยั้ง
"ไม่!! ข้าจะมาตายที่นี่ไม่ได้ เด็กน้อยหยุดมือซะข้าเป็นผู้อาวุโสของหุบเขาเทพสุริยัน หากไม่อยากถูกตามล่าจงหยุดมือซะ"มันกล่าวข่มขู่แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นรอยยิ้มเย็นจากเฟยหรง ตั้งแต่พวกมันหมายเอาสมบัติไปจากเขาพวกมันก็ได้ตายไปแล้วดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปราณีใดๆและเขาก็ไม่ต้องการให้อาจารย์ของตนเองต้องเปลืองพลังวิญญานไปมากกว่านี้ดังนั้นจึงต้องรีบจบเรื่องนี้และหนีไปหลบซ่อน
"ฮ่าๆๆเช่นนั้นก็เอาสิ อยากจะล่าข้าหรือล่าได้ตามสบายแต่ข้าไม่รับประกันหรอกนะว่าใครจะตาย!!"เฟยหรงกล่าวอย่างเย้ยหยันอีกครา ฝนลูกศรเพลิงนับพันพุ่งเข้าใส่พวกมันจนพวกมันไม่อาจที่จะหลบไปไหนได้
"ไม่!! ม่าย!!"พวกมันทุกคนตายตกจนหมดสิ้น พร้อมทั้งโดนเปลวเพลิงทองคำผลาญภพเผ่าร่างจนไม่มีแทบไม่มีเหลือเฟยหรงจึงได้ใช้โอกาสนี้ในการรูดทรัพย์ดึงแหวนมิติของพวกมันมาทั้งหมดก่อนที่พวกมันจะตายตกและไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน ทันใดนั้นพลังวิญญานของเขาก็ลดฮวบลงไปในทันทีพร้อมกับสัญลักษณืเปลวลเพลิงกลับมาเป็นสีม่วงตามเดิม
"แห๊ก! แห๊ก!"เฟยหรงเหนื่อยหอบยกใหญ่เนื่องจากร่างกายและจิตใจต้องแบกรับภาระพลังวิญญานของกู่เทียนหลงที่มันมากเกินไปเป็นเวลานาน ดังนั้นเมื่อกลับสู่สภาวะปกติเฟยหรงจึงต้องรีบหลบหนีและหาที่บ่มเพาะพลัง ดังนั้นเขาจึงต้องฝืนทนและพุ่งทยานต่อไป
"เจ้าหนูทำดีมากที่ไม่ให้พวกมันปลดปล่อยทักษะออกมาไม่เช่นนั้นคงจะยุ่งไม่น้อย"กู่เทียนหลงกล่าวชมเชย
"ข้ากลัวว่าหากใช้พลังวิญญานของท่านหมดตลอดระยะเวลาการเดินทางของข้าอีกสามปีจะเหงาหูน่ะสิก็เลยต้องรีบจบให้เร็วที่สุด"เฟยหรงแม้จะเหนื่อยมากเพียงใดแต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อผู้เป็นอาจารย์
"เจ้าศิษย์หน้าไม่อายกลับกล้าว่าข้าพูดมาก หากข้ามีกายเนื้อข้าจะอัดเจ้าให้หน้าหล่อๆของเจ้าบิดเบี้ยวซะ!"กู่เทียนหลงกล่าวด้วยความหมั่นใส่
"ฮ่าๆๆเช่นนั้นก็ถือว่าข้ายังโชคดีไม่น้อย ที่ท่านยังไม่มีท่างกาย เอาไว้ข้าหาวัตถุดิบได้เมื่อไรจะสร้างร่างให้ท่านก็แล้วกัน ส่วนตอนนี้ข้าง่วงมากขอหาที่หลบไปพักดีๆเสียหน่อย"กล่าวจบเฟยหรงก็ทะยานไปสูดลูกหูลูกตาในทันทีและไม่มีใครรู้ว่าเขาจะไปที่ใด
ตัดกลับมาทางด้านทวีปศักดิ์สิทธิ์ ในในห้วงมหาสมุทรนิรันทร์กาลเวลานี้ ชายหนุ่มผมสีฟ้าครามกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์และสำราญไปกับการปรณนิบัติรับใช้ของเหล่าสาวงาม เขาคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากประมุขของตระกูลเป่ยในปัจจุบันเป่ยหยาง และช่วงเวลาที่เขามีความสุขอยู่นี้เองเขาก็ต้องชะงักการกระทำนั้นแล้วมองมาที่เบื้องหน้าประตูที่ตอนนี้มีชายหนุ่มผมสีฟ้าครามหน้าตาคล้ายเป่ยหยางอยู่หลายส่วนกำลังเดินมาเข้ามาด้านใน
"ดูเหมือนข้าปิดด่านไปหลายปี ลูกชายของข้าก็เป็นชายข้าจะสบายเหลือเกินนะ"เขากล่าวขึ้นมาเช่นนั้นเป่ยหยางที่ได้ยินพลันสั่นสะท้านในหัวใจก่อนจะกล่าวออกมาสั้นๆ "ท่านพ่อ!!"
"โอ้ ดูเหมือนเจ้าจะทำพ่อคนนี้ได้อยู่นี่ ตบะเทวะขั้นกลาง ทำไมข้าถึงจำได้ว่าก่อนข้าปิดด่านเจ้าอยู่ระดับครึ่งก้าวเทวะไม่ใช่หรือ ร้อยปีมานี้เจ้าดูละหลวมไปนะ"ชายนั้นกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง เขาคือเป๋ยเฉินพ่อของเป่ยหยางและเป่ยอิงอิงนั่นเอง
"ทะ ท่านพ่อ คะ คือข้า"
"ช่างเถอะๆตามใจเจ้าไปก่อนแต่ต่อไปเจ้าต้องฝึกหนักเข้าใจหรือไม่"เป่ยเฉินกล่าวพร้อมตบไหล่ของลูกชายเล็กน้อยก่อนที่เขาจะมองซ้ายมองขวาและกล่าวต่อไป "ข้าตามหาจนทั่ววังแล้วแม่เจ้ากับอิงอิงน้อยอยู่ไหนทำไมข้าถึงไม่เห็นหน้าพวกเขา"
"ตั้งแต่ท่านปิดด่านฝึกฝน หลังจากนั้นสิบปีท่านแม่ก็ปิดด่านเช่นเดียวกันขอรับ ส่วน น้อง เอ่อ........"
"หืม เกิดอะไรขึ้นกับอิงอิง บอกมาเดี๋ยวนี้!!"
"มะ ไม่มีอะไรต้องกังวลขอรับ น้องพึ่งกลับมาเมื่อสิบห้าปีที่แล้วนี้เอง ละ แล้วตอนนี้กำลังปิดด่านอยู่เช่นกันขอรับ"
"เช่นนั้นทำไมเจ้าต้องทำเสียงตะกุกตะกักด้วย เจ้าไม่ได้ทำอะไรให้น้องไม่พอใจใช่หรือไม่??"
"ขะ ข้า ไม่ปิดบังท่านพ่อข้าได้ทำการหมั่นหมายน้องกับตระกูลเทพตระกูลไห่แห่งมหาสมุทรเขตใต้ขอรับ แต่น้องไม่ยินยอมก็เลยทะเลาะกันแล้วนางก็ไม่ออกมาจากห้องอีกเลย!!"เป่ยหยางไม่กล้าโกหกแม้แต่น้อย แต่เขาก็ไม่ได้บอกทั้งหมดและไม่ได้บอกเรื่องที่น้องสาวของตนมีสามีแล้วใหักับเป่ยเฉินได้ฟัง
"ตูม!!"เมื่อได้ยินเช่นนั้นิิร่าที่ทรงพลังของเป่ยเฉินปะทุขึ้นในทันทีพร้อมมองไปที่เป่ยหยางด้วยแววตาโกรธเกรี้ยว!ออร่าระดับจักรพรรดิเทวะขั้นสูงพลันสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งมหาสมุทรเขตเหนือจนประชากรสมุทรได้แต่หวาดกลัวและพลันพลึง
"แล้วเจ้าไปบังคับน้องทำไม!!"เขากล่าวออกมาเช่นนั้นเป่ยหยางหน้าซีดเผือดโดยไม่ทันรู้ตัวและคุกเข่าลงคำนับด้วยความหลาดกลัว
"ท่านพ่อโปรดสงบโทสะ ข้าเพียงเห็นว่าจะรวมมหาสมุทรทั้งสองฝั่งให้เป็นปึกแผ่นและคุณชายใหญ่ของตระกูลไห่ก็ชอบพออิงอิงอยู่ถึงได้ตอบตกลงไป ข้าทำไปเพราะหวังดีนะขอรับ!!"
"หืม งามหน้านัก เจ้าได้สนใจความรู้สึกของน้องสาวเจ้าบางหรือไม่ แต่เดิมตระกูลของเราก็ยิ่งใหญ่อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพวกมันเลยด้วยซ้ำเจ้านี่หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ"เป๋ยเฉินกล่าวอย่างเดือดดาลเขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าลูกชายของเขาจะคิดอะไรตื่นๆเช่นนั้นการที่จะรวมมหาสมุทรเป็นปึกแผ่นหากตระกูลเป่ยเอาจริงนั่นไม่ใช่เรื่องยากที่จะลบตระกูลไห่ออกไปและขึ้นเป็นใหญ่ แต่ลูกชายผู้โง่เขลากับขายน้องตัวเองเพื่อเรื่องนี้ นี่มันเรื่องบ้าชัดๆหากตระกูลไห่และตระกูลเป่ยมีความสัมพันธ์กันจริงๆเป็นตระกูลไห่มากกว่าที่จะต้องเกาะบารมีของตระกูลเป่ย
"เห้อ เรื่องนี้ข้าจะคาดโทษเจ้าเอาไว้ก่อน และเมื่อแม่ของเจ้าออกมาข้าจะให้แม่ของเจ้าจัดการเรื่องนี้!"เมื่อได้ยินเช่นนั้นเป่ยหยางหน้าซีดเผือดในทันที พร้อมทำสีหน้าเหม่อลอย ส่วนเป่ยเฉินเมื่อกล่าวจบแล้วเขาก็ไม่รั้งอยู่อีกต่อไปและตรงไปที่ห้องของลูกสาวในทันที
"อิงอิง ลูกอยู่หรือเปล่าออกมาคุยกับพ่อหน่อย"เมื่อถึงหน้าประตูห้องเป่ยเฉินเคาะประตูก่อนจะกล่าวออกมา เขาทำเช่นนี้อยู่พักใหญ่แต่กลับไม่มีเสียงใดออกมาจากประตูเลยแม้แต่น้อย
"ไม่ดีแล้วผิดปกติเกินไป!"เป่ยเฉินกวาดจิตสัมผัสในทันทีก่อนที่ดวงตาเบิกกว้างเต้มไปด้วยความตกตะลึงจนมือของเขาสั่นอย่างหยุดไม่ได้
"ปั้ง!"
"อิงอิง ลูกพ่อ!!"เมื่อเข้ามาด้านใน สิ่งที่เห็นแทบจะทำให้เข่าทรุดลงตรงนั้นเป่ยอิงอิงผู้เป็นลูกสาวในเวลานี้กำลังหลับไหลไม่ได้สติอยู่ในผลึกน้ำแข็งรูปลักษณ์ดอกบัวตูมพร้อมทั้งจดหมายเลือดที่มีประโยคหนึ่งปรากฏอยู่
"ท่านพี่ในเมื่อท่านจิตใจโหดร้ายคิดจะบังคับข้าให้แต่งงานกับตระกูลไห่อะไรนั่นไม่เห็นแก่ความรู้สึกของข้า เช่นนั้นข้าก็ขอปิดผนึกตัวเองไปเช่นนี้ตลอดกาล"
"ตูม!!"
เมื่อเห็นจดหมายที่เขียนเอาไว้เช่นนี้ความโกรธเกรี้ยวของเป่ยเฉินก็เพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าพันทวีในเวลานี้ไม่เพียงแค่มหาสมุทรเขตเหนือเท่านั้นที่สั่นสะเทือนแต่เป็นทั่วทั้งมหาสมุทรนิรันทร์กาล
"เป่ยหยาง พอใจเจ้าแล้วใช่ไหมที่น้องเจ้าต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ และก็ตระกูลไห่ตัวปัญหาข้าปิดด่านไปเพียงร้อยปีพวกเจ้าคงลืมข้าไปแล้วสินะ ดี!!เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าจดจำไปจนตาย!!"เป่ยเฉินกล่าวออกมาอย่างโกรธเกรี้ยวจนท้องทะเลปั่นป่วน ทุกชีวิตในท้องทะเลที่ได้ยินต่างพากันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เพราะนี่คืออำนาจของเทพสมุทรอย่างแท้จริง