[ร้านอาหารตามสั่ง]
ในที่สุดชานนท์และปกรณ์ก็เดินทางมาถึงร้านอาหารตามสั่งท้ายตลาดโดยรถเมล์ และตอนนี้พวกเขาก็มายืนรอรับต้มเืหมูเ้าประจำของชานนท์ที่เพิ่งจะสั่งไปเมื่อไม่กี่นาทีผ่านมานี้อยู่ที่หน้าร้านแล้ว
และที่น่าใมากกว่าการดั้นด้นมาซื้อต้มเืหมูในครั้งนี้คือการที่ปกรณ์สั่งซื้อเป็จำนวนมากจนชานนท์สงสัย
“สั่งอะไรเยอะแยะหรือว่ามันจะสั่งไปเก็บไว้เผื่อให้เรา”
ชานนท์คิดเข้าข้างตัวเองว่าปกรณ์ใส่ใจตน จนทำให้หัวใจดวงน้อยของะโโลดเต้นด้วยความดีใจสุดขีดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนเลยในชีวิต
"กรณ์อ่ะ ที่จริงนายไม่ต้องซื้อเผื่อฉันก็ได้นะ เพราะถ้ามันเยอะแยะขนาดนี้ ฉันคงทานไม่หมดหรอกเสียดายของแย่เลย"
ชานนท์กระตุกชายเสื้อของปกรณ์ด้วยความเขินอายก่อนที่เขาจะบิดตัวไปมาพลางคิดเข้าข้างตัวเองไปต่าง ๆ นานาเพราะที่จริงแล้วชานนท์นั้นแอบรักปกรณ์มานานแล้ว แต่ไม่กล้าบอก ชานนท์จึงทำได้แค่เขินอายและคอยปิดบังซ่อนเร้นความในเอาไว้ให้ลึกสุดใจ
“นนท์? มึงดึงเสื้อกูทำไม บ้าปะเนี่ย”
ปกรณ์หันขวับมาจ้องหน้าชานนท์พร้อมกับเหลือบมองมือของชานนท์ที่ยังคงกระตุกชายเสื้อของเขาไม่เลิก
“เอ่อ! โทษที พอดีกูลืมตัว”
ชานนท์ยอมปล่อยมือจากชายเสื้อของปกรณ์ก่อนที่เขาจะทำทีเป็ล้วงมือถือขึ้นมาถ่ายเชลฟี่ให้กับตัวเองเพื่อหลบสายตาคู่นั้นของปกรณ์ที่กำลังจ้องจับผิดเขาแต่ชานนท์ยังทำเป็เล่นมือถือต่อเหมือนไม่สนใจ ทั้งที่ความจริงแล้วชานนท์คอยแอบชำเลืองมองปกรณ์เป็พักๆ จนกระทั่งแม่ค้ายื่นถุงอาหารที่สั่งให้กับปกรณ์
"นนท์? นี่ของมึง กูคืนให้มึงที่กูแอบจิ๊กไป"
ปกรณ์ยื่นถุงเืหมูให้ชานนท์สองถุงซึ่งชานนท์ก็ยื่นมือเข้าไปรับมาถือไว้ด้วยความมึนงง
"แล้วที่เหลือเยอะแยะอ่ะ?"
ชานนท์ชี้นิ้วไปที่เืหมูในมือของปกรณ์ที่ยังเหลืออีกตั้งหลายถุงด้วยความสงสัย
"ที่เหลือก็...ของกูไง"
ปกรณ์โกหกชานนท์พลางระบายยิ้มอ่อน ๆ ออกมาอย่างลืมตัว เมื่อภาพของหนุ่มหล่อลึกลับที่ชื่อเหมันต์ผุดเข้ามาในหัวของเขาและเมื่อชานนท์เห็นเพื่อนของเขายืนเหม่อลอยอย่างไม่ทราบสาเหตุ ชานนท์ก็รีบชวนเพื่อนกลับบ้าน
"งั้นเรารีบกลับกันเถอะวะ เดี๋ยวจะค่ำมืดซะก่อน กูยิ่งกลัวแวมไพร์"
"วิตกจริตเกินไปละนะมึงอ่ะ"
"ไม่ได้วิตกจริต แต่กูกลัวจริง ๆ "
ชานนท์เถียงปกรณ์อย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้จนปกรณ์ต้องยอมเงียบไปก่อน แล้วทั้งคู่ก็พากันเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอยเล็ก ๆในตลาดเพื่อออกมายืนรอรถประจำทาง…
30 นาทีผ่านไป
สองหนุ่มยืนรอรถประจำทางนานร่วม30 นาทีแล้ว แต่ยังไร้วี่แวว และตอนนี้ก็เริ่มโพล้เพล้แล้วด้วย ทำให้ชานนท์ร้อนใจจนยืนรอรถประจำทางอยู่อย่างไร้ความหวังไม่ได้อีกแล้ว
“กรณ์?กูว่าเราเดินกลับกันเถอะวะ กูไม่อยากรอแล้ว เสียเวลา”
ชานนท์ชวนปกรณ์พร้อมกับแสดงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ปกรณ์จึงไม่อยากขัดเพื่อนเพราะเกรงใจ
“อืม...ก็ได้”
“อืม...ไม่ไกลหรอกประมาณ 5 กิโลเมตรเศษ ๆ นี่แหละ กูรู้ทางลัด”
ชานนท์พูดปลอบใจปกรณ์พร้อมกับยื่นมือเข้าไปตบไหล่เบา ๆ เพื่อให้เพื่อนมีกำลังใจในการเดินทางเกือบ 10กิโลเมตร
