ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 2 บทที่ 59 เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว (2)


            “ที่นี่ไม่มีสาขาย่อยของอวี้หลินเว่ยเหรอ?”

            “นาย ไม่สิ คุณเป็นคนของอวี้หลินเว่ยงั้นเหรอ?” หญิงสาวตกใจจนน้ำเสียงพุ่งสูงขึ้นอีกระดับก่อนพูดขึ้นติดๆ ขัดๆ “คุณเป็นสมาชิกที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเหรอคะ?”

            สวีหยางอี้มองเธอด้วยสายตาแปลก “ไม่ใช่”

            สีหน้าของหญิงสาวกับเจ้าไก่ตัวเมียดูโล่งอกลง

            ชายหนุ่มปีศาจหลบอยู่หลังต้นไม้ก็พลอยผ่อนลมหายไปด้วย

            สวีหยางอี้หรี่ตาลงพลางทอดสายตาไปที่ถนนทางหลวง “พวกเขาขอนัดฉันเป็นพิเศษแต่ฉันยังไม่ได้ไป”

            “ขอนัดคุณเป็นพิเศษ?!” วินาทีต่อมาเสียงร้องตกใจของทั้งสามคนด้านหลังสวีหยางอี้ก็ดังขึ้นมาพร้อมกันสวีหยางอี้ผละสายตากลับไปมองปีศาจหมาป่า “ถ้าที่นี่ไม่มีอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยพาฉันเข้าไปที่เมือง แล้วซื้อตั๋วรถไฟไปที่เมืองถานซานให้ฉันก็แล้วกัน”

            “ได้ครับ!” ปีศาจหมาป่าตอบรับ ดวงตาพลันเป็นประกายขึ้นทันที

            “ไม่จำเป็นค่ะ!” สิ้นสุดเสียงพูด เสียงของหญิงสาวก็ดังขึ้นทันที “ถึงแม้ตำบลไป๋ของพวกเราจะไม่มีสาขาย่อยของอวี้หลินเว่ย!แต่ว่าตระกูลของพวกเราสามารถช่วยคุณติดต่อกับอวี้หลินเว่ยได้! คุณน่าจะยังไม่รู้ประกาศฉบับใหม่ของอวี้หลินเว่ยประกาศไว้ว่าผู้ฝึกตนหน้าใหม่ที่ต้องการเข้าร่วมกับอวี้หลินเว่ยต้องไปลงทะเบียนที่สาขาย่อยก่อนหากผ่านการตรวจสอบสถานะผู้ฝึกตนตนแล้ว ถึงจะได้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ!”

            สวีหยางอี้ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เป็นประกาศตั้งแต่เมื่อไหร่?”

            “เมื่อสามปีก่อนค่ะ!” ใบหน้าหญิงสาวแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อยเธอพยายามข่มความตื่นเต้นภายในใจเอาไว้ “ก่อนหน้านี้สามปีเกิดเหตุโศกนาฏกรรมจากน้ำมือของจูหงเสวี่ยที่เมืองเฟิงอี้ถูกขนานนามว่าเป็นเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบห้าสิบปี! คุณรู้จักจูหงเสวี่ยใช่ไหม?มันคือปีศาจโบราณที่สืบทอดสายเลือดมาจากจิ้งจอกเก้าหางสีเงิน!เป็นปีศาจร้ายกาจเป็นอันดับที่เก้าจากลิสต์รายชื่อปีศาจ!”

            ไม่มีใครมองเห็น สวีหยางอี้กำมือแน่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง

            ก่อนหน้านี้สามปีงั้นเหรอ? คดีครั้งใหญ่จากฝีมือของจูหงเสวี่ยงั้นเหรอ?

            “เล่าให้ละเอียดกว่านี้หน่อย?” สวีหยางอี้รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆเขาเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

            “นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก” หญิงสาวสูดลมหายใจเจ้าลึกๆ ก่อนพูดต่อ“ก่อนหน้าสามปี คุณรู้จักพิธีจบการศึกษาครั้งใหญ่ของเทียนเต้าองค์กรสูงสุดของโลกผู้ฝึกตน คุณรู้จักใช่ไหม? เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือที่สุดในโลกผู้ฝึกตน!นักเรียนที่จบการศึกษาจากที่นี้แตกต่างกับผู้ฝึกตนที่อยู่ตามชายแดนอย่างพวกเราลิบลับมีองค์กรมากมายต่างตั้งหน้าตั้งหน้ารอรับพวกเขาเข้าทำงาน! ยิ่งถ้าเป็นผู้ชนะของมณฑลในรุ่นนั้น...เหอะๆ ... เกรงว่าคงสามารถเลี้ยงดูตระกูลผู้ฝึกตนขนาดเล็กได้เลยทีเดียว!”

            หญิงสาวยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้นราวกับตัวเธอเป็นผู้ชนะเสียเองแต่เมื่อเธอเหลือบมองหน้าสวีหยางอี้ในระหว่างนั้นก็หุบปากลงทันทีก่อนกระแอมเสียงและพูดขึ้นอย่างเคอะเขิน “ต้องขอโทษคุณด้วย...ฉันพูดนอกเรื่องไปแล้ว คุณคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม?”

            ในสายตาของหญิงสาว เห็นสวีหยางอี้ก้มหน้าลงก้มไม่พูดเอ่ยปากเอื้อนเอ่ยจนเธอคิดว่าอีกฝ่ายกำลังรำคาญตัวเธออยู่ แต่หารู้ไม่ว่าภายในใจของสวีหยางอี้ตอนนี้หลากอารมณ์จนยุ่งเหยิงไปหมด

            “พูดต่อ” เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอย่างเคยชิน แต่ก็ไม่มีบุหรี่

            “เรื่องมันเป็นแบบนี้ ในปีนั้น เนื่องจากระบบรักษาความปลอดภัยของเทียนเต้าขัดข้องจึงทำให้เกิดเหตุการณ์จูหงเสวี่ยบุกเข้าไปสังหารตระกูลผู้ฝึกตนของมณฑลหนานทงและคร่าชีวิตผู้คนไปร่วมเจ็ดพันกว่าคนรวมไปถึงรุ่นพี่ขั้นจู้จีทั้งแปดคนด้วย! ว่ากันว่าโศกนาฏกกรรมครั้งนั้น เจิ่งนองไปด้วยเลือดราวกับสายธารไม่มีผู้ใดมีชีวิตรอดออกมาแม้แต่คนเดียว!”

            สวีหยางอี้ผ่อนลมหายใจอย่างใจหาย ก่อนคลี่ยิ้มขึ้นเล็กน้อย

            อันที่จริงมีผู้รอดชีวิตนะ...

            มีสองคนที่รอดชีวิตออกมาได้....

            มีตัวเขา และฉู่เจาหนานที่เขาช่วยออกมา

            “จูหงเสวี่ยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”

            “แน่นอน!” หญิงสาวพยักหน้าอย่างหวาดวิตก “แต่ว่าเธอหายตัวไปเหล่าจินตันเจินเหรินต่างตามหากันให้ควั่ก แต่ก็ไม่เจอแหล่งกบดานของเธอและตอนนี้เธอก็กลายเป็นปีศาจอันดับหนึ่งของรายชื่อปีศาจแล้ว!มีค่าหัวสูงถึงสิบสองพันล้าน!”

            “หึ...” สวีหยางอี้เงยหน้าขึ้นบนท้องฟ้า หยาดน้ำตกลงกระทบบนหน้าเขาชุ่ม

            ความเย็นของหยาดฝนในช่วงค่ำคืนของฤดูร้อนทำเอาไฟแห่งจิตสังหารภายในของเขาลุกโชติขึ้น

            แกยังไม่ตายสินะ

            ช่างดีเหลือเกิน

            หากแกตายคาน้ำมือของจินตันเจินเหริน แล้วฉันจะไปสู้หน้าแกได้อย่างไร?

            แบบนี้คำสาบานของฉันกับผู้ฝึกตนขึ้นจู้จีทั้งแปดคนก็ไม่มีความหมายสิ

            แววตาเขาเยือกเย็นลงเล็กน้อย “ไม่มีใครถามถึงผู้ชนะในปีนั้นบ้างเหรอ?”

            “มีแน่นอน!” หญิงสาวรู้สึกวูบวาบขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ ตัวเธอสั่นเล็กน้อย“ผู้ชนะในปีนั้นคือฉู่เจาหนาน! เขาเป็นคนเดียวที่มีชีวิตรอดออกมาได้!ตอนนี้กำลังทำงานให้กับอวี้หลินเว่ย!”

