บทที่ 32 เป็นเพียงอนุภรรยา
ไม่สู้กล่าวเรื่องพวกนี้ให้ชัดเจนต่อหน้าทุกคนเลยดีกว่า ถึงแม้ชื่อเสียงของหญิงสาวผู้นี้จะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็มีคนที่ไม่สนใจ และยังรู้ด้วยว่านางบริสุทธิ์
หลินชุนฮวากลับไม่คิดเช่นนั้น ก็เพราะนางต้องการให้หญิงสาวคนนี้แบกรับมลทินทั้งหมดไว้กับตัว แล้วยกนางให้แต่งงานกับหลานชายของตระกูลตน เพื่อจะได้ควบคุมนางได้ง่ายขึ้น
“พี่สะใภ้ใหญ่ จะต้องยุ่งกับเรื่องในครอบครัวคนอื่นทำไมกัน เถียนเถียนก็เป็นเช่นนี้แหละ ปิดบังซ่อนเร้นยังทำไม่ได้เลย พี่สะใภ้ใหญ่ยังจะเอาเรื่องนี้มากล่าวกันอีก ท่านกำลังช่วยนางหรือทำร้ายนางกันแน่”
เฉินเถียนเถียนได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจัด หลินชุนฮวายังมีหน้ามากล่าวอีก
“ข้าฟังแล้วก็ขำดี ในเมื่อรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องปิดบังซ่อนเร้น แล้วมารดาจะเอาเรื่องนี้มากล่าวเพื่ออันใด ในเมื่อเอ่ยออกไปจะทำให้ผู้คนสงสัยในความบริสุทธิ์ของข้า ถ้าเช่นนั้นก็ต้องพิสูจน์ให้ผู้คนรับรู้ความจริง นั่นคือการพิสูจน์ว่าข้ายังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่ เพื่อโคลนที่อยู่บนตัวข้าจะล้างออกไปได้จริงหรือไม่เล่า”
“แต่มารดากลับยังอยากจะขัดขวาง กลัวว่าข้าจะล้างโคลนบนตัวจนสะอาด เพื่ออยู่ใต้การควบคุมของท่านเหมือนดังเดิมใช่หรือไม่”
หลินชุนฮวา ไม่ได้กังวลเรื่องนี้มากนักนางไม่เชื่อหรอกว่าเฉินเถียนเถียนจะหาหลักฐานที่มีน้ำหนักมาได้
บุตรชายคนโตของตระกูลหลี่เป็นคนเจ้าชู้และโหดร้าย หญิงสาวคนนี้กล้าหนีออกมาลับหลังเขา บุตรชายคนโตผู้นี้ต้องไม่ปล่อยนางแน่ ๆ ดังนั้นนอกจากคนใช้ของตระกูลหลี่แล้ว ก็ไม่มีใครพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนางได้อีก หลินชุนฮวาคิดแบบนั้น จึงกล่าวกับเฉินผิงอันด้วยน้ำตาคลอ
“ข้าตั้งใจดีแต่เถียนเถียนกลับไม่เห็นค่า ยังจะเชื่อคำของคนนอกมากกว่า ผิงอันตัวข้าทำได้เพียงเท่านี้” เฉินผิงอันมองหญิงงามน้ำตานองหน้าด้วยความน้อยใจ ความคิดผู้ชายก็พลุ่งพล่าน อยากจะปกป้องนางมากขึ้นไปอีก
“นังเด็กบ้า เจ้าดูสิว่ามารดาของเจ้าถูกเจ้าทำร้ายจนเป็นเช่นนี้ เจ้ายังจะฟังคำของคนนอกมาต่อต้านมารดาตนเอง นี่ไม่ใช่การไม่กตัญญูแล้วจะเป็นอะไรได้อีก”
“ถ้าถามความกตัญญู ข้าก็ไปไหว้ที่หลุมศพของมารดาข้าบ่อย ๆ ส่วนอนุภรรยาที่ไม่มีชื่อเสียงและไม่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมเช่นนี้จะนับว่าเป็นอะไรได้ ได้ยินว่าต้องมีคำสั่งจากบิดามารดา มีคำของแม่สื่อถึงจะนับว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องของตระกูล นางเป็นแม่ม่ายมาออกเรือนใหม่จะปล่อยให้นางทำตามใจชอบได้เยี่ยงไร แล้วบิดาล่ะท่านได้รับความเห็นชอบจากท่านย่าหรือไม่”
“ตามธรรมเนียมแล้ว นางไม่นับเป็นภรรยาเอกของท่านหรอก มากที่สุดก็แค่อนุภรรยาที่ซ่อนเร้นไม่ให้ผู้ใดพบเห็น ข้าไม่จำเป็นต้องกตัญญูต่อนางเลย ที่ข้าเรียกนางว่ามารดา ก็เพื่อรักษาหน้าของบิดาก็เท่านั้น”
คำเหล่านี้เป็นสิ่งที่เถียนเถียนผู้ขี้ขลาดและอ่อนแอเก็บงำในใจ อยากจะกล่าวแต่ไม่กล้าเอ่ยออกมา เวลานี้เฉินเถียนเถียนรู้ฐานะของนางดี จึงกล่าวความในใจเหล่านี้ออกมา เป็นแค่เถียนเถียนตัวเล็ก ๆ ยังสามารถหาช่องโหว่ของหลินชุนฮวาได้นับว่าไม่ง่ายเลยทีเดียว
หลินชุนฮวายิ่งรู้สึกน้อยใจจนน้ำตาไหลพราก เฉินผิงอันอยู่ข้าง ๆ โกรธจนหน้าเขียวคล้ำ ตอนที่เขาอยากจะแต่งงานกับหลินชุนฮวานั้น ท่านแม่ก็ไม่พอแต่เขาก็ดื้อรั้น ตอนนั้นเขายังหนุ่มเกินกว่าจะสนสิ่งใดท่านแม่จึงโกรธจนเป็นอัมพาตจนถึงตอนนี้
เรื่องนี้คนทั้งหมู่บ้านรู้กันหมด แต่หมู่บ้านเล็ก ๆ จะมีธรรมเนียมเรื่องอนุภรรยาที่ไหนกัน ในเมื่อเฉินผิงอันตัดสินใจแล้วหลินชุนฮวาก็ควรกลายเป็นภรรยาของตระกูลเฉิน ไม่มีใครสนใจเรื่องยิบย่อยพวกนี้มากนักหรอก พอเฉินเถียนเถียนกล่าวออกมา ทุกคนถึงได้นึกถึงเรื่องเก่า ๆ นี้ขึ้นมาได้ โดยเฉพาะเฉินผิงเหอที่เดินเข้ามากล่าวเสียงดังว่า
“ถ้าเอ่ยถึงเรื่องไม่กตัญญูก็เป็นเจ้าเองนั่นแหละน้องชายที่สอนมาเพื่อหญิงคนหนึ่ง ถึงกับทำให้มารดาตัวเองป่วยหนักเช่นนี้เจ้าจะเรียกว่ากตัญญูหรือ เด็กก็ย่อมเอาอย่างผู้ใหญ่ ลูกสาวเจ้าทำกับเจ้าเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดนะ”
เฉินผิงอันตาแดงก่ำเขาเป็นคนใจร้อนอยู่แล้วแต่ต่อหน้าพี่ชายตัวเองกลับไม่กล้าแสดงท่าทีเช่นนั้น ได้แต่ยืนอยู่ที่เดิมอึดอัดจนเกือบอาเจียนเป็นเลือด เด็กบ้านี่ถ้าไม่ใช่เพราะนาง ตนเองจะต้องมาเสียหน้าขนาดนี้ต่อหน้าผู้คนทำไม
ดูท่าเด็กคนนี้จะเลี้ยงไว้ไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก เฉินผิงอันคิดเช่นนั้นถึงแม้จะเป็นชาวนาที่ซื่อบื้อแต่ก็ไม่ใช่คนโง่ เขาคิดแผนร้ายเพื่อจัดการกับเฉินเถียนเถียนได้อย่างรวดเร็ว
“ไม่ใช่ว่าจะให้ผู้อาวุโสมาตัดสินหรอกหรือ ข้าว่าถ้าหาหลักฐานที่เหมาะสมมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้าไม่ได้ เพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูลเฉิน ข้าก็ตั้งใจจะถือว่าไม่เคยให้กำเนิดลูกสาวคนนี้แล้วโยนนางลงบ่อน้ำไปเสีย” คำพูดอำมหิตเช่นนี้ ออกมาจากปากของบิดานางผู้คนทั้งหลายพาเงียบกริบ
อารมณ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ของเถียนเถียน ทำให้หัวใจของนางเจ็บปวดจนทนไม่ไหว เสี่ยวเถาเห็นว่าร่างกายนี้กำลังจะทนไม่ไหวแล้วจึงรีบเอ่ยปากปลอบโยน
[เฉินเถียนเถียน เขาเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น ไม่คู่ควรให้เจ้าต้องโกรธขนาดนี้หรอก ถ้าเจ้ายังไม่ควบคุมอารมณ์ตัวเอง ร่างกายของเจ้าจะทนไม่ไหวในไม่ช้านี้แหละ] เฉินเถียนเถียนตกใจกับคำของเสี่ยวเถา
ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าตัวนางไม่ใช่ เฉินเถียนเถียนผู้น่าสงสารคนนั้นแต่เป็นเพียงวิญญาณเดียวดายจากต่างโลก เมื่อเป็นเช่นนี้การปฏิบัติต่อเฉินผิงอันก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทความรู้สึกเหมือนปฏิบัติต่อบิดาของตนเองอีกแล้วอีกอย่าง ความสิ้นหวังต่อคน ๆ นี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้แต่มันฝังรากลึกมานานแล้ว
เฉินเถียนเถียนสงบอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว พลางกล่าวขอบคุณในใจ ก่อนจะได้รับสายตาเยาะเย้ยจากเสี่ยวเถา
“ช่างเป็นบิดาที่ดีจริง ๆ เลย เฉินผิงอันในเมื่อท่านทำเป็นไม่รู้จักข้า ข้าก็จะทำเป็นไม่มีบิดาอย่างท่านด้วยเช่นกัน ท่านลุงกรุณาไปเชิญผู้อาวุโสในตระกูลมาที่นี่ด้วยเถอะ” แม้เฉินผิงเหอจะรู้ว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นผลดีต่อเฉินเถียนเถียนแต่ตอนนี้ก็ทำได้แค่นี้เท่านั้น
“เจ้าพักอยู่เรือนลุงไปก่อน ยังไงก็ต้องไปที่จวนตระกูลหลี่ เพื่อเรียกพยานมาอยู่ดี ดังนั้นเรื่องนี้ก็ไม่ต้องรีบร้อนทำให้กระจ่างในทันทีหรอก” เฉินเถียนเถียน เงียบและยอมรับแต่ก่อนจะหันหลังจากไปนางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางหันกลับมาโยนกุญแจในมือไปที่เท้าของเฉินผิงอัน
“ถึงท่านจะว่าข้าไม่กตัญญู แต่ข้าก็ทำเกินไปไม่ได้ กุญแจนี่เป็นของหีบไม้ใหญ่ในห้องข้าด้านในมีของกินอยู่” จากนั้นเฉินเถียนเถียนก็หันหลังจากไปตามหลังเฉินผิงเหอ
เฉินผิงอันเหมือนรู้สึกว่าตัวเองได้สูญเสียบางสิ่งไปตลอดกาล แต่พอเห็นหลินชุนฮวาที่น้ำตานองหน้าเขาก็ลืมทุกอย่างไปหมด
ช่างเถิดถึงแม้จะถูกบิดาตัวเองชี้หน้าด่าว่าไม่กตัญญู หรือแม้แต่ถูกบิดาคิดจะเอาไปโยนทิ้งบ่อน้ำ แต่เฉินเถียนเถียนกลับยังคำนึงถึงไม่อยากให้บิดาของตัวเองหิวโหย ฉากนี้ทำให้หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ใจอ่อนลง
ส่วนเฉินเถียนเถียน ม่ได้ใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ แม้แต่อาชญากรก็ยังมีสิทธิมนุษยชนเลย ถึงเฉินผิงอันจะผิดต่อเสี่ยวเถียนเถียน แต่นั่นก็เป็นทางเลือกของเขาเอง
