หลังจากที่เครื่องบินพระที่นั่งของเจ้าหญิงกลับถึงอาณาจักรซานเตียเรส ในคืนนั้น เจ้าหญิงเทย่าและอามีลี่ได้เข้ามาพบบุญที่ห้องบรรทมเพื่อเตรียมการเดินทางของวันรุ่งขึ้น
“ท่านโหรานิมิตได้จองตั๋วเครื่องบินไปประเทศไทยให้เราสองคนแล้วเพคะ นอกจากท่านโหรานิมิต ท่านนายพลอาแล็น อามีลี่ และเอม่าแล้ว ไม่มีใครทราบเรื่องที่เราจะไปต่างประเทศเพคะ คนอื่นๆ จะเข้าใจว่าเราไปเยี่ยมเยียนราษฎรภายในประเทศกัน และองครักษ์ที่ดูแลท่านแม่อารียาก็จะทราบอีกคนเมื่อเราถึงเชียงใหม่แล้วเพคะ”
เจ้าหญิงเทย่าเล่าให้บุญฟังคร่าวๆ
“หม่อมฉันจัดกระเป๋าเดินทางไว้แล้วเพคะ”
บุญพร้อมแล้วที่จะเดินทางไปอาณาจักรริปโปเซีย
“พี่บุญอยู่ที่นี่นอนหลับสบายดีมั๊ยเพคะ?”
“หลับสบายดีเพคะ พระมารดาของน้องหญิงบรรทมที่ห้องนี้ประจำหรือเพคะ?”
“ท่านแม่ไม่เคยบรรทมที่ห้องบรรทมของพระองค์หรอกเพคะ”
“อ้าว…แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นล่ะเพคะ? พระองค์บรรทมที่ห้องน้องหญิงหรือเพคะ?”
บุญแปลกใจ แต่กลับทำให้เจ้าหญิงเทย่าและสาวใช้ทั้งสองหัวเราะ
“ท่านแม่ก็ต้องบรรทมที่ห้องท่านพ่อสิเพคะ นี่พี่บุญไม่ทราบเลยจริงๆ หรือเพคะ?”
เจ้าหญิงเทย่าบอก บุญจึงส่ายหัวเพราะเธอไม่รู้จริงๆ
“อ๋อ จริงสิ พี่บุญอยู่กันสองคนกับท่านแม่อารียามาตลอดตั้งแต่เด็กนี่นา ถึงได้ไม่ทราบว่าพ่อแม่ต้องนอนเตียงเดียวกัน จริงมั๊ยเพคะ?”
เจ้าหญิงเทย่าเริ่มเข้าใจ
“หม่อมฉันก็เพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เองเพคะ”
บุญพูดอย่างเขินๆ
“พี่บุญนี่ช่างไร้เดียงสาจริงๆ เลยนะเพคะ ห้องนี้ท่านแม่ทรงใช้สำหรับเก็บของใช้ส่วนพระองค์เพคะ หลังจากที่ท่านแม่สวรรคต ท่านพ่อได้รับสั่งให้หม่อมฉันนำของในห้องนี้ไปเก็บรักษาหรือใช้เองในโอกาสที่เหมาะสม หม่อมฉันจึงได้นำไปไว้ที่ห้องบรรทมของหม่อมฉันหมดแล้วเพคะ หากพี่บุญยังขาดสิ่งใดก็บอกหม่อมฉันได้เสมอนะเพคะ”
เจ้าหญิงเทย่าบอกเธอและหันไปทางเอม่า
“เธอก็ช่วยดูด้วยนะว่านายหญิงของเธอยังขาดเครื่องใช้อะไรอีก หากหาไม่ได้ก็มาบอกเรานะ”
“เพคะพระธิดา”
เอม่ารับคำสั่งเจ้าหญิงเทย่า
“และระหว่างที่เรากับเจ้าหญิงอัจฉราไม่อยู่ หากใครมาขอพบเราหรือเจ้าหญิงอัจฉรา เธอทั้งสองก็บอกไปว่าเราออกไปเยี่ยมเยียนราษฎรกับเจ้าหญิงอัจฉรา และวันที่ 10 เมษายนเราทั้งสองถึงจะกลับนะ”