            แววตาของสวีหยางอี้คุวาวขึ้นทันที แต่เขาก็พยายามสะกดอารมณ์เอาไว้

            เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ เขาก็เข้าใจทุกอย่างขึ้นมาทันที

            จวงโจวฝันฝีเสื้อ[1] เพียงหนึ่งครากินเวลาสามปีหลังจากตัวสวีหยางอี้หลุดเข้าไปในรอยแยกมิติ เวลาของโลกด้านนอกก็ผ่านไปสามปีแล้ว!

            จะมีสักกี่คนที่จำรุ่นพี่ขั้นจู้จีทั้งแปดคนได้?

            จะมีสักกี่คนที่จำปีศาจที่คร่าชีวิตผู้คนเพื่อให้ตัวเองบรรลุขั้นจินตันในวันนี้ได้?

            แล้วจะมีใครจำผู้ชนะที่เอาชนะผู้ใช้ยุทธเวทวิชาปืนและได้เกรด A สี่ตัวอย่างฉู่เจาหนานได้ จะมีใครจดจำผู้ชนะที่แท้จริงอย่างเขาได้

            ดังนั้น เทียนเต้าต้องอธิบายเรื่องทั้งหมด...ไม่นึกว่าเวลาสามปีที่เขาหลับฝัน จะทำให้ฉู่เจาหนานกลายเป็นผู้ชนะแทน

            แบบนี้ก็ดี อย่างน้อยก็มีคนที่พอเข้าท่าในสายตาเขารอดชีวิตมาได้... รอดมาจากนรกที่หลั่งเลือดเป็นผืนมหาสมุทรและมีซากศพกายกองเป็นภูเขาเหล่ากอ...

            “แต่ก็น่าแปลก เพราะฉู่เจาหนานไม่เคยออกมาพูดต่อหน้าผู้คนเลยว่าตัวเองเป็นผู้ชนะซ้ำยังไม่ไปเข้าร่วมพิธีมอบรางวัลผู้ชนะและไม่เข้าร่วมทุกกิจกรรมในฐานะผู้ชนะเลยสักครั้ง...” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างแปลกใจ“ปีที่แล้ว เทียนเต้าจัดงานรำลึกวันสถาปนาเทียนเต้าสาขาย่อยที่เมืองเฟิงอี้ซึ่งเชิญผู้ชนะในรอบสิบปีไปร่วมงาน เขาก็ไม่ยอมไปเข้าร่วม...”

            สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม ว่ากันตามความจริง คนที่ทะนงตนขนาดนั้นหากไม่ได้เอาชนะใครสักคนจริงๆก็คงจะไม่สามารถแกล้งตีหน้าบอกว่าตัวเองเป็นผู้ชนะได้หรอก!

            “แล้วตอนนี้เขายังสบายดีไหม?” สวีหยางอี้เอ่ยถามเบาๆ

            “แน่นอน! เขาสุดยอดมาก!เป็นหัวหน้ากองกำลังแห่งอวี้หลินเว่ยที่อายุน้อยที่สุด!ถึงแม้จะมีผู้ฝึกตนในกองกำลังแค่ห้าสิบคนแต่อย่างน้อยเขาก็เป็นหัวหน้ากองกำลังเลยนะ! กองกำลังที่อวี้หลินเว่ยยอมรับมีเพียงสองร้อยกองเท่านั้น!คณรู้หรือไม่ ผู้ฝึกตนที่อยากลงทะเทียนกับอวี้หลินเว่ยมีเกือบสามแสนคนเชียวนะ!”ในหน้าของหญิงสาวแดงเรื่อขึ้นมา เธอเม้นปากเน้นความเลื่อมใสศรัทธาผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างชัดเจน

            สวีหยางอี้มองเธออย่างขำขัน “เธอชอบเขางั้นเหรอ?”

            “... หน้าตาหล่อเหลา ตัวสูง ตบะก็สูง แถมชาติตระกูลดี...”ใบหน้าของหญิงสาวปรากฏลักยิ้มขึ้นมาสองข้าง ก่อนรีบก้มหน้าลง “แต่ว่าฉันคิดว่า...” 

            “นำทางฉันไปสิ” สวีหยางอี้ พูดแทรก “ไปที่ที่เธอบอกแล้วช่วยฉันติดต่อไปหาอวี้หลินเว่ย”

            “ไม่มีปัญหา!” หญิงสาวตอบรับอย่างตื่นเต้น “ตระกูลโจวของพวกเราเป็นหนึ่งในสามตระกูลของตำบลไป๋!รับรองว่าพวกเราจะรายงานเรื่องของคุณไปให้เร็วที่สุด!”

            สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม ก่อนเชิดคางของหญิงสาวขึ้นมา “ตระกูล? เธอมีตระกูลด้วยเหรอ?”

            “แน่นอน!” หน้าของหญิงแดงขึ้น เธอยืดอกพูดอย่างภูมิใจ“ตระกูลโจวแห่งตำบลไป๋! คุณลองไปถามใครดูก็ได้ไม่มีผู้ฝึกตนในตำบลคนไหนไม่รู้จักตระกูลของพวกเรา!”

            “แล้วก็นายหญิงถิงถิงของเราก็เป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลโจวด้วย!”เจ้าไก่ตัวเมียรีบพูดเสริมขึ้นทันที

            ตอนนี้สวีหยางอี้ถึงกับยิ้มร่าออกมา

            เพราะเขาจำได้ว่าเมื่อครู่หญิงสาวบอกว่าในตำบลไป๋มีเพียงสามตระกูลใหญ่

            และเป็นไปได้ว่าตระกูลโจวก็เป็นหนึ่งในนั้น

            ดังนั้นสมควรแล้วที่เขาต้องตีสนิท

            และเมื่อสวีหยางอี้เห็นรถยี่ห้อบีวายดี[2]จอดอยู่ข้างทางเขาก็รู้ขึ้นมาทันทีว่าข้อสันนิษฐานเมื่อครู่ของเขาเป็นเรื่องจริง

            “เชิญค่ะ...” หญิงสาวเปิดประตูที่นั่งด้านหลังให้สวีหยางอี้อย่างเก้งก้างพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ “ตระกูลผู้ฝึกตนอาจจะเทียบกับสามองค์ใหญ่ไม่ได้ ดังนั้นจึงยังมีข้อจำกัดอยู่มากมาย...”

            สวีหยางอี้คลี่ยิ้มก่อนนั่งลงที่เบาะหลัง จากนั้นจึงหลับตาผ่อนคลาย

            อำเภอไป๋เป็นอำเภอที่ไม่ใหญ่นักแต่ก็ดูใหญ่กว่าตำบลทั่วไปแต่เมื่อเทียบกับเมืองเฟิงอี้ของมณฑลทางด้านตะวันตกแล้วก็ยังดูเล็กกว่ามาก

            ตอนนี้เป็นเวลากลางคืนหากเป็นเมืองเฟิงอี้ในช่วงเวลานี้ก็คงยังมีรถลาวิ่งพล่านอยู่เช่นกันอีกทั้งยังเป็นเวลาที่พวกใช้ชีวิตยามราตรีกระปรี้กระเปร่าที่สุด แต่ ณอำเภอไป๋ในช่วงเวลานี้ อย่าว่าแต่ร้านค้าข้างทางที่ปิดเป็นแถบเลยลำพังแค่คนเดินไปมาบนฟุตบาธยังมีเดินไม่กี่คนแสงสว่างบนท้องถนนส่องสลัวท่ามกลางม่านฝน สะท้อนเงาความเก่าของเมืองออกมาอีกทั้งยังส่องให้เห็นป้ายที่เขียนว่า “โรงฝึกยุทธตระกูลโจว”ที่ติดตั้งอยู่บนตึกเล็กๆ เพียงห้าชั้น

            แม้สวีหยางอี้จะจิตนาการเอาไว้คร่าวๆ แล้วแต่เขานึกไม่ถึงว่าตระกูลโจวที่เป็นหนึ่งในสามตระกูลแห่งอำเภอไป๋จะมีสภาพเหนือความคาดหมายของเขาไปอีก

            นี่เป็นตรอกแห่งหนึ่ง โดยมีตึกเก่าๆ เล็กๆ สองข้างทางขนานอยู่ตรงกลางเป็นทางเดินกว้างประมาณสองเมตร รถยนต์ขับเข้ามาไม่ได้ มองดูรอบๆ ไม่มีสภาพของโรงฝึกยุทธเลยแม้แต่น้อย

            เมื่อความสภาพความเป็นจริงประจักษ์อยู่เบื้องหน้าพฤติกรรมคุยโอ้อวดของหญิงสาวก็หายไป เธอกระแอมเสียงขึ้นก่อนพูดอย่างละล่ำละลัก“ถึงด้านนอกจะดูไม่เข้าท่า แต่ด้านในถือว่าไม่เลวเลยล่ะ”

            สวีหยางอี้พยักหน้าพร้อมกับเดินตามอีกฝ่ายไป

            โรงฝึกยุทธตระกูลโจวอยู่บนชั้นบนสุดของตึก ด้านในดูดีกว่าด้านนอกจริงๆสีอ่อนๆ จากพื้นทำจากไม้ปูพื้นเนื้ออ่อน ผ้าที่เขียนว่า“โรงฝึกไท่จี๋ร้อยปีแห่งตระกูลโจว” แขวนกางอยู่อย่างสะดุดตา สวีหยางอี้มองไปรอบๆก่อนเอ่ยถาม “คนในตระกูลเธอล่ะ?”

            “ฉันนี่แหละเป็นผู้นำตระกูล...”หญิงสาวพูดขึ้นตะกุกตะกักอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “ฉะ ฉันชื่อถิงถิง พ่อแม่ของฉันจากโลกไปตั้งนานแล้วถึงแม้โรงฝึกยุทธของพวกเราจะดูธรรมดาแต่ที่แห่งนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีอณูปราณเข้มข้นที่สุดของอำเภอไป๋แล้ว...”

            ในที่สุดสวีหยางอี้ก็เข้าใจความสาเหตุของความกระตือรือร้นของอีกฝ่ายหลังจากได้ยินว่าตัวเขาเป็นผู้ฝึกตนลงทะเบียนของอี้หลินเว่ยแล้ว

            ไม่รู้ว่าตระกูลโจวเป็นผู้ฝึกตนโดยสายเลือดหรือไม่แต่ว่าต่อให้เป็นแบบนั้น ดูเหมือนลูกหลานที่สืบทอดวิชามาก็คงไม่เอาไหนจัดว่าเป็นกลุ่มคนที่สภาผู้ฝึกตนแห่งหวาซย่าไม่ยอมรับอย่าว่าแต่บ่มเพาะผู้ฝึกตนขั้นจู้จีเลยลำพังแค่ขั้นเลี่ยนชี่ก็คงขัดเกลาออกไม่ได้สักคนนับว่าเป็นกลุ่มผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับล่างสุดและเทียบกับกองกำลังระดับสูงไม่ได้แม้แต่เถ้าธุลีบางทีอาจจะเทียบกับคนธรรมดาบางกลุ่มไม่ได้ด้วยซ้ำแต่อย่างน้อยนางหญิงสาวที่ทำตัวห้าวหาญอย่างชายชาตรีคนนี้ก็น่าจะพอไหว

            ดูเหมือนคงไม่มีใครสอนเธอฝึกตนบำเพ็ญเพียรและการที่บรรลุขั้นเลี่ยนชี่ได้โดยไร้หลักการแบบนี้ก็ว่ามีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อยและตอนนี้ เมื่อเธอได้พบตัวจริงเสียงจริงอยู่ต่อหน้าแบบนี้ก็ต้องประจบหน่อย!หากเขาช่วยชี้แนะให้เธอเพียงเล็กน้อยดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตได้ไม่น้อยเหมือนกัน

            “ชะ เชิญดื่มชาค่ะ” สวีหยางอี้ยังคิดไม่ทันจบ โจวถิงถิงก็ยื่นชากลิ่นหอมอบอวลมาให้ 

            เขาอมยิ้มพร้อมกับรับชามา เขาดื่มหนึ่งอึกก่อนพยักหน้าเอ่ย “ชาไม่เลว”

            ดวงตาของโจวถิงถิงเป็นประกายขึ้นมาทันทีพลันเม้มปากรีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] 庄周梦蝶 จวงโจวฝันฝีเสื้อคือปรัชญาจีนของนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงของยุคจ้านกั๋ว นามว่า “จวงโจว”คำพูดนี้เป็นการบรรยายถึงความคิดที่ว่ามนุษย์เราไม่สามารถแยกแยะความจริงกับความฝันความเป็นกับความตาย และการเปลี่ยนไปเป็นสิ่งอื่นได้อย่างเด็ดขาด

    [2] BYD ยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นที่ประเทศจีน

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    นิยาย แฟนตาซี
    64K 246
    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    เทพมารลิขิตฟ้า

    เทพมารลิขิตฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    72K 42
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    271K 1043