เสียงกลองวิวาห์ที่เต็มไปด้วยความครึกครื้นดังเข้ามาจากทางด้านนอก
คิ้วของหญิงสาวเปลี่ยนมาเป็นขมวดมุ่นเมื่อได้ยินเสียงนั้นนางมองดูใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสำหรับงานวิวาห์ในกระจกพลันความกลัดกลุ้มก็ปะทุขึ้นที่กลางใจ
นับได้ว่าเป็นใบหน้าที่งดงามมาก
คิ้วโก่งได้รูป ดวงตาสว่างสดใสราวกับดวงดารา จมูกได้รูปราวกับหยกแกะสลักริมฝีปากแดงฉานราวกับเปลวเพลิง เมื่อนำไปเทียบกับโหวเยน้อยแห่งตะกูลกู่แล้วใบหน้าของนางผู้นี้ก็สะสวยไม่ด้อยไปกว่ากันเลยทีเดียว
น่าเสียดายที่วันนี้ เราไม่ได้แต่งสวยเพื่อชายคนรักอย่างที่ควรจะเป็น...คิดไปพลาง ความกลัดกลุ้มในใจก็เพิ่มทวีขึ้นไปด้วย
“คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ ขบวนวิวาห์มาถึงแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ในชุดสีเขียวเดินเข้ามาพร้อมกับหญิงหลายคนที่ค่อนข้างจะมีอายุบอกกับหญิงสาวแสนสวยที่นั่งอยู่หน้ากระจก
ได้ยินดังนั้น หญิงสาวก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แต่นางก็ยอมพยักหน้ารับในที่สุด
นางลุกขึ้นยืน แล้วกางแขนออก
เมื่อเห็นดังนั้นสาวใช้ชุดเขียวก็รีบสั่งให้หญิงสูงอายุทั้งหลายเข้าไปหยิบชุดคลุมที่แขวนอยู่บนราวมาสวมให้คุณหนูอย่างระมัดระวัง
มันเป็นชุดคลุมสีแดงที่หรูหราเหลือเกิน
มันถูกเย็บปักด้วยด้ายเงินและทองคำ ทั้งยังมีลายหงส์คู่ที่เป็นตัวแทนของคู่รักปักอยู่ด้วย
ในแผ่นดินต้าเว่ยปัจจุบัน นอกจากเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงแล้ว มีกลุ่มคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่กล้าสวมชุดที่มีลวดลายเช่นนี้
หญิงสูงวัยทั้งหลายจัดชุดบนร่างหญิงสาวให้เป็นระเบียบอย่างคล่องแคล่วจากนั้นก็นำผ้าสีแดงมาคลุมที่ศีรษะของนางเบาๆ
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะคุณหนู พวกเราออกไปเถอะเจ้าค่ะ”สาวใช้ชุดเขียวพูดด้วยรอยยิ้ม
หญิงสาวไม่ได้กล่าวสิ่งใดตอบกลับมา เพียงพยักหน้าที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีแดงขึ้นลงเบาๆเท่านั้น
เมื่อได้รับการอนุญาต สาวใช้ก็ประคองหญิงสาวออกจากห้องภายใต้การห้อมล้อมของหญิงสูงวัยทั้งหลาย
ดูเหมือนจวนที่พวกนางอาศัยอยู่จะกว้างขวางไม่เบา
หลังเดินออกมาจากห้องของหญิงสาว พวกนางต้องเดินต่อไปอีกนานเลยทีเดียวกว่าจะออกมานอกจวนสำเร็จซึ่งในขณะนี้ ขบวนวิวาห์อันแสนยิ่งใหญ่รออยู่ตรงนั้นนานแล้ว
ผู้ที่ยืนนำอยู่หน้าขบวนเป็นหญิงวัยกลางคนแต่งกายในชุดของแม่สื่อนางหนึ่งเมื่อเห็นว่าในที่สุดหญิงชุดแดงก็เดินออกมาจากจวนภายใต้การห้อมล้อมของสาวใช้ นางก็รีบเดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทันที “วันนี้คุณหนูฉางเสว่ช่างงดงามจริงๆขอให้ท่านและแม่ทัพเป่ยอยู่กันไปจนแก่จนเฒ่า รักและเข้าใจกันตลอดไปนะเจ้าคะ”
“ขอบใจท่านมาก” หญิงใต้ผ้าคลุมสีแดงพยักหน้าเบาๆเป็นจังหวะเดียวกับที่สาวใช้ชุดเขียวข้างกายหยิบถุงเงินออกมาแล้วยัดมันเข้าไปในมือของแม่สื่อ
แม่สื่อรับถุงเงินมา ก่อนจะลอบชั่งน้ำหนักถุงเงินในมืออย่างแนบเนียนจากนั้น รอยยิ้มของนางก็แลดูสดใสกว่าเดิมมาก
นี่เป็นของขวัญในพิธีมงคล ตามประเพณีของแผ่นดินต้าเว่ยก่อนเจ้าสาวจะขึ้นนั่งไปบนเกี้ยว ฝ่ายหญิงต้องมอบเงินให้แม่สื่อ เป็นการขอบคุณที่นางช่วยสานสัมพันธ์นั่นเองส่วนอีกอย่าง การทำเช่นนี้ก็นับเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองด้วย
แม่สื่อเก็บถุงเงินเข้าไปในอกเสื้อด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และยื่นมือเข้าไปรับหญิงชุดแดงเพื่อรับช่วงต่อจากสาวใช้ชุดเขียว
“ขึ้นเกี้ยวได้!” นางจูงมือหญิงชุดแดงไปที่เกี้ยวหน้าขบวนจากนั้นกล่าวด้วยเสียงที่แหลมและดังเป็นพิเศษ ฟังดูประหลาดไปจากเดิมมาก
ชายที่ทำหน้าที่แบกเกี้ยวรีบวางเกี้ยวลงก่อนหญิงในชุดสาวใช้อีกคนจะเดินเข้าไปเลิกม่านที่หน้าเกี้ยวขึ้น
“ขึ้นไปเถอะเจ้าค่ะ คุณหนู” แม่สื่อพูดข้างหูหญิงชุดแดงเบาๆ
หญิงชุดแดงพยักหน้า ก่อนจะก้มหน้าลงต่ำ นางเลิกผ้าคลุมสีแดงที่เบื้องหน้าออกพลางเหลียวกลับไปมองทางด้านหลังอีกครา แต่ก็ไม่ได้พบกับร่างที่กำลังรอคอยแต่อย่างใด
“ไม่มาก็ดีเหมือนกัน” นางคิดเช่นนั้นในใจ ก่อนจะเลิกหวังลมๆ แล้งๆแล้วก้าวยาวๆ ขึ้นไปบนเกี้ยวในที่สุด
“ดนตรี!”แม่สื่อตะโกนสั่ง
และแล้ว เสียงฆ้องที่ดังสนั่นก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง
“ยกเกี้ยว!”
เมื่อสิ้นเสียงตะโกนชายที่มีหน้าที่แบกเกี้ยวทั้งหลายก็ยกเกี้ยวขึ้นจากพื้นดินก่อนขบวนวิวาห์จะมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย จวนเทพนักรบ มังกรคำรามอย่างเชื่องช้าโดยมีเสียงประทัดดังรัวขึ้นตามหลัง
การเดินทางดำเนินไปอย่างครื้นเครง ทั้งยังราบรื่นมากอีกด้วย
ไม่มีทั้งความบังเอิญ หรือเหตุการณ์ผิดแปลกเกิดขึ้นแต่อย่างใด
นั่นทำให้หญิงชุดแดงรู้สึกพูดไม่ออกขึ้นมา นางไม่อาจอธิบายความรู้สึกนั้นออกมาด้วยคำพูดได้เลย
เกี้ยวของนางเดินตามขบวนมาจนถึงจวนเทพนักรบได้อย่างราบรื่น ไม่ได้มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างที่นางหวังเอาไว้ในใจ...
เกี้ยวหยุดลงในที่สุด
“คุณหนูฉางเสว่ ถึงจวนเทพนักรบแล้วเจ้าค่ะ”เสียงของแม่สื่อดังมาจากด้านนอกของเกี้ยว
“อืม” นางขานรับเบาๆ ก่อนจะเลิกผ้าม่านหน้าเกี้ยวขึ้น และก้าวออกไปด้านนอกในที่สุด
บัดนี้ จวนเทพนักรบเต็มไปด้วยแขกเหรื่อมากเสียจนมืดฟ้ามัวดินซึ่งแม้จุดที่นางยืนอยู่จะอยู่ห่างจากพื้นที่จัดงานภายในจวนมากถึงเพียงนี้ แต่นางก็ยังได้ยินเสียงอวยพรพูดคุย และแสดงความยินดีได้อย่างเลือนรางเลย
ทันใดนั้น คนรับใช้ที่มารออยู่หน้าจวนตั้งแต่แรกก็จุดประทัดขึ้น นางเลิกผ้าคลุมศีรษะขึ้นเบาๆแล้วมองดูจวนเทพนักรบที่มีโคมไฟวิวาห์สีแดงแขวนอยู่หน้าประตูก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครา
กะละมังที่เต็มไปด้วยถ่านไฟซึ่งยังคงติดไฟอยู่ถูกยกเข้ามาวางที่เบื้องหน้านาง
“คุณหนู ได้เวลาเดินข้ามไฟแล้วเจ้าค่ะ” แม่สื่อบอกแบบนั้น
“อืม” นางพยักหน้าอีกครั้ง หลังลังเลอยู่เล็กน้อย ในที่สุดนางก็ก้าวข้ามกะละมังที่มีถ่านติดไฟไป
“หลังข้ามไฟมาแล้ว ชีวิตจากนี้ก็จะโชติช่วงรุ่งเรืองราวกับเปลวเพลิงแล้วเจ้าค่ะ” แม่สื่อพูดอวยพรอีกครั้งอย่างรู้งานสาวใช้ที่มาพร้อมกับคุณหนูจึงยื่นถุงเงินไปให้แม่สื่ออีกครั้ง
แม่สื่อยิ้มกว้างมากขึ้นทันตา นางประคองหญิงชุดแดงเอาไว้ก่อนผู้เป็นเจ้าสาวจะเดินเข้าไปในจวนเทพนักรบภายใต้การห้อมล้อมของสาวใช้ในที่สุด
ทว่าวินาทีที่นางเดินเข้าไปในจวน จู่ๆเกล็ดหิมะสีขาวก็ร่วงลงมาจากท้องนภาอย่างแผ่วเบา
ในที่สุดหิมะแรกที่เป็นสัญญาณของการเข้าสู่ฤดูหนาวก็มาเยือนเมืองฉางอันจนได้
ซูฉางอันเดินอยู่ท่ามกลางหิมะในยามราตรี ทั้งศีรษะ ไหล่และตามเนื้อตามตัวล้วนมีหิมะติดอยู่เต็มไปหมด แต่เขากลับทำราวกับมองไม่เห็นมัน
ที่เบื้องหน้า เขาเห็นแสงสีแดงกลุ่มหนึ่งลอยอยู่ในจุดที่ไม่ไกลออกไป
นั่นน่าจะเป็นแสงจากโคมไฟวิวาห์ของใครบางคนสินะ
แสงจากโคมไฟสว่างเจิดจ้า แลดูโดดเด่นเหลือเกิน ช่างไม่เข้ากับหิมะที่เย็นเฉียบโดยรอบเอาเสียเลย
ทันใดนั้น ซูฉางอันพลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในหัวใจเขาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น บูตหนังสีดำถูกย่ำลงบนหิมะที่เพิ่งตกลงบนพื้นดินทำให้เกิดเสียงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้นว่าเสียงนั้นจะเบาแต่ภายใต้ถนนที่เงียบสงัดและไร้ผู้คน เสียงนั้นยังคงดังมากจนก้องไปทั่วอยู่ดี
เขาจะดับไฟทุกดวงที่นี่... เพื่อใครบางคน
เพราะนี่ควรจะเป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมองและใครบางคนก็ควรจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้
เขาเดินตรงไปจนสุดซอย อีกเพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยจั้งก็จะถึงจุดหมายแล้ว... จวนเทพนักรบ มังกรคำราม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเช่นเดียวกันก็ดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองตามเสียง
ร่างของใครคนหนึ่งก้าวออกมาจากมุมหนึ่งของซอย
เป็นชายที่มีอายุมากกว่าเขานิดหน่อย
เขาอยู่ในชุดที่ทำจากผ้าเนื้อดีสีดำ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่าเย็นชาราวกับน้ำแข็งเขาแบกหอกยาวเอาไว้บนหลังขณะที่หอกสีแดงฉานก็ประกายแสงที่คมกริบและน่าสยดสยองในคืนที่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวทว่าก็มืดมนจนน่าเศร้าหมองอย่างไม่อาจหยุดยั้ง
วินาทีที่ได้เห็นซูฉางอัน ชายคนนั้นชะงักฝีเท้าลงทันที
เขามองมายังซูฉางอัน มองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าและหยุดสายตาลงที่ดาบซึ่งซูฉางอันแบกเอาไว้บนแผ่นหลังในที่สุด
เขารู้จักซูฉางอัน และซูฉางอันก็เช่นกัน
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่” เขาถามเช่นนั้น ก่อนจะหยิบหอกยาวที่ด้านหลังออกมาจับเอาไว้ในมือพลันรังสีสังหารที่น่าสยดสยองพลันกระจายออกจากร่างของเขา
“แล้วเจ้าล่ะ มาทำอะไรที่นี่? ” ซูฉางอันถามกลับก่อนจะหยิบดาบลงจากบนแผ่นหลัง แล้วยกมันมาป้องเอาไว้ที่หน้าอก พลันพลังแห่งดาบสายฟ้า และเพลิงศักดิ์สิทธิ์ก็ปะทุออกไปในพริบตา
“ข้ามาช่วยคน” ชายผู้นั้นกล่าวเช่นนั้น
“ข้ามาฆ่าคน” ซูฉางอันตอบกลับ
“ดูท่า เราจะไปด้วยกันได้นะ” ชายคนนั้นพยักหน้า ก่อนจะทอประกายรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าที่ขาวซีด
“หวังว่าเราจะได้กลับออกมาพร้อมกันนะ” ซูฉางอันพูดด้วยรอยยิ้ม