ตอนที่ 146 แผนการที่หมู่บ้านสายหมอก
“อืม...ดูท่าสายข่าวของท่านไลท์จะได้รับข่าวสารมาได้ถูกต้องจริงๆ ตอนนี้สถานการณ์ในหมู่บ้านสายหมอกนั้นไม่ค่อยสู้ดีอย่างที่ท่านว่าจริงๆ” เมื่อพูดถึงหมู่บ้านสายหมอก สีหน้าของไวทเคานต์นิคก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
เนื่องด้วยสถานการณ์ที่นอกเหนือจากชาวบ้าน ต่างพากันอพยพออกจากหมู่บ้านไปเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่แล้วมีเหตุผลอยู่ สองปัจจัยหลักๆ นั้นก็คือ
ปัจจัยแรกหมู่บ้านสายหมอกไม่อาจขยายตัวไปได้มากกว่านี้แล้ว
ด้วยพื้นที่ที่ค่อนข้างเล็ก ที่ถึงแม้จะมีพื้นที่พอๆ กับหมู่บ้านดาราฉาย แต่พื้นที่ของหมู่บ้านดาราฉายที่ถึงแม้จะเล็ก กระนั้นบริเวณโดยรอบกลับเต็มไปด้วยผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์
หากจะขยายถิ่นที่อยู่อาศัยให้กับหมู่บ้าน ทางด้านของหัวหน้าหมู่บ้านก็สามารถที่จะขยับขยายออกไปได้อีกมาก ตามที่ต้องการ
ซึ่งทางด้านของหมู่บ้านสายหมอกกลับทำเช่นนั้นไม่ได้ ด้านข้างของพวกเขาทางทิศตะวันตกและทิศใต้นั้นติดกลับทะเลมนตรา ที่ตกอยู่ใต้การปกครองของเหล่าเอลฟ์ ส่วนทางด้านทิศตะวันตก ห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโล ก็จะทอดยาวสู่เมืองหลวงของอาณาจักรลูนาเทีย ที่ทางเมืองหลวงก็ได้กำหนดอาณาเขตว่าห้ามให้ผู้ใดรุกล้ำพื้นที่นี้ได้และห้ามไม่ให้มีชาวบ้านนั้นอยู่อาศัย
เนื่องด้วยทางเมืองหลวงเองก็ต้องใช้พื้นที่ในส่วนนี้ไว้ทำเกษตรกรรมสำหรับคนในเมืองหลวงและทางการทหาร
จึงเหลือก็แต่พื้นที่ทางทิศเหนือเพียงทางเดียว แต่อนิจจา นับตั้งแต่ที่เหล่าเอลฟ์ได้ตัดขาดจากโลกภายนอก
ไม่คบค้าสมาคมกับมนุษย์และอสูรใดๆ ทางด้านเอลฟ์ก็ได้ร่ายเวทแห่งธรรมชาติ ปกคลุมพื้นที่บริเวณใกล้เคียงทะเลมนตราเอาไว้จนหมด
และหมู่บ้านสายหมอกที่ได้ชื่อดังกล่าวนี้ ก็เพราะหมู่บ้านแห่งนี้นั้นตกอยู่ในอาคมเวทของชาวเอลฟ์ด้วยนั่นเอง จนกลายเป็นว่าตลอดทั้งปี หมู่บ้านแห่งนี้จะมีเมฆหมอกปกคลุมพื้นที่อยู่ตลอดเวลา
ทำให้การขยับขยายอาณาเขตของหมู่บ้านสายหมอก นั้นเป็นไปได้ยากและเมื่อไม่นานมานี้ ไม่รู้ว่าชาวเอลฟ์เกิดโมโหอะไรขึ้นมา
จู่ๆ ก็ได้บันดาลให้คลื่นทะเลนั้นกรรโชกรุนแรง หอบเอาคลื่นจากน้ำทะเลซัดท่วมหมู่บ้านอยู่หลายครั้งหลายครา นับจำนวนครั้งเท่าที่ไวทเคานต์สืบทราบก็ปาเข้าไปครั้งที่ 5 แล้วในเดือนนี้
นี้เองจึงเข้าสู่เหตุปัจจัยที่สอง ที่ชาวบ้านต่างตัดสินใจละทิ้งบ้านเรือนของตัวเอง เพื่ออพยพออกจากหมู่บ้านเมฆหมอกกันไปเป็นจำนวนมาก
ชาวบ้านต่างหวาดกลัวต่อทะเลมนตราที่จู่ๆ ก็เกิดพิโรธขึ้นมาอย่างหนัก แม้ในครั้งก่อนจะเคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาบ้าง หากแต่ไม่เคยที่จะหนักเท่าหนนี้มาก่อน อนึ่งหรือต้นเหตุจะเป็นผลมาจากที่ในหมู่บ้านสายหมอก มักจะมีชาวบ้านแอบทำการจับปลาในทะเลมนตราอยู่บ่อยครั้ง
ชาวเอลฟ์จึงโกรธและบันดาลโทสะ ด้วยการซัดเอาคลื่นลูกใหญ่เข้าถล่มหมู่บ้าน?
ทางด้านของไวทเคานต์นิคและเหล่าขุนนางจากอาณาจักรลูนาเทีย ถึงจะรับรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านสายหมอกอยู่ตลอดๆ ตามรายงานที่หัวหน้าหมู่บ้านคอยส่งเข้ามา แต่พวกเขาก็ไม่อาจที่จะหาหนทางแก้ไขหรือวิธีการรับมือกับคลื่นน้ำทะเลมนตราที่ถล่มหมู่บ้านได้เลย
ขนาดเมื่อหลายเดือนก่อน ทางด้านของพระราชาโจเซฟแห่งอาณาจักรลูนาเทีย เสด็จไปเยือนหมู่บ้านสายหมอกและยืนตระหง่าน หันหน้าไปทางทะเลมนตรา เพื่อขอพูดคุยกับชาวเอลฟ์
แต่สุดท้ายผ่านไปกว่าครึ่งค่อนวัน ก็ยังไม่มีวี่แววที่ชาวเอลฟ์จะยอมให้พบเลยสักครั้ง
จนในที่สุดพระราชาโจเซฟก็ได้แต่จนใจ ยอมทำวิธีที่ไร้สาระที่สุด อย่างการเขียนจดหมายใส่ลงไปในขวดแก้ว พลางโยนมันลงไปในทะเลมนตรา หวังให้คลื่นซัดข้อความอันเป็นจุดประสงค์ของพระองค์ ช่วยพัดพาไปให้ถึงมือของชาวเอลฟ์ที่อยู่บนเกาะทะเลมนตรา
“รู้แบบนี้แล้ว ท่านไลท์ยังอยากจะได้พื้นที่ในหมู่บ้านสายหมอกอยู่อีกเหรอ?” ไวทเคานต์นิคเอ่ยถาม หลังจากได้บอกเล่าถึงสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีของหมู่บ้านสายหมอกให้กับไลท์ได้ฟัง
แน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดที่ไลท์และจิมได้ยิน ก็ทำเอาทั้งสองคนอึ้งไปเช่นเดียวกัน จิมแม้จะรู้มาบ้าง ว่าหมู่บ้านสายหมอกมักจะมีน้ำท่วม แต่เขาก็ไม่คิดว่ามันจะท่วม 5 ครั้งในเดือนเดียวเช่นนี้
“เชฟครับ ผมว่าเราอย่าเสี่ยงจะดีกว่า ขืนน้ำท่วมหมู่บ้านแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ฟาร์มของเชฟอาจจะพังเสียหายก็ได้นะครับ” จิมพยายามดึงรั้งเพื่อขอให้ไลท์พิจารณากับเรื่องนี้เสียใหม่
แต่ทว่าไลท์กลับพูดด้วยความมั่นใจว่า “เรื่องน้ำท่วมฉันพอจะมีวิธีแก้ไขให้พอผ่านพ้นไปได้อยู่บ้าง...หากน้ำจากทะเลมนตรา ไม่ได้คิดจะฆ่าแกงกันให้ตาย ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง” นอกเหนือจากการที่ไวทเคานต์นิคได้บอกเล่าถึงสถานการณ์ในหมู่บ้านสายหมอกให้กับไลท์ได้ฟังไปแล้ว
ตัวของขุนนางวัยกลางคน ยังได้ยื่นเอกสารที่ระบุถึงจำนวนน้ำที่ท่วมทะลักเข้าหมู่บ้านในแต่ละครั้งให้กับไลท์ได้ดูอีกด้วย
แม้จากข้อมูลที่เขียนมาจะเป็นแค่รายงานตัวหนังสือ ไม่ได้มีภาพถ่ายดั่งเช่นในโลกก่อนของไลท์ ที่ทุกคนต่างก็มีมือถือไว้คอยถ่ายรูป
ครั้นข้อมูลเพียงเท่านี้ ก็มากพอที่ไลท์จะหาหนทางแก้ไขให้กับหมู่บ้านสายหมอกที่กำลังประสบปัญหาได้แล้วนั่นเอง
“ท่านไลท์มีวิธีแก้ไขให้น้ำไม่ท่วมหมู่บ้านจริงๆ เหรอครับ?!” ทันทีที่ไวทเคานต์นิคได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของไลท์ ตัวของท่านไวทเคานต์ก็สะดุ้ง ลุกขึ้นยืนขึ้นมาทันที
“ครับ ผมพอจะมีวิธีแก้ไขและลดทอนผลกระทบจากการที่น้ำท่วมอยู่บ้างครับ” ไลท์ตอบกลับด้วยความมั่นใจที่เปี่ยมล้น
ถึงแม้เขาจะเป็นพ่อครัว ที่มีดีเพียงแค่การทำอาหาร ไม่ได้มีความรู้ทางด้านการโยธาหรือวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องพวกนี้ แต่อย่าลืมว่า ไลท์นั้นเป็นคนที่ทะลุมิติมาจากประเทศไทย
โดยประเทศไทยที่มีเมืองหลวงที่ชื่อ กรุงเทพมหานครฯ ซึ่งถูกคาดคะเนว่าจะจมอยู่ใต้น้ำในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รวมไปถึงคนในประเทศไทยเอง ในแถบพื้นที่ต่างจังหวัดก็ได้รับประสบภัยทางด้านน้ำท่วมหนักอยู่หลายต่อหลายครั้ง
ส่งผลให้ไลท์นั้นพอจะคุ้นชินกับเรื่องของน้ำท่วมอยู่มาก แม้จะไม่มีความรู้ที่เป็นหลักการที่ถูกต้องแน่ชัด แต่อย่างน้อยๆ เขาก็พอรู้เรื่องพวกนี้มาบ้าง จากโลกอินเทอร์เน็ตหรือการใช้ได้ชีวิตในต่างแดน ที่แต่ละประเทศที่ไลท์เคยอยู่อาศัยก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เจริญแล้วนั่นเอง
“ท่านไลท์พอจะบอกวิธีการแก้ไขให้กับฉัน จะได้หรือไม่? ฉันจะได้รีบเสอนวิธีแก้ไขนี้ต่อเหล่าขุนนางในที่ประชุมโดยเร็วที่สุด” เดิมทีไวทเคานต์นิคก็ชื่นชมในตัวไลท์มากอยู่แล้ว ไม่ว่าพ่อครัวหนุ่มผู้นี้จะทำอะไร ก็ล้วนแล้วแต่เหนือสามัญสำนึกที่ไวทเคานต์นิคจะคิดได้ไปไกล
ดั่งเช่น การฉายภาพในร้านอาหารสามเวลา เพื่อประจานร้านรวงต่างๆ ที่จนถึงวันนี้ สัตว์เลี้ยงของท่านไลท์ก็ยังฉาพภาพประจานนั้นซ้ำๆ อยู่เลย
ดังนั้นเมื่อรู้ว่าไลท์พอจะมี ความรู้และวิธีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ไวทเคานต์นิคจึงอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น ยินดี
