เป่ยลู่หลินเฝ้ามองการสนทนาของทั้งสองอย่างเหม่อลอย นี่ในตอนนี้รู้สึกเหมือนกับว่าได้รับรู้เรื่องที่ไม่ควรจะรู้เข้าเสียแล้ว อะไรคืออาชูร่าอะไรคือหน้าที่ของบัลลังก์ราชันหลังจากนางได้ยินพวกเขาพูดคุยกันเหมือนกับว่านางได้กระจ่างในหัวใจแล้ว ชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าของนางประดุจชายผู้แบกรับชะตากรรมทุกอย่างของโลกใบนี้เอาไว้
การที่ได้ถือครองพลังอันมากมายของบัลลังก์แห่งราชันก็เหมือนการตั้งตนเป็นศัตรูกับเหล่าเงาปราณอาฆาตเมื่อครู่ที่แม้ขนาดนางเป็นจักรพรรดิเทวะยังได้แต่สั่นกลัว ในเวลานี้เองมุมมองของเป่ยลู่หลินที่มองเฟยหรงนั้นเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก จากเดิมที่มองว่าชายหนุ่มเป็นนายน้อยจอมเสเพลแต่บัดนี้ท่าทางอันห้าวหาญของเขากลับทั้งน่าเคารพและเชิดชู
แต่หญิงสาวหารู้ไม่ว่าที่เฟยหรงทำไปแท้จริงไม่ได้มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้นเขาเพียงอยากจะสร้างสถานที่ๆครอบครัวของเขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้และปลอดภัยก็เท่านั้น เพื่อทดแทนที่เมื่อชาติก่อนเขาทำแต่สงครามจนหลงลืมให้ความสำคัญกับครอบครัวและคนที่รัก
ส่วนทางด้านเฟยหรงเมื่อพูดคุยกับเจ้าบัลลังก์ราชันคนนี้สักพัก ร่างเงาของเจ้าแห่งบัลลังก์ความมืดก็ค่อยๆขางลงเรื่อยๆนั่นเพราะเป้าหมายของเขาบรรลุแล้วนั่นเอง
"เด็กหนุ่มผู้ครองโชคชะตาที่เหนือสวรรค์เอ๋ย เมื่อปลดผนึกโลกใบนี้จงระวังตัวไว้ให้ดี บัลลังก์ราชันเป็นสิ่งที่ยั่วยวนคนภายนอกของโลกใบนี้มาอย่างช้านานหากไม่แข้งแกร่งมากพออย่าได้เปิดเผยมันสู่โลกภายนอกโดยเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่"
"ข้าเข้าใจแล้ขอรับ เช่นนั้นข้าขอทราบนามของท่านได้หรือไม่??"
"ฮ่าๆๆข้ามีนามว่าจีเซียงเฉิน"จีเซียงเฉินกล่าวตอบอย่างยินดี
"แซ่จี??ตระกูลโบราณงั้นหรือ??"เฟยหรงกล่าวอย่างตกตะลึง จีเซียงเฉินยกนิ้วขึ้นทาบปากประดุจกับบอกว่าให้เก็บเป็นความลับระวังพวกเราอย่างไรอย่างนั้นซึ่งเฟยหรงแม้จะไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายเท่าไรแต่เขาก็ย่อมทำตายโดยพลัน เนื่องจากนี่เป็นคำขอสุดท้ายของชายคนนี้แล้วนั่นเอง
"เห้นแก่ที่เจ้าปลดปล่อยข้าจากภาระอันยาวนาน นอกจากบัลลังก์ราชันแล้วข้าก็มีของขวัญให้เจ้าเช่นกันแม้มันจะไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากแต่ก็ถือว่าสะดวกไม่น้อยเลยทีเดียว"จีเซียงเฉินเคลื่อนกายมาหาเฟยหรงนิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าผาก ขับเคลื่อนและถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้อย่างรวดเร็ว
ภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามเฟยหรงดวงตาเบิกกว้างและมองไปที่จีเวียงเฉินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใส เคล็ดวิชาที่จีเวียงเฉินมอบให้มีสามวิชาด้วยกัน หนึ่งคือทักษะปีศาจกลืนกิน สองคือวิชามิติแห่งจิตวิญญาน และทักษะที่สามคือทักษะเขตแดนเทพมารกลืนเทวา โดยทั้งสามวิชานี้เป็นวิชาขั้นเทวะทั้งสิ้น
"ทักษะปีศาจกลืนกินคือทักษะที่ทำให้เจ้าดูดกลืนลมปราณของคนอื่นมาเป็นของตนเองได้ วิชานี้แม้จะดูเหมือนวิชาสายมารแต่มันก็มีประโยชน์ไม่น้อยและข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ใช้มันพร่ำเพรื่อ"
"ส่วนทักษะมิติแห่งจิตวิญญาน ทักาะนี้ไม่ได้มีพลังในการทำร้ายผุ้คนแต่คือทักาะที่ใช้สรรค์สร้าง เจ้าสามารถสร้างอุปกรณ์มิติที่สามารถให้คน สัตว์ หรือแม้แต่จิตวิญญานเข้าไปอยู่ด้านในได้ด้วยทักษะนี้ นับว่าเป็นทักษะที่สะดวกสำหรับคนที่ดูเจ้าชู้เช่นเจ้าไม่น้อย ฮ่าๆๆ"
"ส่วนสุดท้ายคือเขตแดนเทพมารกลืนเทวา แค่เชื่อก็รุ้แล้วว่าเป็นทักษะเขตแดน เมื่อศัตรูเข้ามาอยู่ในเขตแดนของเจ้าพวกมันจะโดนกลืนกินพลังปราณไปทีละน้อยๆหรืออาจจะเรียกได้ว่า พลังปราณของเจ้าจะไม่มีวันหมดหากเจ้าใช้ทักาะเขตแดนนี้ แต่ในทางกลับกันเจ้าเองก็จะต้องเสียพละกำลังและพลังวิญญานไปไม่น้อยเลยทีเดียวดังนั้นเวลาใช้ก็จงพึงระวังเอาไว้ด้วยละ"จีซียงเฉินกล่าว ร่างกายของเขาโปรงแสงและหายไปในคำพูดสุดท้าย เฟยหรงที่ได้รับรู้ข้อมูลของทักาะวิชาก็ดีใจยกใหญ่ เพราะมันทั้งหมดล้วนแต่ล้ำค่าและไม่มีอะไรมาเปรียบได้
ชายหนุ่มผสานมือคาราวะไปทางที่เสี้ยววิญญานของจีเซียงเฉินหายไปด้วยความซาบซึ้งและจริงใจ และเขายังปฏญานเอาไว้ว่าจะใช้วิชาเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดยกเว้นทักษะปีศาจกลืนกินที่เขาจะใช้ในเวลาที่จำเป็นเท่านั้น
"ไม่มีอะไรแล้วกลับกันเถอะ"เฟยหรงหันหลังพร้อมกล่าวโดยพลัน เป่ยลู่หลินตอนนี้เหมือนกำลังเหม่อลอยอย่างไรอย่างนั้น สายตาที่จับจ้องมาทางเฟยหรงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นางในตอนนี้ทั้งเคารพและเลื่อมใสเฟยหรงอย่างยิ่ง
"เจ้ามองเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร หรือจะตกหลุมรักข้าเข้าแล้ว"เฟยหรงกล่าวอย่างหยอกล้อ เป่ยลู่หลินหน้าแดงระเรื้อเต็มไปด้วยความอับอาย ก่อนที่จะหันหลังและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว "นี่ข้าคิดบ้าอะไรอยู่"นางอุทานกับตัวเองพร้อมเดินออกไป ส่วนเฟยหรงนั้นเขาก็หัวเราะคิกคักยกใหญ่และเดินตามออกไปเช่นกัน
