ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 4 ตอนที่ 2 แดนศักธิ์สิทธิ์อื่นๆ 2/2

            “สู้กันแล้ว!! สู้กันแล้ว!! ด้านหน้าสาขาที่ห้ามีคนต่อสู้กันแล้ว” ในตอนที่ทุกคนกำลังเดินอยู่นั่นเอง ก็ได้มีเสียงโวยวายของลูกศิษย์คนอื่นในสถาบัน ตะโกนบอกว่ามีคนกำลังจะต่อสู้กันที่ด้านหน้าอาคารหลักสาขาที่ห้า

            “สาขาที่ห้า? สาขาปราณธาตุของข้า ทุกคนข้าขอตัวไปดูสถานการณ์ก่อน” เยว่ฟงกล่าว จากนั้นก็ได้เร่งลมปราณวายุแสงอัสนีของตนเอง ใช้ความเร็วของตนเองออกจากจุดที่อยู่พุ่งไปยังอาคารหลักของสาขาที่ห้าอย่างรวดเร็ว กลุ่มของอูหลินเฟิงทั้งสิบคนต่างยืนงงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

            “จะลองไปดูหรือไม่” จงหมิ่นถาม

            “ลองไปดูก็ได้ แต่เชื่อได้เลยว่าอาจเป็นคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นที่กำลังหาเรื่องกันอยู่ก็ได้” อูหลินเฟิงกล่าว จากนั้นทุกคนก็พุ่งตามเส้นแสงของเยว่ฟงไป เพราะคนที่จะกล้ามีเรื่องในสถาบันเทพราชันแบบนี้ ต้องมาจากแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นแน่นอน

            ..

            ..

            “นี่เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกลับกล้ามาลวนลามข้าผู้นี้” เสียงของสตรีได้ดังขึ้นมาหน้าอาคารหลักของสาขาที่ห้า สาขาปราณธาตุ สตรีที่กล่าวออกมาก็คือถิงถิง ศิษย์สายตรงของผู้อำนวยการสาขาที่ห้าแห่งนี้ ในตอนที่นางกำลังเดินเข้าไปยังสาขาที่ห้าตามปกติของนางก็ได้มี ชายผู้หนึ่งเดินมากอดคอนางพร้อมกล่าววาจาลามกกับนาง นางจึงซัดฝ่ามือที่ผนึกปราณเหมันต์เข้าไปยังร่างของอีกฝ่ายแตกกลับไม่อาจทำร้ายอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย นั่นทำให้ในใจของนางตื่นตระหนกยิ่งนัก เพราะว่านางเองก็เป็นถึงชนชั้นจอมยุทธขั้นกลางเช่นเดียวกับอีกฝ่าย

            “แหมๆ สาวน้อย หน้าตาน่ารักอย่างเจ้าไม่ควรที่จะลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้ หน้าตาอย่างเจ้าควรที่จะเป็นสนมคนที่เก้าร้อยเก้าสิบขององค์ชายอย่างข้า” ชายผู้เป็นคู่กรณีได้กล่าวออกมา ชายผู้นั้นสวมชุดสีเทา และ ยังมีตราสัญลักษณ์รูปบัลลังก์ที่ถูกสร้างจากศาสตราวุธมากมาย อันเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์หมื่นศาสตรา แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งทวีปไร้พิรุณ (ทวีปใต้)

            แดนศักดิ์สิทธิ์ ราชวงศ์หมื่นศาสตรา แดนที่ถูกปกครองโดยรูปแบบของราชวงศ์แบบเดียวกับทวีปปราณฟ้า ปกครองโดยตระกูลหนานกง ผู้ใช้ปราณมิติอันแข็งแกร่ง  ขุมกำลังหลักของราชวงศ์หมื่นศาสตราประกอบไปด้วย หนึ่งราชันเทวะ สองแท้เทวะแท้จริง และ สิบดาบ สิบชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งราชวงศ์หมื่นศาสตรา  

    และชายที่กำลังลวนลามสตรีที่เป็นถึงศิษย์สายตรงของผู้อำนวยการ กลับเป็นถึงองค์ชายของแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ องค์ชายเก้านามว่า หนานกงหมิง 

