ในตอนนี้นางได้รู้แล้วที่แท้ตราหยกนี่เป็นของเฟิ่งเจาเกอ มันเป็นตัวแทนของเฟิ่งเจาเกอ ซ้ำยังแสดงถึงอำนาจทั้งหมดของเขา
“เก็บตราหยกนี้ไว้เจ้าจะได้ใช้ประโยชน์แน่” เสียงของเฟิ่งเจาเกอมีเสน่ห์เหลือร้ายแต่เขาพูดจาได้เป็นธรรมชาติที่สุด หยดน้ำจากปลายผมขับเน้นใบหน้าของเขาให้ยิ่งงดงามบุรุษเช่นนี้ แค่เห็นปราดเดียวก็อดคิดไม่ได้ว่าช่างเลอเลิศอย่างมิมีใครเทียมเท่า!
พอรู้ตัวว่าหลงเคลิ้มไปเล็กน้อยไป๋เซียงจู๋พลันเรียกสติกลับมาเพื่อขบคิด ทว่าคิ้วงามขมวดเข้าด้วยกันราวกับกำลังหงุดหงิดที่ตนรู้สึกแบบนั้น
“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดจากท่าน” ไป๋เซียงจู๋พูดพร้อมกับคืนตราหยกให้
เฟิ่งเจาเกอกลับยิ้มน้อยๆความเจ้าเล่ห์แทบล้นทะลักออกมาจากรอยยิ้มนั่น ก่อนไป๋เซียงจู๋จะสังเกตเห็นเขารีบปั้นหน้าเฉยทันที กระแอมเบาๆ กลบเกลื่อน “ไม่ได้ให้เจ้า แต่ฝากให้เจ้าเก็บรักษาแทนข้า”
ไม่อยากลั่นวาจาเป็นมั่นเป็นเหมาะเกินไปกลัวจะทำให้นางตกใจเสียเปล่า ดังนั้นเฟิ่งเจาเกอจึงกลับคำเป็นเช่นนี้
ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจพลุ่งพล่านอีกครั้งไม่อาจควบคุมได้เลย เพียงจินตนาการว่าตราหยกนี้จะอยู่ติดตัวนางไปทุกหนแห่งเฟิ่งเจาเกอก็รู้สึกสบายใจและเปรมปรีดิ์อย่างไม่มีเหตุผล
เปรมปรีดิ์?
เฟิ่งเจาเกอขมวดคิ้วฉงนมีไม่กี่เรื่องบนโลกนี้ที่ทำให้เขายินดีปรีดาได้ แต่หลังจากรู้จักผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนจิตใจของเขาก็เบิกบานขึ้นจริงๆ ...
“ท่านให้ข้าเก็บไว้ข้าก็ต้องเก็บไว้ให้ท่าน?” ไป๋เซียงจู๋แสยะยิ้มวันนี้เขามาเพื่อมอบตราหยกนี่ให้นางโดยเฉพาะอย่างนั้นหรือ
เฟิ่งเจาเกอกะพริบตาปริบๆนัยน์ตาใสกลอกกลิ้ง “ถ้าอย่างนั้นข้าจะจูบเจ้าอีกสักที?”
พูดจบก็จ้องริมฝีปากสีแดงสดแสนชุ่มฉ่ำนั่นด้วยสายตาแพรวพราวสัมผัสจากจุมพิตละมุนเมื่อกลางวันนั้นยอดเยี่ยมเหลือเกินน่าอภิรมย์จนมิอาจลืมเลือน ทำให้เขาอยากจูบอีกสักหลายๆ ที
ไป๋เซียงจู๋ยังไม่ทันโต้ตอบเสียงของสี่เชวี่ยที่อยู่ด้านนอกก็ดังขึ้นอีกรอบ “คุณหนู คุณหนูอาบน้ำมาครึ่งชั่วยามแล้วให้พวกบ่าวเติมน้ำร้อนไหมเจ้าคะ”
บัดนี้ชายชุดเทาบนชายคาเริ่มเคาะขื่อส่งสัญญาณแล้วเช่นกันเตือนเจ้านายตนว่าถึงเวลาต้องไปแล้ว
“ขัดลาภจริงๆจูบนี้เอาไว้ข้าค่อยมาทวงคราวหน้า” เฟิ่งเจาเกอหัวเราะเบาๆปล่อยเรือนร่างอ่อนนุ่มหอมกรุ่นในอ้อมอกไปอย่างไม่เต็มใจนักจัดเสื้อผ้าที่แม้เปียกชุ่มก็ไม่ส่งผลกระทบต่อความงามของเขาหันไปส่งสายตาล่อลวงสรรพสัตว์ให้ไป๋เซียงจู๋ “จู๋เอ๋อร์เจ้าเป็นของข้า”
ไป๋เซียงจู๋จ้องเขาด้วยความโมโหพูดจาไม่มียางอาย หากเขาอยู่ต่ออีกสักวินาทีเดียวนางอาจอดไม่ไหวที่จะมอบเข็มเงินเพิ่มให้เขา!
นางเป็นของเขาอะไรกัน? เจ้าบ้าเฟิ่งเจาเกอคิดว่าตัวเองเป็นใคร? คนอย่างนางไป๋เซียงจู๋ไม่ได้คิดแลเหลียวองค์รัชทายาทอย่างเขาหรอก
หน้าต่างด้านหลังถูกเปิดออกชั่วขณะที่เฟิ่งเจาเกอจะเผ่นจากไป จู่ๆ เขาก็นึกบางอย่างได้ และหันกลับมาอีกครั้ง
เนตรดอกท้อน่าหลงใหลคู่นั้นจ้องลึกลงไปในดวงตาของนางส่องประกายเฉียบคม เรียวปากบางเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ไป๋เซียงจู๋บุตรีเอกตระกูลไป๋ มีพี่ชายร่วมครรภ์ไป๋จื่อจิน ตัวตนของบิดายังลึกลับเนื่องจากไป๋ซื่อตั้งท้องโดยที่ยังไม่ได้แต่งงานจนเป็นเหตุให้จวนไป๋เสื่อมเสียชื่อเสียงจึงถูกกักบริเวณไว้ท้ายจวนห่อเหี่ยวหดหู่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พานให้ร่างกายเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ไป๋จื่อจินผู้เป็นพี่ชายฉลาดรอบรู้ติดตามน้าสามไป๋ฉางอวิ๋นกับท่านตาเร่ค้าขายส่วนหลานสาวอย่างเจ้าถูกอุปถัมภ์ภายใต้ความดูแลของน้าสะใภ้รองอวี๋ซื่อ อายุสิบหกนิสัยอ่อนโยนนุ่มนวล ไม่เชี่ยวชาญศิลปะสักแขนง แค่อ่านออกเขียนได้เท่านั้นผู้คนข้างนอกเขาร่ำลือกันว่าเจ้าเปลี่ยนไปขนานใหญ่เพราะได้รับการชี้แนะจากเจวี๋ยคงต้าซือตอนไปถือศีลขอพรที่วัดต้าโฝทำให้เจ้าเป็นเลิศทั้งรูปโฉมและความสามารถ แต่ข้าไม่คิดแบบนั้นหรอกนะเจ้าบอกข้าได้หรือไม่ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของเจ้าเกิดขึ้นเพราะเจวี๋ยคงต้าซือจริงหรือ”
รูม่านตาของไป๋เซียงจู๋หดตัวด้วยความตื่นตระหนกเขา!
ไม่คิดเลยว่าจะถูกเขาสืบประวัติอย่างละเอียดขนาดนี้เสี้ยววินาทีนั้นจุดอ่อนตนเกือบแพร่งพรายแล้วนางตั้งสมาธิก่อนจะพูดยอกย้อนเสียงเรียบ “องค์รัชทายาท การอวดดีหาใช่เรื่องดีไม่”
ความรู้สึกที่ถูกคนอื่นจับไต๋แบบนี้ทำให้นางไม่สบอารมณ์อย่างไรก็ตาม ถึงเขาสืบไปก็ไม่อาจรู้ว่านางกลับชาติมาเกิดอยู่ดีทุกสิ่งทุกอย่างในอดีต หากไม่ประสบพบเจอด้วยตนเองใครไหนเล่าจะชิงชังเข้ากระดูกดำเหมือนที่นางรู้สึกชาตินี้ไป๋เซียงจู๋ถูกลิขิตให้ไม่สามารถทำตามใจตนได้นางถูกลิขิตให้เดินบนถนนแห่งการล้างแค้นนี้ต่อไปเรื่อยๆ
เมื่อเห็นความเย็นชาในดวงตาของไป๋เซียงจู๋เฟิ่งเจาเกอคลี่รอยยิ้มอันสุดแสนมั่นใจ “ตอนนี้เจ้าจะระวังข้าก็ไม่เป็นไรเพราะสักวันเจ้าจะบอกข้าจากปากเจ้าเอง”
คนลำพองจองหองสุดขั้วแบบนี้ทำให้ไป๋เซียงจู๋เดือดดาลในบัดดลเหตุใดเขาถึงมั่นใจปานนั้น! นางต่อว่าเขาด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด “เจ้าเพ้อฝันไปแล้ว!”
เฟิ่งเจาเกอไม่ตอบอะไรนอกจากแย้มริมฝีปากทิ้งยิ้มบางเปี่ยมเสน่ห์ไว้ชายเสื้อสีขาวหม่นโผบินตามร่างระหงของเจ้าตัวที่เหาะออกไปนอกหน้าต่างลมเย็นพัดผ่าน และหายลับไปในชั่วพริบตา
ขณะจ้องมองชายเสื้อที่หายวับไปของเขาไป๋เซียงจู๋กำมือแน่นด้วยความโมโห
ไม่ว่าเฟิ่งเจาเกอกำลังวางแผนอะไรนางจะไม่ยอมให้เขาสมหวังทั้งสิ้น!
นอกจวนไป๋ เมื่อชายชุดเทาเห็นเฟิ่งเจาเกอออกมาก็กุลีกุจอตามเขาไป “นายท่าน ท่านเปียกโชกหมดแล้วต้องรีบกลับไปเปลี่ยน...”
“แบบนี้ดีทีเดียวเย็นสบายออก” เฟิ่งเจาเกอชูนิ้วขึ้นส่ายไปมาแหงนมองดวงจันทร์กระจ่างบนฟากฟ้าเขาจะยอมรีบร้อนล้างกลิ่นหอมหวนจากนางได้อย่างไรเล่า
หางตาของชายชุดเทาพลันกระตุกอย่างแรงนี่มันไม่ใช่วิสัยของเจ้านายเขาแม้แต่น้อยเมื่อก่อนอย่าว่าแต่เสื้อผ้าเปียกปอนแนบเนื้อไม่สบายตัวเลยแค่เปรอะเปื้อนเพียงนิดเดียวโรคเกลียดความสกปรกก็กำเริบแล้ว ไฉนวันนี้จึงต่างออกไป
เขาสัมผัสได้ว่าคืนนี้นายท่านเบิกบานสำราญใจยิ่งนักชายชุดเทานึกถึงเหตุการณ์ที่ได้ยินเมื่อครู่ ทำเอาขนลุกขนพองไปทั้งตัวใจราชันยากแท้หยั่งถึง นี่คือความจริงไม่มีผิดเพี้ยน
----------------------------------------
ต้าฉี รัชศกเหยียนตี้ปีที่ยี่สิบเจ็ด
จู่ๆแคว้นเพื่อนบ้านมองโกลซึ่งอยู่ร่วมกันด้วยสันติมาโดยตลอดก็เริ่มก่อสงครามกับต้าฉีโดยเข้ายึดครองเมืองสามเมืองที่อยู่ติดเขตแดนต้าฉีและแคว้นมองโกลอย่างรวดเร็ว
เมื่อข่าวมาถึงเมืองหลวงทั่วทั้งราชสำนักตกอยู่ในความโกลาหล ระหว่างการประชุมหารือขุนนางฝ่ายสนับสนุนสงครามกับฝ่ายสนับสนุนสันติโต้เถียงกันอย่างดุเดือดต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อน เสียงดังเซ็งแซ่ ฮ่องเต้บนบัลลังก์ทองทรงหลับตาไม่แยแส
พอใกล้ถึงเวลายุติการประชุมในที่สุดฮ่องเต้ก็ทรงลืมตา มองตรงไปยังองค์รัชทายาทเฟิ่งเจาเกอ ถามอย่างเนิบนาบโดยที่สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน “องค์รัชทายาทคิดว่าประกาศศึกหรือสงบศึก?”
เมื่อได้ยินคำถามจากฮ่องเต้เฟิ่งเจาเกอก้าวออกมาและกล่าวด้วยความเคารพ “ทูลเสด็จพ่อแคว้นมองโกลโจมตีต้าฉีอย่างไม่มีเหตุผล ยึดครองเมืองของเรา ลูกคิดว่าเพื่อเกียรติภูมิของต้าฉี ประกาศศึก!”
“อืม...” หลังได้ฟังคำตอบขององค์รัชทายาท สีหน้าของฮ่องเต้ยังคงนิ่งเฉยดังเดิมทว่าทรงปรายตามองไปยังมหาขันทีที่อยู่ข้างๆ มหาขันทีติดตามรับใช้ฮ่องเต้เหยียนตี้มาหลายปีแค่เห็นสายตาที่พระองค์ส่งมาเพียงแวบเดียวก็เข้าใจและลุกขึ้นประกาศ “ยุติการประชุม—”
หลังจากฮ่องเต้เสด็จกลับองค์รัชทายาทนำเหล่าองค์ชายจำนวนหนึ่งออกจากท้องพระโรงไปก่อน
เมื่อเห็นเฟิ่งเจาเกอในฉลองพระองค์องค์รัชทายาทเดินไปไกลแล้วองค์ชายห้าที่ตามหลังก็ย่นจมูกด้วยความไม่พอใจ แววตาหยามเหยียดอย่างเต็มประดา “คราวนี้เจ้าเฟิ่งเจาเกอคงประจบผิดที่ผิดทางแล้วล่ะไม่เห็นพระพักตร์ของเสด็จพ่อหรือ เห็นได้ชัดว่าทรงไม่ยินดี ทำสงคราม? ทำสงครามอะไร? เดี๋ยวนี้แม่ทัพใหญ่ที่รักษาการณ์ชายแดนก็แก่ชราแล้วประเมินจอหงวนบู๊ [1] ทุกปีไม่เห็นมีใครเข้าตาเสด็จพ่อสักคนตอนนี้จะมาทำศึกสงครามคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ท่านคิดอย่างไร พี่สาม?”
เหยียนอี้หรานนินทาเฟิ่งเจาเกอจบก็หันไปมองเหยียนอี้เลี่ยที่อยู่ข้างหลังตนเนื่องจากพระมารดาของเหยียนอี้เลี่ยล่วงลับขณะให้กำเนิดเขาด้านฮองเฮาอุปถัมภ์เขาไม่ได้เพราะมีเฟิ่งเจาเกอดังนั้นเขาจึงถูกรับมาดูแลโดยพระสนมเสียนเฟย ติดสอยห้อยตามองค์ชายห้ากลายเป็นมือขวาคนสำคัญของเขา
เชิงอรรถ
[1]武状元 จอหงวนบู๊ หมายถึง ผู้ที่มีผลคัดเลือกเป็นอันดับหนึ่งในการสอบรับข้าราชการทหาร