เจ้าหญิงเทย่าบอกเอม่าและอามีลี่
“เพคะพระธิดา”
สาวใช้ทั้งสองรับคำสั่งพร้อมเพรียงกัน
“ให้เค้าทั้งสองพูดโกหกแบบนั้นจะดีหรือเพคะ ก็บอกไปว่าเราทั้งสองไปปฏิบัติพระกรณียกิจก็ได้นี่เพคะ”
บุญบอกเจ้าหญิงเทย่า เธอจึงหันมามองบุญด้วยความสงสัย
“นอกจากพี่บุญจะไร้เดียงสาแล้ว พี่บุญยังเป็นคนที่ซื่อมากด้วยนะเพคะ เหมือนอย่างที่ผู้หมวดเพื่อนพี่บุญพูดไว้ไม่มีผิดเลย หม่อมฉันหวังว่าพี่บุญจะรับมือกับคนที่ร้ายกาจอย่างราชินีแคโรสไหวนะเพคะ”
ในวันต่อมา ณ พระราชวังของราชินีแคโรส ในอาณาจักรริปโปเซีย ราชินีแคโรสถึงแม้ว่าจะอยู่ในวัย 54 ปีแล้ว แต่เธอยังคงดูอ่อนวัยกว่าอายุจริงของเธอมาก เธอได้รับรายงานความล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารแต่ละนาย ทั้งที่ส่งไปแฝงตัวสืบข้อมูลในวัง และที่ส่งไปลอบปลงพระชนม์เจ้าหญิงเทย่า ทำให้เธออารมณ์เสียเป็นอย่างมาก
“พวกเจ้าทำงานกันยังไงถึงได้ไม่สำเร็จสักอย่าง?”
ราชินีแคโรสตำหนิทหารทั้งสองนายที่ถูกจับได้และถูกส่งตัวกลับมา
“แถมคนของเรากลับเป็นฝ่ายถูกสังหารไปถึงสามคน และกษัตริย์เมสโฟอิสยังทรงรับเชื่อมสัมพันธไมตรีกับเจ้าหญิงเทย่าอีก พวกเจ้าไปทำให้เค้าจับได้ได้อย่างไร? จงเล่ามาให้เราฟังซิ”
“เกล้ากระม่อมถูกเจ้าหญิงอัจฉราจับได้พะยะค่ะ นางบอกว่านางมีวิธีที่ทำให้ทราบได้ว่าเกล้ากระหม่อมเป็นใคร แต่นางกลับบอกเจ้าหญิงเทย่าให้ต้อนรับเกล้ากระหม่อมในฐานะราชทูตขององค์ราชินีโดยเจ้าหญิงเทย่าก็เห็นชอบ แล้วเชิญหม่อมฉันร่วมงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าหญิงอัจฉรา และฝากกราบทูลองค์ราชินีว่าประเทศของนางต้องการสร้างสันติสุขและยินดีให้ความช่วยเหลือประชาชนขององค์ราชินีพะยะค่ะ”
นายทหารที่ถูกเจ้าหญิงเทย่าและบุญใช้ให้เป็นราชทูตของราชินีแคโรสเล่าให้เธอฟัง ทำให้องค์ราชินีรู้สึกประหลาดใจกับวิธีในการตอบโต้เธอของเจ้าหญิงทั้งสอง
“เจ้าหญิงอัจฉราหรือ? นางมาจากไหนและเป็นคนยังไงเจ้าพอจะรู้มั๊ย?”
ราชินีแคโรสถามนายทหารผู้นี้
“นางเป็นหญิงสาวที่สวยมากพะยะค่ะ เกล้ากระหม่อมได้ยินเจ้าหญิงเทย่าแนะนำตัวนางในงานเลี้ยงว่านางเติบโตในประเทศไทยและเรียกนางว่าพี่พะยะค่ะ นางเป็นคนเฉลียวฉลาดอีกทั้งยังใจดีมากด้วยนะพะยะค่ะ”
เขาตอบโดยไม่ลืมที่บุญพยายามช่วยเขาไว้
“ขนาดถูกนางจับได้ เจ้ายังจะมาชื่นชมนางอยู่อีก!”