“ไหนๆ ผมก็อยากที่ครอบครองพื้นที่ในหมู่บ้านสายหมอกเพื่อสร้างเป็นฟาร์มด้วยแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมก็จะบอกวิธีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้กับท่านไวทเคานต์ ได้นำไปปรึกษากับเหล่าขุนนางก็แล้วกันนะครับ...ซึ่งวิธีการแก้ไขของผมก็มีตั้งแต่ใช้เพียงแค่แรงกายกับวิธีการที่ยั่งยืนมากกว่าแต่ก็ต้องแลกมาด้วยแรงกายและค่าใช้จ่ายที่มากมายมหาศาลนะครับ”
“แรงกาย? ค่าใช้จ่ายมหาศาล? เรื่องนั้นท่านไลท์ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันเชื่อว่าพระราชาโจเซฟจะต้องยินยอมอย่างแน่นอน” ไวทเคานต์นิค เตรียมกระดาษและปากกาออกมาเพื่อเตรียมจะจดในสิ่งที่ไลท์จะพูด
หากแต่ว่าก่อนที่ไลท์จะพูด ชายหนุ่มกลับให้ไวทเคานต์นิค รับปากและสัญญากับเขาก่อนว่าจะไม่บอกว่า เขาเป็นคนเสนอในแนวคิดนี้
แน่นอนว่าไลท์ไม่ได้กลัวว่า วิธีการของเขามันจะใช้ไม่ได้ผล เพราะในโลกก่อนที่น้ำท่วมๆ กันในทุกวันนี้ ก็ใช้วิธีนี้ในการแก้ไขรับมือกับน้ำท่วมมาโดยตลอด กลับกันที่ไลท์ไม่อยากให้เปิดเผยว่า แนวคิดนี้มาจากเขา ก็เพราะกลัวว่าทางด้านขุนนางหรือแม้แต่ตัวพระราชาโจเซฟอาจจะตามสืบเรื่องของเขา จนอาจมาพบเจอกับเอลล่าและแอล ที่หายตัวไปมาหลบอยู่ที่นี่ก็ได้
“จริงด้วย ฉันเกือบลืมเรื่องขององค์หญิงและองค์ชายไปเสียสนิทเลย...เอาล่ะ ฉันขอให้สัญญาว่าจะไม่ให้เรื่องนี้ เกี่ยวโยงมาถึงท่านไลท์อย่างแน่นอน”
ไวทเคานต์นิครับปาก ก่อนที่หลังจากนั้นไลท์จะได้เสนอแนะวิธีการลอกคลองที่เป็นแหล่งน้ำของหมู่บ้านสายหมอก ที่จากรายงานไลท์พบเจอว่ามีชาวบ้านบางส่วนแอบทิ้งเศษอาหารลงไปในแหล่งน้ำ รวมไปถึงในคลองก็มีพวกพืชน้ำปกคลุมอยู่เต็มไปหมด
ส่วนวิธีการต่อๆ มาอย่าง การทำแก้มลิง ขุดคลองพักน้ำหรือถมที่ยกพื้นดินให้สูงขึ้น รวมไปถึงทำสันกั้นน้ำ ไลท์ก็ได้อธิบายหลักและวิธีการที่เข้าเรียนรู้มาจากโลกก่อนออกไปจนหมด ไลท์และไวทเคานต์นิคใช้เวลาในการพูดคุยกันอยู่นานหลายชั่วโมง กว่าไวทเคานต์นิคจะจดบันทึกเสร็จสมบูรณ์
เวลาก็ได้ล่วงเลยไปกว่าเที่ยงคืนของวันแล้ว
“ถึงจะมีอีกหลากส่วนที่ฉันยังไม่เข้าใจ แต่เอาไว้พวกเราสองคนค่อยมาพูดคุยกันต่อในวันพรุ่งนี้ก็ยังไม่สาย นี้ก็ดึกมากแล้วท่านไลท์รีบกลับไปพักผ่อนและเตรียมตัวเปิดร้านในวันพรุ่งนี้เถอะ” ไวทเคานต์นิคมองดูเวลาที่ผ่านมานานกว่าหลายชั่วโมง ก็ต้องตกใจเมื่อรู้ว่ามันเป็นเวลากว่าเที่ยงคืนแล้ว
เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน? ไวทเคานต์นิครู้สึกเช่นนี้จริงๆ จากวิธีการที่ไลท์ได้บอกเล่าออกมา มันทำให้ตัวของขุนนางวัยกลางคนรับรู้ได้ถึง องค์ความรู้ที่เฉลียวฉลาดจากไลท์มากทีเดียว
อีกทั้งวิธีการที่ไลท์บอกเล่ายังฟังดูเพลิดเพลินและยังสามารถจินตนาการภาพตามไปได้ด้วยแล้ว มันก็ยิ่งทำให้ไวทเคานต์นิคอยากจะลงมือแก้ไขปัญหาที่หมู่บ้านสายหมอก ในเร็ววัน
แต่กระนั้น ร้านอาหารสามเวลาที่ปิดทำความสะอาดจะกลับมาเปิดในวันพรุ่งนี้ด้วยแล้ว การรั้งตัวไลท์เอาไว้นานกว่านี้ เกรงว่าจะทำให้ไลท์ต้องลำบาก
และอีกประการที่ไวทเคานต์นิคต้องรีบเร่งตัดจบ ก็เพราะกลัวว่าขืนตนเองชักช้าไปกว่านี้ ตัวของคุณผู้หญิงหรือภรรยาของตนที่รออยู่ในกระโจมด้านข้าง จะผล็อยหลับนอนไปเสียก่อน
ไม่เช่นนั้น อะไรที่ไวทเคานต์จะเตรียมผงาด มันอาจจะผงกไปเสียก่อนก็ได้
“ได้เลยครับ เอาไว้พรุ่งนี้ตอนปิดร้าน ผมจะแวะมาใหม่ครับ” ไลท์รับปากพลางปลุกจิม ที่ สัปหงกหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ให้ตื่นขึ้น
จิมค่อยๆ สะลึมสะลือตื่นขึ้นมา พลางเดินนำหน้าออกไปจากกระโจม ด้วยความง่วงเต็มประดา
โดยมีไลท์ติดตามอยู่ด้านหลัง แต่กระนั้นก่อนที่ไลท์จะกลับออกจากกระโจม ทางด้านของไวทเคานต์นิคก็ได้จับแขนไลท์เพื่อหยุดเขาไว้
“ท่านไลท์ช่วยเหลือฉันมาก็หลายครั้ง แถมวันนี้ยังช่วยเหลือฉันจากอสูรหมาป่าสีชาดอีกด้วย ฉันรู้สึกขอบคุณท่านไลท์เป็นอย่างมาก ได้โปรดรับเงินเล็กๆ น้อยนี้ เป็นน้ำใจจากฉันจะได้หรือไม่” ไวทเคานต์นิคหยิบยื่นถุงเงินที่มีเงินอยู่ด้านในหลายพันเหรียญทอง ส่งให้กับไลท์
ซึ่งด้วยนิสัยของไลท์ แน่นอนว่าเขาย่อมไม่มีทางรับเงินก้อนนี้จากไวทเคานต์นิคได้อยู่แล้ว เขาจึงปฏิเสธกลับไปแทบจะในทันที
“ผมรับเงินนี้ของท่านไวทเคานต์นิคไม่ได้ครับ” ไลท์พยายามปฏิเสธและยิ่งปฏิเสธมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนไวทเคานต์นิคจะไม่ยอมฟัง ไลท์จึงได้เสนอบางอย่างที่ตัวเขาตั้งใจจะเอาไว้ใช้งานที่ร้านอาหารอยู่ก่อนแล้ว จากไวทเคานต์นิค
ซึ่งก็คือ “ถ้าท่านไวทเคานต์นิคอยากจะตอบแทนผมจริงๆ ถ้าอย่างนั้นผมขอ เครื่องสื่อสารด้วยพลังเวทจากท่านไวทเคานต์จะได้หรือไม่?”
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy