ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 2 บทที่ 44 ผู้ใดได้ไปครอง (1)

            “แปะๆๆ ...” ผู้ชายวัยกลางคนท่าทางสุขุมในชุดสูทเรียบหรูลุกขึ้นปรบมือสุดแรงในเวลาเดียวกัน พลังกดดันวิญญาณก็ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงทันที!

            ประหนึ่งคลื่นสมุทร ประหนึ่งสายลมแห่งขุนเขา ทำเอาสายตาของทุกคน ณ ที่แห่งนี้แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย

            ขั้นจู้จี!

            เป็นขั้นจู้จีอีกแล้ว!

            ดวงตาเยือกเย็นของฉู่เทียนอีหรี่ลงเขาเคยได้ยินมาว่ามีผู้ฝึกตนขั้นจู้จีนับหมื่น แต่เคยเจอตัวเป็นๆ ยังไม่ถึงครึ่งนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีผู้ฝึกตนขั้นจู้จีอยู่ใกล้ตัวเองขนาดนี้!

            เขาละมือออกจากแหวนอย่างเงียบๆ ในตอนนี้ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไรก็สายไปแล้วในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็สู้ไม่ทำอะไรเลยแล้วถือว่ามาให้กำลังใจหลานชายตัวเองแล้วกัน

            “เก่งกาจสมคำร่ำลือ... สมคำร่ำลือจริงๆ!”ผู้ชายวัยกลางคนคนนี้มีใบหน้าทรงเหลี่ยม ไร้ซึ่งขนคิ้ว หัวล้านมีรอยแผลเป็นปรากฏเด่นชัดบนหน้าผาก ตอนนี้ใบหน้าที่ดูเหี้ยมโหดกลับผุดรอยยิ้มอันอ่อนโยนอย่างพิศวงขึ้น“ฉันคือเลขานุการประจำตัวของฝู่หยุนเจินเหริน ในการนี้ขออนุญาตเป็นตัวแทนฝู่หยุนเจินเหรินกล่าวแสดงความยินดีต่อชัยชนะที่กล้าหาญของคุณสวีสามารถเรียกฉันได้ว่าจู๋เยว่”

            “กึกๆ!” เมื่อเขาพูดจบ ติงเซียง ฝูหรง และทูจิ้วแทบจะกัดฟันอันมันวาวจนแตกละเอียด

            และแล้วเรื่องที่พวกเขากังวลที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้!

            ใครกันที่สามารถมีศักดิ์ทัดเทียมกับสามองค์กรยักษ์ใหญ่ได้?

            นอกจาาสำนักของจินตันเจินเหรินเองแล้วจะเป็นใครได้อีก!

            ลองฟังดูเองแล้วกัน ประโยคที่ว่า “เป็นตัวแทนฝู่หยุนเจินเหรินกล่าวแสดงความยินดี”มันหมายความว่าอย่างไร?

            แบบนี้มันเป็นการประกาศบอกอีกฝ่ายอย่างชัดเจนว่าข้าสนใจเจ้าจงรีบมาอยู่กับข้าเร็วๆ 

            ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ที่เพิ่งออกจากเพิงซอมซ่อ เมื่อได้ยินคำว่าจินตันมีหรือที่จะไม่ตะบึ่งเข้าหา?

            “เป็นดั่งที่สหายพูด” อิ่งซามองไปยังด้านในกำแพงพลังปราณอย่างเรียบนิ่งก่อนคลี่ยิ้ม “ที่แท้สหายก็คือจู๋เยว่หนึ่งในศิษย์เอกทั้งสิบของฝู่หยุนเจินเหรินนี่เองทุกคนต่างรู้ดีว่าฝู่หยุนเจินเหรินคัดเลือกลูกศิษย์เข้มงวดยิ่งนักจึงเป็นเหตุให้ตั้งแต่ขั้นเลี่ยนชี่ไปจนถึงขั้นจู้จีต้องเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลยและต้องดิ้นรนไปจนถึงขั้นจู้จีด้วยตัวเองกว่าจะได้เข้าสำนักเฉกเช่นอย่างตัวสหายเองที่ดิ้นรนไต่เต้าจากผู้คนนับหมื่นแสนจนกว่าจะได้ขึ้นเป็นอันดับต้นๆ”