ราชินีแคโรสเอ็ดเขา แล้วจึงได้ถามนายทหารที่วางยาพิษเจ้าหญิงทั้งสองไม่สำเร็จ
“แล้วเจ้าล่ะ เพียงแค่วางยาพิษ เจ้ายังพลาดได้ยังไง แล้วทำไมถึงรอดกลับมานี่ได้?”
“ตอนที่เกล้ากระหม่อมลงมือ ก็ไม่ได้แสดงพิรุธให้ใครจับได้นะพะยะค่ะ เวลานั้นมีเพียงแม่ครัวที่อยู่ในห้องเตรียมอาหาร ซึ่งนางก็ไม่ได้สงสัยเกล้ากระหม่อมแม้แต่น้อย แต่ในระหว่างการเจรจาของกษัตริย์เมสโฟอิสและเจ้าหญิงทั้งสอง พวกนางทั้งสองกลับทูลพระองค์ว่าเกล้ากระหม่อมวางยาพิษพวกนาง พระองค์จึงรับสั่งกับทหารให้จับกุมเกล้ากระหม่อมไว้พะยะค่ะ แต่เจ้าหญิงอัจฉราได้ทูลขอให้พระองค์ปล่อยเกล้ากระหม่อมกลับมาพะยะค่ะ”
นายทหารผู้นี้เล่าเหตุการณ์ให้ราชินีฟังอย่างคร่าวๆ
“แล้วกษัตริย์เมสโฟอิสทรงเชื่อฟังเจ้าหญิงอัจฉราทุกอย่างเลยรึ?”
ราชินีถามอย่างแปลกใจ
“พะยะค่ะ เท่าที่เกล้ากระหม่อมสังเกต พระองค์ทรงเชื่อนางทุกอย่างและมีพระอากัปกิริยาอ่อนน้อมกับนางมากกว่ากับเจ้าหญิงเทย่าซะอีกพะยะค่ะ”
นายทหารผู้นี้ตอบ
“ถ้าเช่นนั้นก็แปลกมาก เพราะในบรรดาราชวงศ์ทั่วโลก ทุกพระองค์ต่างก็รู้จักเจ้าหญิงเทย่ากันทั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องความฉลาดของนางและเรื่องที่นางจะขึ้นเป็นราชินีครองบัลลังก์ต่อจากพ่อของนาง แล้วทำไมกษัตริย์เมสโฟอิสถึงได้เคารพเชื่อฟังคนที่ไม่มีใครรู้จักอย่างเจ้าหญิงอัจฉรามากกว่านางไปได้? แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่านางให้ปล่อยเจ้ามาเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่นางก็รู้ว่าเจ้าเพิ่งพยายามวางยาพิษพวกนางทั้งสอง และนางรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าเป็นคนของเรา?”
ราชินีเริ่มสงสัยเรื่องของเจ้าหญิงอัจฉราและให้ความสนใจเธอมากขึ้น
“นางเกรงว่าองค์ราชินีจะไม่โปรดเกล้าให้นางเข้าเฝ้าเพื่อเจรจากับองค์ราชินีเพราะทหารขององค์ราชินีเพิ่งถูกคนของกษัตริย์เมสโฟอิสสังหารไปสามนายพะยะค่ะ ส่วนนางทราบได้อย่างไรว่าเกล้ากระหม่อมเป็นใคร เกล้ากระหม่อมก็ไม่อาจจะทราบได้พะยะค่ะ แต่เกล้ากระหม่อมทราบมาว่าสาเหตุที่ทหารทั้งสามปฏิบัติงานล้มเหลวเนื่องจากเจ้าหญิงอัจฉราเป็นคนบอกให้ขบวนเสด็จเปลี่ยนเส้นทางเพราะนางรู้สึกถึงอันตรายในเส้นทางที่ทหารทั้งสามซุ่มรออยู่พะยะค่ะ”
เขารายงานเท่าที่ได้ยินมา ทำให้ราชินีแคโรสมีสีหน้าหนักใจ
“เป็นเจ้าหญิงอัจฉราอีกแล้วหรือ? สามารถรู้สึกถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยงั้นหรือ? หรือนางจะไม่ใช่คนธรรมดานะ กษัตริย์เมสโฟอิสถึงได้ไว้ใจนัก ถ้าเช่นนั้นก็คงจะเป็นนางนั่นเองที่จับได้ว่าเจ้าแอบวางยาพิษพวกนาง ในเมื่อความผิดพลาดในการปฏิบัติงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความเลินเล่อของพวกเจ้า แต่เกิดจากการที่เราประเมินเจ้าหญิงทั้งสองต่ำเกินไป พวกนางก็ไม่ได้ลงโทษอะไรพวกเจ้าแต่กลับปล่อยตัวให้กลับมารายงานเรา หากเราลงโทษพวกเจ้าก็คงจะเป็นการใจร้ายเกินไป เจ้าทั้งสองไปได้แล้ว”
ราชินีแคโรสบอกพวกเขาด้วยท่าทีที่เปลี่ยนจากกราดเกรี้ยวกลายเป็นกังวลเกี่ยวกับเจ้าหญิงทั้งสอง
ทหารทั้งสองนายมีท่าทางโล่งใจ โดยเฉพาะนายทหารที่ได้รับคำแนะนำจากบุญ เขาคิดว่าหากเขาพูดเรื่องนาฬิกาข้อมือ รองเท้า และบัตรที่เขาพกไปด้วย ราชินีต้องสั่งให้ประหารเขาเป็นแน่ จึงรู้สึกขอบคุณบุญเป็นอย่างมาก
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมพะยะค่ะ”
ทั้งสองกล่าวขอบคุณราชินีก่อนจะรีบพากันออกจากห้องไป
หลังจากที่ทหารทั้งสองออกไปกันแล้ว ราชินีแคโรสจึงได้หันไปหาชายสูงอายุวัย 70 ปีซึ่งนั่งฟังอยู่ในห้อง
“ท่านราชครูมีความเห็นว่าอย่างไรในเรื่องนี้?”
ราชินีถามความเห็นท่านราชครูซึ่งเป็นครูของเธอตั้งแต่เมื่อเธอยังเยาว์วัยและเป็นที่ปรึกษาของเธอนับแต่เธอขึ้นครองราชย์
“เกล้ากระหม่อมคิดว่าเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ต้องเสด็จมาเจรจากับองค์ราชินีแน่นอนพะยะค่ะ”
ราชครูแสดงความเห็น
“ทั้งสองต่างก็รู้ว่าเราให้คนไปลอบสังหารพวกนาง แล้วท่านยังคิดว่าพวกนางยังกล้ามาที่นี่อยู่อีกหรือ? ในเมื่อเจ้าหญิงทั้งสองออกจะฉลาดปานนั้น แค่เจ้าหญิงเทย่าทำให้กษัตริย์เมสโฟอิสยอมเป็นพันธมิตรกับนางได้ เราก็ทำสงครามกับประเทศซานเตียเรสไม่ได้แล้ว”
ราชินีกล่าวเพราะคิดว่าเจ้าหญิงทั้งสองจะกลัวเธอส่งคนไปลอบสังหารจนไม่กล้ามาเจรจากับเธอ
“แต่ในเมื่อทั้งสองได้ตรัสกับกษัตริย์เมสโฟอิสไปแล้วว่าจะมาเข้าเฝ้าองค์ราชินี เกล้ากระหม่อมเชื่อว่าพวกนางต้องเสด็จมาแน่พะยะค่ะ พวกนางคงมีแผนอะไรอยู่ เกล้ากระหม่อมจะสั่งให้ด่านชายแดนและสนามบินเข้มงวดในการตรวจสอบคนที่เดินทางเข้ามาในประเทศริปโปเซียเป็นพิเศษ หากพบพวกนางให้รายงานองค์ราชินีทันทีพะยะค่ะ”
ราชครูเสนอให้ราชินีเตรียมรับมือเจ้าหญิงทั้งสอง
“ดีมากท่านราชครู ส่วนเรื่องของเจ้าหญิงอัจฉราที่ดูเหมือนว่านางจะมีความสามารถเหนือคนธรรมดา เราจะต้องไปหารือกับพระอาจารย์วรเวทย์ในเรื่องนี้ เราอาจต้องกำจัดนางอีกคนก่อนที่นางจะเป็นเสี้ยนหนามคอยขัดขวางเรามากไปกว่านี้”
ราชินีแคโรสเห็นด้วยกับที่ราชครูเสนอและเตรียมหาวิธีรับมือเจ้าหญิงอัจฉรา
ที่ห้องของพระอาจารย์วรเวทย์ ราชินีแคโรสกำลังนั่งหารือกับชายวัย 51 ปี เรื่องการกำจัดเจ้าหญิงเทย่าและเจ้าหญิงอัจฉรา
“เจ้าหญิงอัจฉราจะไปมีพลังรับรู้เหตุล่วงหน้าได้อย่างไรกัน? นอกจากว่านางจะเป็นเทพเจ้า และข้าเองก็ได้กำจัดเทพที่จะมาชิงคทาเทพจากข้าไปหมดแล้ว แม้แต่เทพที่ลงมาจุติ ข้าก็ได้ให้ลูกน้องไปกำจัดเด็กที่มีโอกาสเป็นเทพองค์นั้นจนหมดแล้วนะ”
ชายผู้นี้กล่าว เขาคือพระอาจารย์วรเวทย์ซึ่งมีคทาวิเศษที่เขาเก็บมาได้โดยบังเอิญเมื่อ 26 ปีที่แล้ว
ในปีแรกเขาต้องคอยรับมือเหล่าเทพเจ้าที่ถูกส่งมาเพื่อชิงคทาวิเศษคืนอยู่ตลอดเวลา เทพเหล่านั้นเรียกคทานี้ว่าคทาเทพ เขาได้ใช้พลังของคทาซึ่งมีอานุภาพมากกว่าพลังของเทพเจ้าเหล่านั้นในการต่อสู้ จนเหล่าเทพเจ้าไม่สามารถชิงคทาคืนไปจากเขาได้
จนกระทั่งปีต่อมา เขาได้เข้ามาอยู่ในวังของราชินีแคโรสจึงพ้นจากการติดตามของเหล่าเทพเจ้ามาได้ เขาจึงเข้าใจว่าราชินีแคโรสสามารถเป็นเสมือนเกราะกำบังให้กับเขา ทำให้เหล่าเทพเจ้าไม่สามารถเข้าถึงตัวเขาได้
ทั้งสองจึงได้ทำการตกลงข้อแลกเปลี่ยนระหว่างกัน โดยเขารับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์วรเวทย์ซึ่งมีหน้าที่ใช้พลังวิเศษคอยช่วยเหลือราชินีแคโรส รวมถึงช่วยกำจัดบุคคลที่จะเป็นอุปสรรคต่ออำนาจราชินีของเธอ ในขณะที่ ราชินีแคโรสต้องยอมให้เขาใช้พระราชวังของเธอเป็นที่พักอาศัย เพื่อให้เขาพ้นจากการตามล่าของเหล่าเทพเจ้าที่ต้องการชิงคทาคืน และให้เขาได้รับการเคารพนับถือในฐานะผู้ที่มีอำนาจวิเศษ