ด้านนอกของพระราชวังเทพมาร ในเวลานี้ไม่มีไอปราณอาฆาตอีกต่อไป เฟยหรงและเป่ยอิงอิงเมื่อเดินออกมาจากด้านใน พวกเขาก็ต้องชะงักฝีเท้าโดยพลัน ด้านบนท้องนภาในเวลานี้มีกลุ่มคนที่กำลังมองมาที่พวกเขาด้วยท่าทีประหลาดใจ และนั่นไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเหล่าคนของตำหนักรัตติกาล
"ไปเถอะ ข้าเบื่อที่นี่แล้ว"เฟยหรงว่ากล่าว เหล่าคนของตำหนัรัตติการที่ได้ยินถึงกับคิ้วกระตุกใบหน้าเต้มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว การที่เฟยหรงไม่เห้นพวกมันอยู่ในสายตามันก็เหมือนกับว่าชายหนุ่มกำลังหยามตำหนักรัตติการของพวกมันดังนั้นพวกมันจึงพากันลงมาล้อมเฟยหรงและเป่ยลู่หลินอย่างรวดเร็ว
"เจ้าเด็กน้อยช่างกล้านักนะที่ไม่เห็นตำหนักรัตติการอยุ่ในสายตา คุกเข่าลงและมอบหญิงสาวนางนั้นมาให้พวกข้าแล้วเจ้าจะได้ออกไปอย่างมีชีวิต ฮ่าๆๆ"พวกมันพากันขู่ขวัญและหัวเราะยกใหญ่ เฟยหรงที่ได้เห้นก็อดทำท่าทีเหนื่อยใจไม่ได้เพราะอีกฝ่ายมีระดับสูงสุดเพียงแค่ราชันเทวะขั้นต้นเท่านั้นเอง แต่กลับทำท่าทีหยิ่งผยองซะเหมือนกับว่าตนเองเป็นมหาเทวะอย่างไรอย่างนั้น
เฟยหรงเตรียมใช้ทักษะสังหาร แต่ก็ต้องหยุดเอาไว้เนื่องจากเป่ยลู่หลินเข้ามาขวางหน้าของเขา ตลอดเวลาที่นางได้เดินทางมากับชายคนนี้นางยังไม่ได้ทำอะไรเลย ในฐานะผู้คุ้มกันนางรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อโอกาสมาถึงนางก็อยากทำหน้าที่ของนางบ้างก็เท่านั้น
"ตามใจเจ้าแล้วกัน แล้วข้าจะรอดู"เฟยหรงลดมือตัวเองลงและอิงตัวเองที่หน้าประตูสายตามองไปที่เป่ยลู่หลินที่ตอนนี้นางกำลังค่อยๆลงไปบนท้องนภาประดุจนางเซียนผู้งดงาม ทุกย่างก้าวที่นางเหยียบย่างบริเวรนั้นจะถูกเปลี่ยนกลายเป็นสายน้ำที่เบาบางและอ่อนโยน
สายตาที่เย็นชาจับจ้องไปที่พวกตำหนักรัตติการอย่างเมินเฉย นางเพียงสบัดมือเบาๆหมู่เมฆาที่สว่างไสวกลับกายเป็นดำมืดพร้อมด้วยเม็ดฝนที่ตกลงมา ก่อนที่มันจะก่อตัวกลายเป็นหมู่มวลมัจฉาเข้าโจมตีอีกฝ่ายจนพวกมันถึงกับหน้าถอดสี การที่สามารถควบคุมสภาพอากาศได้เช่นนี้เห็นทีจะมีเพียงจักรพรรดิเทวะเท่านั้นที่ทำได้ แต่ยังไม่ทันที่มันจะได้กรีดร้องอะไรน้ำฝนที่ก่อตัวเป็นวาฬขนาดใหญ่ก็กลืนกินร่างกายอขงพวกมันหายไปจนหมดสิ้น
"เห้อ ไม่มีปราณีเลยนะ ข้าคิดว่าคงจะได้ยินคำกล่าวอ้างถึงความยิ่งใหญ่ของตำหนักรัตติกาลซะอีก"เฟยหรงกล่าวอย่างเบื่อหน่าย ก่อนที่เขาจะบินทยานมาหาหญิงสาว
"ไปเถอะ ข้าอยากกลับหอกระบี่แล้ว"เฟยหรงว่ากล่าว หนึ่งหญิงหนึ่งชายพากันทะยานร่างหายไปกับกลีบเมฆาที่ตอนนี้กลับมาขาวสว่างดังเดิม