            “องค์ชาย? สัญลักษณ์นั่น!! หรือว่า...ราชวงศ์หมื่นศาสตรา” ถิงถิงกล่าวออกมาอย่างตื่นตระหนก ตอนที่นางโดนลวนลามกลับไม่ได้สังเกตถึงตราสัญลักษณ์ที่อยู่บนอกของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เมื่อรู้ตัวตนเองอีกฝ่ายนางก็รับรู้ได้ทันทีว่าเหตุใดแม้ระดับลมปราณจะเท่ากัน แต่นางไม่อาจสู้กับอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย 

            “ใช่....ข้าผู้นี้คือ..องค์ชายจากราชวงศ์หมื่นศาสตรา เพราะฉะนั้นการเป็นสนมของข้าย่อมกลายเป็นเรื่องที่ดีของเจ้า เพราะฉะนั้นมากับข้าเถอะ” เมื่อพูดจบ หนานกงหมิงก็พุ่งตัวเข้าไปหวังที่จะจับตัวอีกฝ่ายอีกครั้ง แต่ว่าก่อนที่จะถึงตัวของถิงถิง ก็ได้มีมือของเยว่ฟงที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงคว้าจับเอาไว้ก่อน

            “คิดจะทำอะไร!!! ถึงแม้ท่านจะเป็นถึงองค์ชายของแดนศักดิ์สิทธิ์อื่น แต่ว่าที่นี่คือสถาบันเทพราชัน โปรดให้เกียรติกันด้วย” เยว่ฟงกล่าว ด้วยระดับลมปราณที่มากกว่าเยว่ฟงจึงสามารถพุ่งเข้ามาหยุดมือของหนานกงหมิงได้ แต่ว่าสิ่งนั้นก็ทำให้ในใจเยว่ฟงรู้สึกตกใจยิ่งนักเพราะว่าเขาจำเป็นต้องใช้ลมปราณถึงแปดส่วนเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายมีระดับลมปราณน้อยกว่า

            “แล้วอย่างไร? หากเอาชนะข้าได้ค่อยมาว่ากัน” หนานกงหมิง ที่โดนคว้าข้อมือไว้ก็ได้เร่งลมปราณของตนเองผลักดันมือที่คว้าจับข้อมือของเขาจนทำให้การจับกุมนั้นหลุดออก

            “อะไรกัน!” เยว่ฟงกล่าวอย่างตื่นตระหนก อีกฝ่ายใช้เพียงแค่ลมปราณบริสุทธิ์ผลักดันมือของเขาออกมาได้อย่างง่ายดาย ความเข้มข้นของลมปราณนี้มหาศาลมากนัก 

            หนานกงหมิงคิดจะซัดฝ่ามือไปยังร่างของเยว่ฟง แต่ก่อนที่เขาจะซัดไปสายตากับเหลือบไปเห็น กลุ่มของอูหลินเฟิงที่ตามมาทีหลัง สายตาของเขานั้นเพ่งไปยังสตรีแต่ละคนที่อยู่ในกลุ่ม

            “หญิงงามมากมายนัก” หนานกงหมิงกล่าวพร้อมกับที่พุ่งไปหาสตรีทั้งห้าคน ด้วยความเร็วสูง

    เยว่ฟงไม่สามารถตามการกระทำของอีกฝ่ายได้ทัน ตอนแรกเขาเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะโจมตีอยู่แท้ๆ อยู่ๆ ก็หยุดมือแล้วพุ่งไปอีกทางเสียอย่างนั้น ทำให้แม้เยว่ฟงจะมีความเร็วที่มากกว่าหนานกงหมิง แต่ว่าก็ไม่อาจตามไปได้ทัน 