“งั้นมึงตามกูมาเลยเดี๋ยวพาไปทางลัด”
แล้วชานนท์ก็พาปกรณ์เดินข้ามถนนและลัดเลาะไปตามแนวรั้วของป่าช้าด้วยความรีบเร่งไปจนสุดทางเดิน ก่อนที่ชานนท์จะชวนปกรณ์หยุดพักเอาแรง
“เนี่ย...ถึงแล้วแนวรั้วมหาลัยของเรา จากนี้ไปเราจะปืนข้ามกำแพงเข้าไปในเขตมหาลัยแล้วเราก็จะเดินลัดเลาะไปตามป่าละเมาะหลังมหาลัย ไม่นานก็ถึงหอพักเราแล้วล่ะ นายไหวนะ”
ชานนท์ชี้นิ้วไปตามแนวรั้วของมหาลัยให้ปกรณ์ดูเพื่อให้ปกรณ์สามารถจินตนาการตามคำบอกเล่าของเขาได้ด้วย
หลังจากนั้นปกรณ์ก็พยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ เหมือนกับว่าเขาเข้าใจและยังไหวทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วปกรณ์เหนื่อยและท้อมาก
“งั้นเรารีบไปกันเถอะ”
ปกรณ์เร่งชานนท์ เพราะตอนนี้เริ่มมืดสลัวแล้วจากนั้นทั้งสองคนก็ปืนป่านข้ามรั้วเข้าไปภายในเขตมหาวิทยาลัย และรีบเร่งฝีเท้าเดินให้เร็วขึ้นเป็เท่าตัวและในระหว่างที่พวกเขากำลังคลำทางเดินไปตามแนวรั้วอยู่นั้น ปกรณ์ก็แนะนำชานนท์ให้ใช้ไฟฉายจากมือถือเพื่อช่วยให้การเดินทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“นนท์? เอามือถือมึงมาเปิดไฟฉายส่องทางด้วยดิ จะได้มองเห็นทางเดิน”
“แล้วมือถือถึงอ่ะ ทำไมไม่ออกมาใช้”
“ของกูจะเก็บไว้สำรองใช้เวลาฉุกเฉิน เผื่อของมึงแบตหมด”
“ตกลง”
เมื่อทั้งคู่ตกลงกันได้แล้ว พวกเขาก็ต่างพากันเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกเท่าตัวจนกลายเป็กึ่งเดินกึ่งวิ่งสลับกันไปโดยที่พวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลย เพราะมัวแต่ใช้สมาธิกับการเดินที่เร่งรีบ...
[ตึกร้าง]
ด้วยความรีบเร่งในที่สุดพวกเขาทั้งสองก็เดินทางมาถึงหน้าตึกร้างที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมหาวิทยาลัยและพวกเขาก็จำใจต้องหยุดพักเหนื่อยเอาแรงกันอยู่ที่นี่ เพราะพวกเขายังต้องตั้งสติก่อนจะเดินผ่านตึกร้างอีกมากเนื่องจากว่าบรรยากาศมันเริ่มวังเวงชวนขนลุกมากเหลือเกินถึงแม้ว่าตรงจุดนี้จะมีแสงไฟจากสปอตไลต์ของมหาลัยสาดส่องเข้ามาให้แสงสว่างบ้างแต่ก็ยังน่ากลัวอยู่ดี
เด็กหนุ่มทั้งสองแหงนหน้าขึ้นจนคอตั้งฉากเพื่อมองสำรวจดูตึกร้างสูงใหญ่ั้แ่ชั้นล่างสุดไล่ไปจนถึงชั้นดาดฟ้าของตึก
“ขนลุกว่ะน่ากลัวมาก”
ปกรณ์พูดพลางยกมือขึ้นมาลูบแขนของตัวเองเบาๆ เพื่อข่มความกลัว
“ตึกแห่งนี้มีทั้งหมดเก้าชั้นด้วยกัน แต่น่าเสียดายมากที่มันกลายเป็ตึกร้างและสาเหตุที่ทำให้ตึกแห่งนี้ร้างแบบนี้ก็เพราะว่า...ตอนก่อสร้างมีคนงานหลายคนเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุในตึกร้างทุกวัน วันละคนสองคนสามคน ด้วยเหตุนี้จึงสร้างความหวาดกลัวให้กับคนงานมากและก็ทำให้ทุกคนเริ่มลาออกกันทีละคนสองคนสามคนจนหายไปหมด และก็ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามารับเหมาก่อสร้างต่อเลย จนทำให้มันกลายเป็ตึกร้างถึงทุกวันนี้แหละ”
ชานนท์เล่าที่มาที่ไปของตึกร้างให้ปกรณ์ฟังพอสังเขปแต่คนฉลาด ๆ อย่างปกรณ์ก็ยังสามารถมองเห็นภาพจากเื่เล่าของชานนท์ได้ไม่ยากเลย
“มึงรู้ประวัติตึกนี้ด้วยเหรอวะ?”
“ไม่ใช่แค่รู้เพียงผิวเผินนะ แต่กูยังรู้ด้วยว่า...”
ชานนท์หยุดคำพูดของเขาเอาไว้เพื่อให้ปกรณ์ได้ลุ้นซึ่งทุกอย่างก็เป็ไปตามที่ชานนท์้าเมื่อปกรณ์เริ่มรบเร้าให้ชานนท์เล่าต่อ
“ว่าอะไรก็รีบ ๆ พูดสิวะ กูขนลุก”
“ยังมีตำนานเล่าขานต่อ ๆ กันมายาวนานว่าคนที่ตายอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่นั้นโดนฆาตกรรมโดยผีดิบผีดูดเื แต่ตำรวจก็ไม่สามารถหาเบาะแสอะไรเกี่ยวกับเื่นี้ได้เลย จึงมีเพียงบันทึกประจำวันที่ระบุไว้ว่าที่คอของศพมีรอยเขี้ยวคู่ฝังอยู่ทุกศพเลยตามร่างกายของศพไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือาแใด ๆ เลย”
ชานนท์เล่าเป็ฉาก ๆ พร้อมกับทำท่างเลียนแบบแวมไพร์ประกอบเื่เล่าของเขาไปด้วยเพื่อทำให้ปกรณ์กลัว แต่สุดท้ายแล้วก็กลับกลายเป็เขาซะเองที่กลัวเื่เล่าของตัวเอง
“กรณ์? กูว่าเรารีบไปกันเถอะว่ะกูรู้สึกวังเวงยังไงชอบกล ขนลุกแปลก ๆ มึงรู้สึกเหมือนกูไหม?”
ชานนท์พูดพร้อมกับกระตุกชายเสื้อของปกรณ์ไปด้วยเพราะความกลัว
"กูก็รู้สึกเหมือนมึง”
ปกรณ์ยังคงยืนมองตึกร้างสูงใหญ่นิ่งก่อนที่เขาจะขมวดคิ้วมุ่นเป็ปมเมื่อเขาเห็นเงาตะคุ่ม ๆ วิ่งผ่านหน้าต่างชั้นสามไป
“นนท์? ที่ชั้นสามนั่น…นายเห็นเหมือนฉันไหม?"
"เห็น"
ชานนท์รีบขยับไปแอบอยู่ด้านหลังของปกรณ์ด้วยความกลัวพร้อมกับกระตุกชายเสื้อของปกรณ์ให้รีบไป แต่ปกรณ์กลับไม่ยอมขยับตัวเหมือนกับเขาไม่กลัวเลยสักนิด
“มึงว่าคนหรือสิ่งลี้ลับวะ”
ปกรณ์หันกลับไปกระซิบกระซาบถามชานนท์ที่ยังคงหลบอยู่ด้านหลังของเขาเบาๆ
"จะคนหรืออะไรก็ช่างมันเถอะน่า มึงอย่าไปสนใจมันเลย รีบกลับเถอะ กูกลัววะ"
ชานนท์คนขี้กลัวผีเข้าใจกระตุกชายเสื้อของปกรณ์ไม่หยุดเพื่อรบเร้าให้ปกรณ์รีบไปจากที่นี่
"ไอ้คนใจเสาะ"
ปกรณ์ย่นจมูกใส่เพื่อนก่อนที่เขาจะยอมตามใจชานนท์ด้วยการเลิกสนใจเงาดำบนตึกร้าง แล้วพวกเขาสองคนก็รีบวิ่งผ่านตึกร้างไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งพวกเขามาถึงต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากหอพักของพวกเขามากนัก และมันไม่ใช่แค่ต้นไม้ธรรมดาๆ เพราะว่ามันคือต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวกันกับที่ปกรณ์และเหมันต์ได้มาพบกันเสียด้วย
“ต้นไม้ต้นนี้...ที่เมื่อคืนเรากับเขายืนหลบฝนกอดกัน”
ปกรณ์หยุดนิ่งและแหงนมองต้นไม้ใหญ่ในความทรงจำที่แสนหวานก่อนที่เขาจะเผยอยิ้มให้กับต้นไม้นั้นอย่างลืมตัว...
-----------------------
ซันด๊อก