เมื่อเวลาผ่านไปได้สองปีหลังจากการครอบครองคทาเทพ ในคืนหนึ่ง คทาเทพได้ส่งเสียงและเปล่งแสงทำให้เขาตื่นจากการนอนหลับ และเมื่อมองออกไปบนท้องฟ้าเขาก็พบว่า ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิดปรากฏดาวตกซึ่งมีแสงสว่างไสวกำลังพุ่งลงมาจากฟากฟ้า เขาจึงสงสัยว่าอาจมีเทพเจ้าลงมาเพื่อช่วงชิงคทาไปจากเขาอีก
ด้วยความสงสัย เขาจึงใช้พลังของคทาเทพเหาะไปตามทิศทางของดาวตกจนถึงบริเวณอำเภอเมืองเชียงใหม่ แสงดาวตกจึงได้หายลับไป และจากการทำนายของโหรประจำพระราชวังของราชินีแคโรสทำให้เขาทราบว่ามีเทพธิดาผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ลงมาจุติเป็นมนุษย์ และจะถือกำเนิดในวันที่ 7 เมษายน
เขารู้สึกเกรงกลัวอิทธิฤทธิ์ของเทพธิดาองค์นี้ จึงส่งลูกน้องสามคนซึ่งได้รับของวิเศษที่เกิดจากการใช้พลังของคทาเทพไปหาข่าวของเด็กที่เกิดในวันดังกล่าวที่อำเภอเมืองเชียงใหม่และอำเภอรอบๆ แล้วจึงวางแผนกำจัดเด็กทั้งหมด 14 คน ที่เขาสงสัยว่าหนึ่งในจำนวนนี้คือเทพธิดาจุติองค์นี้ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอได้ถูกกำจัดไปแล้ว
“แต่ท่านอาจารย์บอกเราว่ามีเด็กรอดไปได้คนนึงมิใช่หรือ แถมมันยังเล่นงานลูกน้องของท่านตายไปหนึ่งคน จนต้องทำลายศพและอาวุธไม่ให้เหลือร่องรอยให้ตำรวจสืบกลับมาถึงตัวพวกเราได้”
ราชินียังจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้
“แต่ทางตำรวจก็รายงานว่าเด็กเสียชีวิตไปแล้วนี่”
พระอาจารย์ยังเชื่อข้อมูลที่ลูกน้องของเขาได้มาจากการสรุปของตำรวจ
“เราอาจจะโดนตำรวจไทยหลอกก็ได้นะ เจ้าหญิงอัจฉราก็เป็นคนไทยนะท่านอาจารย์ เราจะให้คนไปสืบเรื่องถิ่นเกิดของนาง ถ้านางก็เป็นคนเชียงใหม่ด้วย ท่านก็จงเตรียมตัวรับมือเทพธิดาองค์นี้ได้เลย เพราะนางกำลังคิดที่จะมาเจรจากับเราที่นี่”
ราชินีเตือนพระอาจารย์
“ท่านราชินีคงจะคิดผิดแล้วล่ะที่ให้ข้าไปกำจัดพ่อแม่ของเจ้าหญิงเทย่า พวกเค้าไม่ได้สร้างปัญหาให้เราสักเท่าไหร่ ต่างกับเจ้าหญิงสององค์นี้ที่ภายหลังจากที่พวกนางขึ้นมามีอำนาจได้เพียงไม่กี่วันก็ทำความหนักใจให้เราได้ขนาดนี้แล้ว”
พระอาจารย์กล่าวถึงกษัตริย์และราชินีของราชอาณาจักรซานเตียเรสองค์ก่อน ที่ล้วนถูกเขาใช้พลังจากคทาเทพแอบกำจัดโดยไม่ให้มีใครสงสัย
“แต่หากเรากำจัดนางทั้งสองได้อีก เราก็หมดอุปสรรคแล้วล่ะ ถ้าท่านเห็นพวกนางมากันเมื่อไหร่ท่านก็ลงมือได้ทันที”
ราชินีบอกเขา โดยเธอหวังว่าเจ้าหญิงอัจฉราจะไม่ใช่เทพธิดาที่มีอิทธิฤทธิ์ร้ายกาจอย่างที่โหรของเธอได้เคยทำนายเอาไว้