            ไม่ว่าจะเป็น กวนซ่างซี เสวี่ยหานเอ๋อร์ ไป๋หลันฮวา กู่ซือเอิน เซี่ยชิงเอ๋อร์ หญิงทั้งห้าคนต่างมีความงามที่แตกต่างกัน กวนซ่างซีแม้จะมีความงามที่ด้อยที่สุดในคนทั้งห้าแต่ก็ถือว่าเป็นหญิงงามคนหนึ่ง เสวี่ยหานเอ๋อร์ ที่เป็นสตรีตัวเล็กแต่มีความสวยงามที่น่าทะนุถนอมราวกับดอกไม้ ไป๋หลันฮวามีความงามที่งดงามราวกับภาพวาดของทิวทัศน์ที่สวยงามถูกขนานนามว่าหญิงงามอันดับหนึ่งของทวีปราณฟ้า เซี่ยชิงเอ๋อร์ความงามของนางควรขนานนามว่าความสง่างามราวกับบุรุษ กู่ซือเอิน เป็นสตรีที่มีความงดงามด้วยรูปโฉมที่สามารถสะกดผู้คนได้หากนางไม่ใช่ว่านางเป็นสตรีจากตระกูลกู่ที่มีชื่อเสียงย่ำแย่ นางมีความงดงามพอๆ กับไป๋หลันฮวาที่ถูกขนานนามว่าหญิงงามอันดับหนึ่งของทวีปเลยทีเดียว

            “งามยิ่งนัก” หนานกงหมิงที่พุ่งตัวมาด้วยความเร็วสูงได้มายืนหยุดอยู่หน้า กู่ซือเอิน พร้อมกับคิดจะนำมือจับไปยังใบหน้าของนาง แต่ว่าก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะได้สัมผัสบนใบหน้ากู่ซือเอิน อยู่ๆ นิ้วของเขากลับเชื่องช้าลงอย่างมาก ‘อะ.ไร..กัน ความ.คิด..ของ.ข้า..ช้า..ลง’ ความคิดและร่างกายของหนานกงหมิงเกิดการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าลงอย่างชัดเจน

            ทักษะจิตวิญญาณ เยือกแข็งจิตวิญญาณ อูหลินเฟิงที่ตามมาทีหลังสุด สามารถเห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจนจึงลงมือแช่แข็งดวงจิตวิญญาณของอีกฝ่าย

            ‘คิดจะมาสัมผัสใบหน้าของสตรีที่ข้าชื่นชอบอย่างนั้นหรือฝันไปเถอะ!!!’

    ไม่เพียงเท่านั้นผิวของกู่ซือเอินก็ได้กลายเป็นสีฟ้า นางได้โคจรลมปราณเทวราชพันพิษ ขึ้นมาปกป้องตนเองหากอีกฝ่ายคิดจะสัมผัสใบหน้าของนางก็ต้องเตรียมใจที่จะโดนผิดเอาไว้ด้วย

            “พิษ!!” หนานกงหมิงที่เห็นผิวของสตรีตรงหน้าเปลี่ยนไปก็คิดจะชักมือกลับ แต่เขาที่โดนเยือกแข็งดวงจิตนั้นกลับไม่สามารถดึงมือกลับมาได้ดั่งใจ ปลายนิ้วของเขาได้สัมผัสเข้ากับบริเวณผิวที่มีพิษของกู่ซือเอินไปเล็กน้อย แต่ว่าต่อให้เล็กน้อยขนาดไหนผิดที่รุนแรงของกู่ซือเอินก็แทรกซึมเข้าสู่นิ้วมือของหนานกงหมิงอย่างรวดเร็ว เมื่อโดนพิษที่แข็งแกร่งทำให้เขาหลุดออกจากการสะกดของอูหลินเฟิง และ รีบถอยออกไปอย่างรวดเร็ว 

            “เจ้ากล้า!! ส่งยาถอนพิษมาเดี๋ยวนี้” หนานกงหมิงที่เห็นว่าปลายนิ้วของเขากำลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าจากพิษ ก็ได้ตะโกนออกมาด้วยความโมโห ไม่อยากจะคิดเลยว่าสตรีที่งดงามตรงหน้ากับร้ายกาจถึงเพียงนี้ พิษนี้สร้างความเจ็บปวดให้แก่ที่นิ้วมืออย่างมหาศาล

            “ไม่” กู่ซือเอินตอบสั้นๆ ด้วยสีหน้าเย็นชาของนาง แต่นั่นยิ่งกลับทำให้หนานกงหมิงโมโหมากขึ้น

            “ได้ ถ้างั้นข้าจะบังคับให้เจ้านำออกมา” นานก็หมิงที่ได้ยินดังนั้นก็เร่งลมปราณของตนเอง มิติรอบๆ เกิดการบิดเบี้ยว จากนั้นได้มีศาสตราวุธต่างชนิดค่อยๆ ออกมาจากมิติรอบๆ ล้วมตัวของกู่ซือเอินเอาไว้

            “ถ้าหากยังไม่ยอมนำยาถอนพิษออกมา ศาสตราวุธนับร้อยนี้จะแทงทะลุร่างเจ้า” หนานกงหมิงกล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ตอนนี้เขาเริ่มที่จะมีเหงื่อไหลออกมาไม่น้อยจากความเจ็บปวดที่ได้รับจากพิษ พิษของกู่ซือเอินกระจายไปภายในของหนานกงหมิงอย่างรวดเร็ว 

            “ไม่” กู่ซือเอินกล่าวเช่นเดิมด้วยสีหน้าเย็นชา นางไม่ได้กลัวศาสตราวุธพวกนี้เลยแม้แต่น้อย

            “ได้ งั้นก็ตายซะ” หนานกงหมิงคิดที่จะควบคุมศาสตราวุธทั้งหมดให้แทงไปยังกู่ซือเอิน แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำนั้นก็ได้มีเสียงของชายอีกคนที่ทรงอำนาจกล่าวออกมา

            “หยุด!!” เสียงคำกล่าวนั้นมาพร้อมกับพลังลมปราณที่แข็งแกร่ง อาวุธมากมายที่ออกมาจากรอยแยกมิตินั้นค่อยๆ หายไป มิติที่บิดเบี้ยวได้กลับไปเป็นอย่างเดิม ชายผู้หนึ่งได้เดินออกมาจากอีกทิศทาง  ชายผู้นั้นและหนานกงหมิงมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกันถึงเจ็ดส่วน แสดงให้เห็นว่าทั้งสองต้องเป็นพี่น้องกันอย่างแน่นอน ชายที่มาทีหลังก็คือ องค์ชายห้า แห่งราชวงศ์หมื่นศาสตรา หนางกงอวี้

            “ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าได้ก่อเรื่องที่นี่เป็นอันขาด” หนานกงอวี้ ดุน้องชายของตนเองเขาย่อมรับรู้ว่าน้องชายของตนเองมีนิสัยเจ้าชู้และชอบลวนลามหญิงงามเป็นอย่าง คาดสายตาเพียงนิดเดียวน้องชายเขาก็ออกมาก่อเรื่องจนได้

            “แต่เสด็จพี่พวกนั้นทำให้ข้าบาดเจ็บ” หนานกงหมิง กล่าวพร้อมกับชูนิ้วของตนที่ตอนนี้พิษได้ลุกลามไปจนถึงข้อมือแล้ว

    หนานกงอวี้จึงหันไปหาสตรีที่โคจรลมปราณพร้อมกับมีผิวสีฟ้าที่เหมือนกับสีพิษที่อยู่บนผิวของน้องชายตนเอง แล้วกล่าวว่า “ต้องขออภัยแม่นาง น้องชายของข้าแม้จะไม่ใช่คนดีแต่โปรดละเว้นสักครั้งได้หรือไม่”

            “เหตุใดต้องละเว้น สิ่งนี้เป็นน้องชายของท่านทำตนเอง” อูหลินเฟิงกลับเป็นผู้ที่กล่าวออกมาแทนกู่ซือเอิน แม้ว่าโดนปกติแล้วอูหลินเฟิงมักจะไม่หาเรื่องใครก่อน ที่ครั้งนี้เป้าหมายของอีกฝ่ายกับเป็นกู่ซือเอิน 

            “เจ้าเป็นใคร? น้องชายของข้ามีเรื่องกับแม่นางผู้นี้ ไม่ใช่เจ้า” หนานกงอวี้กล่าว

            “ข้าคือคนรักของนาง การที่น้องชายของเจ้าพยายามที่จะลวนลามคนรักของข้า..เหตุใดข้าจะเข้ามายุ่งไม่ได้” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างท้าทาย คำพูดของอูหลินเฟิงสามารถเรียกเสียงหัวเราะเล็กๆ ของเสวี่ยหานเอ๋อร์ได้

            “อิอิ ดีมากเจ้าค่ะคุณชายใหญ่อู” และเมื่อเสวี่ยหานเอ๋อร์หันไปหากู่ซือเอิน แม้ว่านางจะยังทำหน้านิ่งเหมือนเดิมแต่หากสังเกตที่หูของกู่ซือเอินดูดีๆ จะพบว่า ตอนนี้หูของกู่ซือเอินนั้นแดงมากนัก

            “ถ้าเช่นนั้นข้าต้องทำอย่างไร พวกท่านถึงจะยอมมอบยาถอนพิษให้แก่น้องชายข้า” หนานกงอวี้ยอมถอย เขายอมเจรจาเพื่อขอยาถอนพิษแก่น้องชายของตนเอง

            “โอสถแบ่งแยกจิตสี่เม็ด แลกกับยาถอนพิษน้องชายเจ้า” อูหลินเฟิงกล่าว สิ่งนั้นสร้างความตื่นตระหนกให้แก่หนานกงอวี้ เป็นอย่างยิ่ง โอสถรวมจิต เป็นโอสถระดับเก้าที่ถูกสร้างขึ้นโดยราชวงศ์หมื่นศาสตรา และจะครอบครองได้เฉพาะคนในราชวงศ์เท่านั้น เป็นโอสถที่จะช่วยในการฝึกฝนแบ่งแยกจิต ทำให้คนในราชวงศ์สามารถควบคุมศาสตราวุธได้หลายชนิดพร้อมกัน และยังสามารถควบคุมให้แต่ละอาวุธออกกระบวนท่าที่ต่างกันได้ ถือเป็นโอสถระดับสูงที่จะมอบให้แก่คนในราชวงศ์เท่านั้น

            “นี่เจ้า!!” คนที่โวยวายออกมากลับเป็นหนานกงหมิง แบบนี้มันถือโอกาสขู่กรรโชกกันชัดๆ มูลค่าของโอสถแบ่งแยกจิตเพียงหนึ่งเม็ดก็เท่ากับรายได้ของตระกูลระดับกลางเกือบห้าปีเลยทีเดียว 

            “เงียบซะ!!!..เรื่องทั้งหมดก็เกิดขึ้นเพราะเจ้า...ข้าให้ได้เพียงแค่สองเม็ดเท่านั้น” หลังจากที่ดุน้องชายตัวเอง หนานกงอวี้อัรไปบอกกับอูหลินเฟิง แม้ว่าจะไม่พอใจ แต่ว่าหนานกงอวี้ก็ได้หยิบโอสถแบ่งแยกจิตออกมา

            “ได้...สองเม็ดก็ได้ ซือเอิน มอบยาถอนพิษให้เขาที” อูหลินเฟิงหันไปกล่าวกับกู่ซือเอิน นางเองก็ยอมมอบยาถอนพิษให้แก่อูหลินเฟิงง่ายๆ

            “รับไป/รับไป” อูหลินเฟิงและหนานกงอวี้ ต่างมอบสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการให้แก่กัน หนานกงอวี้จึงมอบยาถอนพิษให้แก่หนานกงหมิง เมื่อเขาได้รับยาถอนพิษจึงกินมันไปทันทีพิษที่ลามไปจนเกือบถึงข้อศอก เมื่อได้รับยาถอนพิษผิวก็ค่อยๆ กลับมาเป็นเหมือนเดิม ลมหายใจของหนานกงหมิงเริ่มกลับมาเป็นปกติ 

            “ไปได้แล้ว” หนานกงอวี้หันไปไล่น้องชายตนเอง จากนั้นได้กลับไปมองอูหลินเฟิง

            “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่ว่าการที่เจ้านำโอสถแบ่งแยกจิตไป อาจจะทำให้ราชวงศ์หมื่นศาสตรามองเจ้าเป็นศัตรู คิดว่าเจ้าจะรับมือไหวงั้นหรือ” หนางกงอวี้กล่าว พร้อมกับของไปยังอูหลินเฟิง ด้วยพลังปราณระดับหก อูหลินเฟิงย่อมต้องเป็นบุตรหลานของตระกูลรดับกลางสักตระกูล ไม่มีทางรับมีความโกรธของแดนศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างแน่นอน 

            “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ลองมาดูกันว่า ราชวงศ์หมื่นศาสตรา จะอยากเป็นศัตรูกับข้าหรือเปล่า” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมๆ กับที่นำป้ายหยกขาวออกมาควงเล่น

            “ป้ายหยกขาว?? คนของแดนศักดิ์สิทธิ์?” หนานกงอวี้กล่าวอย่างแปลกใจ อีกฝ่ายมีระดับลมปราณเพียงแค่ระดับหก ขั้นสูง กลับสามารถเป็นตัวแทนของแดนศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างนั้นหรือ อีกทั้งคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นในรุ่นเดียวกันเขาต่างรู้จักพวกนั้นทั้งหมด กลับไม่เคยเห็นชายหนุ่มตรงหน้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว

            “ข้ามีนามว่าอูหลินเฟิง หลานชายของเทพราชันวิญญาณ เนี่ยหลี่” อูหลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน เนี่ยหลี่ก็คือนามของเทพราชันวิญญาณผู้นำตระกูลเนี่ยคนปัจจุบัน

            “สายเลือดตระกูลเนี่ยงั้นหรือ ก็ได้...ถือว่าครั้งนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” เมื่อเห็นว่าการข่มขู่ไม่สำเร็จ หนางกงอวี้จึงเดินจากไปพร้อมกับน้องชาย หอคอยวิญญาณถือว่าเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด และ ยังเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีความรู้มากมาย การไปมีเรื่องกับหอคอยวิญญาณถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดนัก 

            “ซือเอินเป็นอะไรหรือไม่” อูหลินเฟิงหันไปถามกับกู่ซือเอิน

            “ขะ ข้าไปเป็นคนรักของเจ้าเมื่อไหร่” กู่ซือเอินกล่าวอย่างตะกุกตะกักด้วยน้ำเสียงที่เบายิ่งนัก แต่อูหลินเฟิงที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้กับได้ยินอย่างชัดเจน

            “ก็ตั้งแต่ตอนที่ข้าบอกเมื่อกี้ไง” อูหลินเฟิงกล่าว เกรงว่าหากให้เขาจีบกู่ซือเอินไปเรื่อยๆ หากแนวเขินมากๆ คงจะหนีอีกอย่างแน่นอน จึงเลือกที่จะมัดมือชกโดยการบอกว่าอีกฝ่ายเป็นคนรักต่อหน้าคนอื่นอาจจะได้ผลมากกว่า

            “จะ เจ้าคิดไปเองได้ไง”

            “แต่เจ้าก็ชมชอบข้าเช่นกันไม่ใช่หรือ ข้าชอบเจ้า เจ้าชอบข้า เหตุใดเราถึงไม่ใช่คนรักกัน?” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิม

            “ขะ ข้า…” กู่ซือเอินที่โดนไล่ต้อนจนหัวเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนั้นเองที่นางไม่รู้ว่าจะตอบโต้อย่างไรก็ได้มีศอกของเสวี่ยหานเอ๋อร์เข้ามาสะกิด พร้อมกับที่เสวี่ยหานเอ๋อร์แอบเข้ามากระซิบบางสิ่งกับกู่ซือเอิน แม้ไม่รู้ว่านางพูดอะไรแต่กู่ซือเอินกลับค่อยๆ หันมาจ้องตาของ อูหลินเฟิง จนเขาแปลกใจที่ซือเอินมีความกล้าขึ้นอย่างรวดเร็วขนาดนี้ เขานึกว่านางจะเขินจนไม่กล้าสบตาเสียอีก

            “กะ ก็ได้ข้าเป็นคนรักของเจ้า” กู่ซือเอินกล่าวเสียงเบายิ่งนัก เสียงของนางนั้นราวกับกระซิบแต่สำหรับอูหลินเฟิงแล้ว สิ่งนี้กลับดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำไปมาอยู่อย่างนั้น

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน