New Hope : นักสู้ฟันน้ำนม (มี e-book แล้วครับ)

    ตอนที่ 42 : ชมรม “ศิลปะป้องกันตัวสมัยใหม่”

                   หลังจากเรียนคาบเช้าจบแล้วมะปรางยังคงเข้ามานั่งเล่นกับบัวในห้องปฐมพยาบาลเหมือนเดิมพร้อมกับเช็คอาการบาดเจ็บที่เกิดจากการแข่งขัน“พี่บัว...วันนี้มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ?”

                   “พี่จัดยาเข้าตู้เสร็จหมดแล้วจ๊ะแม่สาวน้อยนักบู๊”

                   “วันนี้พี่หมอไปไหนเหรอคะ?”

                   “ครูหนึ่งให้พี่วิทย์กับคนงานบางส่วนไปช่วยจัดชมรมใหม่แหละเห็นบอกว่าตัวห้องทำเสร็จละดัดแปลงพื้นที่ของชมรมมวยเดิมรวมเป็นพื้นที่ใหญ่ลานกว้างมาก ยาวมาถึงด้านข้างๆโรงยิม ครูหนึ่งให้ช่างมาซ่อมหลังคาเหล็กใหม่หมด”บัวพยายามสังเกตสีหน้าของมะปรางไม่สู้ดีเท่าใดนัก

                   “ปรางไม่อยากมาทำชมรมใหม่เหรอ?ถ้าจะพูดกันจริงๆ เส้นทางนี้น่าจะตรงกับชีวิตของมะปรางมากกว่านะ”บัวเอ่ยปากถามด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนัก

                   “ไม่ใช่หรอกค่ะพี่บัวหนูอ่ะทำได้ หนูฝึกมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว...แล้วจะให้หนูทำอะไรมั่ง? ให้หนูสอนคนอื่นเหรอ?หนูสอนไม่เป็นหรอก จะให้หนูสอนอะไรเหรอคะ?”

                   “อืมๆก็คงงั้นแหละ...รู้ตัวไหมว่าตอนนี้มีแต่คนอยากมาเรียนกับปรางทั้งนั้นเห็นพี่วิทย์บอกว่าไม่ใช่แค่ในโรงเรียน ตอนนี้มีคนข้างนอกมาถามครูใหญ่ว่าให้มะปรางสอนคนนอกด้วยป่ะ? เนียครูเพ็ญศรีบ่นใหญ่เลยว่า เด็กๆ ทั้งโรงเรียนไม่มีใครสนใจชมรมอื่นกันแล้ววันๆ พูดถึงแต่พี่มะปรางคนเดียว อาจารย์มะปรางกันหมดแล้วมั๊ง”

                   บัวพูดไม่ทันขาดคำยื่นมือถือให้มะปรางดูรูปป้ายกระดาษก็มี,แผ่นไม้ก็มี แต่ละป้ายเขียนข้อความว่า “ข้าผู้น้อยขอคารวะท่านอาจารย์หลิวฮุ่ยหนิง”ติดทั่วโรงเรียนเต็มไปหมด

                   “โห!!! ไม่เอาหนูไม่ใช่อาจารย์สักหน่อย...หนูยังเรียนหนังสืออยู่นะคะ ป้ายอะไรกันคะเนีย!!!!”

                   คำตอบของมะปรางทำให้บัวหัวเราะขึ้นมาทันที“พี่บัว!! หนูไม่ตลกนะพี่”

                   มะปรางพูดไม่ทันขาดคำครูหนึ่งกับวิทย์เดินเข้ามาในห้องได้ยินพอดี “ท่านอาจารย์หลิวฮุ่ยหนิงมาพักรักษาอาการบาดเจ็บในตำหนักนี้นี่เอง!!!!”คำพูดของครูหนึ่งทำให้วิทย์กับบัวต้องหัวเราะออกมา

                   “ครูหนึ่งก็เล่นด้วยเหรอเนียยยยย...ปรางงอนแล้วนะคะ”

                   “หยอกๆๆๆ”บัวรีบเดินเข้ามากอดทันที “หายงอนยัง?”

                   “หายแล้วค่ะ”

                   “หายงอนเร็วจัง!!”

                   “มาๆๆมาคุยเป็นการเป็นงานกันหน่อย...ครูกับวิทย์เพิ่งไปดูชมรมใหม่มา ตอนนี้ห้องชมรมใหม่พร้อมแล้วมีพื้นที่ด้านข้างๆ ยาวติดกับโรงยิม แล้วก็ขยายไปด้านหลังด้วย ตอนนี้พื้นที่กว้างมาก หลังคาโครงเหล็กตอนนี้กันฝนได้สบายๆข้างในมีพวกอุปกรณ์ซ้อมต่างๆ มาหมดแล้ว...เธอจะไปดูชมรมไหม?”

                   “ก็ดีเหมือนกันค่ะ?...แล้วคิดจะเปิดชมรมเมื่อไรเหรอคะครูหนึ่ง?”

                   “เธอเป็นประธานชมรมคนแรกแล้วแต่เธอ?”

                   “งั้นรอมิวมาก่อนก็ได้ค่ะแล้วค่อยเปิดค่ะครูหนึ่ง”

                   “อืมๆยังงัยก็ได้”

                   “โอ๋ไปไหนเหรอคะ?หนูไม่เห็นเลยค่ะ”

                   “นายโอ๋เหรอบ้าเห่อชมรมใหม่กับนายต้อม...ซ้อมกันอยู่ 2 คนแล้วก็มีรุ่นน้องจากชมรมฟันดาบกับเทควันโดมาดูอุปกรณ์ชุดใหม่”

                   “มิน่า!!!”

                   “ทั้ง 2คนเห็นเธอใจสู้ขนาดนี้บนเวที เขาไม่ยอมแพ้เธอหรอก”ครูหนึ่งพูดไปยิ้มไป

     

                   พ่อกับแม่มะปรางกำลังช่วยกันจัดเตรียมตู้,โต๊ะและเก้าอี้อยู่ภายในร้านที่กำลังจะเปิดใหม่ช่วยกันคนละไม้คนละมือเก็บรายละเอียดต่างๆ ก่อนเปิดร้านขายจริง

                   “เตาอบตัวนี้ดีจริงๆพ่อ...อบได้ครั้งละหลายปอนด์แบบนี้ เรามีเวลาสลับไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ”

                   “มีโต๊ะเก้าอี้ให้ลูกค้านั่งในร้าน5 ชุดน่าจะพอนะแม่”

     

                   ครูหนึ่ง,วิทย์กับมะปรางเดินมาจนถึงบริเวณชมรมศิลปะป้องกันตัวสมัยใหม่ตอนนี้เต็มไปด้วยเด็กนักเรียนชายหญิงจำนวนมากยืนจับกลุ่มเล็กใหญ่กระจายตามพื้นที่โอ๋กับต้อมกำลังต่อย-เตะกระสอบทราย 2 คนอยู่มุมด้านหนึ่ง เด็กนักเรียนบางคนยืนคุยกัน,บางคนกำลังเล่นดาบไม้, กระบองไม้, ถือโล่ไม้,บางส่วนยืนจ้องมองหุ่นไม้ที่ตั้งเรียงราย 5 ตัวพร้อมอุปกรณ์ครบครัน

                   “สวัสดีครับ/ค่ะ...ครูหนึ่ง,วิทย์, มะปราง”

                   “เธอกับมิวจะเก็บตัวกันที่นี่แผนการฝึกซ้อมต่างๆ ครูใหญ่จะคุยกับครูประจำวิชาให้สอดคล้องกันวิทย์กับบัวจะดูแลเธอทั้ง 2 คนเหมือนเดิมด้านสภาพร่างกายทางสมาคมจะส่งนักโภชนามาดูแลเพิ่มเติม...เธอจะเก็บตัวที่นี่จนถึง 1เดือนก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้น บัวจะเดินทางไปกรุงเทพกับพวกเธอทั้ง 2 คน”

                   “โห!!!...พอทำใหม่แล้วดูใหญ่และกว้างมากค่ะครูหนึ่ง”มะปรางพูดไปพลางตกใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

                   “รอให้เธอหายดีกว่านี้อีกสักนิดก่อนแล้วค่อยเริ่มซ้อม”

                   “สภาพร่างกายของมะปรางอีกสัก2-3 วันน่าจะซ้อมเบาๆ ได้ครับครูหนึ่ง”วิทย์ให้ความเห็นเสริม

                   “แล้วชมรมใหม่...จะให้หนูทำอะไรบ้างเหรอคะ?หนูไม่รู้ว่าจะต้องทำยังงัยค่ะ”

                   “เนียแหละเรื่องใหญ่เลย”ครูหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

                   “มีอะไรเหรอคะครูหนึ่ง?”มะปรางถามด้วยความสงสัยทันที

                   “คือตอนแรกกะว่าเปิดชมรมให้รุ่นน้องมาสมัครกันตามปกติ...แต่คราวนี้มีประชาชนเยอะแยะก็สนใจเหมือนกันอยากให้ทางโรงเรียนเปิดกว้างรับคนนอกด้วย เหมือนกับว่าอยากให้ปรางสอนป้องกันตัวด้วยมวยหย่งชุนกับคนทั่วไปด้วย”

                   “โห!!!ไปกันใหญ่แล้วค่ะ ไม่เอาค่ะ หนูจะไปสอนใครคะ?...หนูสอนไม่เป็นหรอกค่ะ”

                   “ครูว่าให้เธอสอนในเชิงป้องกันตัวเหมือนที่เธอเห็นคลิปสอนทั่วไปก็ได้...แบบนี้เธอน่าจะทำได้”

                   “ถ้าครูหนึ่งเห็นว่าดี...หนูจะทำตามที่ครูบอกค่ะแต่หนูก็ไม่รู้ว่าจะสอนยังงัยอยู่ดี”

                   “ให้มิวมาช่วยเป็นเพื่อนเป็นคู่สอนก็ได้นี่” วิทย์เสนอไอเดียเพิ่มเติม

                   “ดีเลยค่ะพี่หมอหนูยังนึกไม่ออกเหมือนกัน...ได้มิวมาเป็นเพื่อน แบบนี้ค่อยโอเคหน่อยค่ะ”

                  

                   พ่อกับแม่มะปรางยังคงช่วยกันดูพื้นที่ต่างๆภายในร้านอย่างขะมักเขม้น ไม่ว่าจะเป็นตู้, โต๊ะ, ชั้นวางของ ฯลฯ จนมั่นใจแล้ว “โอเคแล้วแม่...รอให้ลูกเคลียร์เรื่องชมรมให้เสร็จแล้วค่อยเปิดร้าน”

                   “ดีเลยพ่อ...พ่อรู้ไหมว่าวันนี้แม่มีความสุขที่สุด”

                   “นี่เป็นรางวัลจากความพากเพียรและ..อดทน..ของ...ลูก...”พ่อพูดไม่ทันจบประโยคดี น้ำเสียงสั่นเครือ ทำให้แม่ต้องโผเข้ามากอดด้วยรอยยิ้ม “ดีใจจนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี...”

     

                   หลังจากทีมชาติไทยประกาศตัวนักกีฬาศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่ประเภททีม5 คนออกมาอย่างเป็นทางการ ได้แก่ โรจน์, มนต์ชัย, น้ำ, มะปรางและมิวสื่อต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งเอเชียเริ่มเผยแพร่ข่าวออกไปอย่างรวดเร็วรวมถึงท่านปรมาจารย์จางเหว่ยหลุนกับลู่เฟยต่างก็รับทราบข่าวเช่นกัน

                   “ท่านอาจารย์คะ...ทีมชาติไทยประกาศตัวนักกีฬาประเภททีม5 คนแล้วค่ะ” ลู่เฟยเอ่ยปาก

                   “ข้าเห็นแล้ว!!!...หึหึหึ...การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ฮุยหนิง....ดูเหมือนว่ายังมีอุเมโกะอีกคนด้วยนี่น่า”

                   “ข้าทราบแล้วค่ะท่านอาจารย์...ข้าไม่ประมาทแน่นอนค่ะ”

                   “ถึงเวลาที่เจ้าต้องพิสูจน์ฝีมือที่แท้จริงแล้วสิ!!….”

     

                   นักกีฬาต่อสู้หลายประเทศให้ความสนใจกับรายชื่อนักกีฬาทีมชาติไทยเป็นอย่างมากเมื่อทราบว่ามีชื่อลูกศิษย์คนสุดท้ายของท่านจางรวมอยู่ด้วย

                  

                   ภายในแคมป์เก็บตัวทีมชาติไทยที่กรุงเทพน้ำนั่งก้มหน้าก้มตาคุยแชทกับเพื่อนโดยที่ไม่สนใจเพื่อนรวมโต๊ะกินข้าวแม้แต่น้อยจนทำให้ทุกคนแปลกใจอย่างมาก

                   “น้ำวันนี้เป็นอะไรเนียยย!!!!”โรจน์หันไปถามด้วยความแปลกใจอย่างมาก “ไม่พูดไม่จาอะไรสักคำติดเกมอยู่เหรอ?...รู้ไหมว่าตอนนี้ก๋วยเตี๋ยวอืดหมดแล้วนะ!”

                   “พี่โรจน์รู้ไหมว่าตอนนี้มีข่าวใหญ่ที่ญี่ปุ่น, จีนและเกาหลีใต้นะพี่!!!...หนูกำลังเช็คข่าวจากเพื่อนให้ชัวร์ๆก่อน เนียตกใจมากค่ะ!”

                   “ข่าวที่นั่น?...รายชื่อนักกีฬาเหรอ?”มนต์ชัยถามย้ำ “มีอะไรผิดปกติเหรอน้ำ?”

                   น้ำยังไม่ทันได้ตอบโค้ชบีเดินตรงเข้ามานั่งร่วมโต๊ะพร้อมกับข้าวผัดร้อนๆ อารมณ์ดีเป็นพิเศษ “วันนี้อาหารถูกใจมาก...แม่ค้าใส่ปลาหมึกมาเต็มจาน”

                   ท่างทางแปลกๆของโรจน์, มนต์ชัยและน้ำทำให้โค้ชบีรับรู้ได้ทันที “มีอะไรกันใช่ไหม?”

                   “ผมยังไม่รู้เหมือนกันครับโค้ชบี...เห็นน้ำบอกว่ามีข่าวใหญ่ที่จีน,ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ตอนนี้เช็คข่าวอยู่”คำตอบของโรจน์ทำให้โค้ชบีต้องหันไปมองน้ำทันที “น้ำกำลังเช็คข่าวให้ชัวร์ครับ”

     

                   “ลูกสาวบุญธรรมท่านไคกิปรากฎตัวที่ประเทศไทย”

                   “ลูกสาวท่านไคกิติดทีมชาติไทยชิงแชมป์เอเชียปีนี้มันแน่นอน!!”

                   “ทีมชาติไทยสุดแกร่งลูกสาวบุญธรรมท่านอาจารย์ไคกิติดทีมชาติไทย!!!!!”

     

                   น้ำยื่นมือถือให้ทุกคนดูรูปที่ปรากฎในแชทเป็นรูปนักกีฬา 5 คนของทีมชาติไทย แต่หัวข้อข่าวเป็นภาษาจีน, ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ “นี่เป็นข่าวที่สื่อหลักลงที่นั่น”

                   “มีอะไรผิดปกติเหรอน้ำ?”มนต์ชัยรีบถามทันที “พี่อ่านไม่ออก”

                   “หัวข้อข่าวทั้ง3 ประเทศเขียนรายชื่อคนที่ 4 ว่าหลิวฮุ่ยหนิง...ส่วนคนที่ 5 ไม่ได้เขียนชื่อมิวแต่เขียนชื่อว่าซารินะ อุเมโกะ”

                   “ซารินะอุเมโกะ!!???!!!....ใครเหรอ??...มิวเหรอ?”โค้ชบี, โรจน์และมนต์ชัยตกใจกับคำตอบของน้ำอย่างมาก

                   “เดี๋ยวก่อน!!!...เดี๋ยวนะ!มิวบอกผมว่าไม่เคยเข้าร่วมแข่งระดับนานาชาติ เพิ่งแข่งบ้านเราครั้งแรกแล้วทำไมทั้ง 3 ประเทศถึงรู้จักกับมิวได้ยังงัย?”โค้ชบีตั้งข้อสงสัยทันที “ทำไมทั้ง 3ชาติถึงรู้จักมิวมากกว่าพวกเราอีก...แล้วมะปรางรู้เรื่องนี้ยัง??”

                   “หนูยังไม่ได้ถามมะปรางเลยค่ะ...เนียหนูเพิ่งรู้ข่าวนี้!งงมาก…ซารินะ อุเมโกะมาได้ยังงัย???!!!เดี๋ยวหนูส่งรูปข่าวภาษาจีนไปให้มะปรางดูก่อน…”     

                   “และที่น่าตกใจมากคือน้องมิวเป็นลูกสาวบุญธรรมของท่านปรมาจารย์ไคกิเหรอ?” โค้ชบีพูดด้วยน้ำเสียงตกใจมาก

                   “ท่านไคกิ??!!??...ท่านเป็นใครเหรอคะโค้ชบี”คำถามของน้ำทำให้โรจน์กับมนต์ชัยต้องหันมามองโค้ชบีพร้อมกัน

                   “เดี๋ยวผมเล่าให้ฟัง...”

                  

                   ในช่วงเวลาเดียวกันวิทย์กับบัวทราบข่าวนี้เช่นกันจากสำนักข่าวภาคภาษาอังกฤษที่อ้างอิงแหล่งข่าวจากประเทศญี่ปุ่นทำให้ทั้ง 2 คนแปลกใจมาก

                   “มิวมีอีกชื่อหนึ่งว่า...ซารินะอุเมโกะ” วิทย์พูดพึมพำออกมา

                   “ทำไมที่จีน,ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้รู้จักกับมิวได้ยังงัย?” บัวมีอาการสงสัยอย่างมาก“วันนี้ต้องถามมะปรางหน่อยแล้ว”

     

                   เสียงกระดิ่งของอาคาร1 ดังขึ้นมาเป็นสัญญาณของการเลิกเรียนวันนี้ มะปรางก้มดูมือถือของตัวเองเห็นแชทของบัวกับน้ำเด้งขึ้นมาพร้อมกับรูปข่าวภาษาจีน,เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเต็มไปหมด

                   บัว: “เลิกเรียนแล้ว มาหาพี่บัวที่ห้องพยาบาลหน่อย...”

                   น้ำ: “มะปรางอ่านข่าวนี้หน่อย!!!!!”

     

                   มะปรางเดินก้มหน้าอ่านข่าวในแชทด้วยสีหน้าเรียบเฉยเดินมาจนถึงห้องพยาบาลเห็นวิทย์,บัวและโอ๋นั่งรออยู่ในห้องแล้ว “มานี่เลยแม่นางหลิวฮุ่ยหนิง...เจ้าต้องบอกพวกข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าซารินะ อุเมโกะเป็นใคร?” บัวเอ่ยปากทันที

                   “ตอนนี้ที่แคมป์ทีมชาติอยากรู้มากกว่ามิวเป็นใครกันแน่...ทำไมที่จีน, ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถึงรู้จักมิวมากกว่าพวกเราด้วยซ้ำ”วิทย์ถามเสริม “พี่อยากให้มะปรางเล่าเรื่องราวของมิวให้พวกเรารู้หน่อย”

                   “พี่เปิดวีดีโอคอลเรียบร้อยแล้ว...ตอนนี้มีโค้ชบี,พี่โรจน์, พี่มนต์ชัยอยู่ในสายแล้ว”บัวรีบตั้งมือถือให้กล้องหันไปทางมะปราง “พี่ๆคะ...ตอนนี้มะปรางมาแล้วค่ะ”

                   “หนูจะเริ่มเล่ายังงัยดีหว่า...อืม...หนู...เริ่มเล่า...ไม่ถูก”

                   “ก็เอาตอนที่เริ่มเจอกันครั้งแรกงัย”โอ๋ให้คำแนะนำ

                   “พวกพี่อยากรู้ด้วยว่ามิวเคยลงแข่งอะไรจริงจังที่จีน, เกาหลีหรือญี่ปุ่นไหม?...ตอนนี้พวกพี่สงสัยมากว่าทำไมสื่อที่นั่นเล่นข่าวนี้ใหญ่มากแสดงว่ามิวต้องมีอะไรเป็นพิเศษที่แตกต่างจากคนปกติแน่ๆ”น้ำถามเสริมผ่านทางวีดีโอคอล “และที่สำคัญทำไมมิวถึงมีชื่อภาษาญี่ปุ่นที่สื่อทั้ง3 ประเทศรู้จักด้วย!”

                   “ได้ค่ะพี่น้ำงั้นหนูเริ่มแบบนี้ก็แล้วกัน...หนูอยู่ที่จีนตั้งแต่เด็กๆเวลาที่พ่อกับแม่ต้องไปทำงานในร้านอาหาร แม่ก็จะพาหนูมาฝากไว้กับอาจารย์จางค่ะหนูอยู่กับอาจารย์จางมากกว่าพ่อกับแม่อีก...ตอนมิวเด็กๆ 2-3ขวบอยู่ที่เกาหลีกับพ่อค่ะ ส่วนแม่ของมิวเป็นชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตจากอุบัติเหตุค่ะพ่อมิวทำงานเกี่ยวกับพวกสร้างบ้านแต่งบ้าน พอมิวอายุ 7 ขวบก็ต้องย้ายตามพ่อมาที่ญี่ปุ่นมิวอยู่ญี่ปุ่นนานมากก็เลยได้เรียนหนังสือจนจบชั้นเทียบเท่า ม.ปลายค่ะ”

                   “มิวเป็นเด็กผู้หญิงที่ชอบดูพวกหนังต่อสู้,กังฟู ชอบเรื่องต่อสู้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พ่อมิวก็เลยซื้อพวกนวม, กระสอบทราย,กระบองไม้, กระบอง 2 ท่อนมาให้มิวเล่นที่บ้านจนกระทั่งวันหนึ่งพ่อมิวได้งานตกแต่งบ้านของท่านอาจารย์อาซาโตะ ไคกิปรมาจารย์ด้านคาราเต้”

                   “เดี๋ยวๆๆๆก่อนๆๆๆ มะปราง!!!...เมื่อกี้พูดชื่ออาจารย์อะไรนะผมฟังไม่ชัด!!!” โค้ชบีพูดแทรกเข้ามาด้วยน้ำเสียงตกใจมากจนทำให้โรจน์,มนต์ชัยและน้ำต้องหันไปมอง “มะปรางพูดชื่ออีกครั้ง!!”

                   “ท่านอาจารย์อาซาโตะไคกิค่ะ” มะปรางพูดย้ำอีกครั้ง

                   “อย่าบอกนะว่ามิวคือลูกศิษย์ท่านอาจารย์ไคกิ?!!??” โค้ชบีตั้งคำถามด้วยความสงสัย

                   “ใช่ค่ะโค้ชบี”

                   คำตอบของมะปรางทำให้โค้ชบีตกใจมาก“เดี่ยวนะ!!! ท่านอาจารย์ไคกิมีลูกศิษย์ด้วยเหรอ?...เป็นไปไม่ได้นี่ผมงงไปหมดแล้วเนีย!!!...ท่านอาจารย์ไคกิมีลูกศิษย์ได้ยังงัย?ในวงการรู้กันดีว่าท่านไคกิไม่เคยมีลูกศิษย์นี่น่า”

                   คำพูดของโค้ชบีทำให้ทุกคนต้องแปลกใจกันอย่างมากยกเว้นมะปรางคนเดียวที่มีท่าทีปกติได้แต่พยักหน้าตอบรับคำพูด “ค่ะโค้ชบี...แต่มิวคือลูกศิษย์คนเดียวของท่านอาจารย์จริงๆค่ะ หนูยืนยันค่ะว่า ท่านไคกิมีลูกศิษย์จริงๆ”

                   “ท่านอาจารย์ไคกิคือใครเหรอครับโค้ชบี??” วิทย์ตั้งคำถามที่ทุกคนอยากรู้คำตอบมากที่สุด

    คล้ายกับเรื่องNew Hope : นักสู้ฟันน้ำนม (มี e-book แล้วครับ) ที่คุณอ่าน