สุดท้ายแล้วเสี่ยวฮวาฮวา ก็ได้แต่กัดฟันพูดกับนางหนูซานซานแห่งหมู่บ้านสกุลมู่อีกครั้งว่า “ไม่ใช่ว่าเดือนก่อนเจ้าได้เงินจากหอการข่าวไหวไหวของข้าไปห้าร้อยตำลึงแล้วเหรอ”
ต้องรู้ว่าเหมยฮวาเป็นคนความจำดีมากทั้งยังมีความสามารถผ่านตามมิรู้ลืม อะไรที่เคยผ่านตานางมาแล้วนางย่อมจำได้
ดังนั้นบัญชีการจ่ายเงินออกให้สายลับหรือสายสืบทั้งประจำและชั่วคราวของหอการข่าวพื้นบ้านไหว ๆ ย้อนหลังไปสามเดือน เสี่ยวฮวาฮวาในนามคุณชายฮวาเจ๋อย่อมต้องจำได้ทั้งหมด ปกติแล้ว โดยเฉลี่ยคนที่ได้เงินมากจะอยู่ที่ราวๆสามร้อยตำลึง และคนที่ได้เงินในหลักร้อยตำลึง อ๋อก็มีไม่มากนัก ไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำโดยส่วนใหญ่สายลับและสายสืบทั้งหลายก็มักจะได้เงินในหลักห้าถึงสามสิบตำลึงเท่านั้น
แต่นั่นก็เรียกได้ว่าเป็นรายได้ต่อเดือนจำนวนมากแล้วเนื่องจากผู้ที่หาข่าวให้หอการข่าวของนางส่วนใหญ่ จะมีอาชีพหลักบังหน้าอยู่แล้ว เรียกได้ว่าพวกเขาล้วนหาเงินไปทั้งสองทางแต่ก็มีอยู่ สองสามคนที่ทำอาชีพสายลับเป็นอาชีพหลักและนางหนูซานซานอายุห้าปีก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนที่นางยังไม่ได้กระโดดมาทำอาชีพนี้เต็มตัวนางหนูก็ได้เงินจากการหาข่าวเล็ก ๆ เดือนละไม่กี่ตำลึง
ทว่าหลังจากที่ได้รับการสนับสนุนจากคุณชายฮวาเจ๋อให้เรียนวรยุทธ์และการเกลี้ยกล่อมให้มารดาของนางยินยอมให้นางรับการศึกษาตัวต่อตัวตามเวลาสะดวกจากบัณฑิตที่เสี่ยวฮวาฮวาจ้างมาสอนหนังสือแทนที่ไปเข้าสถานศึกษาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนในหมู่บ้านก็ทำให้ซานซานตัวน้อยมีเวลาทำโน่นทำนี่ได้หลากหลายมากขึ้น
และเพราะความที่นางเห็นพี่สาวที่เป็นท่านหญิงทั้งสองคนมาตั้งแต่จำความได้นางก็รู้ได้ว่าการเกิดเป็นสตรีในยุคนี้ “ไม่มีอะไรที่ไม่ดีเลยแม้แต่น้อย” แววตานางเป็นประกายเวลามองพี่สาวสองคนขนหีบเงินหีบทองเข้าเรือน
นางหนูซานซานมีเป้าหมายตั้งแต่อายุสามขวบแล้วว่านางจะขนหีบเงินหีบทองเข้าเรือนเช่นกัน ไม่ว่านางจะเข้าใจอะไรหรือไม่แต่นางมักจะคลุกคลีกับพี่สาวสองคนนี้เสมอ อ้าปากให้พวกนางป้อนอาหารเผ็ด ๆแสนอร่อยพวกนั้น ทั้งยังฟังปัญหาชีวิตของพี่สาวฮวาฮวาคนเก่งของนาง แล้วพยักหน้าทำเหมือนรู้ทุกเรื่องไปด้วย
ด้วยการปลูกฝังของพี่สาวที่มีระบบความคิดไม่เหมือนสตรีใดในแคว้นเซี่ยและการนำทางความคิดด้วยหีบทองคำ ทำให้นางหนูซานซานมีวันนี้ในสามเดือนให้หลังนางเป็นสายลับที่ผลงานดีมาก ๆทำเงินอยู่ในห้าอับดับแรกของหอข่าวสารพื้นบ้านไหว ๆเดือนที่แล้วนางทำเงินได้ทะลุเป้า เพราะข่าวเรื่อง“บ้านเล็กของคุณชายทั้งห้าของเหล่าเสนาบดี”
ข่าวนี้หอการข่าวไหวไหวได้รับการว่าจ้างจากเหล่าสตรีชั้นสูงในเมืองหลวงเป็นเพราะในเมืองหลวงตอนนี้ขาดแคลนหนุ่มชั้นเลิศสุด ๆ มีแต่พวกที่อยู่ในระดับดีเยี่ยมซึ่งคนที่มีระดับดีเยี่ยมนั้นก็มีอยู่ห้าคนล้วนเป็นคุณชายที่อยู่ในจวนเสนาบดีหรือไม่ก็เป็นซื่อจื่อในจวนไคกั๋วจวิ้นกง (ข้าราชสำนักที่ได้ยศชั้น“กง” ซึ่งไม่ได้เป็นพระญาติของฮ่องเต้) ในทุกปีจะมีบุตรสาวขุนนางออกเรือนคนที่งดงามและมีความสามารถหน่อย ก็สามารถป่ายปีนไปบนที่สูงได้แต่สตรีที่อยู่ในระดับปานกลางซึ่งมีมากราวดอกเห็ด ย่อมต้องพยายามหาตัวเลือกที่ดีและเหมาะสมที่สุดให้กับตนเอง
ประวัติโดยทั่วไปของคุณชายทั้งห้าสามารถหาได้ง่ายดายเพราะเป็นที่รับรู้ในเมืองหลวงอยู่แล้ว แต่สิ่งที่แม่ ๆอยากรู้ที่สุดก็คือเรื่องบ้านเล็กบ้านน้อยของคุณชายที่พวกนางเล็งให้บุตรสาวเรื่องพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่เป็นที่เปิดเผย ต้องทำการสืบให้ลึกซึ้ง จึงเป็นที่มาของป้ายแขวนในหอการข่าวงานนี้นางหนูซานซานทุ่มสุดตัว หายหัวออกจากบ้านไปถึงห้าวันเต็มมารดาของนางร้อนใจจนต้องมาหาเสี่ยวฮวาฮวาดีที่คราวนั้นนางส่งองครักษ์ของคุณชายคนโปรดไปอารักขาเด็กน้อยจอมซนถึงสองคนผลคือซานซานกลับมาพร้อมกับข้อมูลละเอียด ทำให้นางคว้าเงินค่าจ้างห้าร้อยตำลึงไป(แน่นอนว่าหอข่าวสารของเหมยฮวาย่อมหักค่าดำเนินการไปแล้วห้าร้อยตำลึงการค้าก็เป็นเช่นนี้ ไม่ทำเช่นนี้หอข่าวสารคงอยู่ไม่ได้)
“ข้าอยากได้ผ้าที่บางเบาเหมือนปีกแมลงนั่นนี่เจ้าคะพับละสองพันตำลึง ข้าต้องเก็บเงิน!”นางหนูซานซานพูดอย่างใจใหญ่อันที่จริงนางก็มีสองพันตำลึงแล้วแต่ถ้าเอาออกมาหมดนางก็ไม่เหลืออะไรอีก ซึ่งขัดกับความฝันที่จะเป็นเศรษฐีตัวน้อย ๆอย่างยิ่ง
...ถ้าใช้เงินหมดทีเดียวนางก็จะไม่ได้เป็นเศรษฐีตัวน้อยอีกต่อไปดังนั้นต้องหาเงินให้เท่ากับเงินที่เสียไปก่อนจะใช้เงินจะได้คงสถานะเศรษฐตัวน้อยต่อไป...เด็กน้อยคิด ความคิดของนางเรียบง่ายมาก ๆก็แค่พยายามเติมเต็มหีบเงินหีบทองให้กับตัวเอง ก่อนการใช้จ่ายก้อนใหญ่
ทว่าเสี่ยวฮวาฮวากลับมองนางด้วยสีหน้าซึ่งตะโกนคำว่า“เจ้าจะบ้าเหรอนางหนู” ส่วนซานซานก็ทำตาปริบ ๆ มองกลับมาทั้งยังเอานิ้วจิ้มปากอย่างน่ารักด้วยท่าทาง “ข้าไม่บ้าท่านจะเอาอะไรกับเด็กน้อยอายุห้าขวบกันเล่า”
ฮวาฮวา“...”
ข้าจะทำยังไงกับนางหนูนี่ดี...นางคิดแล้วหันไปทางคุณชายคนโปรดอย่างขอความช่วยเหลือแต่เขากลับมองนางด้วยสายที่บอกว่า “เจ้าเข้าใจความรู้สึกข้าแล้วใช่ไหมล่ะ”ก่อนจะโยนไก่ใส่มือซานซาน ทั้งยังสั่งว่าให้มัดเอาไว้
ซานซานห้าขวบทำตามแต่โดยดีนางกลัวนายท่านลู่มาก ๆ เด็กน้อยควักเชือกออกมา (จากที่ไหนไม่รู้)แล้วมัดขาเจ้าไก่ก่อนจะมัดมันกับตัวเองอีกทีลู่จางเหว่ยพยักหน้าอย่างพอใจที่นางเชื่อฟังดี เหมยฮวากลอกตา
“เจ้าจะหาเงินไปเยอะๆ พี่ไม่ว่าหรอกนะ แต่เจ้าคิดหรือไม่ว่าผ้าที่เหมือนปีกแมลงนั่นแม่เจ้าจะเอาไปทำไม ซื้อไปก็เอาไปเก็บไว้เปล่า ๆ แม่ของเจ้าเป็นสตรีในหมู่บ้านแม้ว่าจะมีเงินมากนักแต่สถานที่อย่างหมู่บ้านสกุลมู่เจ้าจะเอาชุดที่ตัดด้วยผ้าราคาแพงไปทำอะไรเกรงว่าตัดออกมาแล้วมารดาของเจ้าจะไม่กล้าใส่มากกว่าไม่สู้เอาไปซื้อผ้าแพรเนื้อดีที่มีราคา เป็นผ้าสีพื้นไม่ฉูดฉาด ทว่าดูแพงที่เนื้อผ้าข้ามั่นใจว่าเสื้อผ้าที่ตัดจากผ้าเช่นนั้นแม่ของเจ้าต้องยินดีใส่เมื่อถึงวันตรุษจีนแน่ๆ” เหมยฮวาให้เหตุผลอย่างพี่สาวที่ผ่านโลกมากกว่าแก่นาง
ถึงแม้จะมีเงินเช่นไรเราก็ควรจะใช้ให้คุ้มค่า!…นั่นคือคติของเหมยฮวาในยามนี้
พอนางพูดจบก็หันไปทางคุณชายคนโปรดก่อนจะยิ้มเขิน ๆ เมื่อเห็นสีหน้าภูมิใจของเขาเมื่อได้ยินสิ่งที่นางพูดออกมา
“หึ”ซานซานน้อยแบะปากแต่ยังอดไม่ได้ที่ยังจดบันทึกในสมุดที่เป็นข้อมูพิเศษของคู่ตรงหน้า
เสี่ยวฮวาฮวาหันขวับมามองเด็กน้อยด้วยแววตาเฉียบขาดนางหนูรีบยืนตรงพุงแอ่น ๆ ใส่พี่สาว ทำท่าทางว่าข้าเป็นเด็กดีแต่ปากยังอธิบายไปว่า “ข้าได้ยินว่าผ้าที่บาง ๆ เหมือนปีกแมลงนั่นยิ่งเก็บไว้ยิ่งมีค่า ข้าไม่ได้ให้มารดาข้าสวมใส่ แต่ให้เก็บเอาไว้ตอนนี้มันมีมูลค่าสองพันตำลึง ขึ้นจากห้าปีก่อนมาถึงหนึ่งพันตำลึงของที่เป็นงานฝีมือเช่นนี้เวลาผ่านไปย่อมมีมูลค่าสูงอีก...ปีหน้าต้องเป็นสองพันสองร้อยตำลึงปีต่อไปต้องเป็นสองพันห้าร้อยตำลึง ยิ่งเก็บยิ่งดีทรัพย์สินพวกนี้ต่อไปจะเป็นหลักประกันในครอบครัวข้า”
เสี่ยวฮวาฮวามองนางหนูอึ้งๆ แล้วถอนหายใจว่า “นี่เจ้าอายุห้าขวบเองนะ”