            เมื่อคำพูดพวกนี้พูดออกไปคนที่อยู่บนที่นั่งทรงคุณวุฒิต่างพากันจ้องมองอิ่งซาที่สีหน้าท่าทางมั่นใจด้วยสายตาประหลาดใจ

            จะว่าอย่างไรดี... คนๆ นี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนที่เคร่งขรึมพูดน้อยแต่เมื่อเขาพูดคำพูดพวกนี้ออกมา พวกเขาถึงได้รู้ความหมายที่แท้จริงของสำนวนที่ว่าหมาที่กัดคนมักไม่เห่า แต่เมื่อมันกัดก็กัดจนเลือดตกยางออก

            เท่าที่ได้ยินมา... ก่อนอื่น ฝู่หยุนเจินเหรินก็มีศิษย์เอกสิบคนอยู่แล้วแล้วจะจัดสรรทรัพยากรอย่างไรให้เสมอภาค? จริงอยู่ที่ราชวงศ์ฉินสักการะท่านฝู่หยุนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสักการะลูกศิษย์ของเขาด้วย ประการต่อมาผู้ฝึกตนตั้งแต่ขั้นเลี่ยนชี่ถึงขั้นจู้จีล้วนถูกเลี้ยงดูอย่างปล่อยปละละเลยแล้วสวีหยางอี้ที่เพิ่งอยู่ในระดับต้นจะไปที่นั่นให้ได้อะไร? ประการที่สาม ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ที่ต้องการเข้าสำนักของฝู่หยุนเจินเหรินก็มีเป็นแสนๆคนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ไม่สิ...นี่เป็นแค่ตัวเลขที่ประมาณมานานแล้ว...

            คำพูดสวยหรู แต่ความเป็นจริงขัดแย้งต่อให้สวีหยางอี้ได้ยินคำพูดเชื้อเชิญพวกนี้จนใจร้อนแต่ถ้าได้ยินคำพูดอิ่งซาถึงขนาดนี้ ก็คงต้องรู้แจ้งได้สติขึ้นทันที โดยเฉพาะใจความที่ว่าต่อหน้ามะพลับลับหลังตะโก

            คำพูดของอิ่งซา... ช่างเป็นการพูดเสียดสีได้อย่างเรียบนิ่งเสียจริง

            ภายในกำลังพลังปราณ สวีหยางอี้กำลังนั่งขัดสมาธิฟื้นฟูพลังปราณอยู่การต่อสู้เมื่อครู่ มีแค่ตัวเขาเองเท่านั้นที่รู้ว่าบาดแผลตัวเองสาหัสเพียงใดตอนนี้ราวกับกระดูกทุกท่อนแตกหัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกลิ่นหนังไหม้ตามผิวหนังตัวเขาในตอนนี้แทบอยากจะกระชากฉู่เจาหนานขึ้นมาชกสั่งสอนสักตั้งแต่เห็นสภาพอีกฝ่ายหมดสติ เขาก็ได้แต่เก็บไว้ในใจ

            เขาไม่รู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นข้างนอกแม้แต่น้อย ตอนนี้สัมผัสรับรู้ต่างๆกำลังเลือนหายไปเรื่อยๆ มีเพียงอณูปราณในอากาศเท่านั้นที่เป็นสารบำรุงที่เขาต้องการที่สุด

            เขาไม่ได้ตั้งใจฟังอะไรทั้งนั้น... ตัวเองยังไม่ออกไปกำแพงพลังปราณยังไม่เปิดออก ด้านนอกที่ดูเหมือนสงบสันติแต่ในความเป็นจริงกลับเริ่มแกร่งแย่งกันอย่างเงียบๆ แล้ว

            ตอนนี้ พวกติงเซียงทั้งสามคนไม่มีบทพูดแล้ว ภายในใจเกิดร้อนรนดั่งไฟสุมหากสวีหยางอี้อ่อนแอกว่านี้สักหน่อยก็คงจะดี แต่การต่อสู้นี้กลับทำให้เหลือศิลาหินของเมี่ยรื่ออยู่แท่นเดียวซ้ำยังเกิดรอยแตกร้าวขึ้นอีก คงไม่มีเวลามาใจเย็นรักษาภาพลักษณ์แล้ว!

            รุ่นพี่ขั้นจู้จีคนแล้วคนเล่าต่างงัดทุกอย่างที่มีออกมาต่อรองอย่างจริงจังคำพูดแต่ละประโยคฟังดูนิ่งเฉยแต่กลับแฝงด้วยวาจาหลักแหลม หากไม่ลงมือต่อรองแล้วจะมีอะไรตกถึงท้องพวกเขา?

            “รุ่นพี่ครับ” ทูจิ้วใจแข็งใจประสานมือเอ่ยขึ้นทันที“ตอนนี้ผู้ชนะทั้งสองต่างบาดเจ็บกันไม่น้อย ไม่สู้นำพวกเขาออกมาก่อนหรือ? ทางตู้มหาสมบัติได้เตรียมยาเหลวล้ำค่าไว้เพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะไม่งั้น...”

            “มีเหตุผล” ไม่มีแววตาข่มเหงอย่างที่เขาคิดไว้และเขาก็ยิ่งคิดไม่ถึงว่าหั่วหยุนก็ปรบมือเรียกสติขึ้นเป็นคนแรก “แต่ว่า...ทำอะไรไม่ได้”

            “กำแพงพลังปราณ ใช่ว่าสั่งให้หายแล้วมันจะหายไปคนที่ร่ายพลังนี้อย่างฝู่หยุนเจินเหรินไม่ได้อยู่ที่นี่พลังนี้เป็นพลังป้องกันที่ถูกตั้งเวลาเอาไว้ และฉันก็ตั้งเวลาไว้หนึ่งชั่วโมง...”เขาถอนหายใจอย่างเสียดาย ดูเหมือนจะพูดบางอย่างขึ้น แต่ก็ได้แต่ส่ายหัว

            ติงเซียงตกตะลึง

            ทูจิ้วอึ้งงัน

            ริมฝีปากฝูหรงสั่นระริก

            บัดซบ!

            ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้พูดประโยคดังกล่าวออกไปทุกคนต่างใช้สายตาที่สื่อเป็นนัยว่า “แถหน้าด้านๆ”มองไปยังหั่วหยุนที่เอามือไพล่หลังมองอยู่กำแพงพลังปราณอย่างสบายอารมณ์

            นี่เป็นการบ่งบอกอย่างชัดเจนแล้วว่าหั่วหยุนไม่ยอมปล่อยให้สวีหยางอี้ออกมา!

            “แน่นอน ฉันได้คาดการณ์กรณีนักเรียนได้รับบาดเจ็บสาหัสไว้แล้วตอนที่ฉันออกท่องโลกเรียนรู้ ฉันเคยเรียนวิชาเวทย์ฟื้นฟู ชื่อวิชาเรียกได้ง่ายดายยิ่งนักก็แค่เวทย์สรรค์สร้าง พอลองหาข้อมูลดูหลังจากนั้น...”หั่วหยุนส่งเสียงตัวเองผ่านกระแสพลังปราณที่วนเวียนอยู่ทั่วทั้งสังเวียนเขายิ้มกริ่มพลางกวาดมองทุกคน “ก็พบว่าเป็นวิชาเวทย์ระดับ A ที่อยู่ในหอพระคัมภีร์ของเทียนเต้าอีกทั้งยังเป็นวิชาเวทย์เสริมพลัง ดังนั้นฉันจะทำการรักษาสองคนนี้ ด้วย ตัว เอง”

            น้ำใจเช่นนี้

            ช่างดูเสแสร้งหน้าไม่อาย

            นี่เป็นการแสดงออกถึงเจตนาที่เด่นชัด

            บรรดาผู้ฝึกตนด้านล่างและผู้ชมที่นั่งอยู่ที่นั่งทรงคุณวุฒิต่างพากันละเหี่ยใจเพราะเป็นไปอย่างที่พวกเขาคิด ผู้ฝึกตนที่มีชีวิตมายาวนานเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้ว่าเวลาไหนควรหน้าด้านและสลัดข้อจำกัดทุกอย่างทิ้ง

            “เหอะๆ ...” อิ่งซาหัวเราะแห้งๆ ออกมา ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่แต่เหมือนหั่วหยุนจะได้ยินอีกฝ่ายกัดฟันกรอด “ไม่ได้เจอสหายหั่วหยุนมานานไม่นึกว่าจะเรียนแก่นความรู้ของคุณหลี่เป่าเจียได้แตกฉานขนาดนี้”

            หลี่เป่าเจีย ผู้ประพันธ์นวนิยายการเปิดเผยของวงทางการ[1] หนังสือที่เป็นที่มาของคำว่าน่ารังเกียจ

            “พูดได้ดี” หั่วหยุนไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยตอนนี้ยังต้องรักษาภาพลักษณ์อยู่อีกเหรอ? ไม่เห็นแววตาอยากได้อันมันวาวของคนทั้งสนามหรือไง?แต่นี่ไม่ใช่โลกในนิยายที่ผู้ใดหมัดใหญ่แล้วจะได้เป็นราชานี่มันยุคสมัยใหม่แห่งการฝึกตนอันซิวิไลซ์ เป็นยุคสมัยที่ผลประโยชน์ทรัพยากรและช่องทางต่างๆ ล้วนสามารถส่งผลต่อภาพรวมได้ทั้งหมด ดังนั้นแม้ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีจะสามารถวางท่ากดดันผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ในสนามได้แต่พวกเขาก็ไม่อาจมองข้ามความเห็นของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่เป็นหมื่นๆ คนได้มิเช่นนั้น อัยการหลี่แห่งศาลผู้ฝึกตนที่วันๆจ้องเล่นผู้ฝึกตนอันธพาลขั้นจู้จีคงสั่งปรับพวกกันจ้าละหวั่นเป็นแน่!

            ทว่าในเวลาแบบนี้ ต้องมารักษาภาพลักษณ์หรือไว้หน้ากันด้วยเหรอ?

            มือของเขาโบกขึ้นเบาๆ ทันใดนั้น ตัวหนังสือหนึ่งในใต้หล้าก็ส่องแสงสว่างจ้าขึ้นกลางอากาศจากนั้น ประกายแสงอณูปราณก็โปรยปรายลงมาบนร่างกายของพวกเขาทั้งสองอย่างอ่อนโยน

            “สหายสวี สหายฉู่ดีขึ้นไหม?” คนอื่นๆยังไม่ทันตอบสนอง เขาก็ถือโอกาสยิ้มแย้มเอ่ยถามทันที

            ไม่มีเสียงตอบกลับ แต่ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีอย่างหั่วหยุนกลับไม่โมโหแม้แต่น้อยตอนนี้อาจะพูดได้ว่า ความหงุดหงิดโมโหไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของเขาแม้แต่น้อยเขาเดินยิ้มพร้อมก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว เอามือไพล่หลังพลางพูดขึ้นเสียงสดใส “สลายสวีนี่เป็นวิชาเวทสรรค์สร้างลับของฉัน ดูเผินๆ เหมือนง่าย แต่เป็นองค์ความรู้ลี้ลับและฉันก็ได้เสริมประสิทธิภาพเข้าไปอีกระดับเพื่อสหายตัวน้อยทั้งสองยังมีตรงไหนที่รู้สึกไม่สบายอยู่อีกไหม?”

            อืม... ก็จริงอยู่ที่ในยุคสมัยศรีวิไล ต้องปฏิบัติต่อผู้คนอย่างสุภาพเพราะนี่เป็นพัฒนาการของระบบสังคม

            แต่ทำไม... การกระทำของหั่วหยุนมันช่างดูหมั่นไส้น่าเตะแบบนี้?

            ทำเอาบรรดาผู้ฝึกตนขั้นจู้จีรอบๆรู้สึกคลื่นไส้เหมือนกินซากแมลงวันก็ไม่ปาน พร้อมใช้สายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรมองไปยังหั่วหยุน

            ผ่านไปอยู่หลายวินาทีถึงได้ยินเสียงของสวีหยางอี้เปล่งขึ้น“ขอบคุณครับรุ่นพี่ บาดแผลฟื้นฟูพอประมาณแล้ว แต่ในร่างกายยังไม่มีพลังปราณ”

            “ไม่เป็นไร เมื่อครู่พวกนายสองคนใช้พลังปราณไปจนหมดมันไม่ใช่เรื่องที่จะฟื้นฟูได้ภายในเวลานิดหน่อย ฉันรู้จักปรมาจารย์ด้านคาถาค่ายกลฉันเคยเชิญเขามาร่ายค่ายกลหลอมปราณระดับสูง หากสหาย...”

            “อะแฮ่ม...” ในที่สุด จู๋เยว่ก็ทนไม่ได้ ไม่ต้องมีมารยาทมันแล้ว!เขาออกแรงไอกระแอมขัดจังหวะเชื้อเชิญของหั่วหยุนก่อนถลึงตาใส่เขาพลางเปล่งเสียงพูด “สหายตัวน้อยนายรู้หรือไม่ว่ารางวัลครั้งนี้คืออะไร?”

            ไม่รอให้สวีหยางอี้เอ่ยตอบ เขาก็เผยรอยยิ้มขึ้นทันที “มันคือ ‘คัมภีร์ลับพรหมเทวสูตร’ที่ท่านฝู่หยุนใช้ฝึกตน!”

            “ซูด...” เมื่อประโยคนี้พูดออกมาผู้ฝึกตนทั่วทั้งสนามต่างพากันเสียววาบขึ้นมาทันที แม้กระทั่งหั่วหยุน อิ่งซา และผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงก็ต่างหันไปมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

            ยุทธเวทคือพื้นฐานของผู้ฝึกตนสิ่งที่มีสอนในเทียนเต้ามีแต่วรยุทธ์ร้อยกระบวนท่าเท่านั้น ซึ่งเราก็สามารถเห็นความสำคัญของยุทธเวทได้จากการต่อสู้ของสวีหยางอี้กับฉู่เจาหนาน

            วิชายุทธเวทที่สมบูรณ์ควรมีด้วยกันห้าทักษะหลักๆ ได้แก่ทักษะฝึกบำเพ็ญทักษะโจมตี ทักษะป้องกัน วิชาหลบหนี และวิชาอาคม ห้าทักษะรวมกันถึงจะเรียกว่ายุทธเวทที่แท้จริง!

            วิชายุทธเวทที่สมบูรณ์ว่าหายากแล้ววิชายุทธเวทระดับสูงที่สมบูรณ์ยิ่งหายากกว่า! และคัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรก็เป็นหนึ่งในห้าสิบมหาวิชายุทธเวทที่โด่งดังไปทั่วหวาซย่า!

            มีเพียงวิชายุทธเวทที่ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์และจินตันเจินเหรินใช้ฝึกเท่านั้นที่จะถูกระบุอยู่ในห้าสิบมหาวิชายุทธเวทเพราะว่าวิชายุทธเวทพวกนี้อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้ว่าสามารถนำไปสู่การบรรลุจุดสูงสุดของขั้นจู้จีได้!

            แต่ว่า... คัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรไม่เหมือนกันเนื่องจากผู้ที่ใช้มันเป็นฝู่หยุนเจินเหรินและยังเป็นถึงผู้ฝึกตนที่ยิ่งใหญ่ขั้นจินตันระดับปลาย!

            หรือพูดได้ว่า...

            นี่เป็นวิชายุทธเวทฉบับสมบูรณ์ไร้ที่ติที่นำไปสู่ขั้นจินตันระดับปลายได้อย่างไร้อุปสรรค!

            ขณะที่กำลังบ่มเพาะพลังปราณอยู่ สวีหยางอี้ถึงกับเบิกตาโพลงต่อให้เป็นเขาเองก็ยังอดตกตะลึงกับยอดฝีมืออย่างฝู่หยุนเจินเหรินไม่ได้

            ก่อนหน้านี้เขาคิดว่ารางวัลน่าจะเป็นยาเหลวบำรุงวิญญาณหรือไม่ก็วัตถเวทมนตร์ที่ทรงพลังสักชิ้น แม้ว่าจนถึงตอนนี้เขาจะยังไม่เคยเห็นหน้าตาของวัตถุเวทมนตร์ก็ตามบางทีอาจจะเป็นเหมือนของในมือฉู่เจาหนานก็เป็นได้แต่ตอนนี้ฉู่เจาหนานคงให้คำตอบเขาไม่ได้

            “ในบรรดารายชื่อคัมภีร์ลับ... คัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรเป็นคัมภีร์รายชื่อที่ยี่สิบเจ็ด...”ตอนนี้ บรรยากาศบริเวณอัฒจันทร์หมื่นที่นั่งเงียบกริบ ผู้เฒ่าที่เป็นผู้นำตระกูลคนหนึ่งขยับคางที่ไว้เคราสีขาวพูดขึ้นเสียงกระเส่า“ไม่นึกเลยว่ารางวัลครั้งนี้จะเป็นสิ่งของล้ำค่าขนาดนี้... คัมภีร์ลับเล่มนี้อีกทั้งเป็นของคนผู้นี้อีก...”

            ดวงตาเขาแดงเรื่อขึ้นมาทันที ความหมายเป็นที่รู้กัน! แบบนี้เท่ากับว่าหากสวีหยางอี้ไม่ฝึกตนจนตัวตายไปกลางคันเสียก่อน ขั้นจินตันก็มีหวัง!

            จากผู้ฝึกตนเป็นล้านคน มีขั้นจินตันเพียงสิบคน! สมยานามนี้เป็นความหวังที่พวกเขาพร้อมจะเสียสละทั้งหมดมาเดิมพัน!

            ไม่ว่าตระกูลไหน หากมีผู้ฝึกตนขั้นจินตันเพียงคนเดียว ต่อให้รากเหง้าของตระกูลจะมาจากโคลนตมวินาทีต่อมาก็สามารถมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาได้! ตัวสวีหยางอี้คิดไม่ถึงเลยว่านี่จะเป็นคุณสมบัติแห่งการฝึกตนที่โลกผู้ฝึกตนแกร่งแย่งกัน...นั่นก็คือ พลังยุทธเวท!

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] นวนิยายการเปิดเผยของวงทางการ(ฉบับแปลภาษาอังกฤษ Officialdom Unmasked) ประพันธ์โดย LiBao Jia ในสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลายเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับความทุจริตและการสลายตัวของระบบราชการในสมัยราชวงศ์ตอนปลายที่กำลังเสื่อมลงเป็นนวนิยายที่ต้องการดึงดูดให้ผู้คนต่อต้านระบบราชการที่ทุจริต

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน