คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 103 ไปด้วยกัน ก็ต้องกลับด้วยกัน

            

            เสียงกลองวิวาห์ที่เต็มไปด้วยความครึกครื้นดังเข้ามาจากทางด้านนอก

            คิ้วของหญิงสาวเปลี่ยนมาเป็นขมวดมุ่นเมื่อได้ยินเสียงนั้นนางมองดูใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสำหรับงานวิวาห์ในกระจกพลันความกลัดกลุ้มก็ปะทุขึ้นที่กลางใจ

           นับได้ว่าเป็นใบหน้าที่งดงามมาก

            คิ้วโก่งได้รูป ดวงตาสว่างสดใสราวกับดวงดารา จมูกได้รูปราวกับหยกแกะสลักริมฝีปากแดงฉานราวกับเปลวเพลิง เมื่อนำไปเทียบกับโหวเยน้อยแห่งตะกูลกู่แล้วใบหน้าของนางผู้นี้ก็สะสวยไม่ด้อยไปกว่ากันเลยทีเดียว

            น่าเสียดายที่วันนี้ เราไม่ได้แต่งสวยเพื่อชายคนรักอย่างที่ควรจะเป็น...คิดไปพลาง ความกลัดกลุ้มในใจก็เพิ่มทวีขึ้นไปด้วย

            “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ ขบวนวิวาห์มาถึงแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ในชุดสีเขียวเดินเข้ามาพร้อมกับหญิงหลายคนที่ค่อนข้างจะมีอายุบอกกับหญิงสาวแสนสวยที่นั่งอยู่หน้ากระจก

            ได้ยินดังนั้น หญิงสาวก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แต่นางก็ยอมพยักหน้ารับในที่สุด

            นางลุกขึ้นยืน แล้วกางแขนออก

            เมื่อเห็นดังนั้นสาวใช้ชุดเขียวก็รีบสั่งให้หญิงสูงอายุทั้งหลายเข้าไปหยิบชุดคลุมที่แขวนอยู่บนราวมาสวมให้คุณหนูอย่างระมัดระวัง

            มันเป็นชุดคลุมสีแดงที่หรูหราเหลือเกิน

            มันถูกเย็บปักด้วยด้ายเงินและทองคำ ทั้งยังมีลายหงส์คู่ที่เป็นตัวแทนของคู่รักปักอยู่ด้วย

            ในแผ่นดินต้าเว่ยปัจจุบัน นอกจากเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงแล้ว มีกลุ่มคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่กล้าสวมชุดที่มีลวดลายเช่นนี้

            หญิงสูงวัยทั้งหลายจัดชุดบนร่างหญิงสาวให้เป็นระเบียบอย่างคล่องแคล่วจากนั้นก็นำผ้าสีแดงมาคลุมที่ศีรษะของนางเบาๆ

            “เสร็จแล้วเจ้าค่ะคุณหนู พวกเราออกไปเถอะเจ้าค่ะ”สาวใช้ชุดเขียวพูดด้วยรอยยิ้ม

            หญิงสาวไม่ได้กล่าวสิ่งใดตอบกลับมา เพียงพยักหน้าที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีแดงขึ้นลงเบาๆเท่านั้น

            เมื่อได้รับการอนุญาต สาวใช้ก็ประคองหญิงสาวออกจากห้องภายใต้การห้อมล้อมของหญิงสูงวัยทั้งหลาย

            ดูเหมือนจวนที่พวกนางอาศัยอยู่จะกว้างขวางไม่เบา

            หลังเดินออกมาจากห้องของหญิงสาว พวกนางต้องเดินต่อไปอีกนานเลยทีเดียวกว่าจะออกมานอกจวนสำเร็จซึ่งในขณะนี้ ขบวนวิวาห์อันแสนยิ่งใหญ่รออยู่ตรงนั้นนานแล้ว

            ผู้ที่ยืนนำอยู่หน้าขบวนเป็นหญิงวัยกลางคนแต่งกายในชุดของแม่สื่อนางหนึ่งเมื่อเห็นว่าในที่สุดหญิงชุดแดงก็เดินออกมาจากจวนภายใต้การห้อมล้อมของสาวใช้ นางก็รีบเดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทันที “วันนี้คุณหนูฉางเสว่ช่างงดงามจริงๆขอให้ท่านและแม่ทัพเป่ยอยู่กันไปจนแก่จนเฒ่า รักและเข้าใจกันตลอดไปนะเจ้าคะ”

            “ขอบใจท่านมาก” หญิงใต้ผ้าคลุมสีแดงพยักหน้าเบาๆเป็นจังหวะเดียวกับที่สาวใช้ชุดเขียวข้างกายหยิบถุงเงินออกมาแล้วยัดมันเข้าไปในมือของแม่สื่อ

            แม่สื่อรับถุงเงินมา ก่อนจะลอบชั่งน้ำหนักถุงเงินในมืออย่างแนบเนียนจากนั้น รอยยิ้มของนางก็แลดูสดใสกว่าเดิมมาก

            นี่เป็นของขวัญในพิธีมงคล ตามประเพณีของแผ่นดินต้าเว่ยก่อนเจ้าสาวจะขึ้นนั่งไปบนเกี้ยว ฝ่ายหญิงต้องมอบเงินให้แม่สื่อ เป็นการขอบคุณที่นางช่วยสานสัมพันธ์นั่นเองส่วนอีกอย่าง การทำเช่นนี้ก็นับเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองด้วย

            แม่สื่อเก็บถุงเงินเข้าไปในอกเสื้อด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และยื่นมือเข้าไปรับหญิงชุดแดงเพื่อรับช่วงต่อจากสาวใช้ชุดเขียว

            “ขึ้นเกี้ยวได้!” นางจูงมือหญิงชุดแดงไปที่เกี้ยวหน้าขบวนจากนั้นกล่าวด้วยเสียงที่แหลมและดังเป็นพิเศษ ฟังดูประหลาดไปจากเดิมมาก

            ชายที่ทำหน้าที่แบกเกี้ยวรีบวางเกี้ยวลงก่อนหญิงในชุดสาวใช้อีกคนจะเดินเข้าไปเลิกม่านที่หน้าเกี้ยวขึ้น

            “ขึ้นไปเถอะเจ้าค่ะ คุณหนู” แม่สื่อพูดข้างหูหญิงชุดแดงเบาๆ

            หญิงชุดแดงพยักหน้า ก่อนจะก้มหน้าลงต่ำ นางเลิกผ้าคลุมสีแดงที่เบื้องหน้าออกพลางเหลียวกลับไปมองทางด้านหลังอีกครา แต่ก็ไม่ได้พบกับร่างที่กำลังรอคอยแต่อย่างใด

            “ไม่มาก็ดีเหมือนกัน” นางคิดเช่นนั้นในใจ ก่อนจะเลิกหวังลมๆ แล้งๆแล้วก้าวยาวๆ ขึ้นไปบนเกี้ยวในที่สุด

            “ดนตรี!”แม่สื่อตะโกนสั่ง

            และแล้ว เสียงฆ้องที่ดังสนั่นก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง

            “ยกเกี้ยว!”

            เมื่อสิ้นเสียงตะโกนชายที่มีหน้าที่แบกเกี้ยวทั้งหลายก็ยกเกี้ยวขึ้นจากพื้นดินก่อนขบวนวิวาห์จะมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย จวนเทพนักรบ มังกรคำรามอย่างเชื่องช้าโดยมีเสียงประทัดดังรัวขึ้นตามหลัง

            การเดินทางดำเนินไปอย่างครื้นเครง ทั้งยังราบรื่นมากอีกด้วย

            ไม่มีทั้งความบังเอิญ หรือเหตุการณ์ผิดแปลกเกิดขึ้นแต่อย่างใด

            นั่นทำให้หญิงชุดแดงรู้สึกพูดไม่ออกขึ้นมา นางไม่อาจอธิบายความรู้สึกนั้นออกมาด้วยคำพูดได้เลย

            เกี้ยวของนางเดินตามขบวนมาจนถึงจวนเทพนักรบได้อย่างราบรื่น ไม่ได้มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างที่นางหวังเอาไว้ในใจ...

            เกี้ยวหยุดลงในที่สุด

            “คุณหนูฉางเสว่ ถึงจวนเทพนักรบแล้วเจ้าค่ะ”เสียงของแม่สื่อดังมาจากด้านนอกของเกี้ยว

            “อืม” นางขานรับเบาๆ ก่อนจะเลิกผ้าม่านหน้าเกี้ยวขึ้น และก้าวออกไปด้านนอกในที่สุด

            บัดนี้ จวนเทพนักรบเต็มไปด้วยแขกเหรื่อมากเสียจนมืดฟ้ามัวดินซึ่งแม้จุดที่นางยืนอยู่จะอยู่ห่างจากพื้นที่จัดงานภายในจวนมากถึงเพียงนี้ แต่นางก็ยังได้ยินเสียงอวยพรพูดคุย และแสดงความยินดีได้อย่างเลือนรางเลย

            ทันใดนั้น คนรับใช้ที่มารออยู่หน้าจวนตั้งแต่แรกก็จุดประทัดขึ้น นางเลิกผ้าคลุมศีรษะขึ้นเบาๆแล้วมองดูจวนเทพนักรบที่มีโคมไฟวิวาห์สีแดงแขวนอยู่หน้าประตูก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครา

            กะละมังที่เต็มไปด้วยถ่านไฟซึ่งยังคงติดไฟอยู่ถูกยกเข้ามาวางที่เบื้องหน้านาง

            “คุณหนู ได้เวลาเดินข้ามไฟแล้วเจ้าค่ะ” แม่สื่อบอกแบบนั้น

            “อืม” นางพยักหน้าอีกครั้ง หลังลังเลอยู่เล็กน้อย ในที่สุดนางก็ก้าวข้ามกะละมังที่มีถ่านติดไฟไป

            “หลังข้ามไฟมาแล้ว ชีวิตจากนี้ก็จะโชติช่วงรุ่งเรืองราวกับเปลวเพลิงแล้วเจ้าค่ะ” แม่สื่อพูดอวยพรอีกครั้งอย่างรู้งานสาวใช้ที่มาพร้อมกับคุณหนูจึงยื่นถุงเงินไปให้แม่สื่ออีกครั้ง

            แม่สื่อยิ้มกว้างมากขึ้นทันตา นางประคองหญิงชุดแดงเอาไว้ก่อนผู้เป็นเจ้าสาวจะเดินเข้าไปในจวนเทพนักรบภายใต้การห้อมล้อมของสาวใช้ในที่สุด

            ทว่าวินาทีที่นางเดินเข้าไปในจวน จู่ๆเกล็ดหิมะสีขาวก็ร่วงลงมาจากท้องนภาอย่างแผ่วเบา

            ในที่สุดหิมะแรกที่เป็นสัญญาณของการเข้าสู่ฤดูหนาวก็มาเยือนเมืองฉางอันจนได้

            ซูฉางอันเดินอยู่ท่ามกลางหิมะในยามราตรี ทั้งศีรษะ ไหล่และตามเนื้อตามตัวล้วนมีหิมะติดอยู่เต็มไปหมด แต่เขากลับทำราวกับมองไม่เห็นมัน

            ที่เบื้องหน้า เขาเห็นแสงสีแดงกลุ่มหนึ่งลอยอยู่ในจุดที่ไม่ไกลออกไป

            นั่นน่าจะเป็นแสงจากโคมไฟวิวาห์ของใครบางคนสินะ

            แสงจากโคมไฟสว่างเจิดจ้า แลดูโดดเด่นเหลือเกิน ช่างไม่เข้ากับหิมะที่เย็นเฉียบโดยรอบเอาเสียเลย

            ทันใดนั้น ซูฉางอันพลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในหัวใจเขาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น บูตหนังสีดำถูกย่ำลงบนหิมะที่เพิ่งตกลงบนพื้นดินทำให้เกิดเสียงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้นว่าเสียงนั้นจะเบาแต่ภายใต้ถนนที่เงียบสงัดและไร้ผู้คน เสียงนั้นยังคงดังมากจนก้องไปทั่วอยู่ดี

            เขาจะดับไฟทุกดวงที่นี่... เพื่อใครบางคน

            เพราะนี่ควรจะเป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมองและใครบางคนก็ควรจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้

            เขาเดินตรงไปจนสุดซอย อีกเพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยจั้งก็จะถึงจุดหมายแล้ว... จวนเทพนักรบ มังกรคำราม

            ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเช่นเดียวกันก็ดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

            ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองตามเสียง

            ร่างของใครคนหนึ่งก้าวออกมาจากมุมหนึ่งของซอย

            เป็นชายที่มีอายุมากกว่าเขานิดหน่อย

            เขาอยู่ในชุดที่ทำจากผ้าเนื้อดีสีดำ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่าเย็นชาราวกับน้ำแข็งเขาแบกหอกยาวเอาไว้บนหลังขณะที่หอกสีแดงฉานก็ประกายแสงที่คมกริบและน่าสยดสยองในคืนที่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวทว่าก็มืดมนจนน่าเศร้าหมองอย่างไม่อาจหยุดยั้ง

            วินาทีที่ได้เห็นซูฉางอัน ชายคนนั้นชะงักฝีเท้าลงทันที

            เขามองมายังซูฉางอัน มองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าและหยุดสายตาลงที่ดาบซึ่งซูฉางอันแบกเอาไว้บนแผ่นหลังในที่สุด

            เขารู้จักซูฉางอัน และซูฉางอันก็เช่นกัน

            “เจ้ามาทำอะไรที่นี่” เขาถามเช่นนั้น ก่อนจะหยิบหอกยาวที่ด้านหลังออกมาจับเอาไว้ในมือพลันรังสีสังหารที่น่าสยดสยองพลันกระจายออกจากร่างของเขา

            “แล้วเจ้าล่ะ มาทำอะไรที่นี่? ” ซูฉางอันถามกลับก่อนจะหยิบดาบลงจากบนแผ่นหลัง แล้วยกมันมาป้องเอาไว้ที่หน้าอก พลันพลังแห่งดาบสายฟ้า และเพลิงศักดิ์สิทธิ์ก็ปะทุออกไปในพริบตา

            “ข้ามาช่วยคน” ชายผู้นั้นกล่าวเช่นนั้น

            “ข้ามาฆ่าคน” ซูฉางอันตอบกลับ

            “ดูท่า เราจะไปด้วยกันได้นะ” ชายคนนั้นพยักหน้า ก่อนจะทอประกายรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าที่ขาวซีด

            “หวังว่าเราจะได้กลับออกมาพร้อมกันนะ” ซูฉางอันพูดด้วยรอยยิ้ม

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน