อาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษากำลังสนทนาสัพเพเหระกับสหายอีกสองคนอยู่ พวกเขาเองก็เป็นอาจารย์อยู่ที่สำนักศึกษาแห่งนี้เช่นกัน เนื่องจากชื่นชอบในโคลงกลอนเหมือนกัน ทั้งยังอยู่สำนักเดียวกันจึงมารวมตัวกันฆ่าเวลาบ่อยๆ
ยามนี้เมื่อเห็นลู่เชียนเดินเข้ามา ก็อดมองประเมินศิษย์คนสุดท้ายของอาจารย์ใหญ่คนนี้ให้มากหน่อยไม่ได้
อย่างไรเสียเรื่องที่จู่ๆ อาจารย์ใหญ่ก็รับเด็กจากตระกูลยากจนเข้ามาเป็นศิษย์คนสุดท้ายนี้ก็ทำให้พวกเขาตกตะลึงกันไปหมด ทุกคนต่างสงสัยว่าลู่เชียนมีความโดดเด่นที่ตรงไหนถึงได้ตำแหน่งนี้มา
อาจารย์ใหญ่เองก็รู้ความคิดของพวกเขาดี แต่ก็ไม่เอ่ยอะไร
ลู่เชียนเดินเข้ามา เห็นอาจารย์ท่านอื่นอยู่ด้วยก็รีบประสานมือคารวะ จากนั้นก็เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมว่า “ท่านอาจารย์ วันนี้พี่ชายของศิษย์เดินทางมาเยี่ยมเยียน นำของกินฝีมือน้องหญิงน้อยของข้ามาฝากด้วย จำได้ว่าท่านอาจารย์เคยชมว่าเนื้อเค็มตากแห้งรสชาติดี ศิษย์จึงตั้งใจนำมาให้ท่านอาจารย์หนึ่งไหเพื่อแสดงความกตัญญูขอรับ”
“อ้อ ที่แท้เป็นเช่นนี้ ดีจริงๆ”
อาจารย์ใหญ่ที่เดิมทียังปรือตาน้อยๆ อยู่ เมื่อได้ยินเช่นนี้ถึงกับยืดหลังตัวตรงขึ้นมาทันที พลางยิ้มแป้นราวกับเด็กน้อยที่ได้ขนมน้ำตาลก้อนโรยงา
ลู่เชียนหันหลังไปรับของในมือโก่วจื่อ แล้วจึงนำไปวางไว้บนโต๊ะอย่างนอบน้อม
อาจารย์ใหญ่ผู้ชราค้อมกายลงมาทำจมูกฟุดฟิดอย่างชอบอกชอบใจเป็นที่สุด “กลิ่นนี้นี่แหละ ในเมื่อพี่ชายเจ้าเดินทางมาไกล เช่นนั้นก็ให้เจ้าพักได้หนึ่งวัน วันพรุ่งนี้รีบกลับมาแต่เช้าก็แล้วกัน”
ลู่เชียนกล่าวขอบคุณ แต่กลับไม่ยอมก้าวเท้าจากไปไหน
อาจารย์ใหญ่ชราจึงยิ้มพลางส่งเสียงเอ็ด “ยังมีเรื่องใดอีก?”
“ท่านอาจารย์ ศิษย์อยากขอร้องให้ท่านอนุญาตให้เฉิงจื่อเหิงและหลิวปู๋ชี่ได้พักด้วย ให้พวกเขาออกไปค้างแรมด้านนอกได้หนึ่งคืนเหมือนกับศิษย์ ที่บ้านศิษย์มีเรื่องต้องการให้พวกเขาช่วยเหลือขอรับ”
“อ้อ ต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่?”
“ขอบคุณท่านอาจารย์มาก แต่ศิษย์สามารถจัดการได้ขอรับ”
“ดี เช่นนั้นก็ไปเถอะ”
ลู่เชียนขอบคุณอีกครั้ง จากนั้นก็คารวะอาจารย์อีกสองท่าน แล้วถึงได้ลากลับไป
ยังไม่ทันเดินออกไปพ้นเรือน ก็ได้ยินเสียงท่านอาจารย์ตะโกนเรียกบ่าวของตน “หลวี่จง รีบไปเอาสุราบัวขาวของข้ามา อาหารดีๆ เช่นนี้จะไร้สุราได้อย่างไร”
ท่านลุงหลวี่ยิ้มน้อยๆ จากนั้นก็ออกไปตะโกนเรียกเด็กรับใช้คนหนึ่ง เดินนำเขาไปเอาถ้วยชามตะเกียบ สุราและแก้วสุรามา
อาจารย์อีกสองท่านเห็นอาจารย์ใหญ่ผู้ที่ยามปกติไม่ว่าจะดีใจ เสียใจหรือโกรธล้วนไม่แสดงออกทางสีหน้า ยามนี้กลับมีท่าทางเช่นนี้ ก็อดตกใจไม่ได้ อดถามไม่ได้ว่า “เป็นของดีอะไรกันแน่ ท่านถึงได้ถูกใจเช่นนี้ พวกเราจะขออยู่ดื่มสุรา เปิดหูเปิดตาไปกับท่านด้วย”
อาจารย์ใหญ่ชราทำสีหน้าเหมือนเสียดายเสียเต็มประดา แต่ก็ยังบอกให้บ่าวรับใช้จัดเตรียมโต๊ะเพิ่ม
อาจารย์ชราสองคนเมื่อเห็นเช่นนั้นก็พากันยิ้มหัวเราะออกมา
ยามเมื่อเนื้อหมูสีดำอมแดงขนาดเท่าไพ่นกกระจอกถูกเทใส่ถ้วยกระเบื้องสีขาว เนื้อนุ่มราวกับจะขาดออกจากกันได้เพียงใช้ตะเกียบคีบเบาๆ เมื่อใส่เข้าปากก็ก็หอมอบอวลไปทั้งโพรงปาก รสชาติกลมกล่อมอย่างยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ยิ่งได้กินคู่กับสุราดอกบัวขาว ก็ราวกับอยู่ในสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน...
เช่นนี้เอง ไม่ต้องคะยั้นคะยอคนทั้งสองก็วางตะเกียบกันไม่ลงแล้ว อาจารย์ใหญ่ผู้เฒ่ารู้สึกปวดใจยิ่งนัก รีบส่งสัญญาณให้บ่าวของตนเอาส่วนที่เหลือไปแอบซ่อนไว้ให้มิดชิด
อาจารย์ทั้งสองเห็นเช่นนั้นก็โวยวายว่าเขาตะหนี่ใจแคบ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากล้อเล่นไปอีกไม่กี่ประโยค ยังดีที่ยังมีกับแกล้มอย่างอื่นเอาไว้กินคู่กับสุราอยู่
คนทั้งสามกินกันอย่างครื้นเครง เมื่อสุราเข้าปากความระมัดระวังเกรงกลัวก็ค่อยๆ ลดน้อยลง
หนึ่งในสองอาจารย์จึงเอ่ยกับอาจารย์ใหญ่ว่า “หากจะพูดถึงโคลงกลอนและบทความข้าไม่ยอมแพ้ท่านเด็ดขาด แต่หากพูดถึงสายตาในการมองคนแล้ว ข้าสู้ท่านไม่ได้เลย ยามนี้จวินฉือได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองเจ้ากรมมหาดไทยแล้วกระมัง ตอนนั้นยังเป็นแค่เด็กจากตระกูลยากจนเท่านั้น ใครจะคาดคิดว่าเขาจะมีวันนี้”
“นั่นสิ ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะท่านแย่งเขาไปเป็นศิษย์ ยามนี้เขาก็คงกลายเป็นลูกศิษย์ข้าแล้ว”
อาจารย์อีกคนหนึ่งก็เอ่ยหยอกล้อเช่นกัน ทำเอาอาจารย์ใหญ่ต้องกระดิกหนวดตอบโต้ทันที “ตอนนั้นเป็นพวกเจ้าเองที่ไม่เห็นจวินฉืออยู่ในสายตา ข้าเห็นว่าน่าเสียดายจึงรับเขาเอาไว้ แต่การที่เขามีวันนี้ได้ก็ต้องผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย เหมือนคำกล่าวที่ว่าหยกหากไม่เจียระไนก็ไร้คุณค่า ถึงเขาจะเคยลำบากมาก่อนแต่สุดท้ายก็ขมต้นหวานปลาย”
อาจารย์ทั้งสองต่างอดพยักหน้าไม่ได้ จู่ๆ ก็ทอดถอนใจออกมา “ยามนี้ใต้หล้าสงบสุขมาเนิ่นนาน ถึงแม้ฝ่าบาทจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อประคองน้ำสองถ้วยให้เท่ากัน [1] ระหว่างตระกูลสูงศักดิ์ร่ำรวยกับตระกูลสามัญชนยากจน แต่สุดท้ายก็...เฮ้อ ศิษย์ที่มาจากตระกูลยากจนยากจะได้ดี”
“อย่างลู่เชียนคนเมื่อครู่ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะบุคลิก นิสัย หรือความสามารถล้วนโดดเด่นกว่าผู้ใด แต่การสอบฤดูใบไม้ผลิในปีหน้าเขากลับ...ไม่มีที่พึ่ง คงต้องขึ้นอยู่กับดวงแล้ว”
อาจารย์ใหญ่ฟังสหายทั้งสองสนทนากัน เขาเพียงจิบสุราในจอกเงียบๆ ไม่ตอบรับอะไร แต่มุมปากกลับยกยิ้มเย็นแลดูลึกลับ
ทางด้านลู่เชียนเมื่อกลับไปถึงเรือนนอนของตน ยังไม่ทันได้เก็บข้าวของ หลิวปู๋ชี่และเฉิงจื่อเหิงก็มาหาก่อนแล้ว
“เต๋อจิ้ง ได้ยินว่าพี่รองมาแล้ว เหตุใดเจ้าไม่บอกกันบ้าง ข้าไม่เจอพี่รองมานานแล้ว”
“นั่นสิ พี่รองมาคนเดียวหรือ ไม่ได้เอาของกิน...เอ่อ ไม่ได้พาคนที่บ้านมาด้วย?”
คนทั้งสองปากพูดเช่นนี้ แต่สายตากลับสอดส่ายไปทั่ว โก่วจื่อแอบยกชายเสื้อขึ้นปิดบังมุมปากที่ยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ดีที่เขาว่องไว จัดเก็บของพวกนั้นเรียบร้อยแล้ว
ลู่เชียนรู้สึกขบขันอย่างยิ่ง เขาทักทายสหายทั้งสอง จากนั้นก็เคาะศีรษะบ่าวรับใช้ของตนไปทีหนึ่ง “อย่าซุกซน รีบไปเอาของออกมา ยังมีเรื่องสำคัญต้องทำอีก”
โก่วจื่อไม่ได้มีท่าทีขุ่นข้องแต่อย่างใด เขายิ้มน้อยๆ ลูบหัวตัวเองไปทีหนึ่ง จากนั้นจึงเข้าไปเปิดหีบที่สอดไว้ใต้เตียง หยิบของออกมาสองห่อ
“คุณชายทั้งสอง นี่คือของที่คุณหนูตั้งใจให้คุณชายรองนำมาฝากพวกท่านโดยเฉพาะขอรับ”
“โอโห มีของพวกเราจริงๆ ด้วย”
เฉิงจื่อเหิงและหลิวปู๋ชี่ดีใจจนออกนอกหน้า ไม่เสียทีที่พอพวกเขาได้ยินว่ามีคนสกุลลู่มาก็รีบทิ้งตำราในมือทันที มีของขวัญของพวกเขาเสียด้วย เหมือนถ่านที่ถูกส่งมาให้ท่ามกลางหิมะขาวโพลน เป็นดั่งชาใสรสหวานเย็นกลางฤดูร้อน ช่างน่ายินดีเสียจริง
คนทั้งสองรีบแกะห่อดูอย่างรวดเร็ว เห็นว่าด้านในเป็นกล่องขนาดใหญ่กับอาภรณ์หนึ่งชุดที่พับไว้อย่างเรียบร้อย
บนกล่องมีการติดชื่อเอาไว้อย่างเอาใจใส่ เขียนชื่อของว่างที่ใส่ไว้ด้านใน ล้วนเป็นของชอบของพวกเขายามที่อยู่สกุลลู่
ส่วนอาภรณ์ที่ส่งมานั้นเมื่อเปิดออกดู ก็ยิ่งทำให้คนซาบซึ้งจนน้ำตาแทบร่วง
จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งที่ทุกคนรวมตัวกันร่ำสุรา พวกเขาสองคนเคยพูดว่าลู่เชียนใจแคบนัก เสื้อคลุมที่น้ำหนักเบาแต่อบอุ่นอย่างเหลือเชื่อตัวนั้นเขาไม่เคยแบ่งให้พวกตนใส่บ้างเลย
คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวหมี่กลับจำได้ขึ้นใจ ถึงกับส่งมาให้เช่นนี้
“เสี่ยวหมี่ช่าง...เฮ้อ ข้าไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดีแล้ว” หลิวปู๋ชี่วางเสื้อกันลมในมือของตนลงอย่างระมัดระวัง กลัวจะทำมันขาด
เฉิงจื่อเหิงเองก็พยักหน้าเช่นกัน เอ่ยว่า “นั่นสิ วันหน้าเสี่ยวหมี่ก็คือน้องหญิงแท้ๆ ของข้า วันหน้านางแต่งงาน ข้าจะต้องเตรียมสินเดิมให้นางด้วย”
โก่วจื่อลอบหัวเราะอยู่ข้างๆ พยายามเก็บอาการอย่างยิ่งไม่ให้คนทั้งสองรู้ว่าเขาเองก็ได้รับเสื้อคลุมจากคุณหนูเช่นกัน
ลู่เชียนหรี่ตามองเขาไปทีหนึ่ง แล้วจึงหันไปเอ่ยกับสหายทั้งสองว่า “เสี่ยวหมี่เป็นน้องสาวของข้า สินเดิมย่อมมีข้าเป็นผู้จัดเตรียม ไม่ลำบากพวกเจ้าแล้ว หากเล่าลือออกไป จะเป็นการทำลายชื่อเสียงของน้องสาวข้า แต่เสี่ยวหมี่มีเรื่องสำคัญอีกอย่างอยากจะขอให้พวกเจ้าช่วย”
“เสี่ยวหมี่เป็นน้องสาวข้าเหมือนกัน เหตุใดจะเตรียมสินเดิมให้นางไม่ได้เล่า”
เฉิงจื่อเหิงเป็นคนคิดอะไรไม่รอบคอบนัก เขายังคิดจะพูดอะไรต่อ กลับถูกหลิวปู๋ชี่ขัดขึ้นว่า “เสี่ยวหมี่พบเจอเรื่องยากลำบากใดหรือ เรื่องอะไรกันที่จะให้พวกเราช่วย”
ลู่เชียนไม่พูดอะไรมากนัก เนื่องจากที่นี่ยังเป็นในสำนักศึกษา ด้านนอกมีคนผ่านไปผ่านมา จึงเอ่ยว่า “ไปเถอะ ไปหาพี่รองข้างนอกแล้วค่อยคุยทีเดียว”
เฉิงจื่อเหิงและหลิวปู๋ชี่ตาโต คิดจะบ่นอะไรอีกสักสองสามประโยค แต่เมื่อนึกขึ้นได้ก็รีบเข้าไปกอดคอลู่เชียนคนละข้างทันที พลางกล่าวอย่างชั่วร้ายว่า “ศิษย์คนสุดท้ายของอาจารย์ใหญ่ช่างมีหน้ามีตาเสียจริง ยามปกติต้องกระโดดข้ามกำแพงออกไป วันนี้ท่าทางเจ้าดูโอ้อวดนัก”
คนทั้งสามพากันหัวเราะออกมา พวกเขาเดินผ่านประตูออกไปยังโรงเตี๊ยมผิงอัน
ยามปกติพี่รองลู่เป็นคนนอนง่ายอยู่ง่าย เขานอนหลับบนต้นไม้ในถ้ำเป็นเรื่องปกติ ยามนี้ได้มานอนบนเตียงที่ถึงแม้จะไม่สบายเท่าที่บ้าน แต่เขาก็ยังหลับสบายเช่นเคย
ตอนที่พวกลู่เชียนมาถึง เขากำลังนอนสนิทกรนเสียงดังจนแทบจะสั่นสะเทือนภูเขาได้
ลู่เชียนสงสารพี่ชายที่ต้องเร่งเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย จึงสั่งให้เด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยมไปยกอาหารและสุราเข้ามา จากนั้นก็สนทนาไปพลางกินไปพลางกับสหายทั้งสองเสียงเบา
พูดตามจริงแล้ว ที่บ้านของหลิวปู๋ชี่และเฉิงจื่อเหิงเองก็มีน้องหญิง พวกนางถูกเลี้ยงไว้ในเรือนมาตั้งแต่เล็ก จะก้าวเดินสักก้าวยังต้องคิดแล้วคิดอีก ในสายตาคนอื่น เช่นนี้เรียกว่ากุลสตรีดีงามรู้มารยาท แต่หลังจากที่คนทั้งสองได้พบเสี่ยวหมี่แล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้
การที่สตรีตัดสินใจเด็ดขาด มีนิสัยดุร้ายบ้างไม่ใช่เรื่องไม่ดีแต่อย่างใด อย่างน้อยก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีสีสัน
เทียบกับเสี่ยวหมี่ที่เฉลียวฉลาดแล้ว น้องหญิงของพวกเขาราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบก็ไม่ปาน งดงามก็งดงามอยู่หรอก แต่กลับขาดชีวิตชีวา
อีกทั้งหลังจากได้รู้จักกับลู่เชียน พวกเขาก็ได้รับการดูแลจากเสี่ยวหมี่เช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงก่อนหน้านี้ที่เคยไปพักที่สกุลลู่ ทั้งอาหารการกินและเสื้อผ้าอาภรณ์ล้วนเป็นเสี่ยวหมี่ที่จัดการดูแลให้
คนทั้งสองเห็นเสี่ยวหมี่เป็นเหมือนน้องหญิงแท้ๆ ของพวกเขา ก่อนหน้านี้ที่ลู่เชียนบอกว่าเสี่ยวหมี่มีเรื่องสำคัญจะให้ช่วย พวกเขาก็อดร้อนใจไม่ได้
ยามนี้เมื่อเห็นว่าลู่เชียนกินช้าๆ ไม่มีท่าทีรีบร้อนจะเล่าอะไร เฉิงจื่อเหิงก็ร้อนใจอย่างยิ่ง มืออ้วนกลมแย่งกาสุราไป เอ่ยถามว่า “เต๋อจิ้ง เจ้าพูดมา เสี่ยวหมี่จะให้พวกเราช่วยเรื่องใดกันแน่”
“นั่นสิ หากว่าเป็นเรื่องด่วน พวกเราจะได้รีบไปจัดการ”
ลู่เชียนเห็นท่าทีของพวกเขาก็ไม่เพียงไม่โกรธ กลับรู้สึกดีใจที่ตนมีสหายเช่นนี้ จึงวางกาสุราลง ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ใช่เรื่องด่วนอะไร พวกเจ้าคงรู้ว่าโรงทำแป้งที่บ้านข้าเปิดใช้งานมาสักพักแล้ว อีกทั้งของที่ทำออกมาก็ขายออกไปได้ในราคาจินละหนึ่งตำลึงด้วย เรียกว่าเป็นการค้าที่กำลังเป็นที่กล่าวขานเลยกระมัง”
“ข้ารู้ เฟิ่นเถียวนั่นแม้จะไม่ถึงขั้นกินแทนข้าวได้ แต่รสชาติไม่เลวจริงๆ ทั้งยังเป็นของใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในแคว้นเรา ย่อมเป็นที่เล่าลือแน่นอน” หลิวปู๋ชี่ตอบรับ ส่วนเฉิงจื่อเหิงกลับฉีกหัวข้อสนทนาออกไป “นั่นสิ พูดก็พูดเถอะ ครั้งนี้เสี่ยวหมี่ไม่ได้ฝากเฟิ่นเถียวมาด้วยหรือ”
หลิวปู๋ชี่ถลึงตาใส่เขาทันที แล้วเอ่ยว่า “เสี่ยวหมี่ถูกใครหาเรื่องอย่างนั้นหรือ?”
ที่เขาถามเช่นนี้เพราะเรื่องซื้อภูเขาก่อนหน้านี้ก็เป็นพวกเขาสามคนที่ต้องควบม้าไปฟ้องร้องกันเองมาแล้ว ยามนี้เฟิ่นเถียวโด่งดัง เป็นสินค้าที่มีอยู่ที่แรกและที่เดียวในแคว้น หากมีคนคิดไม่ซื่อก็เป็นเรื่องธรรมดา แน่นอนพวกเขาคิดไม่ถึงว่าที่จริงแล้วข้างกายเสี่ยวหมี่มีที่พึ่งดุจภูเขาลูกใหญ่ที่มั่นคงและมั่งคั่ง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้แม้แต่น้อย
ลู่เชียนเห็นว่าพวกเขาทั้งสองยิ่งพูดยิ่งออกทะเลไปไกล จึงไม่หยอกล้อพวกเขาอีก เล่าให้ฟังอย่างละเอียดว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น เสี่ยวหมี่ให้พี่รองนำความมาส่ง ที่บ้านเราขาดแคลนไข่ดิน แต่หากจะขนส่งมาจากทางใต้ก็ลำบากเกินไป จึงคิดจะสร้างโรงทำแป้งขึ้นที่ไห่โจวและเฉวียนโจวซึ่งเป็นเมืองที่มีไข่ดินอยู่มาก นางรู้มาว่าบ้านของพวกเจ้าอยู่ที่ไห่โจวและเฉวียนโจว จึงคิดจะร่วมมือกับบ้านพวกเจ้าเปิดกิจการนี้ขึ้นมา”
เชิงอรรถ
[1] ประคองน้ำสองถ้วยให้เท่ากัน(一碗水端平)หมายถึงการปฏิบัติอย่างยุติธรรม